- หน้าแรก
- ยอดบัณฑิตทะลุมิติ สู่มหาขุนนางสะท้านแผ่นดิน
- EP 958: 【อ่านฟรี!】 ตระกูลหลี่ยอมรับครอบครัวสามคนของเว่ยอี้เหวิน
EP 958: 【อ่านฟรี!】 ตระกูลหลี่ยอมรับครอบครัวสามคนของเว่ยอี้เหวิน
EP 958: 【อ่านฟรี!】 ตระกูลหลี่ยอมรับครอบครัวสามคนของเว่ยอี้เหวิน
EP 958: ตระกูลหลี่ยอมรับครอบครัวสามคนของเว่ยอี้เหวิน
“งานมงคลของมารดาเจ้าจัดเตรียมเรียบร้อยแล้วใช่หรือไม่ ยังขาดเหลือสิ่งใดอีกหรือเปล่า” ทังหยวนรินชาจื่อสุ่นให้เว่ยอวิ๋นโจวด้วยตนเอง
“ทุกอย่างพร้อมสรรพ ไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง”
เว่ยอวิ๋นโจวยกจอกชาขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า “วันนี้ในการว่าราชการมีเรื่องใดสำคัญเกิดขึ้นบ้างหรือไม่”
“ไม่มีเรื่องใหญ่อันใดหรอก” ทังหยวนสรุปเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในท้องพระโรงวันนี้ให้ฟังคร่าวๆ
หลังจากรับฟังจนจบ เว่ยอวิ๋นโจวก็เอ่ยขึ้น “คืนนี้ สั่งให้องครักษ์เงาไปกวาดล้างบรรดาหนูโสโครกที่ซุกซ่อนอยู่ในจวนเว่ยกั๋วกงให้หมดสิ้นเสีย”
“จะไม่เก็บพวกเขาไว้แล้วหรือ”
“เก็บไว้ก็ไร้ประโยชน์”
นัยน์ตาของเว่ยอวิ๋นโจววาวโรจน์ไปด้วยรังสีสังหาร “ถึงเวลาที่ต้องทำให้พวกหนูโสโครกได้รับรู้เสียที ว่าสิ่งที่พวกเขากระทำมาตลอดหลายปีนี้ ล้วนตกอยู่ในสายตาและการควบคุมของพวกเราทั้งสิ้น”
ทังหยวนเข้าใจเจตนาของเว่ยอวิ๋นโจวดี เขาเรียกเหลยซื่อและองครักษ์เงาคนอื่นๆ ออกมา พร้อมกับออกคำสั่งให้ไปจัดการกวาดล้างหนูโสโครกในจวนเว่ยกั๋วกงคืนนี้
เว่ยอวิ๋นโจวรั้งอยู่รับประทานอาหารค่ำร่วมกับทังหยวนที่จวนเยียนอ๋อง หลังอาหารค่ำ เขาก็เดินทางกลับจวน ล่วงเข้าสู่ยามจื่อ เหลยอู่ก็ปรากฏกายขึ้นเบื้องหน้า
รายงานด้วยความนอบน้อม “นายน้อย บรรดาหนูโสโครกที่หลบซ่อนอยู่ในจวนเว่ยกั๋วกงถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นแล้วขอรับ ไม่เล็ดลอดไปได้แม้แต่ตัวเดียว”
“ดีมาก” ต่อไปก็คอยดูว่าทั้งห้าตระกูลจะมีปฏิกิริยาเช่นไร
ไม่ทันข้ามคืน ล่วงเข้าสู่ยามโฉ่ว คนของอดีตองค์รัชทายาท ตระกูลจ้าว ตระกูลฉู่ จิ้นอ๋อง และตระกูลซ่างกวน ต่างก็ได้รับรู้ข่าวร้าย ว่าหูตาที่พวกเขาแฝงตัวไว้ในจวนเว่ยกั๋วกงถูกถอนรากถอนโคนจนหมดสิ้น
ไม่เหลือรอดแม้แต่ผู้เดียว แม้กระทั่งหยวนยางและหูเตี๋ยที่คอยปรนนิบัติรับใช้ฮูหยินผู้เฒ่าก็ยังถูกจับกุมตัวไป
