- หน้าแรก
- ทะลุมิติเบิกวิถีเซียน ข้ามภพสยบมรรคา
- ตอนที่ 343 โลกเหลยเจ๋อ (2)
ตอนที่ 343 โลกเหลยเจ๋อ (2)
ตอนที่ 343 โลกเหลยเจ๋อ (2)
หากไม่มีป้ายแทนตัวนี้? การบุกรุกเข้าไปในโลกเหลยเจ๋อย่อมมีโอกาสรอดเพียงริบหรี่
ค่ายกลพิทักษ์ที่เทพดาราท่านหนึ่งวางเอาไว้ แม้จะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนานไร้ที่สิ้นสุด ทว่ายังคงมีอานุภาพอันน่าสะพรึงกลัว
ท่ามกลางห้วงดารา ทิวทัศน์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก
เพียงช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่ชั่วยาม
กลับปรากฏขบวนของสำนักขนาดใหญ่จำนวนมหาศาลทยอยเดินทางมาถึง
หกสำนักใหญ่แห่งทวีปเซียนไป๋ไห่ จำนวนผู้แข็งแกร่งของแต่ละสำนักล้วนดูเหมือนจะใกล้เคียงกัน
"ล้วนนำโดยเซียนปฐพีหนึ่งท่าน บวกกับนักพรตหลอมสุญญตาอีกหลายสิบคน และยังมีผู้บำเพ็ญขอบเขตตำหนักม่วงอีกหลายพันคนงั้นหรือ?" อู๋หยวนครุ่นคิดในใจ
เขาเฝ้าสังเกตการณ์มาโดยตลอด
เพราะคนเหล่านี้ ล้วนมีโอกาสกลายเป็นอุปสรรคได้ทั้งสิ้น
เพียงแต่เป็นเพราะมีเซียนปฐพีดำรงอยู่ อู๋หยวนจึงไม่ค่อยกล้าปลดปล่อยสัมผัสเทวะกวาดตรวจสอบออกไปตามอำเภอใจนัก เขาไม่อยากทำตัวโดดเด่น
ในที่สุด
ครืน! พร้อมกับแสงสว่างอีกสายที่สว่างวาบขึ้นจากวิหารเทวะสุญญตา ร่างอีกหลายพันร่างก็บินออกมาจากค่ายกลเคลื่อนย้ายของวิหารเทวะ
จนถึงตอนนี้ ขบวนของหกสำนักใหญ่ก็มารวมตัวกันจนครบถ้วน โดยมีเซียนปฐพีเป็นผู้นำทีมเช่นเดียวกัน
ไม่ได้ปล่อยให้อู๋หยวนและคนอื่นรอนานจนเกินไป
เซียนปฐพีทั้งหกท่านจากหกสำนักใหญ่ก็พากันทะยานร่างออกไปพร้อมกัน พุ่งเข้าใกล้โลกเหลยเจ๋ออย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นลำแสงหกสายก็พวยพุ่งทะลุฟ้า ยิงเข้าใส่โลกใบยักษ์อันกว้างใหญ่ไพศาลที่ราวกับกลุ่มเมฆทะมึนนั้น
"ครืน ครืน!"
เสียงกัมปนาทดังกึกก้องกวัดแกว่งไปทั่วฟ้าดิน โลกเหลยเจ๋อทั้งใบคล้ายกับกำลังสั่นสะเทือน เห็นได้ชัดว่าเซียนปฐพีทั้งหกท่านได้กระตุ้นค่ายกลกักกันภายนอกให้ทำงานแล้ว
"เตรียมตัวให้พร้อม"
"ไป!"
