เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 53 กลลวงรีดไถเงิน

บทที่ 53 กลลวงรีดไถเงิน

บทที่ 53 กลลวงรีดไถเงิน


วันนี้ ทันทีที่จูสวินเหมี่ยวก้าวเข้าสำนักศึกษา สวีฉี่เฟยก็รีบเดินเข้ามาหาเป็นคนแรก

“พี่จู รีบเอาต้นฉบับที่จะให้คัดลอกวันนี้มาให้ข้าเร็ว!”

จูสวินเหมี่ยวหยิบต้นฉบับที่หลีชิงจื้อเขียนออกมา ก่อนกล่าวว่า “ต้นฉบับนี้ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องคัดลอกใหม่แล้ว”

จูสวินเหมี่ยวนับถือหลีชิงจื้อขึ้นมาอีกครั้ง! ตอนแรก ลายมือของหลีชิงจื้อแทบจะดูไม่ได้ แต่ผ่านไปกว่าหนึ่งเดือน ลายมือของเขากลับดีขึ้นเรื่อย ๆ หากเทียบกับคนในสำนักศึกษาแห่งนี้ ก็จัดได้ว่าอยู่ในระดับค่อนข้างดี

จูสวินเหมี่ยวถึงกับรู้สึกว่า หากหลีชิงจื้อเขียนต่อไปอีกหนึ่งเดือน ลายมือของอีกฝ่ายอาจดีกว่าของเขาเสียอีก!

“จริงด้วย ตอนนี้ลายมือมีพลังมากขึ้น และเป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้นเรื่อย ๆ” สวีฉี่เฟยอดทอดถอนใจไม่ได้

เขาเห็นกับตาว่าคนที่รับงานเรียบเรียงต้นฉบับผู้นี้พัฒนาฝีมืออย่างรวดเร็ว รวดเร็วจนน่าตกใจ

แต่จูสวินเหมี่ยวเคยบอกเขาว่า คนที่รับเขียนแทนผู้นี้เพิ่งหายจากอาการป่วยหนักในช่วงแรก... เมื่อเป็นเช่นนี้ ทุกอย่างก็อธิบายได้ ที่แท้ก็เพิ่งหายป่วยนี่เอง มิน่าเล่าตอนแรกที่เขียน ตัวอักษรจึงไม่มีเรี่ยวแรงเลย!

“วันนี้ให้ข้าคัดลอกเถอะ!” อีกคนหนึ่งรีบเบียดเข้ามาพูด

สวีฉี่เฟยย่อมไม่ยอม “ต้นฉบับก่อนหน้านี้ข้าเป็นคนคัดลอกทั้งหมด เพื่อให้ลายมือเป็นแบบเดียวกัน ข้าควรเป็นคนคัดต่อ”

“ถ้าอย่างนั้นก็ให้ข้าอ่านก่อน แล้วเจ้าค่อยคัด”

“ไม่ได้! ข้าต้องอ่านก่อน!”

“ข้าก็อยากอ่าน!”

“พวกเรามาอ่านพร้อมกันเถอะ!”

ระหว่างที่ทุกคนแย่งกันอ่านหนังสือ จูสวินเหมี่ยวซึ่งอ่านต้นฉบับสามพันตัวอักษรเมื่อคืนจนจบแล้วกลับสงบนิ่งกว่ามาก นั่งจิบชาอยู่ด้านข้าง ไม่รู้ว่าท่านหลีเริ่มเขียนตอนต่อหรือยัง เขาอยากอ่านเนื้อหาหลังจากนี้เหลือเกิน ถึงขั้นอยากให้หลีชิงจื้อเขียนหนังสือเกี่ยวกับตัวเขาสักเล่ม ชีวิตของเขายังสั้นนัก ยังไม่เคยผ่านเรื่องราวอะไรมากมาย แต่หลีชิงจื้อแต่งเติมขึ้นมาได้มิใช่หรือ? เขาแทบอยากขังหลีชิงจื้อไว้ แล้วให้เขียนหนังสือให้อ่านเพียงผู้เดียว!

