เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 37 วังเสียนหยางแห่งราชวงศ์ฉิน

ตอนที่ 37 วังเสียนหยางแห่งราชวงศ์ฉิน

ตอนที่ 37 วังเสียนหยางแห่งราชวงศ์ฉิน   


วังเสียนหยางแห่งราชวงศ์ฉิน

เมื่อก่อน องค์ชายฝูซูเป็นคนที่ใครเห็นก็รู้สึกชื่นชม งดงามสง่าไร้ใครเทียบ ดังสุภาษิต “คนบนทางหญ้างดงามน่าชม องค์ชายเหนือใครในใต้หล้า” แต่ตอนนี้กลับไม่มีเค้าความอ่อนโยนสง่างามดังหยกแล้ว ขณะนี้เขากำลังหน้าแดง นั่งก้มหน้าก้มตาทำงานอย่างหนัก

ถ้าเดินเข้าไปฟังก็จะได้ยินเขาพึมพำอยู่ตลอดว่า “นี่มันคัมภีร์หลุนอวี่จริง ๆ หรือหลุนอวี่ปลอมกันแน่?

ทำไมถึงต่างกันขนาดนี้?”

“ขงจื๊อกล่าวว่า เช้ารู้หนทาง เย็นตายได้ ตอนเช้ารู้ทางไปบ้านของเธอ ตอนเย็นเธอก็ต้องตาย

ท่านอาจารย์ไม่ได้สอนตัวเองแบบนี้แน่ ตรงไหนกันที่ผิดไป?

เมื่อมาถึงแล้ว ก็จงอยู่ที่นั่นอย่างสงบ หมายความว่า ในเมื่อมาถึงแล้ว ก็ฝังอยู่ที่นี่เลย

ขงจื๊อกล่าวว่า: ถ้ารู้ก็คือรู้ ไม่รู้ก็คือไม่รู้ นี่แหละคือความรู้

ดังนั้น ความหมายของมันคือ สิ่งที่ควรรู้ก็รู้ สิ่งที่ไม่ควรรู้ก็ไม่รู้ เข้าใจหรือยัง?

บิดามารดายังอยู่ ไม่ควรเดินทางไกล ถ้าจะเดินทางก็ต้องมีที่หมาย หมายความว่า เรารู้ว่าพ่อแม่เธออยู่ที่ไหน เธออย่าคิดหนี หนีไปเราก็จะจับกลับมา

บัณฑิตที่แท้จริงไม่ควรไร้ศักดิ์ศรี บัณฑิตลงมือก็ต้องใช้ไม้หนัก ไม่อย่างนั้นจะสร้างบารมีไม่ได้”

หรือว่ามันจะผิดไปแล้ว? ฝูซูตกอยู่ในความสงสัยตัวเอง

สองวันนี้เขาเอาหนังสือเหล่านี้ไปถอดเป็นตัวเสี่ยวจ้วนทีละเล่ม แต่วันนี้กลับเจอปัญหาใหญ่หลวง

ตอนแรกเขาคิดอยู่พักหนึ่งว่าตัวเองคงเหนื่อยจนเกิดภาพหลอน สิ่งพวกนี้เป็นแค่ความคิดเพ้อฝันของตัวเอง แต่เขาขยี้ตาไปตั้งกี่ครั้งแล้ว พอถอดออกมาก็ยังได้ความหมายแบบนี้อยู่ดี

เขาไม่ได้สังเกตเลยด้วยซ้ำว่า อิ๋งเจิ้งซึ่งคุกเข่านั่งนั่งอยู่ตำแหน่งประธาน วางแผ่นไม้ไผ่ในมือแล้วหันมามองทางนี้หลายครั้ง

“ฝูซู มีเรื่องใดที่ลำบากใจหรือ?” ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นบุตรชายคนโตที่ตนฝากความหวังไว้มาก แม้จะโกรธข้อบกพร่องบางอย่างในนิสัยของเขา แต่พอเห็นแบบนี้ก็อดสงสารไม่ได้

ในใจของอิ๋งเจิ้งกำลังคิดว่า หรือจะกดดันเขามากเกินไปแล้ว? มอบหมายงานให้มากเกินไปหรือไม่?

