- หน้าแรก
- ท่านพ่อพักก่อน วันนี้ข้าขอด่าฮ่องเต้เอง!
- บทที่ 160 กระหม่อมเว่ยซูอวี้ขอวิงวอนให้ฝ่าบาททรงอนุญาตให้ส่งเสริมการค้า
บทที่ 160 กระหม่อมเว่ยซูอวี้ขอวิงวอนให้ฝ่าบาททรงอนุญาตให้ส่งเสริมการค้า
บทที่ 160 กระหม่อมเว่ยซูอวี้ขอวิงวอนให้ฝ่าบาททรงอนุญาตให้ส่งเสริมการค้า
บทที่ 160 กระหม่อมเว่ยซูอวี้ขอวิงวอนให้ฝ่าบาททรงอนุญาตให้ส่งเสริมการค้า
ฮือฮา
เหล่าขุนนางพากันวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
พวกเขาต่างก็มองไปที่ฝางเสวียนหลิง เสนาบดีซ้ายแห่งกรมเลขาธิการผู้ซึ่งเป็นคนดูแลเรื่องภาษีอย่างไม่รู้ตัว
ฝางเสวียนหลิงไม่มีสีหน้าหรืออารมณ์ใด ๆ แสดงออกมาให้เห็นเลย
และบนบัลลังก์มังกร หลี่ซื่อหมินก็ทรงไม่ได้แสดงสีหน้าหรืออารมณ์ใด ๆ ออกมาให้เห็นเช่นเดียวกัน!
ทำไมพระองค์ถึงต้องทรงสนับสนุนนโยบายส่งเสริมการค้าของเว่ยซูอวี้ด้วยล่ะ?
เพียงเพราะเป็นคำแนะนำของขุนนางคนหนึ่งงั้นหรือ?
ไม่ใช่...
แต่มันเป็นเพราะผลประโยชน์ต่างหากล่ะ!
ภายใต้สถานการณ์ที่ราษฎรและราชสำนักต่างก็ได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน พระองค์ถึงจะทรงยอมให้เว่ยซูอวี้นำเสนอเรื่องนี้ในราชสำนักได้!
นี่ต่างหากที่เป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้พระองค์ทรงสนับสนุนการพัฒนาทางด้านการค้าอย่างเต็มที่!
“ฝ่าบาท จากตัวอย่างของเจียงหนาน กระหม่อมคิดว่านโยบายส่งเสริมการค้านี้สามารถนำไปปฏิบัติจริงได้พ่ะย่ะค่ะ!” อวี๋ซื่อหนานโค้งคำนับ
“ยอดขุนนางอวี๋ช่างมีน้ำใจเสียจริง ๆ”
หลี่ซื่อหมินตรัสตอบ จากนั้นพระองค์ก็ทรงหันไปมองเหล่าขุนนาง “ขุนนางที่รักทั้งหลาย ยังมีเรื่องอะไรจะพูดอีกหรือไม่?”
ในตอนนี้คนที่สมควรจะก้าวออกมาก็ก้าวออกมากันจนหมดแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้นอวี๋ซื่อหนานก็ได้ใช้ความจริงมาพิสูจน์ให้เห็นถึงข้อดีของนโยบายส่งเสริมการค้า แล้วคนอื่นจะเอาอะไรมาใช้พูดคัดค้านได้อีกล่ะ?
แต่ความเป็นจริงมันก็ช่างแปลกประหลาดเสียจริง ๆ
มีคนก้าวออกมาอีกแล้ว แถมยังเป็นคนที่คุ้นเคยกันดีอีกด้วย... จ่างซุนอู๋จี้!
“ฝ่าบาท นโยบายส่งเสริมการค้านี้มันก็อาจจะไม่ได้เลวร้ายอะไรนัก...”
