- หน้าแรก
- ท่านพ่อพักก่อน วันนี้ข้าขอด่าฮ่องเต้เอง!
- บทที่ 145 กองทัพสำนักศึกษาแห่งชาติเดินทางมาถึง
บทที่ 145 กองทัพสำนักศึกษาแห่งชาติเดินทางมาถึง
บทที่ 145 กองทัพสำนักศึกษาแห่งชาติเดินทางมาถึง
บทที่ 145 กองทัพสำนักศึกษาแห่งชาติเดินทางมาถึง
ที่ทำการอำเภอหู้
เว่ยซูอวี้ยืนอยู่หน้าประตูที่ทำการอำเภอ ด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด
ภายใต้การข่มขู่และหลอกล่อสารพัดวิธี ในที่สุดเหลียงเจี้ยนฟางก็ยอมใจอ่อน
แต่มีข้อแม้เพียงอย่างเดียวก็คือ หากการจัดการของเว่ยซูอวี้มีข้อผิดพลาด เขาก็มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธการตัดสินใจนั้นได้
“หัวหน้ากองร้อยก้าวออกมา แบ่งทหารออกเป็นทีม ทีมละสิบคน ให้พวกเขาลาดตระเวน และช่วยเหลือผู้คนอยู่ภายในเมือง”
“จำสี่ข้อนี้เอาไว้ให้ดี...”
“หนึ่ง ช่วยคนที่อยู่ใกล้ก่อน แล้วค่อยไปช่วยคนที่อยู่ไกล!”
“สอง ช่วยคนที่สามารถช่วยได้ง่ายก่อน”
“สาม ช่วยคนหนุ่มสาวที่แข็งแรงก่อน เพื่อที่จะได้มีคนมาช่วยขยายทีมกู้ภัยของเรา ให้ใหญ่ขึ้น”
“สี่ ช่วยคนเป็นก่อน แล้วค่อยช่วยคนตาย หากสถานการณ์ฉุกเฉินจนช่วยไม่ทัน ก็ให้หาทางเปิดส่วนหัวของผู้ประสบภัยออกมาให้ได้ก่อน เพื่อให้พวกเขาสามารถหายใจได้ แล้วค่อยไปช่วยเหลือคนอื่นต่อ...”
“ออกเดินทางได้!”
พรึ่บ
เมื่อพูดจบ
ทหารกลุ่มใหญ่ก็พากันแยกย้าย ออกไปปฏิบัติหน้าที่ ในพริบตาเดียว
แม้เหลียงเจี้ยนฟางจะจัดเตรียมกำลังคน ไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยบ้างแล้ว แต่ประสิทธิภาพในการทำงาน ก็คงจะเทียบไม่ได้กับวิธีการของเว่ยซูอวี้หรอก
“หมอทหารและหมอชาวบ้านก้าวออกมา ให้ส่วนหนึ่งอยู่เตรียมพร้อมรอรับคำสั่งที่นี่ ส่วนคนที่เหลือให้แบ่งออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละสองคน เพื่อติดตามทีมกู้ภัยไป”
“และก็ต้องจำเอาไว้ให้ดีว่าจะต้องปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อน จากนั้นก็เข้าเฝือกให้เรียบร้อย แล้วค่อยทำการเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ...”
หลังจากที่อธิบายรายละเอียดเสร็จสิ้น เหลียงเจี้ยนฟางก็จัดเตรียมกำลังคน ส่วนหมอทหารก็แยกย้ายออกไปเช่นเดียวกัน
“ท่านนายอำเภอหลัว ท่านจะต้องเป็นคนออกหน้าไปเกณฑ์ชาวบ้าน ให้มาช่วยกันทำความสะอาดถนนหนทาง และจงจำเอาไว้ว่า ให้อยู่ห่างจากทางลาดชัน และอาคารบ้านเรือนที่สูง ๆ... อากาศร้อนอบอ้าวขนาดนี้ อย่าได้ไปแอบพักผ่อนตามซอกกำแพง ใต้สะพาน หรือใต้ต้นไม้เป็นอันขาด”
“นอกจากนี้ก็ให้ระดมกำลังคนมาช่วยกันสร้างที่พักอาศัยชั่วคราวด้วย”
“ให้หมอทหารและหมอชาวบ้านที่เหลือ ไปรวมตัวกันอยู่ที่นั่น เพื่อเตรียมพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้บาดเจ็บได้ตลอดเวลา!”
