เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 338 มาเยือนหอหลินเซียนครั้งแรก (2)

ตอนที่ 338 มาเยือนหอหลินเซียนครั้งแรก (2)

ตอนที่ 338 มาเยือนหอหลินเซียนครั้งแรก (2)


"อาจารย์เองก็ควรจะไปตามหาเส้นทางของตนเองเช่นกัน"

อู๋หยวนรับฟังอย่างตั้งใจ

"อาจารย์กำลังจะออกจากมหาพิภพชิงหลิงเพื่อเดินทางไปผจญภัยในมิติอันไกลโพ้น" เซียนกระบี่ตงหยางมองอู๋หยวนพลางกล่าวด้วยความทอดถอนใจ "ที่นั่นเต็มไปด้วยอันตรายมากมาย โอกาสที่จะร่วงหล่นนั้นสูงลิบลิ่ว"

"ออกจากมหาพิภพชิงหลิงหรือ" อู๋หยวนอดไม่ได้ที่จะตกตะลึงและโพล่งถามออกไป "ท่านอาจารย์ เหตุใดท่านไม่รอให้ผ่านทัณฑ์สวรรค์เสียก่อนแล้วค่อยเดินทางเล่าขอรับ"

ในความคิดของอู๋หยวน

ด้วยความแข็งแกร่งของท่านอาจารย์ตงหยาง การจะผ่านทัณฑ์เซียนครั้งที่เก้านั้นคงเป็นเรื่องง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ ถึงเวลานั้นเกรงว่าคงมีความหวังที่จะบรรลุเป็นเทพดาราได้ในคราวเดียว

ถึงตอนนั้นความแข็งแกร่งย่อมต้องยกระดับขึ้นอย่างมหาศาล

"หากผ่านทัณฑ์สวรรค์ไปแล้ว การจะรู้แจ้งในกฎแห่งชีวาอย่างสมบูรณ์ก็จะกลายเป็นเรื่องยากยิ่งขึ้น"

"หลักการนี้ข้าคิดว่าเจ้าย่อมต้องรู้ดี"

เซียนกระบี่ตงหยางกล่าวด้วยรอยยิ้ม "หากอาจารย์ยังคงฝึกฝนตามลำดับขั้นต่อไป ก่อนถึงขีดจำกัดอายุขัยหนึ่งล้านปีก็คงไม่มีทางรู้แจ้งในวิถีแห่งชีวาได้อย่างทะลุปรุโปร่ง"

"และเมื่อใดที่ผ่านทัณฑ์สวรรค์ไปแล้ว"

"ความหวังที่จะทะลวงผ่านก็ยิ่งริบหรี่ลงไปอีก" เซียนกระบี่ตงหยางกล่าวเสียงเรียบ

อู๋หยวนแอบทอดถอนใจ

เขตแดนมรรคาขั้นที่เจ็ดแห่งวิถีชีวา สำหรับเซียนชั้นสูงผู้หนึ่งแล้วการรู้แจ้งระดับนี้นับว่าสูงส่งจนแทบไม่น่าเชื่อ ฟังดูแล้วคล้ายกับอยู่ห่างจากเขตแดนมรรคาขั้นที่เก้าแห่งวิถีชีวาเพียงไม่กี่ก้าว

ทว่าการจะทะลวงผ่านไปอีกขั้นหนึ่งนั้นเล่า จะต้องใช้เวลาอีกยาวนานเพียงใด

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงก้าวสุดท้าย

เมื่อมองไปทั่วทั้งมหาพิภพอันกว้างใหญ่ บรรดาเทพดาราทั้งหลายในเมื่อครั้งยังเยาว์มีผู้ใดบ้างที่ไม่ใช่อัจฉริยะเหนือพิภพ แทบทุกคนล้วนอยู่ในระดับเดียวกับเจียงหวน แต่แล้วจะมีสักกี่คนกันที่สามารถทำลายพันธนาการและก้าวขึ้นเป็นจอมราชันได้*

"นี่คือการเดิมพันครั้งสุดท้ายของอาจารย์"

"หากทำสำเร็จก็จะมีความหวังรู้แจ้งในวิถีแห่งชีวา ทว่าหากล้มเหลวก็อาจต้องร่วงหล่น" เซียนกระบี่ตงหยางกล่าวด้วยรอยยิ้ม "อาจารย์โลดแล่นมานานนับล้านปี ก้าวขึ้นมาจากจุดต่ำสุดทีละก้าว เคยใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี ทั้งยังเคยขัดคำสั่งของท่านปรมาจารย์ ทว่าอาจารย์ก็ยังคงมุ่งมั่นในเส้นทางของตนเองมาโดยตลอด จึงไม่มีสิ่งใดให้ต้องเสียใจภายหลัง"

"ก่อนหน้านี้สิ่งที่ทำให้ข้าไม่อาจวางใจได้มีเพียงเจ้าและสำนัก"

"ตอนนี้เมื่อไม่ต้องเป็นห่วงเจ้าแล้วก็เหลือเพียงสำนักเท่านั้น"

"อาจารย์ไม่ได้เรียกร้องให้เจ้ามีความผูกพันกับสำนักเหมือนดั่งเช่นอาจารย์ เพียงแค่หวังว่าหากในภายภาคหน้าสำนักต้องเผชิญกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ หากเจ้าสามารถยื่นมือเข้าช่วยเหลือได้ก็จงช่วยเหลือสักคราเถิด" เซียนกระบี่ตงหยางกล่าว