การสูญเสียสายลับทั้งหมดไปอย่างกะทันหัน ทำให้ทั้งห้าตระกูลตื่นตระหนกและอกสั่นขวัญแขวนเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อผู้อาวุโสชิวได้รับทราบข่าวนี้ ทีแรกเขาก็มีท่าทีตกตะลึง ก่อนจะเหยียดยิ้มออกมาอย่างมีความหมายลึกซึ้ง
“สมแล้วที่เป็นบุรุษที่ข้าหมายตาเอาไว้”
“ผู้อาวุโส คนของเราถูกกำจัดจนหมดสิ้น เหตุใดท่านจึงยังกล่าวชมเว่ยอวิ๋นโจวอีกเล่า”
“ไฉนข้าจะชื่นชมเขาไม่ได้เล่า”
ผู้อาวุโสชิวคลี่ยิ้มหยักลึก “เพียงชั่วข้ามคืน เขาก็กวาดล้างหูตาของพวกเราจนราบคาบ เจ้ารู้หรือไม่ว่านั่นหมายความว่าอย่างไร”
องครักษ์เงาส่ายหน้าอย่างไม่เข้าใจ “ผู้น้อยไม่ทราบขอรับ”
นานๆ ครั้งที่ผู้อาวุโสชิวจะไม่รำคาญความโง่เขลาของลูกน้อง เขาอธิบายให้ฟังอย่างใจเย็น “นั่นหมายความว่าหกหยวนหลางล่วงรู้ถึงตัวตนของคนของพวกเรามาเนิ่นนานแล้ว ทว่าเขาเลือกที่จะนิ่งเฉยไม่แหวกหญ้าให้งูตื่น ซ้ำยังหมายความว่าคนของเราล้วนตกอยู่ในกำมือของเขามาโดยตลอด เขาอาศัยการเคลื่อนไหวของคนของเรา เพื่อสืบสาวราวเรื่องและล่วงรู้ความลับของพวกเรามากมาย มิน่าเล่า หลายปีมานี้คนของพวกเราถึงได้ล้มตายไปเป็นจำนวนมาก”
เมื่อได้ฟังคำอธิบายของผู้อาวุโสชิว องครักษ์เงาก็ถึงกับหน้าถอดสี หวาดผวาจนตัวสั่น “เรื่องนี้... จะเป็นไปได้อย่างไรกัน”
“หากเป็นผู้อื่นย่อมเป็นไปไม่ได้ ทว่าหากเป็นหกหยวนหลางผู้นั้น ย่อมไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้”
ผู้อาวุโสชิวเลียริมฝีปากที่ถูกแต้มด้วยสีชาด เอ่ยด้วยน้ำเสียงสิเน่หารัญจวน “สมกับเป็นหกหยวนหลางของข้าจริงๆ”
รุ่งเช้า เว่ยอวิ๋นโจวพานางหลี่พร้อมกับครอบครัวสามคนของเว่ยอี้เหวินออกเดินทางไปนอกเมืองเพื่อเซ่นไหว้ต้าเจี่ยงซื่อ
ทันทีที่พบหน้าฮูหยินหลี่ เว่ยอี้เหวินและเจี่ยงซื่อก็ประสานเสียงเรียก “ท่านแม่” อย่างพร้อมเพรียงกัน
สรรพนามนี้ทำให้ขอบตาของฮูหยินหลี่แดงระเรื่อ หยาดน้ำตาปริ่มขอบตา นางขานรับเสียงดังฟังชัดด้วยความตื้นตันใจ
เว่ยจิ้นซีร้องเรียก “ท่านย่า” เสียงใสแจ๋ว ทำเอาหัวใจของฮูหยินหลี่ละลายไปหมดสิ้น
ระหว่างทางไปสุสาน ฮูหยินหลี่โอบอุ้มเว่ยจิ้นซีไว้ในอ้อมอก ไถ่ถามด้วยความเอ็นดูว่าเรียนหนังสือเหนื่อยหรือไม่ ยามว่างชอบทำสิ่งใด ชอบกินอะไร...
