เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 43 เริ่มต้นกิจการพายเรือ

บทที่ 43 เริ่มต้นกิจการพายเรือ

บทที่ 43 เริ่มต้นกิจการพายเรือ


การสอนของเหยาเจิ้นฟู่เป็นแบบสอนเพียงครู่เดียวในวันนี้ แต่พอถึงวันรุ่งขึ้นก็อยากให้ลูกท่องบทความและบทกวีที่เด็กยังไม่เข้าใจเสียแล้ว...จะเป็นไปได้อย่างไร!

ทุกครั้งที่หลีชิงจื้อสอนหลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมาท่องบทกวี เขาจะอธิบายความหมายของบทกวีเหล่านั้นให้ลูกทั้งสองฟังซ้ำแล้วซ้ำเล่าเสมอ

เรือลำน้อยแล่นไปตามลำน้ำ ไม่นานก็มาถึงหมู่บ้านเมี่ยวเฉียน

ในช่วงสองสามวันแรกที่หลีชิงจื้อไปเขียนหนังสือให้บ้านสกุลจู ทุกครั้งที่กลับมา จะมีชาวบ้านกลุ่มหนึ่งมารุมล้อมถามโน่นถามนี่เขา แต่ช่วงหลายวันนี้สถานการณ์ดีขึ้นมากแล้ว

ถึงอย่างนั้น หลีเหล่าเกินก็ยังเป็นคนแรกที่รีบเข้ามาหา “อาชิง วันนี้เจ้าหอบของกินกลับมาหรือไม่?”

หลายวันที่ผ่านมา หลีชิงจื้อมักหอบของกินกลับมาทุกวัน

แม้จะเป็นเพียงเนื้อไม่กี่ชิ้นหรือไข่เป็ดเค็มหนึ่งฟอง แต่สำหรับหลีเหล่าเกินแล้ว นั่นก็เป็นของโอชะที่หาได้ยาก จนทำให้เขาเฝ้ารอทั้งวัน

หลีชิงจื้อตอบว่า “เอากลับมาสิ วันนี้นายท่านจูให้เนื้อไก่ข้ามาบ้าง”

หลีเหล่าเกินรีบมองไปยังไหดินในตะกร้าของหลีชิงจื้อ ก่อนจะเปิดฝาไหอย่างรวดเร็ว

หลีชิงจื้อพูดไม่ออก...พอกลับถึงบ้าน ลูกวิ่งมาขอของกินจากพ่อเป็นเรื่องปกติ แต่ลูกชายกลับถึงบ้านแล้วคนเป็นพ่อรีบเข้ามาขอของกินจากลูก...เรื่องแบบนี้หาได้ยากจริง ๆ

“หลีเหล่าเกิน! กำลังทำอะไรอยู่! ปล่อยให้อาชิงขึ้นมาก่อน!” จินเสี่ยวเยี่ยร้องเรียก เพราะเวลานี้หลีชิงจื้อเพิ่งลงจากเรือ ยังยืนอยู่บนขั้นบันไดท่าน้ำ

หลีเหล่าเกินหัวเราะแห้ง ๆ ก่อนจะช่วยหิ้วตะกร้าให้หลีชิงจื้อ แล้วเดินขึ้นบันไดหินไปก่อน พร้อมยกตะกร้าให้ชาวบ้านดู “นายท่านจูใจกว้างจริง ๆ ไก่ตัวนี้กินไปนิดเดียวก็ยกให้อาชิงแล้ว!”

“วันนี้ข้าจะได้กินเนื้อไก่แล้ว”

“ข้านึกว่าต้องรอถึงปีใหม่ถึงจะได้กินเนื้อไก่ ไม่คิดเลยว่าจะได้กินตั้งแต่ตอนนี้!”

ทุกคนต่างคิดว่าไก่ตัวนี้เป็นของที่บ้านสกุลจูกินเหลือแล้ว จึงยกให้หลีชิงจื้อ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น ชาวบ้านก็ยังอิจฉาอย่างยิ่ง ถึงแม้น่องไก่จะหายไปแล้ว เนื้อไก่ก็เหลือไม่มาก แต่ปีกไก่ยังอยู่ครบ!

