- หน้าแรก
- ทะลุมิติเบิกวิถีเซียน ข้ามภพสยบมรรคา
- ตอนที่ 345 เจ้าเป็นเพียงโล่กำบัง (2)
ตอนที่ 345 เจ้าเป็นเพียงโล่กำบัง (2)
ตอนที่ 345 เจ้าเป็นเพียงโล่กำบัง (2)
"เกิดอะไรขึ้น" สัมผัสของอู๋หยวนและอวิ๋นหยานั้นเฉียบคมเพียงใด พวกเขารับรู้ถึงความผิดปกติได้ในทันทีและหยุดชะงักลงโดยพลัน
ฟุ่บ!
อวิ๋นหลิงยิ่งเคลื่อนไหวรวดเร็ว นางพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบนไกลนับร้อยลี้ในชั่วพริบตา
ยืนได้สูงพอจึงจะมองเห็นได้ไกล
และเมื่อมองออกไปสีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปในพริบตา น้ำเสียงราวกับบิดเบี้ยวไปเล็กน้อย นางแผดเสียงคำรามลั่น "หนี"
ตู้ม
อวิ๋นหลิงไม่ลังเลแม้แต่น้อย ประกายแสงสีทองเอ่อท้นรอบกาย เมื่อระเบิดพลังออกไปเต็มที่นางก็กลายเป็นลำแสงสีทองพุ่งทะยานกลับไปราวกับสายฟ้าแลบ
"แย่แล้ว"
"ไป" แม้อู๋หยวนและอวิ๋นหยาจะยังไม่เข้าใจว่าเกิดอันใดขึ้น แต่ทั้งสองก็กลายเป็นลำแสงสองสายโดยไม่ลังเล
พุ่งทะยานตามออกไปติดๆ
ยิ่งไปกว่านั้นอู๋หยวนจำแลงร่างสูงนับร้อยจั้ง ด้านหลังปรากฏปีกคู่หนึ่งสยายออก ความเร็วพุ่งทะยานจนถึงขีดสุดที่น่าตระหนก ไม่ได้เชื่องช้าไปกว่าอวิ๋นหยาเลยแม้แต่น้อย
ความเร็วระดับนี้ทำให้อวิ๋นหลิงถึงกับเผยสีหน้าตื่นตะลึงออกมาเล็กน้อย
พึงรู้ไว้ว่าในพวกเขาสองคน คนหนึ่งอยู่ขอบเขตหลอมสุญญตาขั้นสี่และอีกคนอยู่ขอบเขตหลอมสุญญตาขั้นห้า
ฟุ่บ
ฟุ่บ ทั้งสามระเบิดพลังเต็มพิกัด เพียงพริบตาเดียวก็สามารถพุ่งทะยานไปได้ไกลกว่าพันลี้ ทว่าเส้นทางหุบเขาที่คดเคี้ยว แม้แต่จุดที่กว้างที่สุดก็กว้างเพียงพันกว่าลี้ ทำให้พวกเขาไม่อาจเร่งความเร็วถึงขีดสุดได้
ความเร็วของเคล็ดวิชาเคลื่อนที่แบ่งออกเป็นสองประเภท ประเภทแรกคือความเร็วสูงสุดซึ่งต้องใช้เวลาเร่งความเร็วระยะหนึ่งจึงจะไปถึงขีดจำกัดได้ และต้องเป็นการบินเป็นเส้นตรงเท่านั้น
อีกประเภทหนึ่งคือความเร็วที่ปะทุขึ้นฉับพลันภายใต้ภูมิประเทศที่ซับซ้อน
เห็นได้ชัดว่าความเร็วประเภทที่สองนั้นเชื่องช้ากว่าประเภทแรกมากนัก
แต่อสูรอสนีบาตถือกำเนิดในโลกเหลยเจ๋อ พวกมันปรับตัวให้เข้ากับภูมิประเทศและสภาพแวดล้อมเหล่านี้ได้ดีที่สุด โครงสร้างร่างกายของพวกมันเหมาะสมที่สุดสำหรับการออกแรงภายใต้สภาพแวดล้อมพิเศษเช่นนี้ ทำให้ความเร็วของพวกมันสามารถปะทุได้ถึงขั้นน่าสะพรึงกลัว