นายอำเภอหลัวรับคำสั่ง แล้วก็นำบรรดาเจ้าหน้าที่ของทางการ ออกไปปฏิบัติหน้าที่
หลังจากที่ได้ประกาศนโยบาย เพิ่มเติมไปอีกหลายข้อแล้ว เว่ยซูอวี้ก็หันไปมองเหลียงเจี้ยนฟาง...
“ท่านแม่ทัพเหลียง เตรียมตัวเปิดยุ้งฉาง เพื่อแจกจ่ายเสบียงอาหารได้แล้ว!”
เหลียงเจี้ยนฟางรู้สึกลังเลใจอยู่บ้าง เขากล่าวว่า “การเปิดยุ้งฉางเพื่อแจกจ่ายเสบียงอาหาร จำเป็นที่จะต้องขอราชโองการจากฝ่าบาทก่อนนะ”
“ขอราชโองการหาอะไรล่ะ”
เว่ยซูอวี้ตอบกลับด้วยความโมโห “ราษฎรเดือดร้อนกันถึงขนาดนี้แล้ว ท่านคิดว่าฝ่าบาทจะไม่ทรงอนุญาต ให้เปิดยุ้งฉางเพื่อแจกจ่ายเสบียงอาหารงั้นหรือ?”
“เรื่องนี้...”
เหลียงเจี้ยนฟางยิ่งรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ มากขึ้นไปอีก เขาขยับเข้าไปใกล้ ๆ เว่ยซูอวี้ แล้วกระซิบเสียงเบา “ผู้ตรวจการน้อย ท่านไม่รู้จริง ๆ หรือว่าท่านมาที่ค่ายทหารเพื่ออะไรน่ะ?”
หืม?
เว่ยซูอวี้ถึงกับอึ้งไปเลย
ทันใดนั้นเขาก็เบิกตากว้าง “ท่านคงจะไม่ได้บอกข้าว่ามันไม่มีเสบียงอาหารเหลืออยู่หรอกนะ?”
เหลียงเจี้ยนฟางยิ้มขื่น แล้วพยักหน้า
เรื่องนี้อวี้ฉือกงได้ปิดบังเอาไว้ และได้ถวายรายงานให้หลี่ซื่อหมินทรงทราบ อย่างลับ ๆ เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น
หากเรื่องนี้รู้ไปถึงหูของเหล่าขุนนางในราชสำนักล่ะก็
แม่ทัพส่วนใหญ่ในค่ายทหารทั้งหมด ก็คงจะไม่แคล้วต้องถูกปลดออกจากตำแหน่ง อย่างแน่นอน
“เสบียงอาหารของกองทัพถูกคนทุจริตไป แล้วเสบียงอาหารเหล่านั้นมันหายไปไหนล่ะ ตรวจสอบดูแป๊บเดียว มันก็รู้ความจริงแล้วไม่ใช่หรือไง?” เว่ยซูอวี้ถามด้วยความไม่เชื่อ
“บอกความจริงกับท่านเลยก็แล้วกัน...”
เหลียงเจี้ยนฟางดึงตัวเว่ยซูอวี้ หลบไปด้านข้าง “เสบียงอาหารไม่ได้ถูกคนทุจริตไปหรอก แต่มันถูกคนสับเปลี่ยน จนกลายเป็นกองทรายไปหมดแล้วล่ะ”
“แล้วพวกท่านไม่ได้ตรวจสอบสินค้า กันก่อนเลยหรือไง?”
