- หน้าแรก
- จุติอสุรกายซ่อนเร้น แฝงตัวเขมือบโลกในคราบองค์กรลับ
- บทที่ 30 เมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัย
บทที่ 30 เมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัย
บทที่ 30 เมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัย
โจวเสี่ยวเหวินเผยรอยยิ้มละไม ก่อนจะพยักหน้าให้ทุกคนเป็นการยืนยันว่าสิ่งที่หยางเข่อหลินกล่าวมานั้นเป็นความจริง
ลู่ฮวนมองไปยังโจวเสี่ยวเหวิน แล้วเหลือบไปทางหยางเข่อหลิน:
“จะให้พวกเขต 3 ของเราไปช่วยพวกคุณที่เขตใต้เนี่ยนะ?”
“หัวหน้าโจวครับ ถ้า 'คดีร้านขายยา' นี่ให้เขต 3 ของเรารับผิดชอบโดยตรง การสืบสวนก็น่าจะคล่องตัวกว่าไม่ใช่หรือครับ!”
อวี้เฉินถอดแว่นกันแดดออก แล้วนวดคลึงจุดหว่างคิ้วของตน
ครู่หนึ่ง เขาเปิดเปลือกตาที่ดูว่างเปล่าและซีดเผือดออก แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ:
“ที่ต้องดึงตัวมา คงเป็นเพราะเด็กใหม่ที่ตื่นรู้ 'สัมผัสอันตราย' คนนั้นสินะ? คนที่ปิดคดี 'จอมตะกละ' ได้... ลั่วอะไรนะ... ลั่วเยี่ยน?”
“หากได้พลัง 'สัมผัสอันตราย' ของลั่วเยี่ยนมาช่วย การสืบสวนก็น่าจะง่ายขึ้นเยอะจริงนั่นแหละ”
“ต่อให้พวกสมาชิกองค์กรนั้นจะปลอมตัวมาเนียนแค่ไหน แต่ตราบใดที่พวกมันปล่อยจิตสังหารออกมา ก็จะถูกเปิดโปงทั้ง 'พรสวรรค์' และ 'ชื่อจริง' ทันที เรียกว่าไม่มีที่ให้ซ่อนตัวเลยล่ะ”
ลู่ฮวนและถังหมิงเจี๋ยขมวดคิ้วเงียบๆ
ในฐานะระดับสูงของ 'หน่วยงาน 749' แห่งเมืองหนานเฉิง พวกเขาย่อมรู้เรื่องราวของลั่วเยี่ยนเมื่อเดือนก่อนเป็นอย่างดี
ทว่าลั่วเยี่ยนยังคงเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ฝึกหัด การให้เข้าร่วมคดีใหญ่ที่ต้องระดมหัวหน้าจากทั้ง 4 เขตมาประชุมกันเช่นนี้ ดูจะเร็วเกินไปหน่อย
อวี้เฉินหันไปมองทางประตูห้องประชุม แล้วกระซิบถามหยางเข่อหลิน:
“ในเมื่อต้องพึ่งพาพรสวรรค์ของลั่วเยี่ยน...”
“แล้วทำไมไม่พาตัวเขามาให้พวกเราดูหน้าค่าตากันบ้างล่ะ ได้ยินมาว่าพรสวรรค์ด้านการต่อสู้ของเขาก็ไม่เลวเลยนี่!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หยางเข่อหลินก็มีเหงื่อเย็นผุดขึ้นที่หน้าผาก:
“ก็เพราะพรสวรรค์ด้านการต่อสู้ของเขาสูงเกินไปนั่นแหละค่ะ ฉันเลยโยนให้เกาเจิ้นกั๋วช่วยขัดเกลาเด็กใหม่คนนี้ให้หน่อย ฝึกกันมาได้เกือบเดือนแล้วค่ะ”
“ตัวฉันเองก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ จะให้ลงมือสอนเองก็คงไม่วางใจ เรื่องแบบนี้ก็ต้องให้มืออาชีพจัดการนั่นแหละค่ะ”
หยางเข่อหลินเริ่มกลับมาทำสีหน้าจริงจังอีกครั้ง...