"การผจญภัยฝ่าเคราะห์เป็นตายกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว" ผู้บำเพ็ญขอบเขตแดนศักดิ์สิทธิ์หลอมสุญญตาจากแต่ละสำนักใหญ่ต่างเอ่ยเตือน จากนั้นพวกเขาก็กลายสภาพเป็นลำแสงพุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังโลกเหลยเจ๋อ
อู๋หยวน อวิ๋นหยา และคนอื่นก็ทะยานร่างตามไปเช่นเดียวกัน
รั้งท้ายที่สุดถึงจะเป็นผู้บำเพ็ญตำหนักม่วงปฐพีสมุทรจำนวนมาก
"สหายเต๋าดาบเร้นลับ ไว้พบกันในโลกเหลยเจ๋อ" ระหว่างที่กำลังโบยบิน อวิ๋นหยาก็หันมาส่งยิ้มให้อู๋หยวนที่อยู่ด้านข้าง
"อืม" อู๋หยวนยิ้มรับพร้อมพยักหน้า
หลายวันมานี้ การพูดคุยแลกเปลี่ยนระหว่างเขากับอวิ๋นหยาและอวิ๋นหลิงนับว่าราบรื่นที่สุด ความสัมพันธ์ก็ถือว่าดีที่สุดเช่นกัน
"คุณชายดาบเร้นลับ อย่าลืมข้าเสียล่ะ" มู่ซินที่บินนำหน้าพวกเขาไปไม่ไกลนักหันกลับมาส่งยิ้มและขยิบตาให้อู๋หยวน
อู๋หยวนพยักหน้ารับมือไปอย่างขอไปที
"เตรียมตัวเข้าไปได้แล้ว"
"โลกเหลยเจ๋อ หวังว่าจะไม่บังเอิญไปเจออสูรอสนีบาตชั้นยอดเข้า มิเช่นนั้นคงยุ่งยากแน่"
"รีบรวมตัวและร่วมมือกันให้เร็วที่สุด"
"จงรอดชีวิตกลับมาให้ได้" ผู้เข้ารับการทดสอบหลายสิบคนจากทวีปเซียนแห่งอื่นในทีมทั้งหกต่างให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ราวกับมีความผูกพันลึกซึ้ง
ทว่าในนั้นมีความจริงใจสักกี่ส่วน และเสแสร้งสักกี่ส่วนกันแน่?
ศิษย์จำนวนมากในขบวนทีมของแต่ละสำนักใหญ่ก็กำลังพูดคุยแลกเปลี่ยนกันเช่นเดียวกัน เพื่อเตรียมตัวเป็นครั้งสุดท้ายก่อนเข้าไป
อย่างรวดเร็ว
ยิ่งอู๋หยวนและคนอื่นเข้าใกล้โลกเหลยเจ๋อมากเท่าไร ทันใดนั้นพลังไร้รูปร่างขุมหนึ่งก็แผ่ปกคลุมห้วงความว่างเปล่าแห่งนี้
พลังอันดุดันป่าเถื่อนพริบตาเดียวก็ทำให้ผู้บำเพ็ญเซียนนับหมื่นคนในห้วงความว่างเปล่าแห่งนี้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
แม้แต่เซียนปฐพีทั้งหกท่านก็ยังหายลับไป
ห้วงดาราแห่งนี้จึงกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง
……
วิ้ง!
อู๋หยวนสัมผัสได้เพียงว่ามีคลื่นมิติเข้าครอบคลุม จากนั้นทัศนียภาพรอบด้านก็เริ่มพร่าเลือน รอจนกระทั่งมันก่อตัวขึ้นใหม่อีกครั้ง
เบื้องหน้าก็กลายเป็นเทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อนทอดยาว พืชพรรณมีอยู่เบาบาง เทือกเขานั้นสูงตระหง่านเสียดฟ้า แต่ละลูกล้วนมีความสูงหลายพันลี้
เบื้องล่างคือพื้นดินโคลนเฉอะแฉะ
เบื้องบนคือกลุ่มเมฆทะมึนที่ราวกับจะบดบังทุกสรรพสิ่ง นานครั้งจึงจะมองเห็นสายฟ้าแลบปลาบอยู่ภายในนั้น
รอบด้านไร้ซึ่งผู้คน
"ป้ายคำสั่งสัมผัสได้ถึงค่ายกลจึงถูกเคลื่อนย้ายเข้ามางั้นหรือ? เป็นการสุ่มเคลื่อนย้ายหรือไร? แล้วคนอื่นล่ะ?" อู๋หยวนลอบคิดในใจ สายตากวาดมองไปรอบด้าน