"ขอรับ ศิษย์จะจดจำไว้ให้ขึ้นใจ" อู๋หยวนพยักหน้าอย่างหนักแน่น

เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของ 'การฝากฝัง' ลอยมาจางๆ*

สำหรับท่านอาจารย์ตงหยางแล้วอู๋หยวนเต็มไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจ

หากปราศจากการชี้แนะของอีกฝ่าย เขาคงไม่อาจเติบโตได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้

"ปีนั้นอาจารย์เคยบอกไว้ว่าจะมอบสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่งให้เจ้า ตอนนี้ถึงเวลาต้องมอบให้เจ้าแล้ว" เซียนกระบี่ตงหยางพลิกฝ่ามือ

บนฝ่ามือของเขาปรากฏไม้บรรทัดสีดำชิ้นหนึ่ง ความสูงประมาณหนึ่งชุ่น บนพื้นผิวของไม้บรรทัดมีรอยร้าวลวดลายอยู่มากมาย

เมื่อมองดูเผินๆ อาจดูธรรมดาสามัญ

ทว่าเพียงแค่สัมผัสเพียงเล็กน้อยก็จะสามารถรับรู้ได้ถึงคลื่นมิติอันหนาแน่นที่แผ่ซ่านออกมาจากไม้บรรทัดสีดำชิ้นนี้ มิติโดยรอบคล้ายกับกำลังสั่นสะเทือนอยู่ลางๆ

"สิ่งนี้มีนามว่า 'ไม้บรรทัดทลายสุญญตา'"

"ถือเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดที่อาจารย์ได้รับมาจากการออกผจญภัยอย่างโดดเดี่ยวตลอดหลายปีที่ผ่านมา ขอเพียงเจ้ามีความเข้าใจในคลื่นมิติเพียงเล็กน้อยก็สามารถกระตุ้นการทำงานขั้นพื้นฐานของมันได้ ถือเป็นสุดยอดของวิเศษสำหรับปกป้องชีวิตและยังสามารถใช้ในการโจมตีได้ด้วย มันคือศาสตราเซียนประเภทพิเศษ"

"อย่างเช่น 'ยันต์เทวะสุญญตา' ที่อาจารย์เคยมอบให้เจ้าก่อนหน้านี้ หากจะกล่าวไปแล้วก็ถือเป็น 'ไม้บรรทัดทลายสุญญตาแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง' ที่ถูกลดทอนพลังลงมานั่นเอง"

"วันข้างหน้าเจ้าค่อยๆ ทำความเข้าใจมันอย่างช้าๆ เถิด"

"แม้มันจะไม่มีการแบ่งระดับ ทว่าหากกล่าวถึงมูลค่าแล้วมันสมควรเรียกได้ว่าเป็นขั้นสูงสุดในหมู่ศาสตราเซียน" เซียนกระบี่ตงหยางกำชับ "เหล่าเทพดาราอาจไม่เห็นมันอยู่ในสายตา ทว่าคุณสมบัติพิเศษของมันจะต้องทำให้เซียนสวรรค์และจ้าวดารานับไม่ถ้วนต้องอิจฉาตาร้อนเป็นแน่ ดังนั้นจงอย่าเปิดเผยมันออกมาโดยง่าย"*

ขั้นสูงสุดในหมู่ศาสตราเซียนหรือ

ยันต์เทวะสุญญตานับเป็นเพียง 'ไม้บรรทัดทลายสุญญตาแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง' ฉบับลดทอนอย่างนั้นหรือ

เท่าที่อู๋หยวนรู้ ยันต์เทวะสุญญตาหนึ่งแผ่นมีมูลค่าอย่างน้อยหลายร้อยผลึกเทวะและยังเป็นแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ถือเป็นของวิเศษสำหรับรักษาชีวิตของเซียนปฐพีและวูปฐพีมากมาย

อู๋หยวนจ้องมอง 'ไม้บรรทัดทลายสุญญตา' ชิ้นนี้ หากพูดถึงเรื่องมูลค่าเกรงว่ามันคงไม่ด้อยไปกว่า 'สมบัติมรรคาหมื่นพฤกษา' เลย

หรืออาจจะล้ำค่ายิ่งกว่าด้วยซ้ำ

"ท่านอาจารย์ สมบัติชิ้นนี้ล้ำค่ายิ่งนัก ท่านไม่จำเป็นต้องใช้มันหรือขอรับ" อู๋หยวนอดไม่ได้ที่จะกล่าวออกไป "หากท่านจำเป็นต้องใช้ก็ไม่จำเป็นต้องมอบให้ศิษย์หรอกขอรับ"

"ก่อนหน้านี้มันยังมีประโยชน์ต่ออาจารย์อยู่บ้าง ทว่าครั้งนี้ท่านปรมาจารย์ของเจ้าได้มอบของวิเศษชิ้นอื่นให้แล้ว อาจารย์จึงไม่จำเป็นต้องใช้ไม้บรรทัดทลายสุญญตานี้อีก" เซียนกระบี่ตงหยางหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน เขาชี้มือไปยังลานกว้างขนาดมหึมาที่ทอดยาวเป็นคลื่นอยู่เบื้องหน้า "ถึงหอหลินเซียนแล้ว"

"ศิษย์เอ๋ย สิ่งที่อาจารย์พอจะช่วยเจ้าได้ก็มีเพียงเท่านี้แหละ"