เธอจะไปบอกคนอื่นๆ ในที่นี้ได้อย่างไรว่า ลั่วเยี่ยนที่เป็นแค่เจ้าหน้าที่ฝึกหัดหน้าใหม่คนนี้ เพราะดื้อรั้นไม่ฟังคำสั่งถึงสองครั้งซ้อนในการสืบสวนครั้งแรก จึงถูกเธอจับโยนเข้าคุกของเกาเจิ้นกั๋วไปเสียแล้ว...
...
ในวินาทีนั้น
ภายในฐานทัพบริเวณชานเมืองหนานเฉิง
เหล่าผู้ตื่นรู้ที่เข้าร่วมการทดสอบกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่หลังกำแพงกระจกกับผู้ชมคนอื่นๆ เฝ้ามองการต่อสู้บนเวทีอย่างเงียบเชียบ
การต่อสู้ของทั้งคู่นั้นตระการตา ทว่าลั่วเยี่ยนกลับไม่ได้มีสมาธิอยู่กับมันเลย...
เพราะในตอนนั้นเอง กวนหงชิงได้ส่งข้อความมาหาเขา...
“ลั่วเยี่ยน การทดสอบเริ่มหรือยัง?”
“เพิ่งเริ่มครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ? ช่วงนี้คุณยุ่งมากเลยเหรอ ไม่เห็นข่าวคราวมาเป็นเดือน จู่ๆ ทำไมถึงทักมาตอนนี้ล่ะ?”
“ฮะๆ ลุงยุ่งจริงๆ นั่นแหละ”
“ลั่วเยี่ยน เรื่องหลี่หางที่คุณสืบไว้ เราขุดรากถอนโคนองค์กรเบื้องหลังมันได้แล้ว มันเป็นกลุ่มผู้ตื่นรู้ที่แอบล่าอสุรกายและค้าเนื้อสวรรค์ เรียกตัวเองว่า 'ร้านขายยา'”
เมื่อเห็นข้อความนี้ ลั่วเยี่ยนพยักหน้าเงียบๆ
เขาคาดไว้ไม่ผิดจริงๆ หลี่หางมีแบ็คหนุนหลังอยู่แน่ๆ
“คุณหยางเข่อหลินเชื่อว่าในร้านขายยานั่นต้องมีผู้ตื่นรู้ที่สามารถจำแนกตัวตนของอสุรกายได้ง่ายๆ คดีนี้เลยถูกส่งมาให้เขตใต้เรารับผิดชอบทั้งหมด”
“เดิมทีคดีนี้ไม่ใช่หน้าที่เรา แต่เพราะพรสวรรค์ของคุณ หัวหน้าเลยสั่งให้เราลุยเอง”
“ลั่วเยี่ยน งานนี้คุณได้ยุ่งหัวหมุนแน่!”
“การทลายร้านขายยาเป็นเป้าหมายรอง แต่การจับกุมผู้ตื่นรู้คนนั้นให้ได้ คือเป้าหมายหลักของการสืบสวนครั้งนี้!”
“พรุ่งนี้คุณน่าจะออกมาได้แล้วใช่ไหม? เดี๋ยวลุงไปรับ แล้วจะพาไปดูเอกสารข้อมูลต่างๆ...”
“หืม? หายไปไหนแล้ว?”
“ครูฝึกยึดมือถือไปเหรอ?”
ใบหน้าของลั่วเยี่ยนซีดเผือด สีหน้าของเขาแข็งค้างไปโดยสมบูรณ์
เหงื่อเย็นไหลซึมลงมาตามกรอบหน้า หัวใจของเขาเต้นรัวเร็วขึ้นเรื่อยๆ มือที่กำโทรศัพท์สั่นสะท้านไม่หยุด
“แม่ง... เอ๊ย!”
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันวะ? พรสวรรค์ที่แยกแยะตัวตนอสุรกายได้ง่ายๆ งั้นเรอะ? จะให้ฉันไปสืบไอ้คดีร้านขายยาบ้าบอนั่นกับพวกคุณเนี่ยนะ?!”
