- หน้าแรก
- ทะลุมิติเบิกวิถีเซียน ข้ามภพสยบมรรคา
- ตอนที่ 337 จอมราชันแห่งมิติเพียงหนึ่งเดียว (2)
ตอนที่ 337 จอมราชันแห่งมิติเพียงหนึ่งเดียว (2)
ตอนที่ 337 จอมราชันแห่งมิติเพียงหนึ่งเดียว (2)
"นับตั้งแต่มหาพิภพถือกำเนิดขึ้นจนถึงปัจจุบัน มีเพียงท่านอาจารย์ปู่เป่ยโยวของเจ้าคนเดียวเท่านั้นที่เป็นจอมราชันแห่งมิติ"
อู๋หยวนพยักหน้าเบาๆ
เขาตระหนักถึงความพิเศษของมหาเซียนเป่ยโยว ความสามารถในการรักษาชีวิตและการหลบหนีระดับนี้ มีจอมราชันคนใดเล่าที่อยากจะไปตอแยด้วย?
เมื่อคิดถึงตรงนี้
อู๋หยวนก็อดไม่ได้ที่จะเบนสายตาไปมองท่านอาจารย์ตงหยาง ในปีนั้น ท่านอาจารย์ตงหยางถึงกับสามารถกราบเข้าเป็นศิษย์ของตัวตนที่ฝืนลิขิตสวรรค์เช่นนี้ได้
แล้วเหตุใด จึงยังถูกขับไล่ออกจากสำนักอีก?
ราวกับจะรับรู้ได้ถึงความสงสัยของอู๋หยวน
"เหมือนกับบรรดาศิษย์ที่ราชันวูคว่าฉื้อรับไว้ ล้วนเป็นผู้ที่มีความหวังจะทำความเข้าใจในวิถีแห่งชีวา อย่างน้อยก็ต้องสามารถเข้าถึงหนึ่งในสามกฎเกณฑ์ระดับกลางที่อยู่ภายใต้วิถีแห่งชีวาได้" เซียนกระบี่ตงหยางแย้มยิ้ม "ท่านอาจารย์ปู่เป่ยโยวของเจ้า ก็เป็นเช่นเดียวกัน"
"ศิษย์ที่เขารับ ล้วนมีเป้าหมายในการทำความเข้าใจวิถีแห่งมิติให้ปรุโปร่ง"
"ในปีนั้น อาจารย์มีพรสวรรค์ในเขตแดนแห่งมิติอยู่ไม่น้อย" เซียนกระบี่ตงหยางหัวเราะ "เพียงแต่เพราะเรื่องราวหลายอย่าง ท้ายที่สุดอาจารย์จึงไม่ปรารถนาที่จะเดินบนเส้นทางสายนี้ต่อไป"
"ทว่ากลับใช้เขตแดนแห่งมิติเป็นรากฐาน หันไปทำความเข้าใจวิถีแห่งชีวาแทน และก้าวข้ามธรณีประตูของเขตแดนแห่งชีวิตได้สำเร็จ แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมทำให้ท่านอาจารย์ปู่ของเจ้าโกรธเกรี้ยว"
"เขามีนิสัยเผด็จการ ไม่ชอบให้ศิษย์ขัดขืน"
แววตาของเซียนกระบี่ตงหยางฉายแววรำลึกความหลัง ราวกับได้ย้อนกลับไปในวันหนึ่งเมื่อสองแสนหกหมื่นปีก่อน
อู๋หยวนรับฟังอย่างตั้งใจ
เขาสัมผัสได้ถึงความทรนงตัวของท่านอาจารย์ตงหยาง เส้นทางที่มหาเซียนชี้แนะแล้วอย่างไร? เขาก็ยังคงไม่เชื่อฟังอยู่ดี
ในขณะเดียวกัน
อู๋หยวนก็เริ่มตระหนักแล้วว่า เหตุใดตนจึงไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าท่านอาจารย์ตงหยางเชี่ยวชาญในสองวิถีอย่าง 'ดารา' และ 'หมื่นอายุวัฒนะ'
ในอดีต ท่านอาจารย์ตงหยางมีชื่อเสียงระบือไกลด้วย 'วิชากระบี่มิติ' และ 'วิชากระบี่แห่งทอง'
"เมื่อไม่เป็นที่โปรดปรานของท่านปรมาจารย์ของเจ้า"
