- หน้าแรก
- ท่านพ่อพักก่อน วันนี้ข้าขอด่าฮ่องเต้เอง!
- บทที่ 105 ข้าจะคุยกับน้องชายของข้าสักหน่อยไม่ได้เลยงั้นหรือ
บทที่ 105 ข้าจะคุยกับน้องชายของข้าสักหน่อยไม่ได้เลยงั้นหรือ
บทที่ 105 ข้าจะคุยกับน้องชายของข้าสักหน่อยไม่ได้เลยงั้นหรือ
บทที่ 105 ข้าจะคุยกับน้องชายของข้าสักหน่อยไม่ได้เลยงั้นหรือ
“ทูลไท่ซ่างหวง ฮองเฮามาขอเข้าเฝ้าอยู่ที่หน้าประตูพ่ะย่ะค่ะ”
ในระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ขันทีก็รีบเข้ามารายงาน
“ไม่พบ!”
หลี่หยวนปฏิเสธอย่างตรงไปตรงมา
“ทูลไท่ซ่างหวง ฮองเฮาทรงมาตามหาองค์หญิงฉางเล่อพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีพึมพำ
หลี่ลี่จื้อใจหล่นวูบ
นางเกาะแขนของหลี่หยวนแล้วออดอ้อน “เสด็จปู่...”
“วางใจเถอะ มีเสด็จปู่อยู่ด้วยทั้งคน ปู่ไม่มีทางยอมให้นางมารังแกเจ้าได้หรอก”
หลี่หยวนตบมือหลี่ลี่จื้อเบา ๆ แต่พอหันไปมองขันที พระองค์ก็ตวาดลั่น “ยังไม่รีบไสหัวไปอีก!”
“ทูลไท่ซ่างหวง ฮองเฮายังตรัสอีกว่า บุตรชายของขุนนาง ไม่สมควรพำนักอยู่ในพระราชวังเป็นเวลานานพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีพูดด้วยความหวาดกลัว
“จงไปกราบทูลฮองเฮาว่าวันนี้พวกเขาทุกคนจะอยู่เป็นเพื่อนข้าที่ตำหนักต้าอัน” หลี่หยวนหยุดพูดไปครู่หนึ่ง “หากนางมีความคิดเห็นเป็นอย่างอื่น ก็ให้นางเข้ามาหาข้าด้วยตัวเองสิ!”
“รับด้วยเกล้า”
เมื่อขันทีเดินจากไป หลี่หยวนก็หันไปมองเว่ยซูอวี้
ทั้งสองคนก็เริ่มพูดคุยกันอีกครั้ง...
ในขณะเดียวกัน หลี่ซื่อหมินก็ได้รับรายงาน เรื่องที่พวกเว่ยซูอวี้บุกเข้าไปในตำหนักต้าอันแล้ว
“เสวียนเฉิง ซูอวี้ลูกชายของเจ้านี่ร้ายกาจไม่เบาเลยนะ...”
หลี่ซื่อหมินมองไปที่เว่ยเจิง “เริ่มแรกก็มาขอเข้าเฝ้ากวนอินปี้ จากนั้นก็อาศัยลี่จื้อ บุกเข้าไปในตำหนักต้าอัน เขาไปหาเสด็จพ่อ ต้องการจะทำอะไรกันแน่?”
เว่ยเจิงที่กำลังนั่งคุกเข่าจัดการงานอยู่ด้านข้าง เมื่อได้ยินดังนั้น ก็รีบลุกขึ้นประสานมือ “ขอฝ่าบาทโปรดประทานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะ ซูอวี้มีความสนิทสนมกับบุตรสาวคนเล็กของอู่ซื่อฮั่วอยู่บ้าง เขาอาจจะต้องการอาศัยบารมีของไท่ซ่างหวง ในการช่วยเหลืออู่ซื่อฮั่วก็เป็นได้พ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วจะช่วยได้อย่างไรล่ะ?”
หลี่ซื่อหมินหัวเราะอย่างอดไม่ได้ “เขาคงไม่ได้คิดว่า แค่ไท่ซ่างหวงเป็นพระบิดาของข้า ก็จะสามารถขัดขวางเรื่องนี้ได้หรอกนะ?”
“อาจจะ... เป็นเช่นนั้นก็ได้พ่ะย่ะค่ะ”
แม้แต่เว่ยเจิงเอง ก็ยังงุนงงกับการกระทำอันไร้สาระของลูกชาย
หลี่หยวนถูกกักบริเวณเอาไว้ แค่ตำหนักต้าอันยังก้าวเท้าออกไปไม่ได้เลย ไปหาเขาแล้วมันจะมีประโยชน์อะไรเล่า
“แล้วเจ้าไม่ขัดขวางเขาหน่อยหรือ?”
