- หน้าแรก
- ระบบยังไม่ทันมา ผมก็กลายเป็นสมาชิกสภาวิชาการแพทย์ถึงสี่ประเทศแล้ว
- บทที่ 39 ช่วงนี้ช็อตเงินหรือ
บทที่ 39 ช่วงนี้ช็อตเงินหรือ
บทที่ 39 ช่วงนี้ช็อตเงินหรือ
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง มิน่าล่ะหวังจินกังในฐานะหัวหน้าแผนกศัลยกรรมทั่วไป ถึงแม้อายุจะล่วงเลยวัยครึ่งร้อยแล้ว แต่ก็ยังคงทุ่มเทผลักดันเทคโนโลยีใหม่ในการผ่าตัดผ่านกล้องอย่างไม่เผื่อทางถอย
เซียวเฉินกวงกระจ่างแจ้งในทันที ในที่สุดก็รู้แล้วว่าทำไมหวังจินกังถึงได้หลงใหลในการผ่าตัดผ่านกล้องเป็นพิเศษ
"เสี่ยวเซียว เธออาจจะไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ ตอนนั้นที่ฉันไปศึกษาดูงานที่เมืองเอกของมณฑล จู่ๆ ถุงน้ำดีก็เกิดอักเสบขึ้นมา ตอนนั้นปวดจนช็อกแทบจะสลบไปเลยล่ะ"
"บังเอิญว่ามีผู้เชี่ยวชาญจากเมืองหลวงมาสาธิตและเผยแพร่เทคโนโลยีการผ่าตัดผ่านกล้องที่มณฑลพอดี ก็เลยถือโอกาสผ่าตัดให้ฉันไปเลย"
เซียวเฉินกวงพยักหน้า แสดงให้เห็นว่าเรื่องแบบนี้ในการไปศึกษาดูงาน ถือเป็นเรื่องปกติที่พบเห็นได้บ่อยๆ
ผู้เชี่ยวชาญระดับสูงมาเผยแพร่เทคโนโลยี และลงมาผ่าตัดสาธิตให้ดู ขอเพียงไม่ยุ่งยากจนเกินไป พวกเขาก็มักจะถือโอกาสผ่าตัดเพิ่มให้อีกสองสามเคสเสมอ
การผ่าตัดถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันอย่างของหวังจินกัง ในสายตาของผู้เชี่ยวชาญก็คงเป็นแค่การลงมือทำผ่านๆ เท่านั้น
ทว่าเรื่องนี้สำหรับหวังจินกังแล้ว กลับราวกับเป็นการเปิดประตูบานใหม่ที่นำพาเขาไปสู่โลกใบใหม่
"เธอต้องรู้นะว่า ตอนนั้นฉันอายุใกล้จะห้าสิบแล้ว ความสามารถในการฟื้นตัวของร่างกายจะไปเทียบกับพวกคนหนุ่มสาวได้ยังไง"
"เดิมทีคิดว่าต้องนอนซมอยู่บนเตียงเป็นสิบวันครึ่งเดือน คิดไม่ถึงเลยว่าแค่สามวัน ฉันก็สามารถถอดสายระบายแล้วลงไปเดินเล่นเตาะแตะได้แล้ว"
"ถ้าเปลี่ยนเป็นการผ่าตัดเปิดหน้าท้องแบบดั้งเดิม จะไปฟื้นตัวได้เร็วขนาดนี้ได้ยังไง"
แม้ในตอนนี้ที่หวังจินกังนึกย้อนกลับไป ในแววตาของเขาก็ยังคงเผยให้เห็นถึงความศรัทธาที่มีต่อการผ่าตัดผ่านกล้อง
เพื่อการนี้ เขาถึงกับยอมทิ้งโอกาสในการพักฟื้น พอกลับมาที่โรงพยาบาลก็หมกมุ่นอยู่กับการวิจัยทางคลินิกเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่นี้ทันที
แต่น่าเสียดาย สำหรับชายแก่ที่อายุล่วงเลยวัยห้าสิบปี การเรียนรู้การผ่าตัดผ่านกล้องใหม่ทั้งหมด ก็ไม่ต่างอะไรกับการถูกส่งกลับไปหลอมใหม่
