- หน้าแรก
- ระบบอวตารสาวสวยสะท้านโลก
- บทที่ 18 นี่คือวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งงั้นเหรอ
บทที่ 18 นี่คือวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งงั้นเหรอ
บทที่ 18 นี่คือวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งงั้นเหรอ
บทที่ 18 นี่คือวิธีแก้ปัญหาความขัดแย้งงั้นเหรอ
ตัดภาพมาที่มู่เหิง ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายสามโมง หลังจากร้องเพลงคลอไปกับดนตรีประกอบจนจบเพลงในไลฟ์สตรีม และรู้สึกว่าไม่มีปัญหาอะไรแล้ว มู่เหิงก็มองกล้อง เผยรอยยิ้มอย่างมืออาชีพพร้อมกับเอ่ยว่า "วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะคะ ถ้าชอบสตรีมเมอร์ก็ฝากกดติดตามด้วยนะคะ ส่วนเวลาไลฟ์ครั้งต่อไป... ไว้ค่อยว่ากันใหม่คราวหน้านะคะ"
แม้ว่าในช่วงเวลาชั่วโมงสองชั่วโมงที่ผ่านมานี้ มู่เหิงจะแทบไม่ได้พูดคุยโต้ตอบกับคอมเมนต์เลย แต่ก่อนจบไลฟ์ เธอก็ยังอุตส่าห์กล่าวคำสุภาพทิ้งท้ายไว้สองสามประโยค
【น้องมังกรน่ารักป่าว: เอ๊ะ จบแล้วเหรอ】
【น้องมังกรน่ารักป่าว: ร้องต่ออีกสักสองสามเพลงไม่ได้เหรอ】
【น้องมังกรน่ารักป่าว: โรบิน~~~! น้าๆ ขอร้องล่ะ】
ระหว่างการไลฟ์สตรีม คอมเมนต์ของผู้ชมคนนี้โผล่มาถี่มาก ถึงแม้มู่เหิงจะไม่ค่อยได้สนใจช่องคอมเมนต์เท่าไรนัก แต่ทุกครั้งที่เงยหน้าขึ้นมา เธอก็มักจะเห็นหมอนี่พิมพ์อะไรบางอย่างอยู่เสมอ
ไม่ชมเสียงร้องของเธอ ก็ด่ากราดครอบครัวของพวกป่วนช่อง เรียกได้ว่าพลังต่อสู้สูงปรี๊ดเลยทีเดียว
ใช่แล้ว แม้ว่านี่จะเป็นการไลฟ์ครั้งแรกของมู่เหิง แต่พวก 'แอนตี้แฟน' ก็โผล่มาป่วนในห้องสตรีมของเธอแล้ว บางคนด่าว่าเธอหยิ่ง ยโส เมินคนดู แถมยังไม่ขอบคุณคนส่งของขวัญให้ บางคนก็วิจารณ์ว่าเธอใช้ฟิลเตอร์แต่งหน้ามากเกินไปจนดูไม่เหมือนคน สรุปก็คือ นี่มันโลกอินเทอร์เน็ต จะมีคอมเมนต์ประเภทไหนโผล่มาก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
หลายคนมักจะสติแตกเพราะคอมเมนต์บนโลกออนไลน์ แต่มู่เหิงจะไม่มีทางเป็นหนึ่งในนั้นเด็ดขาด ท้ายที่สุดแล้ว เหตุผลก็ยังเหมือนเดิม นั่นคือเธอไม่ได้ใส่ใจเลยสักนิด
ด่าว่าเธอหยิ่งและเมินคนดูงั้นเหรอ ก็จริงนะ เธอไม่เถียงหรอก แล้วไงล่ะ จะทำไม
ส่วนพวกที่บอกว่าเธอไม่ใช่คน อืม... ตอนนี้เธอก็ดูเหมือนจะไม่ใช่มนุษย์แล้วจริงๆ แหละ แต่อยู่ในเผ่าพันธุ์ที่เรียกว่าเผ่าพันธุ์วงแหวนสวรรค์ต่างหาก
สำหรับผู้ชมที่ใช้ชื่อ 'น้องมังกรน่ารักป่าว' ซึ่งเห็นได้ชัดว่ากลายมาเป็นแฟนคลับตัวยงของเธอไปแล้วนั้น มู่เหิงก็ไม่ได้มีความคิดเห็นอะไรเป็นพิเศษ ตั้งชื่อแบบนั้น แถมรูปโปรไฟล์ยังเหมือนรูปเซลฟี่คอสเพลย์อีก ดูทรงแล้วคงเป็นพวกผู้ชายซกมกล่ะมั้ง
มู่เหิงเมินเฉยต่อแฟนคลับคนนี้ แล้วกล่าวตัดบททันที "ยังไงก็ บ๊ายบายนะคะ ไว้เจอกันใหม่คราวหน้าค่ะ"
จากนั้นเธอก็กดปิดไลฟ์สตรีมอย่างเด็ดขาด
สิ่งต่อไปที่ต้องทำคือการอัปโหลดวิดีโอใหม่ โดยปกติแล้ว เวลาลงคลิปร้องเพลงในเว็บไซต์วิดีโอแบบนี้ ถ้าไม่มีมิวสิกวิดีโอคุณภาพเยี่ยมประกอบ ก็ต้องมีคนมาร้องรำทำเพลงให้เห็นบนหน้าจอ หรือไม่ก็เป็นวิดีโอแอนิเมชันเจ๋งๆ
แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่า มู่เหิงในตอนนี้ไม่สามารถทำอะไรแบบนั้นได้สักอย่าง ดังนั้นวิธีของเธอจึงแสนเรียบง่าย นั่นคือการตัดเอาช่วงที่เธอร้องเพลงตอนท้ายไลฟ์มาอัปโหลดลงไปตรงๆ ซึ่งก็คือการทำคลิปไฮไลต์สตรีมของตัวเองนั่นแหละ
ไม่ว่าจะมองมุมไหน คลิปนี้ก็ดู 'ประณีต' กว่าวิดีโอแรกที่เธออัปโหลดตั้งเยอะ มีทั้งไมโครโฟนและซาวด์การ์ด คุณภาพเสียงก็ดีกว่าอัดด้วยโทรศัพท์มือถือมากนัก แถมคราวนี้ยังมีดนตรีคลอ และมีภาพสาวสวยปรากฏอยู่บนจอ แค่นี้ยังไม่พออีกเหรอ
หลังจากกดอัปโหลด เธอก็เหลือบมองยอดผู้ติดตามปัจจุบันของตัวเอง หลังจากไลฟ์สตรีมไปได้สักพัก บวกกับวิดีโอแรกที่ยังคงถูกแชร์ออกไปเรื่อยๆ ยอดผู้ติดตามของเธอก็พุ่งทะลุสองแสนคนไปเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งในจำนวนนี้ คงต้องยกความดีความชอบให้คุณเป่ยไห่ไปไม่น้อยเลยทีเดียว
หลังจากนั้น มู่เหิงก็ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันฟังเพลงที่ชื่อว่า 'หวังอี้อวิ๋น' เมื่อสมัครบัญชีเสร็จเรียบร้อย เธอก็สกัดไฟล์เสียงจากช่วงที่ร้องเพลงในไลฟ์สตรีมออกมา แล้วเริ่มอัปโหลดเพลงลงไป
ดังคำกล่าวที่ว่า อย่าใส่ไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว เพื่อเพิ่มความเร็วในการสะสมแฟนคลับ แน่นอนว่าเธอต้องเลือกใช้วิธีหว่านแหให้กว้างเข้าไว้
และในขณะที่มู่เหิงกำลังอัปโหลดเพลงอยู่นั้น จู่ๆ แอปพลิเคชันวีแชตในโทรศัพท์มือถือของเธอก็เด้งการแจ้งเตือนคำขอเป็นเพื่อนขึ้นมา ข้อความแนบระบุไว้ว่า
'ผมคืออวิ๋นลั่วจากสถานี K ครับ อยากจะขอหารือเรื่องการไลฟ์สตรีมกับคุณโรบินสักหน่อยครับ'
แน่นอนว่าบรรดาผู้บริหารของสถานี K ล้วนรับรู้เรื่องการไลฟ์สตรีมเมื่อครู่นี้ของมู่เหิง ปกติแล้วคนระดับนี้ไม่มีเวลามาสนใจสตรีมเมอร์หน้าใหม่ตัวเล็กๆ หรอก แต่ปัญหาคือ ตอนนี้มู่เหิงไม่ใช่สตรีมเมอร์ตัวเล็กๆ อีกต่อไปแล้วน่ะสิ
ยอดผู้ติดตามที่พุ่งสูงปรี๊ดอย่างรวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อก็เป็นเหตุผลหนึ่ง และเรื่องที่คุณเป่ยไห่เปย์ของขวัญแล้วโดนแบนก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งเช่นกัน
ท้ายที่สุดแล้ว เศรษฐีกระเป๋าหนักคนนี้ก็โปรยเงินบริจาคก้อนโตราวกับว่าเงินทองเป็นเศษกระดาษ ซึ่งสร้างรายได้มหาศาลให้กับทางสถานี K ผู้บริหารหลายคนของสถานีจึงรู้จักมักจี่กับผู้ชายคนนี้เป็นอย่างดี
——————
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้เล็กน้อย บรรดาผู้บริหารของสถานี K กำลังอยู่ในระหว่างการประชุม
"พวกคุณมีความคิดเห็นยังไงกับโรบินคนนี้บ้าง"
"ผมคิดว่า... เธออาจจะไม่เหมาะกับการเป็นสตรีมเมอร์ แต่เธอเป็นนักร้องที่มีพรสวรรค์สูงมากๆ เธอไม่จำเป็นต้องสร้างเอนเตอร์เทนเมนต์อะไรเลย แค่ร้องเพลงก็พอแล้ว"
"ผมเชื่อว่าเราสามารถจับเธอเซ็นสัญญาขั้นสูงสุดระดับ S ได้เลย ดูจากอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ติดตามแล้ว ถ้าเราช่วยดันยอดและโปรโมตเธอสักหน่อย อีกไม่นานเธอจะต้องกลายเป็นอันดับหนึ่งของหมวดดนตรีอย่างแน่นอน"
"แล้วเราจะทำยังไงกับเรื่องที่ 'เป่ยไห่' มีปัญหากับสตรีมเมอร์คนนี้ดีล่ะ"
"เฮ้อ โรบินคนนี้ดื้อดึงเอาเรื่องเลยแฮะ ทำไมถึงได้แข็งกร้าวขนาดนี้นะ เอาเป็นว่าเดี๋ยวผมจะลองไปเจรจาดู เผื่อเธอจะยอมขอโทษ 'เป่ยไห่' เป็นการส่วนตัว"
"ผมว่าแบบนั้นก็ดีเหมือนกันนะ"
"ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวผมจะติดต่อไปหาเป่ยไห่ก่อน เพื่อให้เขาใจเย็นลง จะได้ไม่โมโหจนไปรวมหัวกับสตรีมเมอร์คนอื่นๆ เพื่อกดดันโรบิน"
ผ่านไปครู่หนึ่ง ท่ามกลางเสียงรอสายโทรศัพท์ ผู้บริหารสถานี K ก็ขมวดคิ้ว "ทำไมไม่มีคนรับสายเลยล่ะ"
ราวกับยังไม่ยอมแพ้ ชายคนนั้นจึงกดโทรออกอีกครั้ง คราวนี้หลังจากสัญญาณดังได้สองครั้ง ในที่สุดปลายสายก็รับ ทว่าเสียงที่ตอบกลับมากลับไม่ใช่เสียงของคุณเป่ยไห่ที่คุ้นเคย แต่เป็นน้ำเสียงเย็นชาของผู้ชายคนหนึ่งแทน "ฮัลโหล ที่นี่กรมจัดการสิ่งผิดปกติ ไม่ทราบว่าใครพูดสายครับ"
หา กรมจัดการสิ่งผิดปกติงั้นเหรอ แน่นอนว่าวินาทีที่ได้ยินประโยคนั้น ผู้บริหารของสถานี K ถึงกับอึ้งกิมกี่ไปเลย สายที่เขาโทรออกมันไปติดที่กรมสืบสวนได้ยังไงกัน
เขาตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์อีกครั้ง มันก็ถูกต้องนี่นา จากนั้นเขาจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหม่อลอย "เอ่อ... ผมขอสายคุณเป่ยไห่..."
แต่ก่อนที่เขาจะทันได้พูดจบ อีกฝ่ายก็ขัดขึ้นเสียก่อน "อ้อ หมายถึงจี้หงเกาใช่ไหม ขอโทษทีนะ ตอนนี้คุณคุยกับเขาไม่ได้หรอก ถ้ามีเรื่องสำคัญอะไร ไว้ค่อยมาคุยตอนที่คุณมาเยี่ยมเขาที่กรมสืบสวนก็แล้วกัน"
พูดจบ สายก็ถูกตัดไปในทันที
เมื่อได้ยินเสียง 'ตื๊ด ตื๊ด' ของสายที่ถูกตัดไป ผู้บริหารสถานี K ก็วางโทรศัพท์ลงอย่างคนสติหลุด เมื่อคนอื่นๆ เห็นดังนั้น จึงรีบเอ่ยถามด้วยความงุนงง
"สรุปว่าสถานการณ์เป็นยังไงบ้าง"
"เขาโกรธขนาดนั้นเลยเหรอ ถึงขั้นชิงวางสายไปก่อนที่นายจะพูดจบเนี่ยนะ"
"ให้ผมลองคุยกับเขาดูดีไหม..."
ทว่า ผู้บริหารสถานี K กลับเอ่ยขึ้นว่า "บางที พวกเราอาจจะไม่จำเป็นต้องไปเป็นคนกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างโรบินกับเป่ยไห่แล้วล่ะ เป่ยไห่ถูกกรมสืบสวนรวบตัวไปแล้ว และคงจะไม่ได้ออกมาอีกพักใหญ่เลย"
คนอื่นๆ "......"
ในเมื่อคู่กรณีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหายตัวไป ความขัดแย้งที่ว่านั้นก็ย่อมยุติลงไปโดยปริยาย