แน่นอนว่านางก็ไม่ลืมไถ่ถามความเป็นอยู่ของเว่ยอี้เหวินและเจี่ยงซื่อเช่นกัน
ฮูหยินหลี่เป็นคนตรงไปตรงมา ในเมื่อยอมรับเว่ยอี้เหวินเป็นบุตรชายแล้ว นางย่อมต้องทำความรู้จักความชอบของคนทั้งครอบครัว มีสิ่งใดสงสัยนางก็เอ่ยปากถามตรงๆ ไม่คิดจะกระมิดกระเมี้ยนอันใด
เว่ยอี้เหวินและภรรยาเองก็รู้นิสัยของฮูหยินหลี่ดี นางถามสิ่งใด พวกเขาก็ตอบสิ่งนั้น ในขณะเดียวกันก็สอบถามถึงความชอบของฮูหยินหลี่ด้วยเช่นกัน
เพียงชั่วครู่ ฮูหยินหลี่ก็คุ้นเคยกับครอบครัวของเว่ยอี้เหวินเป็นอย่างดี
เว่ยจิ้นซีช่างจำนรรจา เรียก “ท่านย่า” ไม่ขาดปาก ทำเอาฮูหยินหลี่ยิ้มแย้มจนตาหยี
ฮูหยินหลี่โปรดปรานเจี่ยงซื่อเป็นอย่างมาก เดิมทีนางเป็นคนที่รักเด็กผู้หญิงอยู่แล้ว ทว่าเว่ยจือหลานกลับเป็นหมาป่าตาขาว เนรคุณคน ทำให้หัวใจของนางแหลกสลายจนไม่กล้ามีบุตรสาวอีก
ทว่ายามนี้ ลูกสะใภ้ใหญ่อย่างเจี่ยงซื่อกลับทั้งเฉลียวฉลาดและวางตัวได้งดงาม ช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก
เมื่อมาถึงสุสานของต้าเจี่ยงซื่อ ฮูหยินหลี่ก็กลายเป็นครอบครัวเดียวกับเว่ยอี้เหวินไปแล้วอย่างสมบูรณ์ สิ่งนี้ทำให้เว่ยอวิ๋นโจวเบาใจลงมาก
เว่ยอี้เหวินนำเจี่ยงซื่อและบุตรชายเข้าไปเซ่นไหว้ต้าเจี่ยงซื่อเป็นลำดับแรก ก่อนจะแนะนำฮูหยินหลี่และเว่ยอวิ๋นโจวให้แก่มารดาที่ล่วงลับอย่างเป็นทางการ
ฮูหยินหลี่คุกเข่าโขกศีรษะที่หน้าสุสานของต้าเจี่ยงซื่อถึงสามครั้ง พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญาอย่างจริงจังว่านางจะดูแลเว่ยอี้เหวินและครอบครัว รวมถึงเว่ยกั๋วกงให้ดีที่สุด
เว่ยอวิ๋นโจวเองก็คุกเข่าโขกศีรษะสามครั้งเช่นกัน พร้อมให้คำมั่นว่าจะปกป้องคุ้มครองพี่ใหญ่และครอบครัวอย่างสุดความสามารถ
เมื่อกล่าวจบ พวกเขาก็เริ่มเผากระดาษเงินกระดาษทองหน้าสุสานของต้าเจี่ยงซื่อ
เพียงแค่จุดไฟ เปลวเพลิงก็ลุกโชนอย่างรวดเร็ว
เว่ยอี้เหวินคล้ายมองเห็นรอยยิ้มของมารดาท่ามกลางเปลวไฟ ราวกับว่านางกำลังร่วมยินดีไปกับพวกเขา
หลังจากเผากระดาษเสร็จ ฮูหยินหลี่ก็จูงมือเว่ยจิ้นซีเดินนำหน้าไปก่อน