"จึงไม่ได้รับการเรียกพบอีกเลย"
"หลายแสนปีต่อมา อาจารย์ต้องผ่านความยากลำบากมากมาย จนประสบความสำเร็จในวิถีแห่งชีวาอยู่บ้าง เมื่อไม่นานมานี้จึงเพิ่งได้รับการยอมรับจากท่านอาจารย์ปู่ของเจ้าอีกครั้ง" เซียนกระบี่ตงหยางหัวเราะ
อู๋หยวนรับฟัง
คำพูดเพียงไม่กี่คำ กลับครอบคลุมกาลเวลาหลายแสนปี ไม่รู้เลยว่าท่านอาจารย์ตงหยางต้องเผชิญกับสิ่งใดมาบ้าง
เมื่อคิดถึงตรงนี้
"เดิมทีท่านปรมาจารย์ของเจ้าไม่ได้ใส่ใจเจ้ามากนัก" เซียนกระบี่ตงหยางมองอู๋หยวน "ท้ายที่สุดแล้ว เจ้าก็เป็นถึงบุคคลระดับแกนกลางของศาลวูไปแล้ว"
"อืม ท่านอาจารย์คว่าฉื้อเคยบอกข้าแล้วขอรับ" อู๋หยวนพยักหน้า
"ทว่าในครั้งนี้ เจ้าเพิ่งจะอยู่เพียงขอบเขตตำหนักม่วง กลับเผยให้เห็นถึงพรสวรรค์ในด้านวิถีแห่งมิติ นั่นทำให้เขาหวั่นไหว" เซียนกระบี่ตงหยางแย้มยิ้ม "กฎแห่งมิติ... ก่อนจะถึงขอบเขตแยกจิตจำแลงและขอบเขตธรรมลักษณ์ แทบจะแยกแยะพรสวรรค์ไม่ออกเลย"
"แต่เจ้า กลับเพิ่งอยู่แค่ขอบเขตตำหนักม่วง"
อู๋หยวนเข้าใจแล้ว
ที่แท้ การที่ท่านอาจารย์ปู่เป่ยโยวเรียกพบตน เป็นเพราะตนเผยพรสวรรค์ในด้านวิถีแห่งมิตินี่เอง
"ไม่ต้องกังวลไป"
"พิภพเซียนเหิงหยางเป็นส่วนหนึ่งของศาลเทวะ ทว่าพวกเราก็มีความเป็นอิสระเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น การที่ท่านอาจารย์ปู่ของเจ้ายินดีจะผลักดันเจ้า ก็ไม่เกี่ยวกับศาลเทวะ" เซียนกระบี่ตงหยางกล่าว "เจ้าไปที่พิภพเป่ยโยว เขาก็ไม่ให้เจ้าเข้าสู่วังเทวะหรอก"
อู๋หยวนพยักหน้าเบาๆ
วังเทวะ คือสถานที่บ่มเพาะอัจฉริยะแกนกลางของพิภพเซียนเหิงหยาง เพียงแต่เพราะการแข่งขันในพิภพเซียนเหิงหยางไม่ดุเดือดนัก ดังนั้นขนาดและกำลังในการบ่มเพาะ จึงด้อยกว่าโลกปฐมวูและตำหนักเซียนอยู่มาก
"ความเร็วในการเติบโตของเจ้า เร็วกว่าที่อาจารย์คาดคิดไว้มาก พรสวรรค์ก็ยังล้ำเลิศกว่าอาจารย์ในปีนั้นมากนัก" เซียนกระบี่ตงหยางแย้มยิ้ม "เวลาไม่ถึงร้อยปี ก็สามารถควบแน่นเจตจำนงแท้จริงแห่งดารา และเจตจำนงแท้จริงหมื่นอายุวัฒนะได้แล้ว"
"ข้าคิดว่า อย่างมากที่สุดอีกเพียงหลายพันปี เจ้าก็คงควบแน่นเจตจำนงแท้จริงแห่งชีวาได้แล้ว"
อู๋หยวนใจเต้น
มุมมองของท่านอาจารย์ตงหยาง ช่างใกล้เคียงกับความคาดหวังของราชันวูคว่าฉื้อยิ่งนัก
"เมื่อพบท่านปรมาจารย์ของเจ้าแล้ว"
"เขาจะต้องชักนำเจ้าไปสู่ 'วิถีแห่งมิติ' อย่างแน่นอน" เซียนกระบี่ตงหยางกล่าว "พรสวรรค์ในวิถีแห่งมิติของเจ้า อาจจะแข็งแกร่งอย่างยิ่งยวดเช่นกัน"