มีเพียงเหยาเจิ้นฟู่ที่กล่าวว่า “แม้แต่น้ำแกงเหลือของบ้านคนอื่นก็ยังเอา ไม่มีศักดิ์ศรีเอาเสียเลย”

หลีชิงจื้อมองเขาอย่างจนปัญญา ก่อนจะหันไปพูดกับหลีเหล่าเกินว่า “ท่านพ่อ พวกเรากลับกันเถอะ”

เขาไม่ได้บอกว่าที่นายท่านจูให้มาคือไก่ทั้งตัว เพราะหากชาวบ้านคิดว่าเขาร่ำรวยขึ้น ก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก

หลีเหล่าเกินอยากหิ้วตะกร้าไปโอ้อวดที่ท่าน้ำ แต่ก็อยากกินเนื้อไก่มากกว่า จึงเดินตามหลีชิงจื้อไป “อาชิง เดี๋ยวให้เสี่ยวเยี่ยแบ่งเนื้อไก่ให้พ่อมากหน่อยนะ...”

เมื่อกลับถึงบ้าน จินเสี่ยวเยี่ยก็ยกเนื้ออกไก่ที่เหลืออยู่ให้หลีเหล่าเกิน หลีเหล่าเกินรีบวิ่งออกไปทันที

เนื้อก้อนใหญ่ขนาดนี้ เขาจะต้องเอาไปกินให้ชาวบ้านที่ท่าน้ำเห็นอย่างแน่นอน

เมื่อหลีเหล่าเกินออกไปแล้ว หลีชิงจื้อจึงพูดกับจินเสี่ยวเยี่ยว่า “เสี่ยวเยี่ย ที่นายท่านจูให้ข้ามาเป็นไก่ทั้งตัว ข้ากินไปบางส่วนที่บ้านสกุลจูแล้ว...ไก่ตัวนี้อร่อยมาก เจ้าลองชิมเร็ว”

“นายท่านจูให้เจ้ามาทั้งตัวเลยหรือ?” จินเสี่ยวเยี่ยตกใจเล็กน้อย

“ใช่ เขาให้ข้าบำรุงร่างกาย”

“นายท่านจูเป็นคนดีจริง ๆ” จินเสี่ยวเยี่ยกล่าวด้วยความซาบซึ้ง

“เสี่ยวเยี่ย รีบชิมเถอะ” หลีชิงจื้อเร่ง

แต่จินเสี่ยวเยี่ยกลับไม่กิน นางเอ่ยขึ้นกะทันหันว่า “อาชิง ข้าคิดว่าจะไปเช่าเรือตั้งแต่พรุ่งนี้เลย”

นับตั้งแต่วันนั้นที่นางบอกหลีชิงจื้อว่าอยากเช่าเรือไปทำมาค้าขาย นางก็หาเวลาว่างออกไปสอบถามข่าวอยู่เรื่อย ๆ ตอนนี้ลูกทั้งสองมีหลีชิงจื้อคอยดูแล นางจึงมีเวลามากขึ้น ไม่นานก็รู้ราคาค่าเช่าเรือ โดยทั่วไปราคาวันละห้าสิบเหวิน นอกจากนี้ยังได้ข่าวว่าหมู่บ้านใกล้เคียงมีนายท้ายเรือชราคนหนึ่งแก่จนทำงานไม่ไหว อีกทั้งบุตรชายก็เสียชีวิตไปแล้ว จึงอยากปล่อยเรือให้เช่า ค่าเช่าถูกกว่าที่อำเภอ เก็บเพียงวันละสี่สิบเหวิน

เดิมทีนางตั้งใจว่าจะเก็บเงินทุนให้มากกว่านี้แล้วค่อยเช่าเรือ แต่ตอนนี้โอกาสดีมาวางอยู่ตรงหน้า...นางอยากรีบเช่าเรือลำนั้นให้เร็วที่สุด

หลีชิงจื้อกล่าวว่า “ได้สิ!”