ผ่านไปเพียงสองลมหายใจ
"โฮก"
"ตู้ม" "ตู้ม" พื้นดินสั่นสะเทือน อู๋หยวนและอวิ๋นหลิงทั้งสามคนก็สามารถมองเห็นอสูรอสนีบาตขนาดมหึมาที่กำลังส่งเสียงแผดคำราม ผิวหนังของพวกมันมีแสงอสนีบาตแลบแปลบปลาบราวกับกลุ่มสายฟ้าขนาดมหึมา
มีมากกว่ายี่สิบตัว
ระยะห่างของทั้งสองฝ่ายร่นเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
"นั่นมันอสูรอสนีบาตชั้นยอด"
"มากขนาดนี้เชียวหรือ" สีหน้าของอวิ๋นหลิงและอวิ๋นหยาดูย่ำแย่ถึงขีดสุด กระทั่งแฝงไว้ด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อย
อสูรอสนีบาตชั้นยอด พลังพื้นฐานอย่างน้อยก็เทียบเท่าขอบเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ขั้นหก แม้ว่าในด้านอื่นจะอ่อนแอกว่ามากก็ตาม
แต่พลังรบโดยรวมก็ยังเทียบเท่ากับขอบเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ขั้นสองหรือสามอย่างแน่แท้*
หากมีแค่สามถึงห้าตัว การร่วมมือกันของพวกเขาสองคนก็ยังพอมีความมั่นใจอยู่บ้าง
ทว่านับสิบตัวพุ่งทะยานเข้ามาพร้อมกันหรือ เพียงแค่ใช้พลังเพียงครึ่งเดียว ก็สามารถฉีกร่างพวกเขาสองคนเป็นชิ้นๆ ได้อย่างง่ายดาย
"มีราชันอสูรอสนีบาตคอยชี้แนะงั้นหรือ" ความระแวดระวังสายหนึ่งวาบผ่านเข้ามาในใจอู๋หยวน
ตามหลักแล้ว
ไม่ควรมีอสูรอสนีบาตชั้นยอดมารวมตัวกันมากมายถึงเพียงนี้ แม้อสูรอสนีบาตเหล่านี้จะมีสติปัญญาต่ำต้อย แต่ตามที่บันทึกระบุไว้พวกมันก็มักจะต่อสู้กันเองอยู่บ่อยครั้ง
"การจัดการกับอสูรอสนีบาตชั้นยอดเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องระเบิดพลังทั้งหมดออกมาจึงจะทำได้" ภายนอกอู๋หยวนดูเหมือนจะตื่นตระหนก ทว่าภายในใจกลับเยือกเย็นยิ่งนัก
เขากำลังครุ่นคิด
ว่าจะให้อวิ๋นหลิงและอวิ๋นหยาหนีไปก่อนดีหรือไม่ หากถูกไล่ล่าเช่นนี้ ไม่ช้าก็เร็วทั้งสามคนก็จะถูกตามทัน
แน่นอนว่าอู๋หยวนยังมีอีกทางเลือกหนึ่งนั่นคือการใช้กฎแห่งมิติเพื่อหลบหนี
เมื่อใดที่ใช้กฎแห่งมิติร่วมกับปีกของเสี่ยวเฮย ความเร็วของอู๋หยวนก็จะพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด มากพอที่จะสลัดอสูรอสนีบาตชั้นยอดเหล่านี้ให้หลุดพ้น
เพียงแต่อวิ๋นหลิงและอวิ๋นหยาต้องตายอย่างแน่นอน
ทว่าในตอนนั้นเอง
"วิ้ง" อวิ๋นหยาที่บินนำหน้าอู๋หยวนไปหนึ่งร้อยลี้มาตลอด จู่ๆ ก็ปราศจากสัญญาณเตือนใด ลำแสงสีเขียวสายหนึ่งพุ่งทะยานออกไปและพุ่งตรงเข้าใส่อู๋หยวน