ทั้งพละกำลังและสมาธิล้วนลดทอนลงไปมาก จนทำให้กระบวนการเผยแพร่ทั้งหมด ดูยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุบัติเหตุในการผ่าตัดเคสก่อนหน้านี้ ยิ่งกระชากหวังจินกังไปสู่ขอบนรก และเกือบจะร่วงหล่นลงสู่ห้วงเหวลึก
ดังนั้นเมื่อครู่นี้เขาถึงได้ตรวจสอบสถานการณ์การผ่าตัดของผู้ป่วยซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงขั้นจะยอมอดนอนเฝ้าไข้ทั้งคืน ก็เพราะกลัวว่าผู้ป่วยจะเกิดเหตุไม่คาดฝันที่ควบคุมไม่ได้ขึ้นมาอีก
นี่ถือเป็นปมในใจของหวังจินกัง
การปรากฏตัวอย่างเหนือความคาดหมายของเซียวเฉินกวง รวมถึงสภาพจิตใจที่แข็งแกร่งและทักษะการผ่าตัดอันยอดเยี่ยมของเขา ทำให้หวังจินกังได้เห็นอนาคตของเทคโนโลยีการผ่าตัดผ่านกล้องอีกครั้ง
ในขณะเดียวกันก็มองเห็นเส้นทางการพัฒนาสายใหม่ ที่แผนกศัลยกรรมทั่วไปกำลังจะปรับเปลี่ยน
เช่นนี้แล้ว แผนกศัลยกรรมทั่วไปก็ไม่ต้องถูกยุบ สหายร่วมรบ ที่อยู่ร่วมกันมานานหลายปีก็ไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจดิ้นรนเพื่อปากท้องและความก้าวหน้าในหน้าที่การงานอีกต่อไป
และสิ่งที่เปลี่ยนแปลงทุกอย่างนี้ ล้วนเป็นเพราะชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้านี้ทั้งสิ้น
"เสี่ยวเซียว คืนนี้ที่ฉันพูดเรื่องพวกนี้กับเธอ เหตุผลหลักก็เป็นเพราะเธอทำการผ่าตัดผ่านกล้องได้ยอดเยี่ยมเกินไป"
"ฉันอยากจะร่วมมือกับเธอเผยแพร่เทคโนโลยีการผ่าตัดผ่านกล้องต่อไปด้วยความจริงใจนะ"
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ในใจของหวังจินกังกลับรู้ดีที่สุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่ได้เห็นผลงานของเซียวเฉินกวงบนโต๊ะผ่าตัดในคืนนี้แล้ว
เขาเข้าใจดีว่า ด้วยแพลตฟอร์มระดับเมืองและฐานเงินเดือนของโรงพยาบาลเซิ่งลี่นั้น ไม่ช้าก็เร็วก็คงรั้งตัวเซียวเฉินกวงไว้ไม่อยู่แน่
เพื่อการนี้ หวังจินกังจึงทำได้เพียงมอบสวัสดิการทุกอย่างที่เขาสามารถนึกออกและอยู่ในขอบเขตอำนาจของเขาในปัจจุบันให้กับเซียวเฉินกวงทั้งหมด
"หัวหน้าครับ คุณอยากให้ผมรับตำแหน่งแพทย์ประจำบ้านอาวุโสของแผนก เพื่อช่วยคุณจัดการงานประจำวันของพวกรุ่นพี่อย่างนั้นหรือครับ"
"พรุ่งนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยผมขออนุมัติสิทธิ์ในการผ่าตัดทั้งหมดจากทางโรงพยาบาล แต่ยังจะให้ผมเป็นศูนย์กลางในการสร้างทีมผ่าตัดผ่านกล้องทีมใหม่อีกหรือครับ"
"ขอเพียงเป็นคนที่ผมถูกใจ คุณก็จะพยายามอย่างสุดความสามารถ เพื่อช่วยผมดึงโควตาจากทางโรงพยาบาล ฝ่ายบุคคล และแผนกธุรการแพทย์มาให้อย่างนั้นหรือครับ"
เมื่อหวังจินกังบอกความคิดของเขาให้เซียวเฉินกวงฟัง แววตาของฝ่ายหลังก็มีร่องรอยของความประหลาดใจพาดผ่าน