“เช่นนั้นเงินทั้งหมดที่บ้านมี ข้าคงต้องนำออกมาใช้ แล้วหลังจากนี้อาจไม่มีเวลาดูแลงานในบ้านมากนัก” จินเสี่ยวเยี่ยมองหลีชิงจื้ออย่างจริงจัง

“ไม่เป็นไร” หลีชิงจื้อชอบสีหน้าที่เต็มไปด้วยพลังและความมุ่งมั่นหาเงินของจินเสี่ยวเยี่ยมาก “เสี่ยวเยี่ย เจ้าคิดไว้หรือยังว่าจะทำการค้าอะไร?”

“ช่วงแรกข้าจะไปรับจ้างพายเรือในอำเภอก่อน พอคุ้นเคยแล้วค่อยคิดเรื่องอื่น” จินเสี่ยวเยี่ยตอบ

เวลาคนในอำเภอจะเดินทางไกลหรือขนส่งสิ่งของ ก็มักจ้างเรือลำหนึ่ง คล้ายกับการเรียกรถรับจ้างในปัจจุบัน

อันที่จริง งานหลักของนายท้ายเรือเหยาก็คืองานประเภทนี้ แม้รายได้อาจไม่มากนัก แต่โดยทั่วไปก็มีงานทำอยู่เสมอ และในช่วงเทศกาลต่าง ๆ การค้าขายก็ยิ่งคึกคักเป็นพิเศษ

“ดี” หลีชิงจื้อยิ้มออกมา จินเสี่ยวเยี่ยเป็นหญิงสาวประเภทที่แม้ต้องเผชิญวันสิ้นโลก ก็คงหาทางเอาชีวิตรอดได้ทุกวิถีทาง นั่นเป็นเรื่องที่ดีจริง ๆ

“เช่นนั้นข้าจะไปเรียกเสี่ยวซู่มาคุยด้วย” จินเสี่ยวเยี่ยกล่าว “เนื้อไก่นี่ก็แบ่งให้เขากินด้วย”

บ้านสกุลจินของจินเสี่ยวเยี่ยก็อยู่ในหมู่บ้านเมี่ยวเฉียนเช่นกัน เพียงแต่ทั้งสองบ้านอยู่ห่างกันพอสมควร อีกทั้งต่างคนต่างก็มีงานของตนต้องทำ ช่วงนี้หลีชิงจื้อจึงยังไม่เคยพบจินเสี่ยวซู่

ตอนนี้จินเสี่ยวซู่กำลังจะมา...หลีชิงจื้อจึงใช้มีดหั่นเนื้อไก่ แล้วเทน้ำแกงไก่ออกมา เตรียมไว้ให้จินเสี่ยวซู่กินในภายหลัง

ผ่านไปราวครึ่งชั่วโมง จินเสี่ยวเยี่ยก็พาจินเสี่ยวซู่กลับมา บ้านของพวกเขาไม่มีโต๊ะ ทั้งสองจึงนั่งอยู่บนธรณีประตู พลางรับลมพลางพูดคุยกัน จินเสี่ยวซู่อายุเพียงสิบหกปี หากเทียบกับยุคปัจจุบันก็ยังเป็นเพียงนักเรียนมัธยมปลาย คนในยุคนี้กินอาหารได้ไม่ดีเท่ายุคปัจจุบัน จินเสี่ยวซู่จึงผอมและตัวไม่สูงนัก เสียงพูดของเขาแหบแตกคล้ายเสียงเป็ด เพราะยังอยู่ในวัยเสียงแตก

“พี่สาว พวกเราจะไปรับจ้างพายเรือจริง ๆ หรือ?” จินเสี่ยวซู่ทั้งตื่นเต้นทั้งหวาดหวั่น

“ไปแน่นอน!” จินเสี่ยวเยี่ยตัดสินใจเด็ดขาด

จินเสี่ยวซู่รีบกล่าวว่า “ข้าเชื่อฟังพี่สาว”

“เช่นนั้นพรุ่งนี้เช้ามาหาข้า” จินเสี่ยวเยี่ยกล่าว

จินเสี่ยวซู่รับคำ แล้วดื่มน้ำแกงไก่และกินเนื้อไก่อย่างมีความสุข แม้เนื้ออกไก่และน่องไก่จะหมดแล้ว แต่ยังมีปีกไก่และเนื้อส่วนอื่นอยู่! จินเสี่ยวซู่กินจนปากเป็นมันแผลบ ทั้งยังป้อนเนื้อไก่ให้หลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมากินด้วย

หลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมาสนิทกับจินเสี่ยวซู่มาก หลังจากกินเนื้อที่จินเสี่ยวซู่ป้อนให้แล้ว หลีเอ้อร์เหมาก็กล่าวว่า “ท่านน้า เอ้อร์เหมาเขียนชื่อของตัวเองได้แล้ว!”