"ส่วนท่านอาจารย์คว่าฉื้อของเจ้า ย่อมต้องคาดหวังให้เจ้าเดินตามวิถีแห่งชีวา"
"ทว่าอาจารย์มีคำเตือนให้เจ้าสองสามประโยค"
"ไม่ว่าสุดท้ายแล้วเจ้าจะเลือกเดินบนวิถีแห่งชีวา หรือวิถีแห่งมิติ จงทำตามเสียงเรียกร้องในใจตนเองทั้งหมด"
"คำพูดของผู้ยิ่งใหญ่ ต้องรับฟัง แต่ไม่สามารถโอนอ่อนตามได้ทั้งหมด"
"เดินตามเสียงหัวใจของตนเอง จึงจะมีความหวังที่จะก้าวไปได้ไกลยิ่งขึ้น" เซียนกระบี่ตงหยางมองอู๋หยวน "มีความรักใคร่หลงใหลในใจ จึงจะสามารถก้าวไปถึงจุดสูงสุดได้"
"ไร้ซึ่งความยึดมั่น ยากจะไปถึงปลายทาง"
"ขอบพระคุณท่านอาจารย์" อู๋หยวนกล่าวอย่างหนักแน่น เขารู้ดีว่า นี่คือสิ่งที่ท่านอาจารย์ตงหยางใช้อธิบายจากประสบการณ์ของตนเอง
และอู๋หยวนก็เห็นด้วยกับแนวคิดของท่านอาจารย์ตงหยางอย่างยิ่ง
ศิษย์อาจารย์ทั้งสองแลกเปลี่ยนบทสนทนากัน
"ท่านอาจารย์"
อู๋หยวนอดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา "ตอนนี้ความเข้าใจในวิถีแห่งชีวาของท่าน ก้าวไปถึงขั้นใดแล้วหรือขอรับ?"
"ไม่สูงนัก ห่างไกลจากขั้นสมบูรณ์อีกมาก" เซียนกระบี่ตงหยางส่ายหน้า
อู๋หยวนพยักหน้า
"ก็แค่เขตแดนมรรคาขั้นเจ็ดน่ะ" เซียนกระบี่ตงหยางกล่าวเสริม
อู๋หยวน "..."
...
วันเวลาล่วงเลยผ่านไป เพียงพริบตาก็ผ่านไปแล้วหนึ่งวันเศษ
ครืน~ มิติรอบด้านเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง ลดระดับจากชั้นมิติสุญญตา ลงสู่ชั้นมิติวัตถุอย่างรวดเร็ว
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของอู๋หยวน คือภาพทิวทัศน์ของโลกที่กว้างใหญ่ไพศาล
"นี่คือพิภพเป่ยโยวหรือ?" อู๋หยวนมองลงไปยังโลกเบื้องล่างด้วยความอยากรู้อยากเห็น มันกว้างใหญ่ไพศาลไร้ที่สิ้นสุด มองไม่เห็นจุดจบ
เกรงว่าคงจะกว้างใหญ่ถึงหลายหมื่นล้านลี้เป็นแน่
"พิภพเป่ยโยวทั้งใบ หากพูดถึงขนาดแล้ว ก็เทียบเท่ากับทวีปเซียนฉื้อเยวี่ย ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก" เซียนกระบี่ตงหยางกล่าว
อู๋หยวนพยักหน้าเบาๆ
หากพูดถึงขนาดแล้ว มหาทวีปชางเฟิงคือแผ่นดินวัตถุที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมา มีความกว้างยาวถึงหลายแสนล้านลี้
หากพูดถึงพื้นที่ ก็สามารถเทียบได้กับทวีปเซียนหลายร้อยแห่ง
"ข้ามีของแทนตัวจึงสามารถเข้ามาได้ มิเช่นนั้น เทพดาราคนอื่นๆ ต่อให้อยากมาก็มาไม่ได้หรอก" เทพดาราฮว่อชางแย้มยิ้ม "ศิษย์น้อง หมิงเจี้ยน ไปเถอะ ไปพบท่านอาจารย์กันเลย"
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