เด็กคนนี้ก็ซื่อเกินไปจริง ๆ เหนื่อยแล้วก็ไม่รู้จะพูดสักคำ ดูสิ ตาแดงไปหมดแล้ว

“ช่วงนี้ก็เหนื่อยแล้ว จะพักสักหน่อยดีไหม?”

ฝูซูรีบลุกขึ้นคารวะ “ท่าน ฝูซูไม่เหนื่อย แค่ยังไม่เข้าใจตำราเล่มเล็กเล่มนี้อยู่บ้าง”

ฝูซูถือหนังสือเล่มเล็กเล่มหนึ่งไว้ ข้างบนยังมีชายกำยำกล้ามเนื้ออกเปลือยท่อนบนอยู่ด้วย

อิ๋งเจิ้งเกิดความสนใจขึ้นมา เพราะหนังสือที่ให้คนรุ่นหลังมาเขียนให้เขามีมากเกินไป เขาแค่อ่านคร่าว ๆ แล้วก็ส่งให้ฝูซูจัดการเอง

เขาเองก็รู้ว่างานแบบนี้มีมาก แต่หลังจากจัดการหลี่ซือกับจ้าวเกาแล้ว ตอนนี้อิ๋งเจิ้งก็ไว้วางใจเหล่าเสนาบดีลดลงไปมาก

ตอนนี้เขาก็เร่งอ่านฎีกาให้หมด เพื่อจะได้ช่วยกันจัดการต่อ

“นำขึ้นมา”

ตอนนี้ในท้องพระโรงมีเพียงพ่อกับลูกสองคนเท่านั้น อิ๋งเจิ้งพิงหลังอย่างตามสบายแล้วเอ่ย

“พ่ะย่ะค่ะ” ความเป็นระเบียบเป๊ะ ๆ ของฝูซู ทำให้อิ๋งเจิ้งถอนหายใจ

เมื่อเขาเห็นตำราเล่มเล็กกับคำแปลที่ฝูซูนำขึ้นมา ก็อดแปลกใจไม่ได้ แล้วเงยหน้ามองเขา

“ฝูซูแค่ถอดตามตารางเทียบคำเท่านั้น” ใบหน้าของฝูซูแดงก่ำ รู้สึกว่าทำเช่นนี้เหมือนเป็นการผิดต่อคำสอนของท่านอาจารย์

“แล้วเจ้ามั่นใจหรือว่าฉุนอวี๋เยว่ที่สอนเจ้าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง?” ตอนนี้อิ๋งเจิ้งยิ่งรังเกียจฉุนอวี๋เยว่ผู้ยึดลัทธิขงจื๊อมากขึ้นเรื่อย ๆ เดิมทีเขาอยากให้ลัทธิขงจื๊อกับนิตินิยมประคองราชสำนักอย่างมั่นคง จึงให้เขามาสอนองค์ชายใหญ่

แต่เขาสอนฝูซูจนกลายเป็นอะไรไปแล้ว? นอกจากจะยิ่งหัวโบราณขึ้น ยังชอบขัดแย้งกับตัวเอง พูดถึงระบบการแบ่งแคว้นปกครอง แล้วอย่างนั้นที่เขารวมหกแคว้นเป็นหนึ่งเดียวจะเพื่ออะไร?

คิดว่าคนรุ่นหลังก็คงรู้ว่าฝูซูเป็นคนอย่างไร เลยตั้งใจเตรียมสิ่งพวกนี้ไว้ให้เขากระมัง? ดูสิ เด็กคนนี้งงไปหมดแล้ว

อิ๋งเจิ้งพลิกอ่านดู หน้าแรกก็เป็นบันทึกเกี่ยวกับขงจื๊อ ชายฉกรรจ์ชาวซานตงสูง 2.21 เมตร มีศิษย์มากกว่า 3,000 คน ออกนอกบ้านยังพาศิษย์อาวุโส 72 คนติดตัวไปด้วยเสมอ แถมยังมีศิษย์บางคนที่เคยเป็นคนป่าอีก แล้วเขายังมาอธิบายเหตุผลกับเจ้า บอกว่าต้องใช้คุณธรรมเอาชนะผู้คน

อิ๋งเจิ้งอดลองนึกตามไม่ได้ แล้วถามฝูซูว่า “ถ้าเจอปราชญ์ขงจื๊อเช่นนี้ เจ้าจะทำอย่างไร?”