ข้อเสนอของหวังจินกังในครั้งนี้ช่างใจป้ำเสียจริง
ชายแก่คนนี้ เพื่อที่จะรั้งตัวเขาไว้ ถึงกับยอมทุ่มสุดตัว ดูจากสถานการณ์นี้ ก็แทบจะเอาชีวิตและทรัพย์สินทั้งหมดมาเดิมพันไว้ที่เซียวเฉินกวงแล้ว
"ทำไมผมถึงมีความรู้สึกเหมือนกำลังถูกมัดมือชกเลยล่ะครับ"
แต่เมื่อได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากหวังจินกัง ต่อให้วันข้างหน้าเซียวเฉินกวงจะเดินกร่างในแผนกศัลยกรรมทั่วไป ก็คาดว่าคงไม่มีใครกล้าพูดอะไร
คาดว่านี่คงเป็นข้อดีของการได้รับการปกป้องจากหัวหน้าแผนกล่ะมั้ง
สำหรับเรื่องนี้ เซียวเฉินกวงยอมรับว่าเขารู้สึกหวั่นไหวมาก
ถ้าเป็นในชาติก่อน คาดว่าป่านนี้เขาคงจะตื่นเต้นจนนอนไม่หลับไปแล้ว
แต่เมื่อได้ย้อนเวลากลับมาในปี 1999 ความรู้สึกแบบนี้กลับจืดจางลงไปมาก
เมื่อรู้ล่วงหน้าถึงการพัฒนาในอนาคต เซียวเฉินกวงในเวลานี้ยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมากมาย เขาไม่มีทางยอมหยุดอยู่แค่ตรงนี้แน่นอน
ทว่า ในขณะที่เขายังไม่มีความสามารถพอที่จะสร้างแผนกหรือสร้างโรงพยาบาลของตัวเองได้ในตอนนี้ การอาศัยแพลตฟอร์มของโรงพยาบาลเซิ่งลี่เป็นรากฐานในการพัฒนา ก็ถือเป็นเรื่องดีที่ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว
เมื่อเห็นเซียวเฉินกวงจมอยู่ในห้วงความคิด หวังจินกังในตอนนี้ก็ฉีกยิ้มกว้างแล้ว
ดูเหมือนว่าข้อเสนอของเขาจะได้รับการยอมรับจากเซียวเฉินกวงแล้ว
และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เซียวเฉินกวงก็ตอบตกลงรับข้อเสนอของหวังจินกังอย่างตรงไปตรงมา
เพราะถึงอย่างไรโดยที่ไม่ต้องเสียอะไรเลย แต่กลับได้รับผลตอบแทนมากมายขนาดนี้ ขอเพียงเป็นคนปกติ เกรงว่าคงไม่มีใครปฏิเสธแน่นอน
"เสี่ยวเซียว ความจริงที่พูดเรื่องพวกนี้กับเธอ ก็ไม่ได้คิดจะใช้ความรู้สึกมากักขังเธอไว้ที่นี่หรอกนะ"
"แต่ฉันหวังว่า หากวันไหนที่เธอต้องจากไปจริงๆ ก็ขอให้ช่วยทิ้งบุคลากรที่มีความสามารถไว้ให้แผนกศัลยกรรมทั่วไปของเราบ้าง เพื่อให้การผ่าตัดผ่านกล้องได้สืบทอดและเจริญรุ่งเรืองในโรงพยาบาลเซิ่งลี่ต่อไป และเพื่อที่ผู้ป่วยบางคนที่มีความจำเป็น จะได้ไม่ต้องเดินทางไกลนับพันลี้เพื่อไปรักษาตัว"
หวังจินกังถูมือไปมา ชายที่มักจะมีใบหน้าเคร่งขรึมอยู่เสมอ ในตอนนี้กลับยิ้มแย้มแจ่มใส ภายในใจยิ่งเบิกบานไม่หยุด
ขอเพียงเซียวเฉินกวงยอมสอน เขาก็มั่นใจว่าภายในหนึ่งปี จะสามารถช่วยเซียวเฉินกวงปั้นบุคลากรด้านการผ่าตัดผ่านกล้องขึ้นมาได้อีกมากมาย