"เส้นทางในวันข้างหน้าเจ้าต้องพึ่งพาตนเองแล้ว" เซียนกระบี่ตงหยางกล่าวด้วยรอยยิ้ม แววตาของเขาเต็มไปด้วยความรักใคร่และอาลัยอาวรณ์

เพียงไม่กี่สิบปีก่อนที่จะออกเดินทางเขาเพิ่งจะรับศิษย์

ทั้งชีวิตนี้เขาไร้ซึ่งทายาทสืบสกุล ในสายตาของเขาอู๋หยวนเป็นทั้งศิษย์และเสมือนบุตรชายแท้ๆ

มิเช่นนั้นเขาจะทุ่มเทแรงกายแรงใจถึงเพียงนี้ได้อย่างไร

"ท่านอาจารย์ โปรดรักษาสุขภาพด้วย" ดวงตาของอู๋หยวนแดงก่ำเล็กน้อย เขาคุกเข่าลงกับพื้น

"ฮ่าฮ่า เจ้าเด็กโง่ ลูกผู้ชายอกสามศอกไม่จำเป็นต้องทำตัวราวกับเด็กน้อยหรอก" เซียนกระบี่ตงหยางกลับหัวเราะออกมา "พยายามเข้าล่ะ"

"รอให้ถึงเวลาอันสมควร สองศิษย์อาจารย์อย่างพวกเราจะได้กลายเป็นจอมราชันแห่งวิถีกระบี่ร่วมกัน นั่นต่างหากที่จะเป็นเรื่องราวอันน่ายกย่องไปทั่วทั้งมหาพิภพ"

กล่าวจบ

เซียนกระบี่ตงหยางก็ก้าวเดินออกไป ร่างของเขาลอยลับไปไกล ไร้สุ้มไร้เสียงและหายวับไปจากสายตาของอู๋หยวน

"น้อมส่งท่านอาจารย์" อู๋หยวนก้มกราบลงกับพื้น

...

เนิ่นนานผ่านไป

อู๋หยวนจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ภายในใจของเขากลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง "ท่านอาจารย์จะต้องไปตามหาเส้นทางของท่านเอง"

"และข้าก็ต้องก้าวเดินไปตามเส้นทางของตนเองเช่นเดียวกัน"

ฟุ่บ!

อู๋หยวนมุ่งหน้าไปยังลานกว้างขนาดมหึมาท่ามกลางเทือกเขาอันไกลโพ้น

สองศิษย์อาจารย์ต้องแยกจากกันตั้งแต่บัดนี้ ไม่รู้ว่าเมื่อใดจึงจะได้พบกันอีก

"นี่คือหอหลินเซียนหรือ" อู๋หยวนเหาะมาถึงบริเวณลานกว้างขนาดมหึมาแห่งนี้ ขนาดของมันคงกว้างขวางเกินกว่าหลายร้อยลี้เป็นแน่

ขุนเขาเขียวขจีสายน้ำงดงาม

ทั่วทั้งเทือกเขาเป่ยโยวอบอวลไปด้วยปราณวิญญาณที่เข้มข้นจนถึงขีดสุด

อู๋หยวนมองออกว่าป่าไม้ หญ้าป่าและต้นไม้อ่อนที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติตลอดรอบลานกว้าง หากนำไปไว้ยังโลกภายนอกย่อมต้องถือเป็นสมุนไพรวิญญาณและดอกไม้วิเศษทั้งสิ้น

ภายในลานกว้าง

"ฮ่าฮ่า คิดว่าเจ้าน่าจะเป็น 'ศิษย์หลานหมิงเจี้ยน' สินะ" น้ำเสียงอ่อนโยนสายหนึ่งดังก้องขึ้น ตามมาด้วยลำแสงสายหนึ่งที่สว่างวาบขึ้น

บุรุษวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วนลงพุง ประดับประดาไปด้วยของมีค่าเต็มตัวปรากฏขึ้นที่หน้าประตูของลานกว้าง

ดวงตาของเขาเล็กหยี

รอยยิ้มดูเป็นมิตร

เมื่อมองดูเผินๆ คล้ายกับพ่อค้าผู้มั่งคั่งในโลกมนุษย์ที่เจ้าเล่ห์เพทุบาย ทว่ากลับมอบความรู้สึกเป็นกันเองให้อย่างประหลาด

"ท่านผู้อาวุโสคือ" อู๋หยวนประสานมือคารวะ

"ข้าคือเทพดารากู่ไหล ศิษย์ใต้สังกัดของมหาเซียน เจ้าคือศิษย์ของศิษย์น้องตงหยาง เรียกข้าว่าท่านลุงกู่ไหลก็พอแล้ว" บุรุษวัยกลางคนรูปร่างอ้วนท้วนลงพุงกล่าวด้วยรอยยิ้ม "ข้าไม่ชอบออกไปผจญภัยภายนอก จึงมักจะพักอาศัยอยู่ในพิภพเป่ยโยวเป็นเวลานาน ดังนั้นมหาเซียนจึงมีคำสั่งให้ข้ามาดูแลหอหลินเซียนแห่งนี้"

"หมิงเจี้ยนคารวะท่านลุงขอรับ" อู๋หยวนกล่าวอย่างนอบน้อม

สมกับเป็นมหาเซียนจริงๆ ศิษย์ใต้สังกัดเพียงผู้เดียวที่ออกมาต้อนรับก็เป็นถึงระดับเทพดาราแล้ว