ลั่วเยี่ยนสบถในใจ ขบกรามแน่น
เขานึกไม่ถึงเลยว่าเรื่องจะบานปลายมาถึงขั้นนี้ เขารู้สึกเสียใจที่ดันไปบอกเรื่องที่ว่าหลี่หางอาจมีคนหนุนหลัง
แต่ครู่ต่อมา เขาก็ถอนหายใจออกมาเงียบๆ
ต่อให้เขาไม่พูด หยางเข่อหลินก็คงสืบเจออยู่ดี อย่างไรเสียเขาก็หนีจากคดีนี้ไม่พ้น
เพื่อปิดบังตัวตน เขาจำเป็นต้องเข้าร่วมหน่วยงาน 749 จึงต้องเปิดเผย 'สัมผัสอันตราย' และต้องแฝงตัวเข้าไปสืบคดี 'จอมตะกละ' ด้วยตัวเอง...
และหลังจากสืบคดี 'จอมตะกละ' เขาก็เริ่มตระหนักว่าตัวเองนั่นแหละคือจอมตะกละ จนต้องจำใจฆ่าชิวเฟยเฟย ทำให้เขาต้องเผยฝีมือออกมา และกลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้หยางเข่อหลินเลือกเขามาทำคดีนี้...
การสืบคดีร้านขายยาคือสิ่งที่ลั่วเยี่ยนหลีกเลี่ยงไม่ได้
มันเหมือนกับปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีก หรือจะเรียกว่าโชคชะตา หรือเวรกรรมก็คงไม่ผิดนัก
“แม่งเอ๊ย! หนีเสือปะจระเข้ชัดๆ...”
“ถ้าพวกนั้นจับตัวผู้ตื่นรู้คนนั้นได้จริงๆ พอเขาใช้พลังขึ้นมา เขาต้องแฉฉันแน่ๆ...”
“ยังไม่ต้องพูดถึงว่าหยางเข่อหลินจะเชื่อหรือไม่ แค่ทำให้เธอเริ่มระแคะระคายและสงสัย เธอก็จะย้อนกลับไปทบทวนพฤติกรรมผิดปกติของฉันที่ผ่านมาทั้งหมดในหัวอย่างละเอียดถี่ถ้วนแน่นอน...”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ลั่วเยี่ยนก็เหงื่อตกไม่หยุด
“ทั้งเรื่องหลี่หางที่ตายจากการปะทะกับ 'ความเงียบ' โดยที่ฉันอยู่ในเหตุการณ์แต่กลับไม่บาดเจ็บสาหัส ไหนจะชิวเฟยเฟยที่ฉันใช้มีดฆ่าทิ้ง คดีพวกนี้ยังมีรายละเอียดที่ตกหล่นและร่องรอยให้จับพิรุธได้อีกเพียบ”
“ที่หยางเข่อหลินยังไม่ได้สืบสวนอะไรมาก เป็นเพราะคดีมันเร่งด่วน อีกทั้งสถานะของฉันในสายตาพวกเขาคือผู้ตื่นรู้ของจริง เป็นมนุษย์พวกเดียวกันกับพวกเขานั่นเอง!”
“แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่... เกิดความสงสัยขึ้นมา!!!”
“ฉัน... ฉิบหายแน่ๆ!!!”
ลั่วเยี่ยนอดไม่ได้ที่จะตัวสั่นสะท้าน
เสียงโห่ร้องยินดีดังระงมอยู่รอบกาย แต่เขากลับรู้สึกราวกับถูกกระชากเสื้อผ้าจนเปลือยเปล่า ขดตัวแน่นราวกับกลัวว่าทุกคนจะมองเห็นเนื้อแท้ที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหนังของเขาในวินาทีถัดไป
เป็นที่จับตามอง จนรู้สึกขยะแขยงตัวเอง
“ลั่วเยี่ยน!”
ฉับพลัน เสียงเรียกนั้นทำให้เขาสะดุ้งตื่นจากภวังค์
เขาเงยหน้ามองอย่างเหม่อลอย พบว่าการประลองบนเวทีจบลงนานแล้ว เกาเจิ้นกั่วยืนอยู่ข้างฟางอวี่เหยา แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย:
“ถึงตาคุณแล้ว”
“ขึ้นมา”
...