หลี่ซื่อหมินเผยรอยยิ้มหยอกล้อ “การประหารอู่ซื่อฮั่ว เจ้าเป็นคนแรกที่เห็นด้วยเลยนะ”
พอพูดถึงเรื่องนี้ เว่ยเจิงก็รู้สึกกระอักกระอ่วนใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนนี้อู่ชีชียังพักอาศัยอยู่ที่บ้านของเขา เขาก็ยิ่งรู้สึกไม่ค่อยจะสบายใจเลย
“ลูกชายโตแล้ว มีความคิดเป็นของตัวเองพ่ะย่ะค่ะ...” เว่ยเจิงตอบแบบขอไปที
“ช่างเถอะ ปล่อยให้พวกเขาทำไปตามใจชอบก็แล้วกัน” หลี่ซื่อหมินส่ายหัว
หากเป็นคนอื่นที่ไปเข้าเฝ้าไท่ซ่างหวง หลี่ซื่อหมินก็อาจจะคิดว่าอีกฝ่ายมีแผนการร้าย
แต่เว่ยเจิงและฝางเสวียนหลิง ต่างก็เป็นแขนซ้ายแขนขวาของเขา เขาไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าทั้งสองคนนี้จะทรยศเขา
ส่วนชุยเสินจี... หึหึ
ที่ตำหนักต้าอัน
เมื่อขันทีทำความสะอาดพื้นจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็พากันถอยออกไปจากตำหนักจนหมด
“ไท่ซ่างหวง พระองค์ทรงคิดว่าฝ่าบาทเป็นคนเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ?” เว่ยซูอวี้ถาม
“ไอ้บัดซบ ไอ้เดรัจฉาน เลวทรามต่ำช้ายิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานเสียอีก...”
หลี่หยวนเริ่มด่าทอโดยไม่จำเป็นต้องคิดเลยแม้แต่น้อย
“ไม่มีข้อดีเลยแม้แต่น้อยงั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ไม่มี!”
“...”
เว่ยซูอวี้ครุ่นคิดถึงถ้อยคำที่จะใช้ แล้วก็ถามขึ้น “ถ้าเช่นนั้น พระองค์ทรงคิดว่า ในบรรดาลูกหลานราชวงศ์ มีผู้ใดที่เหมาะสมที่จะเป็นฮ่องเต้มากกว่านี้หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
หลี่หยวนขมวดคิ้ว แล้วเริ่มครุ่นคิด
แต่หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พระองค์ก็ไม่สามารถหาใคร ที่จะสามารถนำมาเปรียบเทียบกับหลี่ซื่อหมินได้เลยแม้แต่คนเดียว
“คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร?” หลี่หยวนหรี่ตาลง
“กระหม่อมก็แค่ต้องการจะเตือนความจำของไท่ซ่างหวงว่าพระองค์ต่างหาก ที่เป็นฮ่องเต้ผู้ก่อตั้งแคว้นต้าถัง”
“ไม่ว่าฝ่าบาทจะทรงทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมเพียงใด แต่ก็ไม่ใช่ว่า เขากำลังทำงานให้พระองค์ฟรี ๆ หรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“รากฐานของแคว้นต้าถังที่ถูกสืบทอดต่อไป ไม่ใช่ว่าล้วนแต่เป็นสายเลือดของพระองค์หรอกหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“เมื่อลูกหลานในภายภาคหน้าพูดถึง พระองค์ต่างหาก ที่เป็นบุคคลอันดับหนึ่งแห่งแคว้นต้าถัง...”
“ส่วนฝ่าบาท ก็เป็นแค่อันดับสองเท่านั้น”
“อันดับสองตลอดกาล”
“หลี่รอง!”
มารดามันเถอะ...
คำพูดเพียงประโยคเดียว กลับสามารถปลุกคนให้ตื่นจากความฝันได้จริง ๆ
หลี่หยวนเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
พระองค์เอาแต่ผูกใจเจ็บเรื่องที่หลี่ซื่อหมินสังหารพี่น้อง และบีบบังคับให้พระองค์ต้องสละราชสมบัติมาโดยตลอด
แต่พอได้ฟังคำพูดของเว่ยซูอวี้ มันก็ดูมีเหตุผลอยู่เหมือนกันนะเนี่ย
ส่วนเรื่องที่เว่ยซูอวี้ด่าหลี่ซื่อหมินว่าเป็นหลี่รองน่ะหรือ?