ทว่าหากมองในอีกมุมหนึ่ง

หากยังไม่บรรลุเป็นเทพดาราก็คงไม่ได้รับความสำคัญจากมหาเซียนเป็นแน่

"อืม ตามข้าเข้ามาเถิด" เทพดารากู่ไหลกล่าวจบ พลังไร้รูปร่างขุมหนึ่งก็ปกคลุมร่างของอู๋หยวนเอาไว้

ทั้งสองเดินตามกันเข้าไปในลานกว้างขนาดมหึมาแห่งนี้

ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในลานกว้าง

"หืม" ม่านตาของอู๋หยวนหดเกร็งเล็กน้อย แววตาของเขาประกายความประหลาดใจวูบหนึ่ง

"สัมผัสได้แล้วหรือ"

เทพดารากู่ไหลแย้มยิ้ม "หอหลินเซียนแห่งนี้คือสถานที่ที่มหาเซียนได้วางค่ายกลจำกัดพลังแบบพิเศษเอาไว้ ไม่ว่าเจ้าจะแข็งแกร่งเพียงใด พลังเวทจะกล้าแข็งสักแค่ไหน ร่างกายจะทรงพลังปานใด ขอเพียงยังไม่บรรลุเป็นเซียนก็ล้วนต้องถูกพันธนาการไร้รูปร่างนี้จำกัดเอาไว้ ทำให้สามารถดึงพลังออกมาใช้ได้เพียงขอบเขตแก่นทองคำขั้นหนึ่งเท่านั้น แม้แต่กลิ่นอายแห่งชีวิตก็ยังถูกกดทับเอาไว้เช่นกัน"

"ในทำนองเดียวกัน ไม่ว่าเจ้าจะมีความรู้แจ้งในวิถีอื่นๆ สูงล้ำเพียงใด ทว่าหากเจ้ายังไม่สามารถรู้แจ้งในกฎเกณฑ์ระดับกลางสายใดสายหนึ่งได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ต่อให้เจ้ารู้แจ้งในกฎเกณฑ์ระดับล่างได้อย่างลึกซึ้ง เมื่ออยู่ที่นี่เจ้าก็ไม่อาจแสดงพลังของมันออกมาได้อยู่ดี"

"เมื่ออยู่ที่นี่เจ้าจะสามารถสัมผัสและดึงพลังจากกฎแห่งมิติออกมาได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น" เทพดารากู่ไหลกล่าว

อู๋หยวนพยักหน้าเล็กน้อย ในใจแอบทอดถอนใจด้วยความตื่นตะลึง

สมกับเป็นมหาเซียนจริงๆ!

ค่ายกลจำกัดพลังที่วางเอาไว้ถึงกับมีประสิทธิภาพเหนือชั้นถึงเพียงนี้ เมื่อยืนอยู่ภายในหอหลินเซียนแห่งนี้ก็ไม่อาจสัมผัสถึงความรู้แจ้งแห่งมรรคาใดๆ ได้เลยจริงๆ

ราวกับว่าหมื่นวิถีไร้ซึ่งการดำรงอยู่

มีเพียงคลื่นของกฎแห่งมิติเท่านั้นที่ยังคงสามารถสัมผัสได้ ซ้ำร้ายความชัดเจนในการสัมผัสกลับยังดูเหมือนจะสูงกว่าโลกภายนอกอยู่บ้างด้วย

"ในฐานะท่านลุง ข้าจะอธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ ใน 'หอหลินเซียน' ให้เจ้าฟังสักเล็กน้อย ตามข้ามาเถิด" เทพดารากู่ไหลกล่าว

อู๋หยวนพยักหน้า

ทั้งสองมุ่งหน้าลึกเข้าไปในลานกว้าง หลังจากเดินอ้อมไปมาหลายลี้ก็ปรากฏตำหนักเดี่ยวหลังแล้วหลังเล่าขึ้นตรงหน้า

มีตำหนักเดี่ยวอยู่มากมายกว่าพันหลัง ทว่าตำหนักแต่ละหลังกลับไม่ได้มีขนาดใหญ่นัก

"ตำหนักเหล่านี้ หากมีค่ายกลป้องกันลอยอยู่เหนือหลังคา นั่นหมายความว่ามีเจ้าของแล้ว เจ้าไม่สามารถเข้าไปได้" เทพดารากู่ไหลกล่าว

"ยังมีคนอื่นอีกหรือขอรับ" อู๋หยวนชะงักไปเล็กน้อย

"แน่นอนอยู่แล้ว หอหลินเซียนคือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของสายธารเป่ยโยวของพวกเรา ผู้ใดที่มีพรสวรรค์ในวิถีแห่งมิติในระดับที่ใช้ได้ก็จะถูกส่งมาที่นี่ เมื่อมองไปทั่วทั้งมหาพิภพสถานที่แห่งนี้สมควรได้รับการยกย่องให้เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งสำหรับการรู้แจ้งในกฎแห่งมิติ" เทพดารากู่ไหลหัวเราะ "หากมีความก้าวหน้าน้อยเกินไป หลังจากฝึกฝนอยู่ที่นี่หลายร้อยปีก็จะถูกไล่ออกไป หากมีความก้าวหน้ามากก็อาจจะได้รับการชี้แนะจากมหาเซียน"

อู๋หยวนพยักหน้าเบาๆ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง

ที่นี่คือสายธารเป่ยโยวทั้งหมด มหาเซียนเป่ยโยวมีศิษย์ทั้งหมดกี่คนกัน คาดว่าผู้บำเพ็ญเซียนที่ถูกส่งมาที่นี่ย่อมมีไม่น้อยเลย