“ตรวจสอบแล้วสิ”
เหลียงเจี้ยนฟางยิ้มขื่น “ไม่ใช่แค่ข้าที่ตรวจสอบนะ แม้แต่ท่านแม่ทัพใหญ่อวี้ฉือ ก็ยังเป็นคนตรวจสอบด้วยตนเองเลย ในตอนนั้นพวกเรายังมีเสบียงสำรองเหลืออยู่อีกมาก ก็เลยนำเสบียงอาหารล็อตใหม่ไปเก็บเอาไว้ในโกดัง แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าหลังจากผ่านไปได้ครึ่งเดือน เสบียงอาหารเหล่านั้น มันก็กลายเป็นกองทรายไปซะอย่างงั้นแหละ”
“...”
พวกท่านนี่ช่างเก่งกาจเสียจริง ๆ เลยนะ
เสบียงอาหารเก็บเอาไว้ในโกดังของตนเองแท้ ๆ แต่กลับถูกคนสับเปลี่ยนไปซะได้อย่างงั้นแหละ
โชคดีนะ ที่ข้าไม่ได้ไปตรวจสอบสมุดบัญชี
หากขืนตรวจสอบไป มันก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาเลยไม่ใช่หรือไง?
“เดี๋ยวก่อนสิ...”
เว่ยซูอวี้ขมวดคิ้ว “นั่นมันเป็นเสบียงอาหารในค่ายทหารของท่าน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับอำเภอหู้ล่ะ? อำเภอหู้ก็สมควรที่จะมียุ้งฉางสำรอง ของตนเองอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง?”
“อะแฮ่ม...”
เหลียงเจี้ยนฟางกระแอมไอด้วยความกระอักกระอ่วนใจ “ก็เพราะในค่ายทหารไม่มีเสบียงอาหารเหลืออยู่เลย พวกเราก็เลยต้องขอยืมเสบียงอาหาร จากยุ้งฉางของอำเภอหู้มาใช้ก่อนน่ะสิ”
ช่างไร้ยางอายเสียจริง ๆ
เว่ยซูอวี้ถึงกับพูดอะไรไม่ออกเลยทีเดียว
มิน่าล่ะ ในตอนที่ข้าไปถึงค่ายทหาร อวี้ฉือกงถึงได้ไม่ยอมปริปากพูด ถึงเรื่องเสบียงอาหารของกองทัพเลยแม้แต่ครึ่งคำ
ลองคิดดูให้ดีสิ หากเรื่องน่าอายแบบนี้ถูกเปิดเผยออกไป เว่ยเจิงยังจะยอมตอบตกลง เรื่องงานแต่งงานอีกงั้นหรือ?
นี่กะจะมัดมือชกให้งานแต่งงานสำเร็จลุล่วงไปเสียก่อน เพื่อให้ตระกูลเว่ย ต้องกลืนไม่เข้าคายไม่ออกสินะ
“ท่านแม่ทัพเหลียง ตอนนี้ข้ายิ่งมีเหตุผลที่จะสงสัยว่าท่านทุจริตเสบียงอาหารของกองทัพมากขึ้นไปอีกแล้วล่ะ” เว่ยซูอวี้พูดด้วยความรังเกียจ
“อย่ามาพูดจาเลื่อนเปื้อนนะ”
เหลียงเจี้ยนฟางตาพองโต เขาตบหน้าอกของตนเอง แล้วคำรามเสียงดัง “ข้ามีความซื่อสัตย์จงรักภักดี ต่อแผ่นดินอย่างหาที่สุดไม่ได้!”