จูสวินเหมี่ยวถอนหายใจ ก่อนหยิบหนังสือของตนขึ้นมาอ่าน

ระยะนี้เขามักหยิบหนังสือที่หลีชิงจื้อเขียนขึ้นมาอ่านอยู่เสมอ และทุกครั้งที่อ่านจบ เขาก็ยิ่งตั้งปณิธานว่าจะต้องตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ไม่อาจทำให้ความทุ่มเทที่ท่านพ่อสร้างโอกาสไว้ให้ต้องสูญเปล่า

ในขณะที่คนรอบตัวจูสวินเหมี่ยวต่างแย่งกันอ่านหนังสือ พวกนักเรียนในสำนักศึกษาที่ไม่ชอบหน้าเขาก็อดนินทาลับหลังไม่ได้

“สมกับเป็นบุตรพ่อค้าจริง ๆ ไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ กลับมัวแต่ส่งนิยายให้อ่านกันทั้งวัน!” ชายหนุ่มวัยไล่เลี่ยกับจูสวินเหมี่ยวคนหนึ่งแค่นเสียง ก่อนหันไปมองเหยาเจิ้นฟู่ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หวังให้อีกฝ่ายเห็นพ้องด้วย

แต่เหยาเจิ้นฟู่ในวันนี้แตกต่างจากเดิม แต่ก่อนเขามักร่วมวงตำหนิจูสวินเหมี่ยวด้วย ทว่าวันนี้กลับเหม่อลอยราวกับไม่ได้ยินคำพูดนั้นเลย

“เหยาเจิ้นฟู่ เจ้าเป็นอะไรไป?” ชายคนนั้นขมวดคิ้วถาม

“อะไรนะ?” เหยาเจิ้นฟู่สะดุ้ง รีบนั่งตัวตรง หันไปมองสหายร่วมสำนักศึกษา สีหน้ายังมีแววลนลาน

อีกฝ่ายยิ่งงุนงง “วันนี้เจ้าเป็นอะไร รู้สึกไม่สบายหรือ?”

“มะ... ไม่...” เหยาเจิ้นฟู่ตอบเช่นนั้น แต่ในใจกลับหวาดหวั่นจนแทบตั้งตัวไม่ติด

เขามีหญิงคนรักอยู่ในอำเภอฉงเฉิง นางมีสามีเป็นพ่อค้าที่ออกเดินทางค้าขายต่างถิ่นตลอดทั้งปี แต่ละปีอยู่บ้านเพียงเดือนหรือสองเดือนเท่านั้น

ทั้งสองคบหากันมานาน สามีของนางไม่เคยรู้เรื่อง อีกทั้งไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้าเขา อย่างน้อยเขาก็ไม่เคยพบมาก่อน แต่เมื่อวานซึ่งเป็นวันหยุด เขากลับถูกสามีของนางจับได้ อีกฝ่ายยังเรียกค่าเสียหายจากเขาถึงหนึ่งร้อยตำลึงเงิน!

นั่นตั้งหนึ่งร้อยตำลึงเงินเชียวนะ! เขาจะไปหาเงินมากมายขนาดนั้นจากที่ใด?

ซิ่วไฉหลี่เป็นคนในอำเภอฉงเฉิง แต่ฐานะทางบ้านค่อนข้างธรรมดา ทุกวันนี้สำนักศึกษาที่เปิดก็เช่าเขาไว้ แม้แต่บ้านที่ครอบครัวอาศัยอยู่ก็ยังเป็นบ้านเช่า เฉพาะค่าเช่าในแต่ละปีก็ต้องจ่ายไม่น้อย

เพื่อหารายได้เพิ่ม เขาจึงไม่เพียงรับศิษย์จำนวนมากเท่านั้น แต่ยังขายอาหารกลางวันให้บรรดาศิษย์อีกด้วย

ทุกวันเขาจะให้ภรรยา อนุ และลูกสะใภ้ช่วยกันปรุงอาหารแล้วนำมาส่ง ให้ศิษย์ที่จ่ายค่าอาหารได้รับประทาน

อย่างไรก็ตาม ก็มีศิษย์บางคนไม่รับประทานที่สำนักศึกษา บางคนเพราะฐานะยากจนจนไม่มีเงินจ่าย ขณะที่บางคนก็เพราะไม่ชอบอาหารที่คนในบ้านของซิ่วไฉหลี่เป็นผู้ทำ ศิษย์ที่รับประทานอาหารในสำนักศึกษาต้องจ่ายเดือนละสองร้อยอีแปะ อาหารถือว่าใช้ได้ เพียงแต่รสชาติธรรมดา