จากเรื่องนี้ก็สามารถมองเห็นอะไรบางอย่างได้

สายธารเป่ยโยวมีความแตกต่างจากพิภพเซียนเหิงหยางทั้งหมดอย่างชัดเจน ดูเหมือนจะแยกตัวเป็นเอกเทศออกจากแกนกลางของแดนเซียน

อย่างเช่นศิษย์ของราชันวูคว่าฉื้อก็จะถูกส่งเข้าไปฝึกฝนในแดนเร้นลับวูชางเฟิงเป็นกรณีพิเศษ

"ส่วนเรื่องตำหนัก ประเดี๋ยวเจ้าค่อยเลือกเอาเองก็แล้วกัน ส่วนสุราหมักหุบเขาเทพเพลิงนั้น ข้าจะนำมาส่งให้เจ้าตามเวลาที่กำหนด" เทพดารากู่ไหลกล่าว

"ขอบพระคุณท่านลุงขอรับ" อู๋หยวนรีบกล่าว

เขามองออกว่าเทพดาราฮว่อชางกับท่านอาจารย์มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ถึงขั้นที่ท่านอาจารย์ยังฝากฝังเขาไว้กับเทพดาราฮว่อชางเลยทีเดียว

ทว่าสำหรับเทพดารากู่ไหลผู้นี้ล่ะ นั่นก็ไม่แน่เสมอไป ดังนั้นจึงต้องให้ความเคารพเป็นพิเศษ จะเสียมารยาทไม่ได้เป็นอันขาด

"ตามข้ามาเถิด" เทพดารากู่ไหลกล่าวพลางพาอู๋หยวนเดินอ้อมตำหนักมากมายและหอคอยขนาดใหญ่หลายแห่งไปอย่างรวดเร็ว

จนกระทั่งในที่สุดก็มาถึงลานกว้างที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวกว่าสิบลี้แห่งหนึ่ง

บนลานกว้างมีศิลาขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่ บนศิลาปรากฏอักขระลับมากมายลอยวนเวียนไปมาอย่างเลือนราง

รอบๆ ลานกว้างมีผู้บำเพ็ญเซียนจำนวนมากมารวมตัวกันอยู่ พวกเขาต่างนั่งขัดสมาธิและคล้ายกับกำลังหลับตาทำสมาธิอยู่

มีจำนวนมากกว่าหนึ่งพันคน

ผู้บำเพ็ญเซียนเหล่านี้มีรูปลักษณ์แตกต่างกันออกไป บ้างก็สวมชุดคลุมสีขาว บ้างก็สวมชุดคลุมสีดำ บ้างก็ดูราวกับเด็กหนุ่ม บ้างก็ดูราวกับชายชรา และยังมีบางส่วนที่เห็นได้ชัดว่าเป็นสัตว์อสูรจำแลงกายมา

ทว่าเนื่องจากทุกคนล้วนอยู่ในหอหลินเซียน กลิ่นอายแห่งชีวิตและแม้แต่แรงกดดันจากจิตหยวนของพวกเขาจึงถูกจำกัดเอาไว้ทั้งหมด

ดังนั้น

อู๋หยวนจึงไม่ทราบแน่ชัดว่าผู้บำเพ็ญเซียนเหล่านี้มีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับใดกันแน่ ทำได้เพียงสัมผัสลางๆ ว่าส่วนใหญ่ดูเหมือนจะเป็นเซียน

"ศิษย์หลาน เจ้าทราบหรือไม่ว่าเหตุใดหอหลินเซียนของพวกเราจึงกล้าขนานนามตนเองว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งแห่งการรู้แจ้งกฎแห่งมิติในมหาพิภพ" เทพดารากู่ไหลกล่าวด้วยรอยยิ้ม

อู๋หยวนส่ายหน้าโดยพลัน

"ทั้งหมดเป็นเพราะศิลาจารึกแห่งนั้นมีนามว่า 'ศิลาเทวะจักรวาล' ซึ่งมหาเซียนเป็นผู้ใช้วิชาเทวะอันยิ่งใหญ่วางมันเอาไว้" เทพดารากู่ไหลหัวเราะ "การรู้แจ้งจากศิลาเทวะแห่งนี้จะทำให้ได้รับคำชี้แนะที่ไร้รูปร่าง ยิ่งตนเองมีความเข้าใจในกฎแห่งมิติมากเท่าใด ผลของคำชี้แนะก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะรวดเร็วกว่าการฝึกฝนด้วยตนเองมากนัก"

"ผู้บำเพ็ญเซียนมากมายที่มาฝึกฝนอยู่ที่นี่นับพันปี ก็เพียงพอที่จะเทียบเท่ากับการรู้แจ้งกฎแห่งมิติในโลกภายนอกถึงหลายหมื่นปีเลยทีเดียว"

"อัศจรรย์ถึงเพียงนั้นเชียวหรือ" อู๋หยวนตกตะลึง

ถึงกับฝืนลิขิตเปลี่ยนชะตาได้ถึงเพียงนี้เลยหรือ

"ท่านลุง เช่นนั้นก็มิใช่หมายความว่ามันสามารถทำให้เซียนสวรรค์และจ้าวดารามากมายสามารถรู้แจ้งได้อย่างรวดเร็วจนกลายเป็นเทพดาราแห่งมิติได้เลยหรือขอรับ" อู๋หยวนอดไม่ได้ที่จะถามออกไป