เว่ยอวิ๋นโจวและคู่สามีภรรยาเว่ยอี้เหวินเดินตามหลังมา
“น้องแปด ขอบใจเจ้ามาก!” เว่ยอี้เหวินเอ่ยขอบคุณเว่ยอวิ๋นโจวอีกครั้ง
“พี่ใหญ่ ท่านกับข้าไม่เห็นต้องเกรงใจกันเลย”
เว่ยอวิ๋นโจวตบไหล่เว่ยอี้เหวินเบาๆ พลางแย้มยิ้ม “พี่ใหญ่ ต่อจากนี้ไป ท่านก็มีท่านแม่คอยรักคอยเอ็นดูแล้วนะ”
คำพูดของเว่ยอวิ๋นโจวทำเอาเว่ยอี้เหวินรู้สึกจุกที่คอ ขอบตาร้อนผ่าว “ใช่แล้ว ข้ามีท่านแม่คอยห่วงใยแล้ว”
เจี่ยงซื่อกุมมือเว่ยอี้เหวินไว้แน่น พลางยิ้มกล่าว “ข้าเองก็มีแม่สามีคอยเอ็นดูแล้วเช่นกัน”
“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านทำปากให้หวานเข้าไว้ ท่านแม่ก็จะรักท่านประดุจบุตรสาวแท้ๆ”
เว่ยอวิ๋นโจวหยอกล้อ “ท่านแม่โปรดปรานบุตรสาวมาแต่ไหนแต่ไร น่าเสียดายที่...”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ เว่ยอวิ๋นโจวก็ขมวดคิ้วมุ่น คร้านที่จะเอ่ยชื่ออัปมงคลนั้นออกมา “ยามนี้ได้ท่านมาเป็นลูกสะใภ้ นางย่อมต้องเอ็นดูท่านราวกับบุตรสาวเป็นแน่”
“การได้เป็นบุตรสาวของท่านแม่ถือเป็นวาสนาของข้า”
เจี่ยงซื่อถูกชะตากับฮูหยินหลี่มาตั้งแต่ต้น “วันข้างหน้า ข้าจะคอยปรนนิบัติพัดวีท่านแม่เป็นอย่างดี”
“ท่านแม่ชอบเดินตลาดซื้อของ พี่สะใภ้ใหญ่ วันหลังท่านก็ไปเป็นเพื่อนท่านแม่แทนข้าที ข้าจะได้ไม่ต้องคอยตามไปรับใช้” การไปเดินตลาดเป็นเพื่อนฮูหยินหลี่นั้นต้องใช้พละกำลังอย่างมาก
หากร่างกายไม่แข็งแรงพอก็จะเหนื่อยล้าเอาได้ง่ายๆ
“ข้าชอบการไปเดินตลาดซื้อของเป็นที่สุด วันหลังข้าจะไปเป็นเพื่อนท่านแม่บ่อยๆ” เจี่ยงซื่อกล่าวจบก็ปล่อยมือสามี เดินเข้าไปหาฮูหยินหลี่เพื่อสอบถามว่าอีกสองวันข้างหน้านี้จะไปเดินตลาดด้วยกันหรือไม่
เมื่อเห็นฮูหยินหลี่และเจี่ยงซื่อกำลังพูดคุยเรื่องการซื้อของอย่างออกรสออกชาติ เว่ยอวิ๋นโจวและเว่ยอี้เหวินก็ลอบยิ้มออกมาบางๆ
“น้องแปด พวกหนูโสโครกในจวนถูกกวาดล้างไปหมดแล้วใช่หรือไม่”
“กวาดล้างจนหมดสิ้นแล้ว ไม่เหลือรอดแม้แต่ตัวเดียว”
เว่ยอวิ๋นโจวถามกลั้วหัวเราะ “วันนี้ตื่นขึ้นมา ท่านรู้สึกหรือไม่ว่าอากาศในจวนเว่ยกั๋วกงสดชื่นขึ้น”