“เอ้อร์เหมาสุดยอดขนาดนั้นเลยหรือ?” จินเสี่ยวซู่ถามด้วยความประหลาดใจ

หลีต้าเหมากล่าวตามว่า “ข้ายังเขียนชื่อแม่ได้ด้วย!”

“ข้าก็เขียนได้!” หลีเอ้อร์เหมากล่าวตามมาติด ๆ

เมื่อพูดจบ เด็กทั้งสองก็หยิบกิ่งไม้มาวาดตัวอักษรบนพื้น จะเรียกว่าเขียนก็ไม่เชิง เพราะพวกเขาไม่ได้เขียนทีละขีดทีละเส้น แต่ลอกวาดตามตัวอักษรที่หลีชิงจื้อเขียนเอาไว้ ทว่าตัวอักษรที่วาดออกมาก็ยังพอทำให้ผู้อื่นอ่านออกได้

หลีชิงจื้อรู้มานานแล้วว่าลูกทั้งสองวาดตัวอักษรได้ เขาเคยชมพวกเขาหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่รีบให้เริ่มหัดเขียน ลูกทั้งสองยังอายุไม่ถึงห้าขวบ จึงไม่จำเป็นต้องเร่งรีบเกินไป

จินเสี่ยวซู่อ่านหนังสือไม่ออกเลยสักตัว แต่เมื่อเห็นหลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมากำลังเขียนตัวอักษรอยู่ ก็เอ่ยปากชมไม่ขาด หลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมายืดอกน้อย ๆ ขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ สีหน้าดูโอ้อวดเต็มที่

บรรยากาศที่บ้านสกุลหลี่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความอบอุ่น

.............................................................................

ขณะที่ทางบ้านสกุลจู จูสวินเหมี่ยวซึ่งกลับถึงบ้านแล้ว ก็นำต้นฉบับสามพันอักษรที่หลีชิงจื้อเขียนในวันนี้ออกมาอ่านซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ

“ท่านพ่อ สิ่งที่ท่านหลีเขียนนั้นยอดเยี่ยมจริง ๆ”

“แน่นอนอยู่แล้ว ตอนที่พ่อพบเขาครั้งแรก ก็รู้ทันทีว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา” จูเฉียนกล่าวอย่างภาคภูมิใจ

“ท่านพ่อ พรุ่งนี้เป็นวันหยุดของสำนักศึกษา ข้าอยากพูดคุยกับท่านหลีให้เต็มที่สักครั้ง”

จูสวินเหมี่ยวกล่าว สำนักศึกษาของพวกเขาหยุดทุกวันขึ้นหนึ่งค่ำและสิบห้าค่ำ ในที่สุดเขาก็ได้พักเสียที

“สมควรไปพูดคุยกับเขา จะได้เปิดหูเปิดตาเสียบ้าง” จูเฉียนกล่าว

จูสวินเหมี่ยวพยักหน้า ก่อนจะหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมา คัดลอกถ้อยคำที่หลีชิงจื้อเขียนและสร้างความประทับใจแก่เขาอย่างยิ่งไว้ เพื่อใช้เตือนใจและกระตุ้นตนเอง

จินเสี่ยวเยี่ยกับจินเสี่ยวซู่คุยกันเรื่อยไปจนฟ้ามืด จินเสี่ยวซู่จึงถือไม้ท่อนหนึ่ง เดินกลับบ้านท่ามกลางความมืด ที่เขาตั้งใจถือไม้ไปด้วย ไม่ใช่เพราะกลัวจะเจออันตรายจากคน แต่เพื่อใช้ไล่งู เพราะในฤดูร้อน งูมักซ่อนตัวอยู่ตามพุ่มหญ้าเสมอ

จบบทที่ บทที่ 43 เริ่มต้นกิจการพายเรือ

คัดลอกลิงก์แล้ว