มันใกล้เกินไป
และกะทันหันเกินไป
พรึบ ลำแสงสีเขียวสายนี้ถูกปลดปล่อยออกมาในพริบตา จากนั้นมันก็ขยายตัวก่อรูปเป็นตาข่ายขนาดใหญ่ครอบคลุมเข้าใส่อู๋หยวนอย่างฉับพลัน
คล้ายกับต้องการจะกักขังอู๋หยวนเอาไว้
เพียงแต่
"ฟุ่บ" อู๋หยวนราวกับล่วงรู้ล่วงหน้า ปีกด้านหลังพลิกกลับอย่างฉับพลัน ร่างกายดุจดั่งภูตผี เขาสามารถหลบเลี่ยงตาข่ายยักษ์ที่หมายจะพันธนาการเขาไว้ได้อย่างหมดจด
แทบจะในเวลาเดียวกัน
"ฉัวะ" "ฉัวะ" พื้นดินเบื้องล่างก่อกำเนิดเถาวัลย์สีเขียวขนาดมหึมาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ตอนแรกเถาวัลย์เหล่านั้นยังมีขนาดค่อนข้างเล็ก แต่เพียงพริบตาเดียวพวกมันก็กลายเป็นหนาเตอะอย่างหาใดเปรียบ และพุ่งเข้ารัดพันอู๋หยวนราวกับอสรพิษยักษ์
ทั้งตาข่ายยักษ์และเถาวัลย์
เรียกได้ว่าระเบิดออกพร้อมกัน อู๋หยวนหลบการโจมตีระลอกแรกได้ ทว่ากลับไม่อาจหลบหลีกระลอกที่สองได้
เถาวัลย์หลายเส้นพันธนาการต้นขาอันแข็งแกร่งของอู๋หยวนเอาไว้แน่น
ชั่วพริบตาความเร็วของเขาก็ลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่เบื้องหลังอสูรอสนีบาตนับไม่ถ้วนที่มืดฟ้ามัวดินกำลังคำรามและพุ่งตรงเข้ามาใกล้
"อวิ๋นหยา" แววตาของอู๋หยวนเย็นเยียบถึงขีดสุด น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยจิตสังหาร เขาจ้องมองอวิ๋นหยาและอวิ๋นหลิงที่กำลังหลบหนีสุดชีวิตอย่างไม่วางตา
ใช่แล้ว
ทั้งสองฝ่ายเพิ่งจะผูกมิตรกันเมื่อไม่นานมานี้ แต่ตลอดการเดินทางเขารู้สึกชื่นชมอวิ๋นหยาและอวิ๋นหลิงคู่บำเพ็ญที่ช่วยเหลือเกื้อกูลและรักใคร่กลมเกลียวกันอย่างหาใดเปรียบไม่ได้อยู่ในใจไม่น้อย
กอปรกับความแข็งแกร่งอันสมบูรณ์แบบ ทำให้อู๋หยวนมีความมั่นใจเพียงพอ
"ดาบเร้นลับ หากจะโทษก็ต้องโทษความโง่เขลาของเจ้าเอง" เสียงกระแสจิตของอวิ๋นหยาเย็นเยียบสุดขั้ว เขาหันมาเหลียวมองอู๋หยวนแวบหนึ่ง "เจ้าคิดว่าที่เราช่วยเหลือเจ้ามาตลอดทางเป็นเพราะมีความรู้สึกดีๆ ต่อเจ้างั้นหรือ ช่างไร้เดียงสานัก"
"เจ้ามันก็เป็นเพียงโล่กำบังยามที่เราเผชิญกับอันตรายเท่านั้นแหละ"
"ดาบเร้นลับ หากอยากรอดชีวิตก็ไปเข่นฆ่ากับฝูงอสูรอสนีบาตพวกนั้นเสียเถิด" น้ำเสียงของอวิ๋นหลิงก็ดังขึ้นเช่นกัน แฝงไว้ด้วยความเย็นชา
ชำนาญถึงเพียงนี้
เห็นได้ชัดว่าคู่บำเพ็ญคู่นี้ไม่ได้ทำเรื่องเช่นนี้เป็นครั้งแรก