ถุย
พระองค์ยิ่งปรารถนาให้มีคนมาร่วมด่าหลี่ซื่อหมินเป็นเพื่อนอยู่แล้วด้วยซ้ำ
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการที่ข้าจะกลับไปสู่จุดสูงสุดอีกล่ะ?” หลี่หยวนถามด้วยความไม่เข้าใจ
“เกี่ยวกันอย่างมากเลยล่ะพ่ะย่ะค่ะ”
เว่ยซูอวี้ตบต้นขาของตัวเอง “พระองค์ลองคิดดูสิพ่ะย่ะค่ะ อย่างไรเสียพระองค์ก็คงจะหมดวาสนากับบัลลังก์ฮ่องเต้แล้ว...”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของหลี่หยวนก็ดูย่ำแย่ ราวกับเพิ่งจะกินอุจจาระเข้าไปอย่างไรอย่างนั้น
“พระองค์มองกระหม่อมด้วยสายตาแบบนั้นทำไมพ่ะย่ะค่ะ? ทรงฟังกระหม่อมพูดให้จบก่อนได้หรือไม่?”
เว่ยซูอวี้กลอกตา “พระองค์ลองคิดดูอีกทีสิ การเป็นฮ่องเต้นั้น ไม่ใช่งานที่ง่ายดายเลยนะพ่ะย่ะค่ะ”
“ทุกวันต้องตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง แถมยังต้องจัดการกับเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมาย เรียกได้ว่าตื่นเร็วกว่าไก่ ขยันยิ่งกว่าวัวเสียอีก...”
“การเป็นฮ่องเต้มันมีดีตรงไหนกันล่ะพ่ะย่ะค่ะ?”
หลี่หยวนพยักหน้า
มันก็มีเหตุผลอยู่บ้าง
แต่ฮ่องเต้มีอำนาจนี่นา...
“พระองค์ต้องการจะบอกว่า ฮ่องเต้มีอำนาจอันสูงสุดใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
ราวกับมองทะลุถึงสิ่งที่อยู่ในใจของหลี่หยวน เว่ยซูอวี้จึงพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม
หลี่หยวนพยักหน้าด้วยความกระดากอาย
“เมื่อครู่นี้กระหม่อมไม่ได้บอกไปแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ฝ่าบาทก็เป็นแค่คนที่คอยทำงานให้พระองค์เท่านั้นแหละ”
“ฝ่าบาททรงปกครองแผ่นดิน ก็ต้องคอยควบคุมดูแลสามกระทรวงหกกรม และยังต้องคอยควบคุมเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊อีกด้วย!”
“แล้วพระองค์ล่ะพ่ะย่ะค่ะ?”
“พระองค์เพียงแค่ควบคุมฝ่าบาทไว้เพียงคนเดียวก็พอแล้ว”
“แถมยังไม่ต้องคอยจัดการเรื่องราชการบ้านเมือง ไม่ต้องตื่นเช้ากลับดึก มันสบายจะตายไปไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ว่าง ๆ ก็แค่ด่าฝ่าบาทสักสองสามประโยค แบบนี้มันไม่สบายใจกว่าหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
เมื่อได้ฟังคำอธิบายของเว่ยซูอวี้ ดวงตาของหลี่หยวนก็ทอประกายสดใสมากยิ่งขึ้น
แต่ในใจก็ยังคงรู้สึกไม่ค่อยพอใจอยู่บ้าง
หลี่ซื่อหมินสังหารพี่น้อง และแย่งชิงบัลลังก์ของพระองค์ไป
“พระองค์ยังคงโกรธเคืองเรื่องที่ฝ่าบาทแย่งชิงบัลลังก์ของพระองค์ไปใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ?”
หลี่หยวนรีบพยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้น พระองค์ยิ่งต้องไม่ปล่อยฝ่าบาทไปง่าย ๆ นะพ่ะย่ะค่ะ...”
“พระองค์ทรงคิดว่า บทลงโทษที่โหดร้ายที่สุดในโลกคืออะไรพ่ะย่ะค่ะ?”
หลี่หยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “ถลกหนัง สับเอว ม้าแยกชิ้นส่วน ต้มในกระทะน้ำมัน...”
“ผิดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
เว่ยซูอวี้ตะโกนขัดจังหวะหลี่หยวน
“บทลงโทษที่โหดร้ายที่สุดในโลก ก็คือการปล่อยให้อีกฝ่ายทำงานไปตลอดชีวิต แถมยังเป็นการทำงานที่ไม่ได้ค่าจ้างอีกด้วย!”