เว่ยอี้เหวินผงกศีรษะรับ “เมื่อปราศจากกลิ่นสาบของพวกหนูโสโครก อากาศย่อมบริสุทธิ์ขึ้นเป็นธรรมดา”
“ต่อไปนี้เวลาอยู่ในจวนของตนเอง ก็จะได้ไม่ต้องมัวแต่ระแวดระวัง หรือหวาดระแวงสิ่งใดอีก”
เว่ยอวิ๋นโจวกล่าวเสริม “องครักษ์เงาที่ฝ่าบาทส่งมาแฝงตัวอยู่ในจวนเว่ยกั๋วกงยังคงต้องเก็บไว้ เพื่อคอยสอดส่องไม่ให้ห้าตระกูลนั้นส่งคนแฝงตัวเข้ามาอีก”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
เว่ยอี้เหวินระบายลมหายใจยาว “ยามนี้ข้ารู้สึกว่าทุกอย่างกำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดีขึ้นเรื่อยๆ”
“ทุกอย่างมันก็ดีขึ้นมาตั้งนานแล้วนี่”
เว่ยอวิ๋นโจวแหงนหน้ามองท้องฟ้าสีครามกระจ่าง “อีกไม่นาน เมฆหมอกแห่งความมืดมนที่ปกคลุมจวนเว่ยกั๋วกงมาเนิ่นนานก็จะสลายไปจนหมดสิ้น”
“เมื่อถึงวันนั้น ครอบครัวของเราก็จะได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครา” ยามนี้ยังมีอีกสี่คนที่ต้องระหกระเหินอยู่ภายนอก ไม่อาจกลับคืนสู่จวนเว่ยกั๋วกงได้
“วันนั้นอยู่ไม่ไกลแล้วล่ะ”
เมื่อกลับถึงเมืองเสียนจิง ครอบครัวสามคนของเว่ยอี้เหวินก็ตามเว่ยอวิ๋นโจวไปยังจวนตระกูลหลี่ เพื่อไปกราบคารวะนายท่านหลี่ผู้เฒ่าและบรรดาลุงๆ อย่างเป็นทางการ
เมื่อวานนี้ เว่ยอวิ๋นโจวได้แจ้งเรื่องนี้ให้นายท่านหลี่ผู้เฒ่าทราบล่วงหน้าแล้ว ในคราแรก ปฏิกิริยาของพวกเขาก็ไม่ต่างอันใดกับฮูหยินหลี่ ทว่าไม่นานพวกเขาก็ยอมรับได้
นายท่านหลี่ผู้เฒ่าและคนอื่นๆ ได้เตรียมของขวัญต้อนรับไว้ให้ครอบครัวของเว่ยอี้เหวินเรียบร้อยแล้ว เว่ยอี้เหวินและครอบครัวก็ไม่คิดจะปฏิเสธให้มากความ ยอมรับของขวัญเหล่านั้นไว้ด้วยความเต็มใจ
เว่ยจิ้นซีช่างจำนรรจา ปากคอหวานหยดย้อย เอ่ยเรียกนายท่านหลี่ผู้เฒ่าเสียจนอีกฝ่ายยิ้มหน้าบานประหนึ่งดอกไม้บาน เพียงไม่นาน เขาก็สามารถคว้าหัวใจของนายท่านหลี่ผู้เฒ่าและคนอื่นๆ มาครองได้สำเร็จ
ฮูหยินหลี่จูงมือเจี่ยงซื่อไปร่วมวงสนทนากับป้าสะใภ้ใหญ่และป้าสะใภ้รอง