ฝูซูทำหน้ามึนงง นึกภาพว่ารอบตัวตัวเองถูกรุมล้อมด้วยชายฉกรรจ์กลุ่มใหญ่อย่างนั้น แล้วเอ่ยอย่างอึกอักว่า “นั่นต้องไม่ดีแน่ ๆ……”

คำพูดนี้ของฝูซู ไม่รู้ว่าหมายถึงคำบรรยายข้างในผิด หรือหมายถึงขงจื๊อไม่ควรพาคนมากมายขนาดนั้นมาข่มขวัญคนอื่น

ตอนที่อิ๋งเจิ้งเห็นคำอธิบายใต้ “อายุสามสิบจึงตั้งมั่น สี่สิบไม่ลังเล ห้าสิบรู้ชะตาฟ้า หกสิบหูปรับตามได้” ก็หัวเราะออกมา

อายุสามสิบจึงตั้งมั่น: คนสามสิบคนถึงจะทำให้ฉันยืนขึ้นมาแล้วสู้ได้

สี่สิบไม่ลังเล: คนสี่สิบคนฉันก็ยังไม่ลังเลที่จะพุ่งเข้าไปสู้

ห้าสิบรู้ชะตาฟ้า: คนห้าสิบคนฉันจะตีจนพวกเขารู้ว่าใครคือชะตาฟ้า

……

ฝูซูได้ยินเสียงหัวเราะเบา ๆ ก็ไม่สนใจเรื่องพ่อกับลูกหรือผู้ปกครองกับขุนนางอะไรอีก เงยหน้าขึ้นมามองอิ๋งเจิ้งอย่างไม่อยากเชื่อ ท่านไม่ได้หัวเราะแบบนี้มานานเท่าไรแล้ว?

หรือว่าก็คิดว่าสิ่งพวกนี้มันเหลวไหลเหมือนกัน?

“พวกนี้ไม่ใช่ฝูซูเขียนมั่วแน่ ๆ ฝูซูตรวจทานไปหลายรอบแล้ว ไม่รู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน”

วาทะที่สืบทอดกันมาพวกนี้ ทำไมถึงถูกทำให้กลายเป็นแบบนี้ไปได้?

“ข้าว่าก็มีเหตุผลอยู่บ้างนะ” อิ๋งเจิ้งไอเบา ๆ ครั้งหนึ่ง ไม่ลืมว่าตนคือฉินซีฮ่องเต้ ต้องมีความองอาจ “เจ้าลองพูดสิ ตรงไหนบนนี้ที่พูดผิด?”

ฝูซูตะลึงงัน “ท่าน ท่านเองก็รู้ว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ถูกต้อง”

“งั้นเจ้าลองบอกมาสิว่าผิดตรงไหน?”

ฝูซูจนด้วยคำพูด อิ๋งเจิ้งก็ไม่ทำให้เขาลำบากใจ เอาต้นฉบับแปลของเขาส่งคืนให้ฝูซูอีกครั้ง “คนรุ่นหลังที่ให้สิ่งพวกนี้มา คงมีนัยสำคัญแน่นอน ตอนนี้ข้าเริ่มเข้าใจแล้ว”

ฝูซู “……” แต่ลูกชายก็ยังไม่เข้าใจอะไรเลย

อิ๋งเจิ้งโบกมือให้เขาทำงานต่อ เจ้าท่อนไม้นี่ช่างทำให้เขาโกรธจนแทบระเบิด “บางครั้งก็ลองใช้สมองบ้าง เปลี่ยนมุมคิด อย่าเอาแต่โดนพวกลัทธิขงจื๊อโง่ ๆ ของฉุนอวี๋เยว่าสอนจนเสียคน”

ต้าฉินเพิ่งรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียวอย่างแท้จริง เศษซากของหกแคว้นยังคงจ้องตาเป็นมันอยู่ หากตอนนี้ไม่ใช้กฎเหล็ก แล้วยังใช้ระบบแบ่งแคว้นปกครอง ต่อให้ฝูซูขึ้นครองตำแหน่ง แผ่นดินของต้าฉินจะสืบทอดไปได้กี่ชั่วคน?