อาหารกลางวันของวันนี้เป็นแกงเต้าหู้ใส่เนื้อหมูหั่นบาง และบวบต้มผักดองเค็ม เหยาเจิ้นฟู่เป็นหนึ่งในผู้ที่จ่ายค่าอาหารไว้แล้ว แต่ก่อนทุกครั้งที่รับประทาน เขามักแอบคำนวณว่ากับข้าวที่ตนได้มาน้อยกว่าคนอื่นหรือไม่ ทว่าวันนี้เขาไม่มีแก่ใจจะคิดเรื่องนั้น เพียงตักข้าวของตนแล้วรับประทานอย่างไร้รสชาติ

ระหว่างที่กำลังกิน เขาก็เห็นคนผู้หนึ่งหาบคอนเดินเข้ามา นั่นคือคนที่บ้านสกุลจูส่งมาส่งอาหารให้จูสวินเหมี่ยว

ชายผู้นั้นหยิบกับข้าวสี่อย่างและแกงหนึ่งถ้วยออกจากปิ่นโต วางไว้ตรงหน้าจูสวินเหมี่ยว ก่อนจะหยิบขนมหนึ่งจานกับลูกท้ออีกหนึ่งจานออกมา อาหารทั้งหมดมีปริมาณไม่น้อย เพราะเตรียมไว้เพื่อให้จูสวินเหมี่ยวเชื้อเชิญคนรอบข้างร่วมรับประทานได้

และจูสวินเหมี่ยวก็เชิญสวีฉี่เฟยกับคนอื่น ๆ ร่วมรับประทานจริง ฐานะของสวีฉี่เฟยยากจน แม้แต่ค่าอาหารในสำนักศึกษาที่บ้านก็ไม่มีเงินจ่าย แต่เพราะตีสนิทกับจูสวินเหมี่ยวได้ ทุกวันจึงมีของอร่อยให้รับประทาน เหยาเจิ้นฟู่ดูแคลนอีกฝ่ายอยู่ไม่น้อย

เขายังไม่ชอบจูสวินเหมี่ยวอีกด้วย ทั้งที่รู้ว่ามีนักเรียนยากจนอยู่ในสำนักศึกษามากมาย จูสวินเหมี่ยวยังจงใจอวดความมั่งคั่งของบ้านสกุลจูต่อหน้าพวกนั้น!

แต่... เหตุใดบิดาของเขาจึงไม่มีความสามารถเช่นจูเฉียน? หากเขามีทรัพย์สินของบ้านสกุลจู ป่านนี้ก็คงไม่ต้องหวาดผวาเช่นนี้แล้ว!

เหยาเจิ้นฟู่ถูกจับได้เมื่อวานนี้  หญิงคนรักของเขาชื่อสวี่เหนียง ตอนนั้นทั้งสองกำลังพลอดรักกันอยู่ จู่ ๆ ก็มีคนบุกเข้ามา

เขาถูกจับได้คาหนังคาเขา ทั้งจดหมายที่เคยเขียนให้สวี่เหนียง รวมถึงสิ่งของที่เคยมอบให้นาง ล้วนถูกใช้เป็นหลักฐาน สามีของสวี่เหนียงบอกว่า หากเขาไม่ยอมจ่ายเงิน ก็จะนำของเหล่านั้นไปให้นักเรียนร่วมสำนักศึกษาของเขาดู ให้ทุกคนเห็นว่าเขาทำเรื่องน่าอัปยศเพียงใด

เรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด!