"เจ้าคิดสิ่งใดอยู่" เทพดารากู่ไหลส่ายหน้ายิ้ม "แม้ศิลาเทวะจักรวาลจะท้าทายสวรรค์ แต่มันก็ไม่ได้เกินจริงถึงเพียงนั้น"

"มันมีข้อเสียใหญ่อยู่สองประการ"

"ประการแรก ยิ่งใช้เวลารู้แจ้งนานเท่าใด ผลของคำชี้แนะก็จะยิ่งอ่อนแอลงเท่านั้น ช่วงเวลาที่ดีที่สุดก็คือหลายพันปีแรกเท่านั้น"

"ประการที่สอง มันสามารถชี้แนะให้เจ้ารู้แจ้งในกฎแห่งมิติขั้นพื้นฐานได้เท่านั้น ทว่าสำหรับการหลอมรวมกฎเกณฑ์เจ้าต้องพึ่งพาตนเอง"

"การจะรู้แจ้งในกฎเกณฑ์ระดับกลางสายใดสายหนึ่งไปจนถึงการรู้แจ้งในกฎเกณฑ์เบื้องบนอย่างสมบูรณ์ ล้วนต้องพึ่งพาตนเองในการทำลายคอขวดทั้งสิ้น การช่วยเหลือจากสิ่งของภายนอกนั้นมีผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้น" เทพดารากู่ไหลทอดถอนใจ

อู๋หยวนพยักหน้าเล็กน้อย

หากสามารถรู้แจ้งในกฎเกณฑ์ระดับกลางสายใดสายหนึ่งได้อย่างสมบูรณ์ก็จะสามารถก้าวขึ้นเป็นเทพดาราได้ หากมันง่ายดายถึงเพียงนั้น เกรงว่าอาณาจักรเซียนไป๋ชางที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานคงไม่ให้กำเนิดเทพดาราออกมาเพียงสิบสามท่านเท่านั้นเป็นแน่

การจะรู้แจ้งในกฎเกณฑ์เบื้องบนก็ยิ่งเป็นเช่นนั้น

ไม่ว่าจะเป็นท่านอาจารย์คว่าฉื้อหรือท่านอาจารย์ปู่เป่ยโยว ผู้ใดบ้างที่ไม่เคยรับศิษย์ที่มีพรสวรรค์ระดับอัจฉริยะเหนือพิภพมามากมาย ทว่าจนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดสามารถก้าวขึ้นเป็นจอมราชันได้เลยแม้แต่คนเดียว

"ศิษย์หลาน เจ้าจงเข้าไปใกล้ศิลาเทวะจักรวาลแห่งนั้นและประทับตราประทับแห่งชีวิตของเจ้าลงไป"

"เช่นนี้ ศิลาเทวะจะอิงตามความรู้แจ้งกฎแห่งมิติของเจ้าเพื่อชี้แนะเจ้าให้รู้แจ้ง" เทพดารากู่ไหลกล่าว "บุคคลที่มารู้แจ้งศิลาเทวะแตกต่างกัน คำชี้แนะที่ได้รับย่อมแตกต่างกันออกไป"

"ขอรับ" อู๋หยวนพยักหน้า

ฟุ่บ!

อู๋หยวนเหาะไปตามทางเดินระหว่างแท่นหยกที่เรียงรายกันเป็นแถวอย่างรวดเร็วมุ่งตรงไปยังศิลาเทวะจักรวาลและค่อยๆ เข้าใกล้

เมื่อเห็นเขาเข้าใกล้ศิลาเทวะผู้บำเพ็ญเซียนที่กำลังรู้แจ้งอยู่ไม่น้อยต่างก็ลืมตาขึ้นและมองไปยังเขา

"เขาคือผู้ใดกัน"

"ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน วันนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่วันเปิดรับศิษย์เข้าสำนักนี่นา หรือว่าจะมีพรสวรรค์เหนือชั้นจนถูกรับเข้ามาเป็นพิเศษ"

"เทพดารากู่ไหลเป็นคนพามาด้วยตนเอง ภูมิหลังเกรงว่าคงไม่ธรรมดาเป็นแน่"

"พวกเจ้าคิดว่าระดับการหยั่งรู้ของเขาจะอยู่ที่ชั้นใด"

"ไม่รู้สิ แต่การที่เทพดาราพามาเองอย่างน้อยก็ต้องชั้นเจ็ดหรือชั้นแปดกระมัง" ผู้บำเพ็ญเซียนมากมายต่างลอบสนทนากัน

พวกเขาส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนของสายธารเป่ยโยว ดังนั้นจึงค่อนข้างคุ้นเคยกันดี

ระหว่างกันก็มักจะจงใจผูกมิตรกัน

หลายคนต่างจับจ้องไปที่อู๋หยวน

แน่นอนว่าเนื่องจากการกดทับไร้รูปร่างภายในหอหลินเซียน ผู้บำเพ็ญเซียนเหล่านี้จึงไม่อาจประเมินระดับการฝึกตนที่แน่ชัดของอู๋หยวนได้

ฟุ่บ!