หลังจากโต้เถียงกันอยู่พักหนึ่ง
เมื่อเหลียงเจี้ยนฟางสาบานว่าจะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ และจะเชื่อฟังคำสั่งของเว่ยซูอวี้ทุกอย่าง เว่ยซูอวี้ถึงได้ยอมปล่อยเหลียงเจี้ยนฟางไป
“ถวายรายงานให้ราชสำนักทราบ แล้วขอให้ราชสำนัก ส่งเสบียงอาหารมาช่วยเถอะ” เว่ยซูอวี้ถอนหายใจออกมา
เหลียงเจี้ยนฟางรับคำสั่ง แล้วจัดเตรียมกำลังคน เพื่อไปขอเบิกเสบียงอาหารจากราชสำนัก
เว่ยซูอวี้เป็นผู้นำทุกคน ในการปฏิบัติภารกิจที่แนวหน้า
ในขณะที่พวกเขากำลังช่วยกันสร้างที่พักอาศัยชั่วคราว กันอย่างขะมักเขม้นอยู่นั้น ทหารที่ถูกส่งตัวไปขอเบิกเสบียงอาหารจากราชสำนัก ก็เดินทางกลับมาแล้ว
“รายงาน”
ทหารผู้นั้นลงจากม้า แล้วก็รีบวิ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว
“ท่านแม่ทัพเหลียง ท่านผู้ตรวจการน้อย...”
ทหารผู้นั้นหอบหายใจอยู่สองสามครั้ง แล้วจึงค่อยเอ่ยปากพูด “เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ ราชสำนักไม่มีเสบียงอาหารเหลืออยู่เลย ราชสำนักขอให้พวกเรายืนหยัดต่อไปให้ได้ถึงเจ็ดวันขอรับ”
“อะไรนะ?”
เว่ยซูอวี้ถึงกับอึ้งไปเลย “ทำไมราชสำนักถึงไม่มีเสบียงอาหารเหลืออยู่เลยล่ะ?”
ทหารผู้นั้นยิ้มขื่น “พื้นที่รอบ ๆ เมืองฉางอัน ล้วนแต่พังทลายลงมา เพราะแผ่นดินไหว เสบียงอาหารจึงถูกทับถมจนเสียหายไปไม่น้อยเลยขอรับ”
“แถมเมืองหยางโจว ก็ยังเกิดน้ำท่วมอีก ตอนนี้ราชสำนักกำลังเร่งส่งเสบียงอาหาร ไปช่วยทางนั้นอยู่ขอรับ”
เว่ยซูอวี้ก็กระจ่างแจ้งขึ้นมาในทันที
แผ่นดินไหว ทำให้เสบียงอาหารได้รับความเสียหายไปไม่น้อย หากนำมาคัดแยกดู ก็คงจะพอมีเหลือให้กินได้บ้าง
แต่น้ำท่วม ทำให้เสบียงอาหารจมน้ำเสียหายไปจนหมด แทบจะนำมากินไม่ได้เลย
คราวนี้เว่ยซูอวี้ก็เริ่มจะรู้สึกลำบากใจขึ้นมาแล้วล่ะ
เสบียงอาหารมันไม่ใช่สิ่งที่จะสามารถ หามาได้อย่างง่ายดายหรอกนะ
หากมีเวลาให้เขามากกว่านี้ เขาก็อาจจะพอหามาได้บ้าง
แต่ในเวลาอันสั้นเช่นนี้ จะให้เขาไปหามาจากที่ไหนล่ะ?
ในยามที่เกิดภัยพิบัติเช่นนี้ เสบียงอาหารคือสิ่งสำคัญ ที่จะต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ
“ท่านแม่ทัพเหลียง ท่านพอจะมีวิธีอะไรบ้างไหม?” เว่ยซูอวี้หันไปมองเหลียงเจี้ยนฟาง
“ไม่มีเลย”
เหลียงเจี้ยนฟางตอบกลับอย่างรวดเร็วฉับไว
“ถ้าไม่มี ก็หัดคิดซะบ้างสิ...”