"ใช่"
"เป็นข้าที่ไร้เดียงสา เป็นข้าที่เมตตาเกินไป" นัยน์ตาของอู๋หยวนฉายแววเย็นชา นานมากแล้วที่เขาไม่เคยมีความรู้สึกอยากฆ่าใครมากขนาดนี้
สองคนนี้ทำให้เขารู้สึกขยะแขยงอยู่ในใจ
ครั้งล่าสุดที่อู๋หยวนอยากฆ่าคนมากถึงเพียงนี้ก็คือคนที่มีนามว่าจิ้นเฉวียน
ตู้ม
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวระเบิดออกในพริบตา แสงสีเหลืองปฐพีสลัวทับซ้อนกับสีเขียว ราวกับคมดาบที่ไร้รูปลักษณ์ ทำให้เถาวัลย์ที่พันธนาการเขาไว้แต่เดิมแหลกสลายไปในชั่วพริบตา
เวลานี้
ตู้ม "โฮก" อสูรอสนีบาตนับสิบตัวเหล่านั้นพุ่งเข้ามาจนถึงระยะร้อยลี้แล้ว กลิ่นอายอสนีบาตอันปั่นป่วนนั้นอู๋หยวนสามารถสัมผัสได้โดยไม่ต้องหันกลับไปมอง
"ฟุ่บ"
เท้าของอู๋หยวนกระทืบลงบนความว่างเปล่าอย่างแรง ห้วงสุญญตาถึงกับเกิดคลื่นกระเพื่อมไหวเป็นระลอกอย่างเลือนราง
ตามมาด้วยปีกกระดูกคู่หนึ่งเบื้องหลังที่สั่นไหวเล็กน้อย ราวกับมัจฉาที่ขยับครีบในสายน้ำ ดูพลิ้วไหวไร้แรงต้านอย่างยิ่ง
เขตแดนสัจธรรม จักรวาล
ความเร้นลับของสองกฎเกณฑ์ระดับกลางถูกกระตุ้นออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ
ฟุ่บ
ชั่วพริบตาอู๋หยวนก็พุ่งทะยานออกไปไกลกว่าพันลี้ดุจมัจฉาคืนสู่สาคร ความเร็วของเขานั้นเร็วกว่าฝูงอสูรอสนีบาตเหล่านี้ถึง... หนึ่งเท่าตัว
อสรพิษเถิงเสอ มีพรสวรรค์ด้านสายลมและมิติโดยกำเนิด
เมื่อเขาใช้สถานะผสานร่าง อาจกล่าวได้ว่าคลื่นกฎแห่งมิติที่ร่างหลักหลอมกายาของอู๋หยวนใช้ออกมานั้น แข็งแกร่งกว่าร่างหลักหลอมปราณมากนัก
"ตู้ม"
อู๋หยวนที่ระเบิดความเร็วเต็มพิกัดจ้องเขม็งไปเบื้องหน้า ในหัวของเขามีเพียงความคิดเดียว นั่นคือ... ฆ่า
... ฟุ่บ ฟุ่บ
อวิ๋นหยาและอวิ๋นหลิงยังคงหลบหนีด้วยความเร็วสูง
บนใบหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยความปีติยินดี
"หลิงเอ๋อร์ ไม่คิดเลยว่าดาบเร้นลับผู้นี้จะมีความแข็งแกร่งไม่เบา ถึงกับช่วยให้ข้ารอดพ้นจากภัยพิบัติใหญ่หลวงมาได้ครั้งหนึ่ง" อวิ๋นหยาใช้กระแสจิตส่งสาร "เสียอย่างเดียวคือโง่เขลาเกินไป"
"โง่เขลามากทีเดียว"
"จางซินคราวก่อนฉลาดกว่านี้มาก ทว่าก็ยังถูกพวกเราฆ่าตายอยู่ดี" อวิ๋นหลิงก็ส่งกระแสจิตเช่นกัน "ด้วยความแข็งแกร่งของดาบเร้นลับและพลังชีวิตของผู้หล่อหลอมกายา น่าจะช่วยพวกเราถ่วงเวลาได้..."