เมื่อเข้าใกล้ อู๋หยวนก็สัมผัสได้ถึงแรงกดทับไร้รูปร่างขุมหนึ่งอย่างรวดเร็วจนต้องหยุดฝีเท้าลงอย่างไม่อาจควบคุมได้

ศิลาเทวะมีความสูงราวสิบเมตร

เขาหยุดลงที่บริเวณด้านหน้าของศิลาเทวะราวหกสิบเมตรซึ่งจุดนี้ได้ข้ามผ่านแท่นหยกทำสมาธิของผู้บำเพ็ญเซียนที่อยู่ใกล้ที่สุดไปแล้ว

"ประทับตราประทับจิตวิญญาณหรือ" อู๋หยวนหลับตาลงอย่างแผ่วเบา

จิตเทวะพุ่งออกไปและแนบติดกับศิลาเทวะจักรวาลอย่างรวดเร็ว และทันทีที่แนบติดก็มีพลังไร้รูปร่างขุมหนึ่งปรากฏขึ้น

ในชั่วพริบตามันก็ดึงตัวอู๋หยวนเข้าไปยังสถานที่ลึกลับแห่งหนึ่ง

...

อู๋หยวนรู้สึกเพียงแค่สายตาพร่ามัว จิตสำนึกเสี้ยวนี้ก็จุติลงมายังโลกแห่งทางเดินอันมืดมิดแห่งหนึ่งรอบด้านล้วนเป็นความว่างเปล่า

มีเพียงทางเดินกว้างราวร้อยลี้สายหนึ่งที่ทอดยาวออกไปจนสุดลูกหูลูกตา

"นี่มัน" อู๋หยวนตกตะลึง มิใช่การประทับตราประทับจิตวิญญาณลงบนศิลาเทวะหรือ

ที่นี่คือที่ใดกัน

"ใช้จิตสำนึกเสี้ยวหนึ่งควบคุมร่างกายต่อสู้เพื่อสังหารศัตรู เมื่ออยู่ที่นี่จะสามารถดึงพลังจากกฎแห่งมิติออกมาใช้ได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น" น้ำเสียงที่ค่อนข้างเย็นชาสายหนึ่งดังก้องขึ้นข้างหูของอู๋หยวน

ตามมาติดๆ

ฟู่! ฟู่! ฟู่! ภายในทางเดินอันไกลโพ้นมีสายหมอกก่อตัวขึ้นกลางอากาศนับไม่ถ้วน จากนั้นหมอกจำนวนมหาศาลก็ควบแน่นกลายเป็นร่างอันกำยำสูงใหญ่หลายร่าง แต่ละร่างล้วนถืออาวุธที่แตกต่างกันออกไป พวกมันคำรามลั่นพร้อมกับจิตสังหารที่พวยพุ่งเสียดฟ้า

"นี่คือการทดสอบหรือ คล้ายกับตำหนักผู้ปกครองสูงสุดเลย" อู๋หยวนตระหนักได้พลันว่าที่นี่คือสถานที่ใด

สิ่งที่แตกต่างกันก็คือตำหนักผู้ปกครองสูงสุดนั้นเป็นการต่อสู้จริง ไม่มีการจำกัดการใช้ความรู้แจ้งแห่งมรรคาใดๆ

ทว่าที่นี่คือการที่จิตสำนึกจุติลงมาและสามารถใช้ได้เพียงความเร้นลับของมิติเท่านั้น

"พลังของร่างกายข้าในยามนี้คือขอบเขตแก่นทองคำขั้นหนึ่งหรือ" อู๋หยวนคิดในใจโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาเพียงแค่ขยับความคิด

ฟู่! ฟู่! ฟู่! กระบี่บินที่อยู่ไม่ไกลปรากฏขึ้นและลอยวนเวียนอยู่รอบกายอู๋หยวน

เขาควบคุมกระบี่บินธรรมดาเพียงห้าสิบกว่าเล่มเท่านั้น

"แม้แต่พลังจิตหยวนก็ยังถูกจำกัดด้วยหรือ" อู๋หยวนส่ายหน้าเล็กน้อย

เขานับว่าตระหนักได้แล้วว่าที่นี่เป็นการทดสอบเพียงแค่กฎแห่งมิติเท่านั้น

"ฆ่า!" อู๋หยวนควบคุมกระบี่บินกว่าห้าสิบเล่ม ทว่าด้วยความรู้แจ้งในกฎแห่งมิติอันตื้นเขินของเขาจึงไม่สามารถจัดค่ายกลกระบี่ได้เลย

ทำได้เพียงพุ่งทะยานเข้าไปเข่นฆ่าอย่างดุดันเท่านั้น

เขาพุ่งเข้าปะทะกับนักรบร่างกำยำที่ก่อตัวขึ้นจากหมอกคนแรก อีกฝ่ายคำรามลั่นพร้อมกับแกว่งค้อนศึกในมือ

ปัง~

ปัง~ เพียงการทุบสองครั้งก็สามารถกระแทกกระบี่บินกลุ่มใหญ่ของอู๋หยวนให้ปลิวว่อนไปได้

ฉัวะ~ กระบี่บินเล่มหนึ่งพุ่งตัดผ่านลำคอของนักรบร่างกำยำอย่างรวดเร็ว ทว่ากลับฟันเข้าไปได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

อู๋หยวนอดไม่ได้ที่จะเบิกตากว้าง

ติดขัดอย่างนั้นหรือ

ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ! นักรบร่างกำยำจำนวนมากขึ้นพุ่งทะยานเข้ามา แต่ละคนล้วนมีความเร็วที่น่าทึ่งและมีท่าร่างที่ล้ำเลิศยิ่งนัก

ราวกับว่าพวกมันเคลื่อนที่ไปตามร่องรอยแห่งมรรคาในมิติ ในชั่วพริบตาก็ล้อมรอบอู๋หยวนเอาไว้ทั้งหมด

ฉัวะ~

ประกายดาบสายหนึ่งพาดผ่านและฟันฉับลงบนร่างของอู๋หยวนอย่างโหดเหี้ยม เพียงดาบเดียวร่างของอู๋หยวนก็แหลกสลายไปในชั่วพริบตา...