“แคว้นต้าถัง เป็นสิ่งที่ไท่ซ่างหวงทรงก่อตั้งขึ้นมา”
“พระองค์ต้องปล่อยให้ฝ่าบาททำงานให้พระองค์อย่างหนัก”
“ทางที่ดีที่สุด ก็คือต้องทำให้เขาไม่มีเวลาแม้แต่จะกินข้าว หรือนอนหลับพักผ่อนเลย”
“ให้เขาเป็นเหมือนกับวัว ที่คอยทำนาให้พระองค์อย่างขยันขันแข็ง”
“อ้อ ไม่ใช่สิ ให้เขาคอยดูแลจัดการแคว้นต้าถังให้กับพระองค์ต่างหาก!”
“ถ้าเขาพักผ่อน พระองค์ก็ไปด่าเขาว่าละเลยต่อหน้าที่”
“ถ้าเขาทำได้ไม่ดี พระองค์ก็ไปด่าเขาว่าไม่ได้เรื่อง”
“ถ้าเขาทำได้ดี พระองค์ก็แค่หาเรื่องอื่นให้เขาทำต่อไป”
“สรุปสั้น ๆ ก็คือ ห้ามปล่อยให้เขามีเวลาว่างอย่างเด็ดขาด...”
“ให้เขาไถ่บาปซะ!”
“ให้เขาเป็นวัวเป็นม้า คอยดูแลจัดการแคว้นต้าถังให้กับพระองค์ไปตลอดชีวิต แต่สุดท้ายแล้ว ผลประโยชน์ทั้งหมด ก็จะตกเป็นของไท่ซ่างหวงแต่เพียงผู้เดียว!”
“ต่อให้เขาจะทำได้ดีแค่ไหน แล้วมันจะทำไมล่ะพ่ะย่ะค่ะ?”
“คนรุ่นหลัง ก็จะจดจำแต่เพียงว่า ไท่ซ่างหวงต่างหาก ที่เป็นฮ่องเต้ผู้ก่อตั้งแคว้นต้าถังขึ้นมา!”
เพียะ
หลี่หยวนตบต้นขาของตัวเอง
ราวกับถูกตีระฆังเตือนสติ พระองค์รู้สึกกระจ่างแจ้งขึ้นมาในทันที
ทำไมข้าถึงคิดเรื่องนี้ไม่ได้กันนะ
“แล้วตอนนี้พวกเราต้องทำอย่างไรกันล่ะ?” หลี่หยวนถาม
พวกเรางั้นหรือ?
เว่ยซูอวี้ยิ้มบาง ๆ
แค่คำว่าพวกเราคำเดียว ก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่า หลี่หยวนได้ถูกเกลี้ยกล่อมจนสำเร็จแล้ว
“พวกเราก็จะทำแบบนี้ แบบนี้...” เว่ยซูอวี้เริ่มกระซิบกระซาบแผนการ
หลี่หยวนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างต่อเนื่อง และบางครั้งก็ช่วยพูดเสริมขึ้นมาอีกสองสามประโยค
ไอ้เด็กเปี๊ยกทั้งสามคนที่อยู่ด้านข้าง พอได้ยินดังนั้น ก็ถึงกับหน้าซีดเผือด
กล้าวางแผนเล่นงานฝ่าบาทอย่างเปิดเผยขนาดนี้ พวกเจ้าสองคนนี่ช่างใจกล้าบ้าบิ่นเสียจริง ๆ
“เสด็จพ่อ...”
ในตอนนั้นเอง จ่างซุนอู๋โก้วก็เดินเข้ามา
“เจ้าเข้ามาทำไม?”
หลี่หยวนรู้สึกโกรธมาก เพราะอีกฝ่ายเข้ามาขัดจังหวะ ‘แผนการล้างแค้น’ ของพระองค์
“เสด็จพ่อ พระราชวังไม่ใช่สถานที่ ที่คนภายนอกจะสามารถพำนักอยู่ได้นานนัก...”
จ่างซุนอู๋โก้วยังพูดไม่ทันจบ หลี่หยวนก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“ใครคือคนภายนอกกันล่ะ?”
หลี่หยวนถลึงตาใส่ แล้วตวาดลั่น “ข้าจะคุยกับน้องชายของข้าสักหน่อยไม่ได้เลยงั้นหรือ?”
นะ... น้องชายงั้นหรือ?
จ่างซุนอู๋โก้วถึงกับอึ้งไปเลย
แค่แป๊บเดียวเอง พวกเจ้าก็นับถือกันเป็นพี่เป็นน้องแล้วงั้นหรือ?
แถมยังมี...
ถ้าพระองค์รับเว่ยซูอวี้เป็นน้องชาย แล้วตอนที่ฝ่าบาทได้พบกับเขา จะไม่ต้องเรียกเขาว่าท่านอาเลยหรือ?
“อะแฮ่ม...”
เว่ยซูอวี้กระแอมไอด้วยความกระดากอาย “ถวายบังคมฮองเฮา”