พวกเขาทั้งสองล้วนเป็นพวกโหดเหี้ยมอำมหิต อย่าว่าแต่อู๋หยวนที่เป็นสหายร่วมทีมชั่วคราวเลย แม้แต่ศิษย์พี่ศิษย์น้อง พวกเขาก็เคยลอบสังหารมาแล้วเช่นกัน
ทว่าพริบตาต่อมา
"หืม แย่แล้ว ดาบเร้นลับนั่นตามมาแล้ว" อวิ๋นหยาที่เดิมทีมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้าพลันเปลี่ยนสีหน้า "ความเร็วช่างน่ากลัวนัก"
ไม่ต้องรอให้เขาเตือน อวิ๋นหลิงก็ค้นพบแล้วเช่นกัน
ร่างที่ดูราวกับภูตผีนั้นรวดเร็วถึงขั้นน่าสะพรึงกลัว หากไม่ใช่เพราะพวกเขาแผ่ขยายจิตเทวะออกไปตลอดเวลา เกรงว่าคงไม่อาจสัมผัสได้ถึงคลื่นมิติเลยด้วยซ้ำ
"ขอบเขตปฐพีสมุทรสามารถระเบิดความเร็วได้ถึงขั้นนี้เชียวหรือ" อวิ๋นหลิงเบิกตากว้างราวกับเห็นผี
เจ็ดร้อยลี้
หกร้อยลี้
สามร้อยลี้
อู๋หยวนผู้มีกลิ่นอายองอาจดุดันและแววตาเย็นเยียบกำลังพุ่งเข้าใกล้พวกเขาด้วยความเร็วอันน่าสะพรึงกลัว
"ต่อให้เจ้าจะเป็นอัจฉริยะปีศาจที่ร้ายกาจที่สุดของตำหนักชิวหู หากยอมใช้สุดยอดของวิเศษก็ยังต้องตายอยู่ดี" อวิ๋นหยากัดฟันแน่น
ในฐานะนักพรตหลอมสุญญตาเขาย่อมเด็ดขาดเพียงใด เขาลงมือในชั่วพริบตานั้นเอง
"พรึบ" "ฟุ่บ" เถาวัลย์นับไม่ถ้วนปะทุขึ้นในพริบตาและขยายขนาดออกไปนับร้อยลี้ ครอบคลุมเข้าใส่อู๋หยวน
"ฆ่า"
อวิ๋นหลิงก็ระเบิดพลังเช่นกัน ลำแสงสิบกว่าสายพาดผ่านน่านฟ้า พุ่งตรงเข้าใส่ศีรษะขนาดมหึมาของอู๋หยวน
ผู้บำเพ็ญขอบเขตปฐพีสมุทรยังไม่หลอมรวมกายและวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวโดยแท้จริง จึงยังไม่อาจฟื้นคืนชีพจากหยดเลือดได้เหมือนผู้บำเพ็ญขอบเขตแดนศักดิ์สิทธิ์
ในความคิดของทั้งสอง อู๋หยวนเพียงแต่อาศัยของวิเศษเร้นลับหรือไพ่ตายบางอย่างจึงมีความเร็วที่น่าสะพรึงกลัว
ทว่าหากต้องต่อสู้ซึ่งหน้า โอกาสมากที่สุดก็คือยังด้อยกว่าพวกเขาทั้งสอง
และสิ่งที่พวกเขาคิดก็ไม่อาจกล่าวได้ว่าผิด อัจฉริยะปีศาจเหนือพิภพในขอบเขตปฐพีสมุทรที่สามารถต่อสู้ข้ามขั้นกับผู้บำเพ็ญขอบเขตหลอมสุญญตาขั้นกลางได้นั้น ทั่วทั้งพิภพเซียนชิงหลิงเกรงว่าคงมีเพียงร้อยสองร้อยคนเท่านั้น
และทั่วทั้งพิภพเซียนชิงหลิงก็มีทวีปเซียนมากกว่าสิบล้านแห่ง
โอกาสที่จะได้พบเจอนั้นต่ำเตี้ยเพียงใด
น่าเสียดาย
ที่ผู้ที่พวกเขาเผชิญหน้า คือผู้บำเพ็ญขอบเขตปฐพีสมุทรที่หากมองกวาดไปทั่วทั้งมหาพิภพ ก็ยังอาจเรียกได้ว่ามีความแข็งแกร่งเป็นอันดับหนึ่ง
"วูบ"