เทพดาราฮว่อชางพาเซียนกระบี่ตงหยางและอู๋หยวนทะลวงผ่านห้วงสุญญตาอย่างรวดเร็ว จนมาถึงเทือกเขาที่ทอดยาวนับล้านลี้ ณ ใจกลางพิภพเป่ยโยว
เทือกเขาแห่งนี้ลอยตระหง่านอยู่เหนือพื้นดินกว่าสิบล้านลี้ ท่ามกลางสิ่งปลูกสร้างที่ตั้งลดหลั่นกันเป็นชั้นๆ ดูราวกับมังกรยักษ์กำลังแหวกว่ายอยู่ในห้วงสุญญตา
สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
บนเทือกเขาอันกว้างใหญ่แห่งนี้ มีศาลาตำหนักและวิหารวิจิตรตระการตาถูกสร้างขึ้นมากมาย ทว่ากลับไม่ค่อยพบเห็นผู้บำเพ็ญเซียนมากนัก
"ท่านอาจารย์ปู่ของเจ้ารับศิษย์ไว้มากมายนัก จวบจนถึงปัจจุบันก็รับศิษย์ไปแล้วนับหมื่นคน" เทพดาราฮว่อชางแย้มยิ้ม "แน่นอนว่าเก้าในสิบล้วนตกตายไปแล้ว ผู้ที่กลายเป็นเทพดาราได้นั้นมีไม่มากนัก ส่วนศิษย์รุ่นที่สาม รุ่นที่สี่ รุ่นที่ห้า ยิ่งมีจำนวนมหาศาล หากนับรวมกันทั้งหมด เกรงว่าคงทะลุหมื่นล้านคนไปนานแล้ว"
อู๋หยวนฟังแล้วถึงกับมุมปากกระตุก ศิษย์นับหมื่นคน?
ทะลุหมื่นล้านคน?
เมื่อเทียบกับราชันวูคว่าฉื้อแล้ว มหาเซียนเป่ยโยวผู้นี้นับว่ารับศิษย์กว้างขวางและสั่งสอนโดยไม่แบ่งแยกชนชั้นโดยแท้จริง
"แน่นอน แม้สายของพวกเราจะมีศิษย์มากมาย ทว่าผู้ที่ได้รับการยอมรับจากท่านอาจารย์ปู่ของเจ้าอย่างแท้จริง จนมีคุณสมบัติพอจะบุกเบิกถ้ำพำนักบนภูเขาเป่ยโยวได้นั้นกลับมีไม่มาก นอกเหนือจากศิษย์รุ่นที่สองอย่างพวกเราที่ผ่านทัณฑ์เซียนมาได้สำเร็จแล้ว" เทพดาราฮว่อชางกล่าว "ในบรรดาศิษย์รุ่นที่สามและรุ่นที่สี่ ก็มีเพียงไม่กี่ร้อยคนเท่านั้นที่สามารถบุกเบิกถ้ำพำนักได้"*
อู๋หยวนพยักหน้าเบาๆ
ดูจากสถานการณ์แล้ว ผู้ที่มีคุณสมบัติบุกเบิกถ้ำพำนักบนภูเขาเป่ยโยวได้ จึงจะคู่ควรกับการเป็นศิษย์สายธารเป่ยโยวโดยแท้จริง
ทั้งสามรุดหน้าเข้าสู่เทือกเขาอย่างรวดเร็ว
มุ่งหน้าไปตามทาง
หากมองจากภายนอก เทือกเขาแห่งนี้มีวิหารและตำหนักมากมาย ทว่าเมื่อเข้ามาใกล้จึงจะพบว่า มีผู้ฝึกตนสัญจรไปมาน้อยมาก
เงียบสงบยิ่งนัก
"แม้จะบุกเบิกถ้ำพำนักไว้ แต่ศิษย์ส่วนใหญ่ล้วนออกไปท่องเที่ยวดิ้นรนอยู่ภายนอก" เซียนกระบี่ตงหยางหัวเราะ "อย่างเช่นอาจารย์ลุงฮว่อชางของเจ้า ก็ไปบุกเบิกอาณาจักรเซียนอันกว้างใหญ่ไพศาล ตั้งตนเป็นใหญ่ครอบครองดินแดน"
"ศิษย์น้อง นั่นเรียกว่าการสืบทอดความรุ่งโรจน์ของสำนักต่างหาก" เทพดาราฮว่อชางถลึงตาใส่
ค่ายกลป้องกันที่ซ้อนทับกันเป็นชั้นๆ ตลอดทาง
ย่อมไม่ส่งผลกระทบต่อพวกเขาทั้งสาม ในที่สุดทั้งสามก็มาถึงหน้าวิหารอันสูงตระหง่าน ณ ใจกลางเทือกเขา