...

บนลานกว้างหน้าศิลาเทวะจักรวาล

อู๋หยวนลืมตาขึ้น เขาแค่นยิ้มขมขื่นพลางส่ายหน้า

ไม่ใช่ว่านักรบร่างกำยำเหล่านี้แข็งแกร่งจนเกินไป ทว่าตัวเขาเองต่างหากที่อ่อนแอในวิถีแห่งมิติมากเกินไป

หากจะกล่าวตามจริง ตัวเขาเองเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าสู่ก้าวแรกของเส้นทางมิติอวกาศสายนี้เท่านั้น

"อะไรกัน"

"แค่ชั้นที่หนึ่งเองหรือ"

"อ่อนแอถึงเพียงนี้เชียวหรือ นี่เทียบเท่ากับเพิ่งจะเริ่มต้นบนวิถีแห่งมิติเท่านั้นเองนะ"

"ความรู้แจ้งแห่งมรรคาระดับนี้สามารถเข้ามาฝึกฝนในหอหลินเซียนได้ด้วยหรือ"

"แถมเทพดารากู่ไหลยังเป็นคนพามาด้วยตนเองอีก"

"คงไม่ใช่ว่าเทพดาราแอบ..." ผู้บำเพ็ญเซียนมากมายที่กำลังทำสมาธิอยู่บนลานกว้างต่างแตกตื่นและแอบกระซิบกระซาบกัน

พวกเขาล้วนเห็นข้อมูลที่ปรากฏขึ้นที่ด้านข้างของศิลาเทวะ

ต้องรู้ก่อนว่าผู้ที่สามารถถูกส่งมายังที่นี่ได้ ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ที่มีความสำเร็จในกฎแห่งมิติและมีพรสวรรค์ที่โดดเด่นทั้งสิ้น

มิฉะนั้นย่อมไม่มีคุณสมบัติที่จะมาที่นี่ได้

แม้จะเป็นศิษย์ใต้สังกัดของสายธารเป่ยโยว สิทธิ์ในการเข้าฝึกฝนในหอหลินเซียนก็นับว่าล้ำค่าเป็นอย่างยิ่ง

เซียนสวรรค์หรือจ้าวดาราทั่วไปยังยากที่จะหาสิทธิ์ให้ศิษย์ในสังกัดได้สักสิทธิ์หนึ่งเลย

"เงียบ!"

เทพดารากู่ไหลตวาดลั่น

จากนั้นเขาก็พุ่งทะยานมายืนอยู่ข้างกายอู๋หยวนอย่างรวดเร็ว สายตาของเขากวาดมองไปยังผู้บำเพ็ญเซียนนับพันที่กำลังแอบวิพากษ์วิจารณ์อยู่บนลานกว้าง

สายตาของเทพดาราช่างน่าสะพรึงกลัวเพียงใด

ผู้บำเพ็ญเซียนทั้งหมดเงียบสงบลงทันควัน

"ฟังให้ดี"

"ท่านนี้มีนามว่าหมิงเจี้ยน เป็นศิษย์รุ่นที่สาม อีกทั้งยังเป็นศิษย์รุ่นที่สามที่ได้รับการยอมรับจากมหาเซียนแล้ว" เทพดารากู่ไหลมีสีหน้าเย็นชา

"หากพวกเจ้าไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามและวีรกรรมของเขา ก็จงไปสืบหาข้อมูลมาเสียก่อน"

"เขาเพิ่งจะอยู่ในขอบเขตตำหนักม่วง ฝึกฝนมาเพียงไม่ถึงร้อยปีเท่านั้น" เทพดารากู่ไหลกล่าวอย่างเย็นชา "หากพวกเจ้าคนใดคิดว่าพรสวรรค์ของตนเหนือกว่าหมิงเจี้ยนและรู้สึกไม่พอใจ ก็สามารถมาหาข้าได้ทุกเมื่อ"

ทั่วทั้งบริเวณตกอยู่ในความเงียบสงัด

ขอบเขตตำหนักม่วงหรือ ฝึกฝนมาไม่ถึงร้อยปีหรือ คำพูดสั้นๆ เพียงสองประโยคทำให้ผู้บำเพ็ญเซียนนับพันคนที่นี่ต่างเผยสีหน้าตกตะลึง

แม้แต่ผู้บำเพ็ญเซียนที่ไม่เคยได้ยินชื่อ 'หมิงเจี้ยน' มาก่อน แววตาที่มองไปยังอู๋หยวนก็ต่างเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

เชิงอรรถ

วาดวิมานในอากาศ ในต้นฉบับคือสำนวน "วาดขนมเปี๊ยะประทังความหิว" หมายถึง การสร้างความหวังลมๆ แล้งๆ หรือการให้สัญญาในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้จริงเพื่อหลอกล่อให้อีกฝ่ายดีใจ

จบบทที่ ตอนที่ 338 มาเยือนหอหลินเซียนครั้งแรก (2)

คัดลอกลิงก์แล้ว