น่าแค้นที่ในบรรดาลูกชายหลายคน เขาเลือกแล้วเลือกอีกก็ไม่มีคนที่เหมาะสม ฝูซูนับว่าเป็นคนที่โดดเด่นที่สุดในบรรดานั้นแล้ว

ส่วนองค์หญิงเหล่านั้น อิ๋งเจิ้งส่ายหัวแล้วก้มลงอ่านฎีกาต่อ ยังดีที่ตอนนี้ตัวเขาแข็งแรงกำยำ ถือโอกาสตอนนี้รีบวางรากฐานให้ลูกหลานรุ่นหลังมากหน่อย

นอกตำหนัก ฉุนอวี๋เยว่จับจ้องเหล่าทหารรักษาการณ์หน้าตำหนักอย่างไม่วางตา ตั้งแต่ครั้งที่เจียงเคอลอบสังหารครั้งก่อน ทหารรักษาการณ์ที่นี่ก็มีอาวุธครบมือ ต่อให้ไม่มีอาวุธ เขาก็ไม่กล้าบุกเข้าไปตรง ๆ ข้างในยังมีทรราชคนนั้นอยู่ด้วย

“ช่วงนี้องค์ชายไม่ได้ออกมาเลยหรือ?” เขาเป็นอาจารย์ขององค์ชายฝูซู และเป็นความหวังของลัทธิขงจื๊อ ตราบใดที่องค์ชายฝูซูขึ้นนั่งบัลลังก์จักรพรรดิฉิน นั่นก็คือวันฟ้าสว่างของลัทธิขงจื๊อพวกเขา

ฉุนอวี๋เยว่พึงพอใจกับการสั่งสอนฝูซูตลอดหลายปีของตนอย่างยิ่ง เพราะองค์ชายใหญ่เองก็ถูกเขาโน้มน้าวให้สนับสนุนการแบ่งแคว้นปกครอง และอยากให้ฮ่องเต้ใช้การปกครองแบบเมตตาธรรม

แต่ตั้งแต่ไม่กี่วันก่อน องค์ชายฝูซูถูกฮ่องเต้เรียกตัวเข้าไปในวัง ฝั่งเขากลับไม่ได้ข่าวสารอะไรเลย

เขาอยากพบองค์ชายฝูซูสักครั้ง แต่กลับเจอการขวางกั้นหลายชั้น แม้แต่ข่าวสารยังส่งเข้าไปไม่ได้

วันนี้เขานั่งไม่ติดอีกต่อไป รีบมาถึงนอกตำหนักแต่เช้า ทว่ากลับถูกแจ้งว่าไม่อนุญาตให้เข้าใกล้ แม้แต่ส่งเสียงดังยังไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะฆ่าไม่ละเว้น

เดิมคิดจะอาศัยฐานะที่เป็นอาจารย์ขององค์ชายใหญ่ก่อเรื่องใหญ่สักครั้ง แต่พอได้ยินว่านี่เป็นพระบัญชาของฉินซีฮ่องเต้ เขาก็หน้าแดงก่ำแล้วกล้ำกลืนความโกรธลงไป

ฉุนอวี๋เยว่ร้อนใจ จึงเผลอพูดเกินเลยออกไป “ไม่ทราบว่าองค์ชายใหญ่ปลอดภัยดีหรือไม่?”

(จบตอน)

จบบทที่ ตอนที่ 37 วังเสียนหยางแห่งราชวงศ์ฉิน

คัดลอกลิงก์แล้ว