ที่แห่งนี้ มีขุนพลเทวะสองนายคอยเฝ้ายามอยู่ กลิ่นอายของพวกเขาทรงพลังอย่างหาเปรียบมิได้ ล้วนเป็นถึงเทพสวรรค์
"ท่านอาจารย์อา"
"ท่านอาจารย์อา" เทพสวรรค์ทั้งสองประสานมือทำความเคารพเทพดาราฮว่อชางและเซียนกระบี่ตงหยางอย่างนอบน้อม เห็นได้ชัดว่าพวกเขาคือศิษย์รุ่นที่สาม
วินาทีต่อมา เทพสวรรค์ทั้งสองก็เบนสายตามาหยุดอยู่ที่อู๋หยวน
"เรียกศิษย์พี่สิ" เซียนกระบี่ตงหยางมองอู๋หยวน
"คารวะศิษย์พี่ทั้งสอง" อู๋หยวนรีบกล่าว
"ฮ่าฮ่า ท่านนี้น่าจะเป็นศิษย์น้องหมิงเจี้ยน" เทพสวรรค์รูปร่างผอมสูงคนหนึ่งหัวเราะร่วน "เคยได้ยินวีรกรรมของศิษย์น้องมาบ้าง ช่วยเชิดหน้าชูตาสายธารเป่ยโยวของพวกเราได้มากทีเดียว ให้เวลาอีกสักหน่อย ย่อมต้องกลายเป็นเทพดาราอย่างแน่นอน"
ข่าวคราวของพวกเขาล้วนว่องไวยิ่งนัก
"ไปเถอะ เข้าไปข้างในกัน" เทพดาราฮว่อชางเอ่ยเร่งเร้า ทั้งสามเดินผ่านระเบียงทางเดินและมาถึงโถงวิหารอย่างรวดเร็ว
ภายในวิหาร
มีเพียงเงาร่างในชุดดำสายหนึ่งนั่งอยู่บนแท่นหยก รูปลักษณ์เป็นชายวัยกลางคน ใบหน้าเหลี่ยม กลิ่นอายลึกล้ำสุดหยั่งคาด ราวกับเป็นตัวแทนของฟ้าดินอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้
จิตใจของอู๋หยวนสงบนิ่ง
เคยพบราชันวูคว่าฉื้อมาแล้ว เมื่อได้พบตัวตนระดับจอมราชันอีกครั้ง ภายในใจย่อมสงบนิ่งขึ้นมาก
"คารวะท่านอาจารย์" เทพดาราฮว่อชางและเซียนกระบี่ตงหยางต่างทำความเคารพอย่างนอบน้อม
"คารวะท่านปรมาจารย์" อู๋หยวนก็รีบทำความเคารพตาม
"อืม"
มหาเซียนเป่ยโยวบนแท่นหยกเบิกตากว้าง สายตาทอดมองมายังอู๋หยวน พริบตาต่อมา ภายในแววตาของเขาก็ฉายแววประหลาดใจพาดผ่าน
ความประหลาดใจนั้นปรากฏขึ้นเพียงชั่ววูบและเลือนหายไป
"ฮว่อชาง ตงหยาง พวกเจ้าถอยออกไปก่อน ข้ามีเรื่องบางอย่างจะคุยกับหมิงเจี้ยนเป็นการส่วนตัว" มหาเซียนเป่ยโยวเอ่ยปาก น้ำเสียงของเขาราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขามที่ไม่อาจปฏิเสธได้
"ขอรับ ท่านอาจารย์" แม้เทพดาราฮว่อชางและเซียนกระบี่ตงหยางจะสงสัย ทว่าก็ไม่อาจขัดคำสั่งได้ พวกเขารีบถอยออกไป
ภายในวิหาร
เหลือเพียงอู๋หยวนและมหาเซียนเป่ยโยวเท่านั้น
"จิตหยวนขีดสุดของเจ้า ทะลวงผ่านในสมรภูมิระดับล่างอย่างนั้นหรือ?" มหาเซียนเป่ยโยวเอ่ยปากอย่างราบเรียบ "อายุยังน้อย กลับสามารถข้ามผ่านทัณฑ์ขีดสุดจิตหยวนมาได้ จิตมรรคาของเจ้าคงไม่ธรรมดาเลยทีเดียว"
อู๋หยวนใจหายวาบ
สวรรค์!