เว่ยซูอวี้ยิ่งรู้สึกรังเกียจเขามากขึ้นไปอีก “ท่านเป็นถึงผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในการช่วยเหลืออำเภอหู้นะ หากราษฎรบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ท่านก็คงจะรับผิดชอบไม่ไหวหรอกนะ”
“ผู้บัญชาการทหาร มันไม่ใช่เจ้าหรอกหรือ?”
เหลียงเจี้ยนฟางเบิกตากว้างในทันที
“แต่ในนามแล้ว ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ก็คือท่านยังไงล่ะ”
ให้ตายเถอะ
เหลียงเจี้ยนฟางถึงกับโง่งมไปเลย
“ทำยังไงดีล่ะเนี่ย? ทำยังไงดี?”
เหลียงเจี้ยนฟางเดินวนไปวนมาด้วยความร้อนใจ จากนั้นความคิดที่แปลกประหลาดต่าง ๆ นานา ก็พรั่งพรูออกมา...
“ไปปล้นพวกโจรภูเขาดีไหม?”
“ไปปล้นพวกเศรษฐีดีไหม?”
“ไปรีดไถราษฎรดีไหม?”
“ไปปล้นเสบียงอาหารจากหัวเมืองอื่นดีไหม?”
เมื่อมองดูผู้บาดเจ็บที่ถูกหามเข้ามาที่นี่ทีละคน เหลียงเจี้ยนฟางก็แสดงแววตาที่เต็มไปด้วย ความรู้สึกผิดหวังออกมา
สรุปว่าที่ข้าอุตส่าห์ช่วยชีวิตคนมากมายขนาดนี้ มันเพื่ออะไรกันเนี่ย?
เพื่อที่จะปล่อยให้พวกเขาอดตาย กันมากขึ้นงั้นหรือ?
ในขณะนั้นเอง ก็มีกลุ่มคนจำนวนมากเดินทางมาจากที่ไกล ๆ เสียงฝีเท้าของพวกเขาดังกึกก้อง ราวกับรถปราบดินเลยทีเดียว
หากใครกล้าขวางทางพวกเขา ก็จะต้องถูกพวกเขารุมกระทืบซะจนสะบักสะบอม
“ลูกพี่ เสินจี ซ่านเต้า พวกเรามาแล้ว...”
ภายใต้การนำของฝางอี๋อ้าย กองทัพสำนักศึกษาแห่งชาติ ก็เดินทางมาถึงอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกร
“อี๋อ้าย!”
ดวงตาของชุยเสินจี เป็นประกายขึ้นมาในทันที
สหายรักของข้ามาแล้ว...
“อี๋อ้าย เจ้าไม่ได้ถูกสั่งกักบริเวณหรอกหรือ?”
“กักบริเวณอะไรล่ะ แผ่นดินไหวขนาดนี้ ท่านพ่อจะไปขังข้าเอาไว้ในห้องได้อย่างไรกันล่ะ”
ชุยเสินจีก็กระจ่างแจ้งขึ้นมาในทันที
กลุ่มคนเริ่มพูดคุยรำลึกความหลัง กันอย่างไม่หยุดหย่อน
ทันใดนั้น...
ชุยเสินจีก็หันไปมองอวี้ฉือหวน
“อี๋อ้าย ข้าถูกคนเขาดูถูกเอาล่ะ ช่วยข้าทุบตีเขาทีสิ!”
พรึ่บ...
กองทัพสำนักศึกษาแห่งชาติ ที่มีกำลังคนกว่าสามสิบคน ต่างก็พากันหันไปมองอวี้ฉือหวน เป็นตาเดียว
หัวใจของอวี้ฉือหวน กระตุกวูบอย่างรุนแรง เขาเดินถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
ไม่มั้ง ไม่มั้ง...
พวกเจ้าคงจะไม่ไร้คุณธรรม และรังแกคนที่อ่อนแอกว่าหรอกใช่ไหม?
“พี่น้องทั้งหลาย ลุยเลย ไปรุมกระทืบมันให้ข้าที!”
ชุยเสินจีโบกมืออย่างยิ่งใหญ่