ป้าสะใภ้ทั้งสองรู้สึกถูกชะตากับเจี่ยงซื่อยิ่งนัก ต่างก็เอ่ยปากชื่นชมนางไม่ขาดปาก
เพียงชั่วเวลาสั้นๆ คนตระกูลหลี่ก็นับครอบครัวของเว่ยอี้เหวินเป็นดั่งคนในครอบครัวเดียวกันไปเสียแล้ว
เว่ยอวิ๋นโจวและเว่ยอี้เหวินยังมีภารกิจต้องไปจัดการต่อ จึงไม่ได้รั้งอยู่ที่จวนตระกูลหลี่นานนัก พวกเขามุ่งหน้ากลับไปยังจวนเว่ยกั๋วกง
ตกค่ำ ครอบครัวของเว่ยอี้เหวินรั้งอยู่รับประทานอาหารค่ำร่วมกับนายท่านหลี่ผู้เฒ่าที่จวนตระกูลหลี่ ส่วนเว่ยกั๋วกงนั้น มีเพียงเว่ยจิ่นจือน้องชายคอยอยู่เป็นเพื่อน
ณ หอรับประทานอาหารในศึกษาเรือนหน้าแห่งจวนเว่ยกั๋วกง เว่ยกั๋วกงและเว่ยจิ่นจือนั่งรับประทานอาหารพลางพูดคุยกันไปพลาง
สองพี่น้องรำลึกความหลังตั้งแต่สมัยยังเด็ก พูดคุยถึงเรื่องน่าขันในวัยเยาว์จนหัวเราะร่วน ก่อนจะสลับมาพูดคุยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
“เผลอเพียงพริบตา ข้าก็กำลังจะแต่งฮูหยินคนที่สี่เข้าจวนแล้ว” ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่เว่ยกั๋วกงตบแต่งภรรยาคนแรก เขาเคยวาดฝันไว้ว่าจะได้ครองคู่กันไปจนแก่เฒ่า
ใครจะคาดคิดว่าผ่านไปเพียงไม่กี่ปี ภรรยาของเขาก็ต้องมาจากไปเพราะโรคร้าย หลังจากนั้น เขาก็ถูกบีบบังคับให้ตบแต่งเซวียซื่อเข้าจวน ทว่าเซวียซื่อกลับตกเลือดอย่างรุนแรงระหว่างคลอดบุตร
และสิ้นใจจากไปในอีกไม่กี่วันให้หลัง เวลาล่วงเลยไปอีกหลายปี เขาก็ได้ตบแต่งเสี่ยวเจี่ยงซื่อ
“ในยามนั้น ผู้คนทั่วทั้งเมืองเสียนจิงต่างก็ลือกันว่าข้าเป็นตัวกาลกิณี สูบกินดวงชะตาภรรยา” เขาเองก็เคยปักใจเชื่อเช่นนั้นจริงๆ
“พี่ใหญ่ ท่านหาใช่ตัวกาลกิณีไม่ เป็นฮูหยินผู้เฒ่าต่างหากที่ร่วมมือกับพวกนางทำร้ายพี่สะใภ้ใหญ่จนตาย และยังเป็นต้นเหตุให้เซวียซื่อต้องสิ้นใจอีกด้วย”
เว่ยจิ่นจือเอ่ยปลอบใจ “ยามนี้ ก็นับว่าความขมขื่นของท่านสิ้นสุดลงแล้ว รอรับความสุขอันหอมหวานที่จะตามมาเถิด”
“ความขมขื่นของข้าสิ้นสุดลงแล้ว แล้วเจ้าล่ะ” ในอดีต เว่ยกั๋วกงเคยอิจฉาที่เว่ยจิ่นจือเป็นที่โปรดปรานของฮูหยินผู้เฒ่า ทว่ายามนี้เขากลับสงสารเว่ยจิ่นจือน้องชายจับใจ