แม้แต่ท่านอาจารย์คว่าฉื้อยังมองไม่ทะลุถึงจิตหยวนขีดสุดของเขา ทว่าท่านอาจารย์ปู่เป่ยโยวผู้นี้ กลับมองออกเพียงแค่ปราดเดียวอย่างนั้นหรือ?
แน่นอนว่า อู๋หยวนก็ไม่ค่อยแน่ใจในความสามารถของท่านอาจารย์คว่าฉื้อนัก
ท้ายที่สุดแล้ว ท่านอาจารย์คว่าฉื้อก็ยังไม่เคยเห็นร่างหลักหลอมปราณด้วยตาตนเองเลย
"ไม่ต้องแปลกใจ และไม่ต้องกังวล" มหาเซียนเป่ยโยวแย้มยิ้มบางเบา "ยิ่งความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่บุกเบิกฟ้าดินแห่งแดนมายาและปฐพีสมุทรภายในกายแล้ว ล้วนต้องเก็บซ่อนร่องรอยแห่งเวลาและร่องรอยแห่งโชคชะตาในอดีตเอาไว้โดยไม่รู้ตัว"
"นั่นก็ทำให้ยากต่อการคำนวณคาดเดายิ่งขึ้น"
"จิตหยวนขีดสุด ยิ่งเป็นเช่นนั้น หากมหาเซียนคนอื่นๆ ย้อนดูเส้นเวลาในอดีตของเจ้า เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเจ้าในตอนนี้ เกรงว่าคงสามารถลอบมองอดีตได้เพียงเศษเสี้ยว ยากที่จะตรวจพบ"
"ทว่า"
"ข้าครอบครองวิถีแห่งมิติ มิติและเวลาไม่อาจแยกจากกัน หากกล่าวถึงความสามารถในการคำนวณอดีตและอนาคตแล้ว เมื่อมองไปทั่วทั้งมหาพิภพชิงหลิง ข้าถือเป็นอันดับหนึ่ง" มหาเซียนเป่ยโยวแย้มยิ้ม "ดังนั้น เจ้ายังปิดบังข้าไม่ได้หรอก"
"รอให้เจ้ากลายเป็นเซียนชั้นสูงเต็มตัว การที่ข้าจะคำนวณคาดเดาเรื่องราวของเจ้า ก็คงเป็นเรื่องยากแล้ว"*
อู๋หยวนฟังแล้วลอบทอดถอนใจด้วยความทึ่ง วิธีการของมหาเซียนผู้ครอบครองวิถีแห่งมิตินั้น พิสดารเหนือจินตนาการจริงๆ
"มิน่าเล่าคว่าฉื้อถึงรับเจ้าเป็นศิษย์ พรสวรรค์ของเจ้ายอดเยี่ยมมากจริงๆ"
"นับตั้งแต่มหาพิภพถือกำเนิดขึ้นมาเนิ่นนาน ในบรรดาอัจฉริยะนับไม่ถ้วน เจ้าถือเป็นระดับแนวหน้าโดยแท้" มหาเซียนเป่ยโยวแย้มยิ้ม "แม้เจ้าจะเป็นบุคคลระดับแกนกลางของศาลวู"*
"ทว่าในเมื่อเจ้าเรียกข้าว่าท่านอาจารย์ปู่ ข้าก็จะใช้ฐานะปรมาจารย์ มอบโอกาสเฉกเช่นเดียวกับอาจารย์ลุงคนอื่นๆ ให้แก่เจ้าสักครั้ง"
เชิงอรรถ
หนานอิ่น เป็นการเล่นคำพ้องเสียงและความหมายเชื่อมโยงกับคำว่า หนานเหยียนจือหยิ่น ในภาษาจีน ซึ่งหมายถึง ความนัยหรือความลำบากใจที่ยากจะเอื้อนเอ่ย เซียนกระบี่ตงหยางจึงใช้ชื่อนี้เพื่อสื่อถึงสถานการณ์ที่จำเป็นต้องปกปิดตัวตนของตนเองเอาไว้