สัมผัสเทวะของเขาแผ่ขยายออกไปอย่างกว้างขวาง
"หืม?" แววตาของอู๋หยวนหรี่ลงเล็กน้อย เพราะเขาสัมผัสได้ถึงพลังที่มองไม่เห็นกำลังกดทับอยู่ ทำให้ขอบเขตการรับรู้ของสัมผัสเทวะหดเล็กลงอย่างมาก
รับรู้ได้เพียงรัศมีกว่าสามหมื่นลี้เท่านั้น ช่างน้อยนิดจนน่าสมเพช
ในขณะเดียวกัน แรงกดทับไร้สภาพระหว่างฟ้าดินก็ยิ่งน่าหวาดหวั่น ทำให้อู๋หยวนรู้สึกว่าแม้แต่การบินก็ดูเหมือนจะยากลำบากยิ่งขึ้น
"สมแล้วที่เป็นโลกซึ่งเทพดารายอมจ่ายค่าตอบแทนอย่างมหาศาลเพื่อดัดแปลงขนานใหญ่" ร่างของอู๋หยวนขยับเขยื้อน
ฟึ่บ! เขากลายเป็นลำแสงพุ่งทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ ทว่าเพิ่งจะบินขึ้นไปได้ไม่ถึงพันลี้ ยังไม่ทันจะข้ามพ้นระยะสายตาของเทือกเขาอันห่างไกลที่บดบังอยู่
"เปรี้ยง!" ภายในเมฆทะมึนกลางอากาศ จู่ๆ ก็เกิดการระเบิดขึ้น
ราวกับมีสายฟ้าอสนีบาตนับไม่ถ้วนกำลังรวมตัวกันอยู่ภายในนั้น ตามมาด้วยลำแสงอสนีบาตอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งคำรามลั่นฟาดผ่าลงมา! โจมตีเข้าใส่อู๋หยวน
"เคร้ง!" สีหน้าของอู๋หยวนยังคงเรียบเฉย ดาบเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในมืออย่างกะทันหัน ประกายดาบตวัดวาดผ่านท้องนภา เข้าปะทะกับสายฟ้าอสนีบาตอย่างจัง
"เปรี้ยง!" เสียงอสนีบาตระเบิดกึกก้อง ลำแสงอสนีบาตนับไม่ถ้วนราวกับทะลวงผ่านตัวดาบ ลุกลามไปทั่วร่างของอู๋หยวน
ทว่ารอจนกระทั่งแสงอสนีบาตบนร่างกายสลายหายไป อู๋หยวนก็กลับคืนสู่ความสงบเยือกเย็น ไม่ได้มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไปจากก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย
เห็นได้ชัดว่าคลื่นกระแทกที่เหลือของอสนีบาตสายนี้ยังไม่สามารถทำอันตรายอู๋หยวนได้
"เป็นไปตามที่ข้อมูลระบุไว้ หากอยู่สูงจากพื้นดินเกินหนึ่งพันลี้ก็จะเผชิญกับสายฟ้าอสนีบาต ซึ่งมากพอจะคุกคามชีวิตของผู้บำเพ็ญขอบเขตตำหนักม่วงปฐพีสมุทรขั้นหกได้" อู๋หยวนลอบประเมินในใจ "หากทะลวงผ่านระดับสามพันลี้ สายฟ้าที่ฟาดฟันลงมาย่อมมากพอจะทำให้ผู้บำเพ็ญขอบเขตตำหนักม่วงขั้นเก้าตกตาย"
และหากทะยานขึ้นสูงห่างจากพื้นดินทะลุหมื่นลี้ อานุภาพของสายฟ้าอสนีบาตที่ต้องเผชิญก็เพียงพอที่จะสังหารผู้บำเพ็ญขอบเขตหลอมสุญญตาขั้นเก้าให้ดับสูญได้
"เทือกเขาสูงชันที่ทอดยาวติดต่อกันเหล่านี้ แท้จริงแล้วก็คือสิ่งที่แบ่งแยกผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่นี้ออกจากกัน" อู๋หยวนส่ายหน้าเบาๆ
คงมีผู้คนไม่มากนักที่กล้าพุ่งทะยานขึ้นไปจนถึงยอดของเทือกเขาอันสูงตระหง่าน
โลกเหลยเจ๋อ อันตรายประการแรกก็คือค่ายกลอสนีบาตบนท้องฟ้าที่ครอบคลุมโลกใบมหึมาซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวถึงหกร้อยล้านลี้