ในระหว่างที่พูด จ่างซุนอู๋จี้ก็กวาดสายตามองเหล่าขุนนางแวบหนึ่ง “แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่านโยบายนี้มันยากที่จะนำไปปฏิบัติได้จริง”
หืม?
หลี่ซื่อหมินทรงขมวดพระขนงและก็ทรงตระหนักขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว...
เสียงคัดค้านของเหล่าขุนนางในราชสำนักมันช่างรุนแรงมากจนเกินไปแล้ว
แคว้นต้าถังยังคงต้องการเหล่าขุนนางมาช่วยบริหารปกครอง ในเมื่อขุนนางทุกคนต่างก็คัดค้าน ต่อให้นโยบายส่งเสริมการค้านี้จะผ่านการเห็นชอบจากที่ประชุมขุนนางได้ คาดว่าบรรดาลูกน้องที่อยู่ใต้บังคับบัญชาก็คงจะแสร้งทำเป็นปฏิบัติตามแต่ลับหลังกลับไม่ยอมทำตามอย่างแน่นอน
และคนที่ให้การสนับสนุนเพียงคนเดียวก็คืออวี๋ซื่อหนาน!
ถึงแม้ว่าอวี๋ซื่อหนานก็มีพรรคพวกเป็นของตนเอง
แต่ว่าพรรคพวกกลุ่มนั้นกลับมีอำนาจในราชสำนักที่น้อยนิดมากจนเกินไปจริง ๆ
ในเวลาปกติพวกเขาก็มักจะชอบแลกเปลี่ยนเรื่องการเขียนพู่กันและการวาดภาพกันเท่านั้น
ส่วนตัวอวี๋ซื่อหนานเองเขาก็แก่ชรามากจนขาข้างหนึ่งก้าวลงไปในโลงศพแล้ว
การที่เขาสนับสนุนนอกจากการทำให้ราชสำนักมีเสียงเห็นด้วยเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งเสียงแล้ว มันก็ไม่ได้มีประโยชน์บ้าบออะไรเลย...
“ฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่านโยบายส่งเสริมการค้าเป็นเรื่องสำคัญมาก สมควรที่จะต้องนำไปหารือกันใหม่อีกครั้งพ่ะย่ะค่ะ”
ชุยจื๋อแห่งสกุลชุยแห่งปั๋วหลิงก้าวออกไปข้างหน้าแล้วโค้งคำนับ
ในเมื่อโต้แย้งไม่ชนะแล้วจะใช้วิธีประวิงเวลาไม่ได้เชียวหรือ?
เมื่อประวิงเวลาไปเรื่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า เรื่องนี้มันก็ย่อมที่จะเงียบหายไปเองนั่นแหละ
“กระหม่อมเห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
“กระหม่อมเห็นด้วยพ่ะย่ะค่ะ”
และเมื่อชุยจื๋อพูดจบ เหล่าขุนนางก็พากันโค้งคำนับอย่างพร้อมเพรียงกัน
ในช่วงเวลาหนึ่งภายในราชสำนักก็เต็มไปด้วยเสียงของผู้ที่เห็นด้วย ขุนนางทุกคนต่างก็โค้งคำนับให้กับหลี่ซื่อหมินและไม่มีใครยอมยืดตัวตรงขึ้นมาเป็นเวลานาน
สีพระพักตร์ของหลี่ซื่อหมินก็เคร่งเครียดลงในทันที
นี่แหละคือการประชุมขุนนาง ต่อให้พระองค์จะทรงเป็นถึงฮ่องเต้แต่พระองค์ก็ไม่สามารถฝืนความรู้สึกของคนหมู่มากได้
“ซูอวี้ เจ้ายังมีเรื่องอะไรจะพูดอีกหรือไม่?”
มาถึงขั้นนี้แล้ว หลี่ซื่อหมินก็ทรงไม่มีหนทางอื่นใดอีกแล้ว
การที่เหล่าขุนนางพากันมากดดันพระองค์ หากพระองค์ทรงฝืนบังคับให้นำนโยบายนี้ไปใช้ มันก็รังแต่จะส่งผลเสียตามมาเสียมากกว่า
อันที่จริงพระประสงค์เดิมของพระองค์ก็คือการให้เว่ยซูอวี้ก้าวออกมาก่อนเพื่อเป็นการแจ้งให้เหล่าขุนนางได้เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ก่อน
รอจนกว่าเหล่าขุนนางจะได้เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ก่อนแล้ว การที่จะให้พวกเขายอมรับมันก็จะไม่ทำให้พวกเขารู้สึกต่อต้านมากจนเกินไป
จากนั้นก็ดึงขุนนางในราชสำนักกลุ่มหนึ่งเข้ามาเป็นพวก แล้วค่อยให้เว่ยเจิงนำเสนอเรื่องนี้ขึ้นมา...
และเมื่อถึงเวลาที่นโยบายนี้ผ่านการเห็นชอบไปได้แล้ว มันก็ย่อมที่จะสามารถนำไปปฏิบัติจริงได้อย่างราบรื่น
มิเช่นนั้นมันก็คงจะไม่เกิดสถานการณ์ที่คนสนิทอย่างจ่างซุนอู๋จี้และฝางเสวียนหลิงต้องมาคัดค้านกันแบบนี้หรอก
ใครจะไปคาดคิดล่ะว่าเว่ยซูอวี้จะดุดันขนาดนี้...
เขาโต้แย้งจนเหล่าขุนนางทุกคนต่างก็ต้องพูดไม่ออกกันไปหมด
ภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้กลับเป็นฝ่ายทำให้หลี่ซื่อหมินทรงทำอะไรไม่ถูกขึ้นมาเสียเอง
“ฝ่าบาท กระหม่อมคิดว่าการคัดค้านของขุนนางทุกคนนั้นมันไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลยพ่ะย่ะค่ะ”
เว่ยซูอวี้โค้งคำนับแล้วกราบทูลกลับไป
และเมื่อเขาพูดจบมันก็เรียกเสียงโจมตีจากเหล่าขุนนางมาได้ในทันที
“บังอาจ!”
“สามหาว!”
“นี่เจ้ากำลังดูหมิ่นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของราชสำนักอยู่งั้นหรือ?”
เหล่าขุนนางแต่ละคนต่างก็ตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงที่เกรี้ยวกราด
แต่ทว่าเว่ยซูอวี้กลับไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ เลยแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่พูดพร่ำพรรณนาต่อไปว่า...
“เมื่อวานนี้ท่านพ่อได้พูดกับกระหม่อมประโยคหนึ่ง...”
“เขาบอกว่าประโยคนี้คือสิ่งที่ฝ่าบาทตรัสเอาไว้ เขารู้สึกละอายใจเป็นอย่างมากที่ไม่สามารถช่วยเหลือแบ่งเบาภาระให้กับฝ่าบาทได้...”
เมื่อคำพูดนี้ถูกพูดออกมา มันก็ดึงดูดความสนใจของเหล่าขุนนางได้ในทันที
พวกเขาต่างก็รู้สึกสงสัยเป็นอย่างมากว่าคำพูดแบบไหนกันนะที่สามารถทำให้หลี่ซื่อหมินและเว่ยเจิงต้องตกอยู่ในความยากลำบากได้
“ฝ่าบาทตรัสว่า ‘มีนโยบายใดบ้างที่สามารถทำให้ทั่วทั้งแผ่นดินรอดพ้นจากภัยพิบัติได้หรือไม่?’”
“สิ่งที่กระหม่อมอยากจะพูดก็คือ ‘ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ!’”
“แต่กระหม่อมเคยได้ยินคำพูดที่ว่า ‘ความมุ่งมั่นของมนุษย์สามารถเอาชนะลิขิตฟ้าได้!’”
“ทุกครั้งที่มีภัยพิบัติเกิดขึ้นในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ความกดดันทั้งหมดก็จะมาตกอยู่ที่ราชสำนัก”
“และทุกสิ่งทุกอย่างก็จะต้องให้ราชสำนักเป็นคนออกหน้าไปแก้ไข”
“ฝ่าบาททรงคิดเช่นนั้นหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ? พวกท่านทุกคนก็คิดเช่นนั้นด้วยใช่หรือไม่?”
เว่ยซูอวี้หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เขาเงยหน้าขึ้นและมองไปที่หลี่ซื่อหมิน
การจ้องมองฮ่องเต้อย่างตรง ๆ แม้ว่ามันจะเป็นการลบหลู่เบื้องสูง
แต่ในตอนนี้หลี่ซื่อหมินกลับไม่ทรงสนพระทัยเรื่องพวกนั้นแล้ว พระองค์ทรงขมวดพระขนงและตรัสถาม “แล้วมันไม่สมควรจะเป็นเช่นนั้นงั้นหรือ?”
“ราชสำนักเก็บภาษีก็ย่อมจะต้องคอยปกป้องคุ้มครองราษฎรให้ดีที่สุดสิ”
เว่ยซูอวี้พยักหน้า “แต่ฝ่าบาทเคยทรงพิจารณาดูหรือไม่ว่ากว่าที่ราชสำนักจะได้รับข่าว มันจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่งั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“กว่าที่ราชสำนักจะรวบรวมเสบียงอาหารและสิ่งของต่าง ๆ เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้วส่งมันไปให้ ในระหว่างนั้นจะต้องใช้เวลานานเท่าไหร่งั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“แม้ราชสำนักจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือแล้ว แต่ไม่คิดว่าประสิทธิภาพในการทำงานมันจะล่าช้าเกินไปหน่อยหรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่ซื่อหมินก็ทรงขมวดพระขนงอีกครั้ง
พระองค์ทรงเก็บเอาคำพูดนี้ไปคิดทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า และก็ทรงรู้สึกว่ามันมีเหตุผลอยู่บ้างเหมือนกัน
แต่ระบบการสื่อสารในสมัยโบราณมันล้าหลังมาก พระองค์จึงไม่สามารถคิดหาวิธีที่ดีกว่านี้ออกมาได้เลย
จู่ ๆ พระเนตรของพระองค์ก็เป็นประกายขึ้นมา
“เจ้าหมายความว่าการส่งเสริมการค้ามันจะสามารถแก้ไขปัญนี้ได้งั้นหรือ?” หลี่ซื่อหมินตรัสถาม
“กระหม่อมไม่กล้ารับประกันพ่ะย่ะค่ะ”
เว่ยซูอวี้ส่ายหน้าด้วยความจนปัญญา “แต่กระหม่อมยังเคยได้ยินคำพูดอีกประโยคหนึ่งที่ว่า...”
“‘เมื่อฝ่ายหนึ่งได้รับความเดือดร้อน คนจากแปดทิศก็จะมาช่วยเหลือ!’”
“เมื่อมีพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งต้องเผชิญกับภัยพิบัติ พวกพ่อค้า ราษฎร และเจ้าหน้าที่ทางการจากทุกสารทิศต่างก็พากันยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ ฝ่าบาททรงสามารถจินตนาการถึงภาพเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ของการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในครั้งนั้นได้หรือไม่ล่ะพ่ะย่ะค่ะ?”
ซี้ด...
หลี่ซื่อหมินทรงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
ภาพเหตุการณ์นี้แค่คิดถึงมัน มันก็ทำให้รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกเลยจริง ๆ
“หากให้พวกพ่อค้า ราษฎร และเจ้าหน้าที่ทางการร่วมมือกันออกหน้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยเพื่อลดความสูญเสียให้เหลือน้อยที่สุด และหลังจากนั้นราชสำนักก็ค่อยตามเข้าไปช่วยเหลือ”
“ภายใต้การให้ความร่วมมือกันเป็นขั้นเป็นตอน ความเป็นจริงแล้วภัยพิบัติมันก็ไม่ได้น่ากลัวอะไรเลยนะพ่ะย่ะค่ะ!”
“เงินทอง บ้านเรือน และที่ดินสูญเสียไป ขอเพียงแค่ราษฎรยังมีชีวิตอยู่ไม่นานทุกอย่างก็จะสามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้อย่างแน่นอน”
ขุนนางทุกคนต่างก็จมดิ่งลงสู่ห้วงความคิด
ไม่นานก็มีขุนนางก้าวออกมาเพื่อพูดโต้แย้ง...
“พวกพ่อค้ามีความเห็นแก่ตัวและเป็นที่รังเกียจของผู้คน แล้วพวกเขาจะสามารถเชื่อถือได้อย่างนั้นหรือ?”
อวี้ฉือคังก้าวออกไปข้างหน้า
อันที่จริงบรรดาขุนนางบู๊ต่างก็ไม่ได้มีความรู้สึกที่ดีกับพวกพ่อค้าสักเท่าไหร่นักหรอก
“ในใต้หล้านี้ไม่ได้มีแค่พวกที่ไร้ซึ่งน้ำใจและคุณธรรมเท่านั้น แต่ยังมีลูกผู้ชายตัวจริงที่ให้ความสำคัญกับน้ำใจและคุณธรรมอยู่อีกมากมายเลยนะ!”
เว่ยซูอวี้เพียงแค่ยิ้ม “ขอถามหน่อยเถอะว่าในตอนที่ฝ่าบาททรงออกทำศึกสงครามเพื่อแย่งชิงแผ่นดินเมื่อในอดีตนั้น มีลูกผู้ชายตัวจริงกี่คนกันล่ะที่คอยให้ความช่วยเหลือพระองค์?”
“ในอดีตอู่ซื่อเยว่ก็มีต้นกำเนิดมาจากการเป็นพ่อค้า เขายอมทุ่มเททรัพย์สินเงินทองทั้งหมดของตนเองเพื่อสนับสนุนไท่ซ่างหวง นั่นมันไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีที่สุดหรอกหรือ?”
เหล่าขุนนางถึงกับพูดไม่ออกขึ้นมาอีกครั้ง
ตอนนี้ไท่ซ่างหวงนั้นทรงอำนาจมากจนเกินไปแล้ว มันจึงไม่เหมาะที่จะไปด่าทออู่ซื่อเยว่หรอกนะ
หากเกิดไท่ซ่างหวงทรงพระสติฟั่นเฟือนขึ้นมาแล้วนำตราหยกแผ่นดินมาไล่ทุบตีผู้คนถึงหน้าประตูบ้าน มันก็คงจะดูไม่จืดเลยทีเดียว
“หากแค่อู่ซื่อเยว่คนเดียวมันยังไม่เพียงพอ ถ้าอย่างนั้นข้าจะขอพูดถึงคนอื่น ๆ ให้พวกท่านฟังอีกสักหน่อยก็แล้วกัน...”
“อันที่จริงในการเกิดภัยพิบัติครั้งนี้ก็มีพวกเศรษฐีและตระกูลใหญ่จำนวนไม่น้อยที่ก้าวออกมาเพื่อแจกจ่ายเสบียงอาหารและข้าวต้มให้กับผู้ประสบภัย เพียงแต่ความมีน้ำใจอันน้อยนิดของพวกเขานั้นพวกท่านกลับมองว่ามันเป็นเพียงแค่การนำน้ำเพียงแค่แก้วเดียวไปดับไฟกองโต พวกท่านก็เลยไม่ได้ใส่ใจมันก็เท่านั้นเอง”
“และก็ยังมีผู้ที่มีใจคุณธรรมอีกจำนวนไม่น้อยที่ยอมออกหน้าไปช่วยเหลือ เพียงแต่พวกเขามีจำนวนน้อยเกินไปพวกท่านก็เลยมองข้ามพวกเขาไปก็เท่านั้นเอง”
“แม้กระทั่งครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไรมากมายนักบางครอบครัวก็ยังยอมนำเสบียงอาหารของตนเองออกมาเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยเลย”
“ข้าอยากจะถามพวกท่านสักหน่อยว่าพวกท่านเคยมองเห็นความมีน้ำใจของพวกเขาบ้างหรือไม่?”