แต่หนึ่งร้อยตำลึง... เหยาเจิ้นฟู่อยู่กับความหวาดหวั่นตลอดทั้งวัน กว่าจะเลิกเรียนออกจากสำนักศึกษา

ข้างสำนักศึกษามีท่าน้ำแห่งหนึ่ง เวลานี้มีเรือจอดอยู่หลายลำ นักเรียนที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในอำเภอฉงเฉิงหลายคนต่างนัดหมายกับนายท้ายเรือจากหมู่บ้านเดียวกันเพื่อโดยสารเรือกลับบ้าน

แน่นอนว่าก็มีผู้ที่ฐานะดี จ้างเรือกลับบ้านโดยเฉพาะเช่นกัน

ส่วนนักเรียนที่อาศัยอยู่ในอำเภอฉงเฉิง ส่วนใหญ่มักเดินกลับบ้าน แต่ผู้ที่อยู่ไกลก็จะใช้เรือ

เหยาเจิ้นฟู่ไม่ต้องการให้ใครรู้ว่าบิดาของตนเป็นนายท้ายเรือ จึงให้บิดาไปรออยู่ที่อื่นเป็นประจำ ครั้นออกจากสำนักศึกษาแล้ว เขาก็เลี้ยวเข้าไปในตรอกแห่งหนึ่ง

แต่ทันทีที่เลี้ยวเข้าไป สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที—สามีของสวี่เหนียงยืนอยู่ตรงหน้า พร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า!

ชายผู้นั้นมีอายุราวสี่สิบปี ผิวดำคล้ำ หน้าตาดุดัน “รวบรวมเงินครบหรือยัง?”

“ยะ... ยัง...” เหยาเจิ้นฟู่เป็นคนอ้วน เหงื่อออกง่ายอยู่แล้ว เวลานี้เหงื่อยิ่งไหลอาบทั่วร่างไม่หยุด

“รีบหาเงินมาให้ครบเสีย หากไม่เช่นนั้นข้าจะไปฟ้องที่ว่าการอำเภอ! อย่าคิดจะหลบหนี หากเจ้ากล้าหนี ข้าจะเอาจดหมายพวกนั้นไปให้สหายร่วมสำนักศึกษาของเจ้าอ่าน ให้ทุกคนรู้ว่าเจ้าทำเรื่องโสมมอะไรไว้!” ชายผู้นั้นแค่นเสียงอย่างเย็นชา

เหยาเจิ้นฟู่ไม่กล้าแม้แต่จะโต้แย้ง ได้แต่พยักหน้ารัว ๆ พลางยกมือเช็ดเหงื่อไม่หยุด

ชายผู้นั้นข่มขู่อีกสองสามประโยคจึงจากไป เหยาเจิ้นฟู่เห็นดังนั้นก็รีบเผ่นหนีอย่างไม่คิดชีวิต

เมื่อเห็นเหยาเจิ้นฟู่จากไปแล้ว ชายที่อ้างตัวว่าเป็นสามีของสวี่เหนียงก็เลี้ยวเข้าไปในตรอกอีกสายหนึ่ง ก่อนหันไปพูดกับสตรีที่ยืนอยู่ข้างกาย “คนผู้นี้ช่างขี้ขลาดเสียจริง”

สตรีวัยราวสามสิบปี ผิวขาว รูปร่างอวบอิ่ม ผู้นั้นจะเป็นใครไปได้หากไม่ใช่สวี่เหนียง นางแค่นเสียงเบา ๆ “ก่อนหน้านี้ข้าช่างมองคนผิดจริง ๆ!”

แท้จริงแล้ว ชายที่อ้างตัวว่าเป็นสามีของสวี่เหนียง มิใช่สามีของนาง แต่เป็นพี่ชายแท้ ๆ ของนางต่างหาก

สวี่เหนียงแซ่เสิ่น บ้านสกุลเสิ่นไม่มีนาน้ำสักผืน มีเพียงไร่แห้งอยู่ไม่กี่แปลง ทั้งครอบครัวอาศัยเช่าที่ดินของเจ้าที่ดินทำกินมาตลอด

ตั้งแต่เล็กจนโต สวี่เหนียงต้องทนหิวอยู่บ่อยครั้ง ครั้นเติบใหญ่ นางก็ไม่ได้หวังสิ่งใดมากไปกว่าการได้แต่งเข้าบ้านที่มีฐานะดี เพื่อจะได้อิ่มท้องและกินดีอยู่ดี หน้าตาของนางนับว่าใช้ได้ จึงมีคนมาสู่ขออยู่บ้าง แต่ในช่วงเวลานั้นเอง นางกลับได้รับโอกาสอีกอย่างหนึ่ง

จบบทที่ บทที่ 53 กลลวงรีดไถเงิน

คัดลอกลิงก์แล้ว