"ไปกันเถอะ ลองสำรวจรอบๆ ดูก่อนเพื่อระบุตำแหน่งที่ชัดเจน" อู๋หยวนกลายร่างเป็นลำแสงพุ่งทะยานไปเบื้องหน้าโดยบินเลียบขนานไปกับพื้นดิน "จากนั้นค่อยอิงตามตำแหน่งเพื่อมุ่งหน้าไปยังพิกัดมิติเวลาที่ข้าต้องการจะไป"
หากเป็นห้วงดาราภายนอก อู๋หยวนย่อมสามารถเร่งความเร็วให้พุ่งทะยานไปได้ถึงพันลี้ต่อวินาทีอย่างง่ายดาย
ทว่าภายใต้แรงกดดันไร้สภาพในโลกเหลยเจ๋อ ความเร็วของอู๋หยวนกลับเพิ่มขึ้นได้เพียงห้าร้อยลี้ต่อวินาทีเท่านั้น
อีกทั้งเขาไม่กล้าเร่งความเร็วอย่างบุ่มบ่าม ทำได้เพียงรักษาระดับความเร็วไว้ที่สองถึงสามร้อยลี้ต่อวินาที
มุ่งหน้าไปตามเส้นทาง
เทือกเขาสูงตระหง่านสลับซับซ้อนคดเคี้ยวไปมา มีเทือกเขาตัดขวางโผล่ขึ้นมานำทางอู๋หยวนไปยังพื้นที่อื่นอย่างไม่ขาดสาย ระยะสายตาที่อู๋หยวนมองเห็นนั้นกว้างไกลเพียงหลายแสนลี้ ทว่ามากสุดก็ไม่เกินหนึ่งล้านลี้
ทำให้อู๋หยวนไม่อาจจับทิศทางได้ชัดเจนไปชั่วขณะ
แต่ด้วยความทรงจำอันทรงพลังของอู๋หยวน เขาสามารถจดจำเส้นทางที่เดินผ่านมาได้อย่างแม่นยำ ดังนั้นขอเพียงใช้เวลาอีกสักระยะ เขาย่อมสามารถนำไปเทียบเคียงกับข้อมูลและระบุตำแหน่งปัจจุบันของตนเองได้อย่างแน่นอน
ทันใดนั้น
"หืม?" อู๋หยวนหยุดฝีเท้าลงฉับพลัน จิตเทวะของเขาแผ่ขยายออกไป สัมผัสได้ถึงผู้บำเพ็ญเซียนสามคนกำลังพุ่งทะยานตรงมาทางนี้ด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง
"ขอบเขตตำหนักม่วงขั้นหก?" แววตาของอู๋หยวนฉายแววฉงนเล็กน้อย "เกิดเรื่องอันใดขึ้น เหตุใดพวกเขาจึงดูร้อนรนถึงเพียงนั้น?"
ตามหลักการแล้ว
เพิ่งจะก้าวเข้ามาในโลกเหลยเจ๋อ ต่อให้ต้องการทดสอบฝีมือหรือตามหาสมบัติก็ไม่เห็นจำเป็นต้องรีบร้อนขนาดนี้เลย
เทือกเขาทอดยาวต่อเนื่อง เนินเขาบนพื้นดินสูงต่ำสลับกันไป
ดังนั้นวิสัยทัศน์ของอู๋หยวนจึงถูกบดบัง ทว่าเมื่อร่างสีม่วงสามร่างปรากฏขึ้นในสายตาของอู๋หยวนด้วยท่าทีตื่นตระหนกลนลาน
ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงต้องหนีตายอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้
เป็นเพราะ!
เบื้องหลังมีร่างของสัตว์ประหลาดสี่เท้าหลายสิบตัวกำลังส่งเสียงคำรามข่มขวัญและไล่ล่าร่างชุดคลุมสีม่วงเหล่านั้นด้วยความเร็วขั้นสุดยอด
สัตว์ประหลาดสี่เท้าหลายสิบตัว ทุกตัวล้วนมีสายฟ้าอสนีบาตแลบปลาบอยู่บนเรือนร่างจางๆ
ในยามนี้ ระยะห่างเพียงไม่กี่พันลี้ ด้วยสายตาของอู๋หยวน เขาย่อมสามารถมองเห็นแม้กระทั่งเส้นขนบนร่างกายของสัตว์ประหลาดเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน
"อสูรอสนีบาตงั้นหรือ? สามารถหลบเลี่ยงการตรวจสอบจากจิตเทวะได้ด้วย?" รูม่านตาของอู๋หยวนหดเกร็งลงเล็กน้อย
อันตรายประการที่สองของโลกเหลยเจ๋อ อสูรอสนีบาต!