เหล่าขุนนางเงียบไป
เว่ยซูอวี้ไม่ได้พูดผิดตรงไหนเลย
การกระทำที่เกิดจากความมีน้ำใจของราษฎรนั้น พวกเขากลับมองว่ามันเป็นเรื่องที่สมควรจะกระทำอยู่แล้ว
“ข้ารู้ดีว่าพวกท่านทุกคนต่างก็คัดค้านนโยบายส่งเสริมการค้า!”
“พวกท่านล้วนแต่เป็นผู้ที่มีความสามารถที่ฝ่าบาททรงคัดเลือกมาจากทั่วทุกสารทิศ เสียงคัดค้านของพวกท่านนั้นมันมีความสำคัญเป็นอย่างมาก...”
ทันใดนั้น เว่ยซูอวี้ก็ขึ้นเสียงดัง...
“แต่ในใต้หล้านี้ไม่ได้มีแค่ราชสำนักเท่านั้น แต่ยังมีราษฎรอีกหลายหมื่นหลายแสนคน และยังมีผู้ที่มีความสามารถระดับแนวหน้าในหลากหลายอาชีพที่แตกต่างกันออกไปอยู่อีกมากมายเลยนะ!”
“เสียงของพวกเขานั้นมันมีความสำคัญมากยิ่งกว่าเสียอีก!”
“พวกท่านสามารถขัดขวางข้าในราชสำนักได้ แต่พวกท่านจะสามารถขัดขวางพวกเขาได้งั้นหรือ?”
“การนำเสนอนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อดึงดูดคนที่มีความสามารถและให้พวกพ่อค้านำสินค้าไปเผยแพร่ทั่วทั้งแผ่นดิน”
“คนทั่วทั้งแคว้นต้าถังจะต้องมีความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจกันถึงจะสามารถสร้างรากฐานความเป็นใหญ่ที่ไม่มีใครสามารถทำลายลงได้ขึ้นมาได้สำเร็จ!”
“สิ่งที่กระหม่อมอยากจะกราบทูลก็คือ...”
เว่ยซูอวี้หันหลังกลับมา สายตาอันเฉียบคมกวาดมองไปที่เหล่าขุนนางทีละคน ๆ และสุดท้ายก็ไปหยุดอยู่ที่หลี่ซื่อหมิน...
“การดึงดูดคนที่มีความสามารถให้เข้ามารับราชการในราชสำนักมันสามารถกำหนดรากฐานของยุคสมัยหนึ่งได้!”
“แต่การดึงดูดคนที่มีความสามารถจากทั่วทั้งแผ่นดินมันจะทำให้สามารถสืบทอดความเป็นใหญ่ไปได้อีกเป็นหมื่น ๆ ปี!”
เมื่อพูดจบ เว่ยซูอวี้ก็ใช้มือทั้งสองข้างประคองแผ่นป้ายถือเอาไว้ เขาโน้มตัวลงเล็กน้อยและน้ำเสียงที่ดังกังวานราวกับระฆังใบใหญ่ก็ดังกึกก้องไปทั่วทั้งตำหนักไท่จี๋...
“กระหม่อมเว่ยซูอวี้ขอวิงวอนให้ฝ่าบาททรงมีพระราชโองการอนุญาตให้ส่งเสริมการค้าด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”