บนร่างขนาดพันจั้งของอู๋หยวนพลันปรากฏแขนแปดข้างขึ้นมาในชั่วพริบตา บนแขนทั้งแปดแต่ละข้างล้วนถือดาบศึกเอาไว้
วิชาต้นกำเนิดระดับสูง... สามเศียรแปดกร
พริบตาต่อมา ประกายดาบทั้งแปดสายอันเจิดจรัสหาใดเปรียบก็สว่างวาบขึ้นราวกับการระเบิดของดาวฤกษ์ ประหนึ่งจะสาดส่องสว่างไสวไปทั่วทั้งฟ้าดิน
เพลงดาบทลายดารา... สุริยันแผดเผา
เพลงดาบที่แฝงไปด้วยความเร้นลับของกฎเกณฑ์เจตจำนงแท้จริงระดับกลางคู่ ทั้งวิถีดาราและวิถีแห่งอายุวัฒนะถูกปลดปล่อยออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ
"ฉัวะ" "ตู้ม" "ตู้ม" ประกายดาบกวาดทำลายทุกสรรพสิ่ง เถาวัลย์ชั้นแล้วชั้นเล่านั้นเปราะบางราวกับเต้าหู้และแหลกสลายไปทีละชั้นในชั่วพริบตา
ฟุ่บ
แทบจะในเสี้ยววินาทีอู๋หยวนก็ทำลายอาคมขนาดมหึมานี้ลงได้และบุกเข้าไปถึงตรงหน้าอวิ๋นหยา
"เจ้า ไม่นะ..." สีหน้าของอวิ๋นหยาเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
"ฉัวะ"
ประกายดาบที่เดิมทีน่าสะพรึงกลัวอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อแฝงไปด้วยความเร้นลับของกฎแห่งมิติที่เคลื่อนตัวไปตามร่องรอยมิติ ทั้งรวดเร็วและหนักหน่วง มันผ่าร่างของอวิ๋นหยาออกเป็นสองซีกในดาบเดียว ประกายดาบฟันทะลุต้นกำเนิดจิตวิญญาณที่กำลังคิดจะหลบหนีจนขาดสะบั้น
อวิ๋นหยา... ตาย
"ฟุ่บ" เถาวัลย์นับไม่ถ้วนที่เดิมทีมีอานุภาพเทียมฟ้า เมื่อสูญเสียนายไปในชั่วพริบตา อานุภาพก็ลดทอนลงอย่างมหาศาล
"เคร้ง"
"เคร้ง"
เสียงการปะทะกันของประกายดาบและประกายกระบี่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง อู๋หยวนฟันกระบี่บินแต่ละเล่มที่อวิ๋นหลิงควบคุมกระเด็นออกไป
ตู้ม เพียงพลิ้วกายอีกครั้งเขาก็ลอบสังหารมาถึงตรงหน้าอวิ๋นหลิง
ในยามนี้
"สหายเต๋าดาบเร้นลับ ไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด ไม่ว่าท่านจะให้ข้าทำสิ่งใดข้าก็..." สีหน้าของอวิ๋นหลิงเปลี่ยนเป็นน่าสงสารจับใจ แฝงไว้ด้วยความอ่อนหวานและบอบบาง
"ฉัวะ"
ประกายดาบตวัดผ่าน ทำให้ร่างของนางกลายเป็นกองเนื้อเละเทะ
"ข้าเมตตา ไม่ใช่เพราะข้าโง่เขลา"
"แต่เป็นเพราะ... ข้ามีความสามารถที่จะทวงความเมตตานั้นคืนได้" แววตาของอู๋หยวนเย็นเยียบ เขาโบกมือเก็บของวิเศษที่หลงเหลืออยู่ของทั้งสองมา
เขากวาดสายตาไปอีกทาง มองดูอสูรอสนีบาตชั้นยอดแต่ละตัวที่กำลังคำรามและแผดเสียง พุ่งทะยานเข้ามาอย่างมืดฟ้ามัวดิน
และในครั้งนี้
อู๋หยวนไม่ได้หลบหนีอีกต่อไป