อสูรอสนีบาตระดับสามัญเพียงตัวเดียวก็มีความแข็งแกร่งระดับขอบเขตปฐพีสมุทร อสูรอสนีบาตชั้นยอดบางตัวที่วิวัฒนาการแล้วยิ่งสามารถระเบิดพลังระดับขอบเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ออกมาได้
ประเด็นสำคัญคือ ไม่ว่าจะเป็นจิตเทวะหรือแม้แต่สัมผัสเทวะก็ไม่อาจตรวจสอบการมีอยู่ของอสูรอสนีบาตเหล่านี้ได้ มีเพียงต้องเข้าใกล้เท่านั้นจึงจะอาศัยความผันผวนของปราณวิญญาณฟ้าดินและการมองเห็นด้วยตาเปล่าเพื่อรับรู้ถึงพวกมัน
ทว่า
อู๋หยวนประมวลผลและวิเคราะห์จากขนาดโครงสร้างร่างกายและความเร็วของอสูรอสนีบาตหลายสิบตัวเบื้องหน้าในพริบตา เขาก็ตัดสินได้ทันที พวกมันคืออสูรอสนีบาตระดับสามัญ
"หืม? นั่นคุณชายดาบเร้นลับมิใช่หรือ? คุณชายดาบเร้นลับ ช่วยข้าด้วย! ช่วยพวกเราที!" ชายชุดคลุมสีม่วงที่เป็นผู้นำกลุ่มมองเห็นอู๋หยวนเช่นเดียวกัน ดวงตาของเขาพลันสว่างวาบ
อีกสองคนก็มีท่าทีตื่นเต้นไม่แพ้กัน
ฟึ่บ! ฟึ่บ! ทั้งสามคนราวกับได้พบเจอผู้ช่วยชีวิตผู้ยิ่งใหญ่ พวกเขาพุ่งตรงดิ่งมาหาอู๋หยวน
"ศิษย์สำนักเซียนฉางซิงหรือ? แถมยังมาจากทีมหมายเลขสามทั้งหมดอีกด้วย?" อู๋หยวนจดจำอีกฝ่ายได้ตั้งแต่แรกแล้ว
ด้วยความทรงจำของเขา การจดจำกลิ่นอายจิตวิญญาณของคนนับหมื่นจากหกสำนักใหญ่ก่อนหน้านี้ถือเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งนัก
นับประสาอันใดกับคนที่เคยกินดื่มร่วมงานเลี้ยงเดียวกันมาก่อน
แม้อู๋หยวนจะไม่เคยพูดคุยกับพวกเขาเลยก็ตาม
แต่ศิษย์สำนักเซียนฉางซิงเหล่านี้กลับจดจำอู๋หยวนได้อย่างลึกซึ้ง
"ผู้บำเพ็ญขอบเขตตำหนักม่วงขั้นหกสามคนต้องมาเผชิญหน้ากับอสูรอสนีบาตหลายสิบตัว มิน่าเล่าจึงต้องหนีตาย" อู๋หยวนลอบคิดในใจ
ระยะทางหลายพันลี้
ผ่านพ้นไปในชั่วพริบตา
ศิษย์สำนักเซียนฉางซิงทั้งสามคนพุ่งทะยานเข้าไปหลบหลังอู๋หยวน ขณะที่อสูรอสนีบาตอันทรงพลังหลายสิบตัวนั้น แต่ละตัวล้วนมีความยาวลำตัวเกินกว่าสามสิบเมตร
"โฮก!"
"ตึง!" "โฮก!" อสูรอสนีบาตหลายสิบตัวล้วนมีดวงตาทอประกายสีแดงจางๆ พวกมันจ้องเขม็งไปยังอู๋หยวนที่ยืนอยู่แนวหน้าสุด แล้วพุ่งทะยานเข้าใส่อย่างบ้าคลั่ง
กีบเท้าที่เหยียบย่ำลงมาส่งผลให้ปฐพีไพศาลเกิดการสั่นสะเทือนเบาๆ
พวกมันคืออสูรสงครามที่ถือกำเนิดขึ้นในโลกเหลยเจ๋อ ปราศจากสติปัญญาที่ลึกซึ้ง มีเพียงสัญชาตญาณในการเข่นฆ่าสังหารเท่านั้น
อู๋หยวนยืนนิ่งอยู่กับที่พลางส่ายหน้าเบาๆ
"เคร้ง!"