"หัวหน้าล้อเล่นแล้วครับ ตอนนี้ผมยังเป็นแค่หมอเด็กที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่นาน การตัดสินใจของคุณในคืนนี้ ผมเกรงว่าพรุ่งนี้พวกรุ่นพี่ในแผนกอาจจะไม่เห็นด้วยนะครับ"
ตอนนี้เซียวเฉินกวงยังติดเงินพวกรุ่นพี่อยู่เลย ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาก็ได้รับความเอ็นดูและการดูแลจากพวกรุ่นพี่มาโดยตลอด
ถ้าพรุ่งนี้เช้า พวกเขาได้รู้ว่า ศิษย์น้องเล็กที่ยังติดหนี้พวกเขาอยู่คนนี้ จู่ๆ ก็กลายมาเป็นแพทย์ประจำบ้านอาวุโสของแผนก และกลายมาเป็นผู้บังคับบัญชาของพวกเขา
ถึงตอนนั้น เซียวเฉินกวงก็กังวลจริงๆ ว่าหัวของเขาจะถูกพวกรุ่นพี่ที่กำลังโกรธแค้นทุบจนแตกหรือไม่
"คำพูดของฉัน ถ้าพวกนั้นกล้าไม่ฟัง ฉันจะทุบหัวพวกนั้นให้แตกตรงนั้นเลย!"
หวังจินกังถลึงตา ท่าทีดุดันน่าเกรงขาม เผยให้เห็นถึงอำนาจบารมีที่หัวหน้าแผนกพึงมีออกมาในทันที
เอาล่ะ
ในที่สุดเซียวเฉินกวงก็รู้แล้วว่าทำไมพวกรุ่นพี่ถึงชอบเคาะหัวคนอื่นนัก ที่แท้ต้นตำรับก็อยู่ที่นี่นี่เอง
"ถ้าอย่างนั้น ผมขอขอบคุณหัวหน้าล่วงหน้าเลยแล้วกันครับ"
เมื่อได้รับการคุ้มครองจากหวังจินกัง ความกล้าของเซียวเฉินกวงก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้น
เขามองไปที่หวังจินกัง และเอ่ยถามอย่างจริงจัง "หัวหน้าครับ ความจริงแล้วผมยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะถามคุณครับ"
"พูดมาได้เลย"
ขอเพียงเซียวเฉินกวงยอมอยู่ต่อ ไม่ว่าจะมีเงื่อนไขอะไร หวังจินกังก็จะพยายามตอบสนองให้อย่างเต็มที่
ตอนนี้เมื่อเห็นเขามีสีหน้าจริงจัง หวังจินกังก็หุบรอยยิ้ม และแสดงท่าทีตั้งใจฟัง
ทว่าวินาทีต่อมา คำพูดของเซียวเฉินกวงกลับทำให้หวังจินกังถึงกับยืนอึ้ง
"หัวหน้าครับ ตามกฎของโรงพยาบาลเรา การรับตำแหน่งแพทย์ประจำบ้านอาวุโสของแผนก เดือนหนึ่งจะได้เงินอุดหนุนเท่าไหร่หรือครับ"
ทันทีที่พูดประโยคนี้ออกมา หวังจินกังก็ถึงกับมึนงงไปทั้งตัว
สำหรับเงื่อนไขที่จะมอบให้เซียวเฉินกวงนั้น เขาคิดถึงความเป็นไปได้นับไม่ถ้วน แต่กลับไม่ได้นับรวมเรื่องเงินเดือนและโบนัสเข้าไปด้วย
เพราะถึงอย่างไรในปี 1999 ซึ่งเป็นยุคที่ความเหลื่อมล้ำทางช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนยังไม่ถือว่ามากเกินไปนัก ฐานเงินเดือนของทุกคนก็ใกล้เคียงกัน ชีวิตความเป็นอยู่ก็มีความสุขดี ดังนั้นจึงแทบจะไม่มีใครมาสนใจปัญหาเรื่องเงินเดือนมากน้อยแค่ไหน
ในเวลานี้เมื่อเห็นความปรารถนาในแววตาของเซียวเฉินกวง จู่ๆ หวังจินกังก็โพล่งขึ้นมาประโยคหนึ่ง
"เสี่ยวเซียว ช่วงนี้เธอช็อตเงินหรือ"