เขาชักดาบออกมาอย่างกะทันหัน กล้ามเนื้อขาหดเกร็งและออกแรงส่งร่างพุ่งทะยานออกไปฉับพลัน โดยปลดปล่อยพละกำลังออกมาเพียงระดับขอบเขตปฐพีสมุทรขั้นเก้าขั้นพื้นฐานเท่านั้น
ตูม!
ทว่าเขากลับขยายร่างกลายเป็นยักษ์สูงพันจั้งพร้อมกับท่อนแขนทั้งแปดที่งอกเงยออกมา มือแต่ละข้างกำดาบศึกไว้แน่น แผ่กลิ่นอายพลังอันมหาศาลทะลุฟ้า
"โฮก!"
"โฮก!" อสูรอสนีบาตหลายสิบตัวยังคงส่งเสียงคำรามพร้อมกับพุ่งทะยานเข้ามา
"ฟึ่บ!" "ฟึ่บ!" "ฟึ่บ!" ประกายดาบสว่างวาบปกคลุมทั่วฟ้าดินในพริบตา คล้ายกับผสานเข้ากับความเร้นลับแห่งดาราในความมืดมิด
ประกายดาบนั้น ทั้งรวดเร็ว แม่นยำ และหนักหน่วง!
ถึงขั้นไม่ต้องใช้เขตแดนเลยด้วยซ้ำ
"ฉัวะ!" "ฉัวะ!" จังหวะก้าวเดินของอู๋หยวนพริ้วไหวราวกับปรมาจารย์ภูตพรายอันสง่างาม เขาหลบหลีกการพุ่งชนของอสูรอสนีบาตครั้งแล้วครั้งเล่าพร้อมกับประกายดาบที่ตวัดฟาดฟัน*
ดาบศึกทั้งแปดเล่ม
เพียงการปะทะกันชั่วอึดใจเดียว คมดาบก็ตัดขั้วคอ สะบั้นศีรษะให้หลุดกระเด็น หรือแม้กระทั่งผ่าแยกร่างกายของอสูรอสนีบาตหลายสิบตัวออกเป็นสองซีกอย่างแม่นยำ
หยาดโลหิตสาดกระเซ็น
"ตึง!" "ตึง!" "ตึง!" ร่างของอสูรอสนีบาตเหล่านั้นยังคงพุ่งไถลไปข้างหน้าตามแรงเฉื่อย พื้นดินตามเส้นทางที่พุ่งผ่านแตกเป็นรอยร้าวชั้นแล้วชั้นเล่า กระทั่งร่างของพวกมันล้มฟุบลงและไม่อาจลุกขึ้นมาได้อีก แรงปะทะแผ่กระจายครอบคลุมรัศมีหลายร้อยลี้
ทุกสรรพสิ่งจึงกลับคืนสู่ความเงียบสงบ
"แม้อสูรอสนีบาตเหล่านี้จะมีความสามารถที่น่าทึ่ง ทว่าเมื่อเทียบกับผู้บำเพ็ญขอบเขตปฐพีสมุทรแน่แท้แล้ว ศีรษะก็ยังคงเป็นจุดตายที่อ่อนแอที่สุดอยู่ดี" อู๋หยวนส่ายหน้า
อสูรอสนีบาตเหล่านี้ ต่อให้มีความเร็วและพละกำลังเพียงพอ ทว่าเมื่อเทียบในแง่ของความแข็งแกร่งแล้ว พวกมันยังอ่อนด้อยกว่าผู้หล่อหลอมกายาในระดับเดียวกันอยู่มาก เพียงแต่ความสามารถในการเร้นกายของพวกมันนั้นนับว่าน่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง
"นี่มัน!"
"ช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก"
"คุณชายดาบเร้นลับหรือ? สมแล้วที่เป็นผู้เข้ารับการทดสอบจากภายนอก" ศิษย์สำนักเซียนฉางซิงทั้งสามคนที่เพิ่งรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิดเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง