เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 37 ขนมจ้วงหยวน

บทที่ 37 ขนมจ้วงหยวน

บทที่ 37 ขนมจ้วงหยวน


เมื่อคืนจูเฉียนพลิกตัวไปมาจนนอนไม่หลับ เอาแต่ครุ่นคิดว่าหนังสือเล่มนี้ควรเขียนอะไรลงไปบ้าง

ก็ไม่รู้ว่าหลีชิงจื้อจะเขียนหนังสือเล่มนี้ออกมาได้ดีหรือไม่

ระหว่างที่กำลังคิดอยู่ คนเฝ้าประตูก็เดินเข้ามารายงานว่า “นายท่านจู คุณชายหลีมาถึงแล้ว!”

บ้านสกุลจูเป็นตระกูลเศรษฐีใหม่ ไม่ได้มีธรรมเนียมพิธีรีตองมากนัก อีกทั้งจูเฉียนก็กำชับคนเฝ้าประตูไว้ล่วงหน้าแล้ว หลีชิงจื้อจึงเดินตามอีกฝ่ายเข้ามาได้โดยตรง

บ้านสกุลจูเล็กกว่าที่เขาคาดไว้มาก แม้ตัวเรือนจะงดงาม แต่พื้นที่ไม่ได้กว้างขวางนัก

พอลองคิดดูก็เป็นเรื่องปกติ อำเภอฉงเฉิงเองก็เป็นเพียงอำเภอเล็ก ๆ บ้านของสกุลจูจะใหญ่โตไปได้สักเพียงใด?

อีกทั้งในชาติที่แล้ว เขาเคยไปเที่ยวเมืองโบราณริมน้ำ บ้านเรือนที่นั่นก็ไม่ได้ใหญ่โตเช่นกัน

เมื่อผ่านประตูใหญ่เข้ามา จะพบลานเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ถัดเข้าไปจึงเป็นห้องรับรองแขก ขณะนี้จูเฉียนกำลังรออยู่ที่นั่น โดยมีเด็กหนุ่มหน้ากลมผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างกาย กำลังเบิกตากลมโตมองเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“นายท่านจู” หลีชิงจื้อกล่าวทักทายพร้อมรอยยิ้ม

“คุณชายหลี” จูเฉียนยิ้มตอบ

หลังจากทักทายกันอยู่สองสามประโยค จูเฉียนก็ให้บุตรชายไปสำนักศึกษา ก่อนจะพาหลีชิงจื้อไปยังห้องหนังสือที่เตรียมไว้ล่วงหน้า

ห้องนั้นเป็นห้องเล็กหันหน้าไปทางทิศใต้ในเรือนด้านหน้า ภายในมีโต๊ะหนังสือ เก้าอี้ พู่กัน หมึก กระดาษ แท่นฝนหมึก และหนังสืออีกจำนวนหนึ่ง สภาพแวดล้อมนับว่าดีมาก

หลีชิงจื้อคำนวณจากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม เพียงชุดพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกที่อยู่ตรงหน้านี้ หากจะซื้อใหม่ อย่างน้อยก็ต้องใช้เงินยี่สิบตำลึง หลายวันที่ผ่านมา เขาท่องตำราหลายเล่มอยู่เสมอ และอยากฝึกคัดตัวอักษรมาตลอด ตอนนี้จึงพอดีที่จะได้ใช้เครื่องเขียนของบ้านสกุลจูฝึกเขียนโดยไม่ต้องเสียเงิน

ส่วนการเขียนหนังสือให้จูเฉียนนั้น หนังสือที่จูเฉียนต้องการเป็นงานเขียนภาษาพูด ลักษณะคล้ายเรื่องเล่า ซึ่งเขาสามารถเขียนได้จริง เจ้าของร่างเดิมแม้เรียนหนังสือไม่เก่ง แต่ชอบอ่านเรื่องเล่าและอ่านมามากมาย ส่วนตัวเขา...ตลอดหลายปีในวันสิ้นโลก เขาใช้กระดาษกับพู่กันบันทึกประสบการณ์ของตนอยู่เสมอ ทั้งยังบันทึกเรื่องราวของผู้คนรอบตัว รวมถึงเรื่องราวต่าง ๆ ก่อนวันสิ้นโลกจะมาถึง...

ทุกวันนี้เขาอาจเขียนบทกวีหรือบทความที่เลื่องลือไปชั่วกาลไม่ได้ แต่หากเพียงเรียบเรียงประสบการณ์ชีวิตของจูเฉียนตามคำบอกเล่า ก็ไม่ใช่เรื่องยาก แน่นอนว่าก่อนจะเริ่มลงมือ เขาจำเป็นต้องพูดคุยกับจูเฉียนเสียก่อน

จูเฉียนเองก็ตั้งใจจะสนทนากับหลีชิงจื้ออย่างละเอียด เขาสั่งให้คนนำขนมกับน้ำชามาเสิร์ฟ แล้วเริ่มเล่าเรื่องราวในอดีตของตน

หลีชิงจื้อหยิบขนมสองชิ้นส่งให้หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมาก่อน จากนั้นจึงหยิบให้ตนเองหนึ่งชิ้น พลางกินขนม พลางตั้งใจฟังจูเฉียนเล่าเรื่อง

เมื่อจูเฉียนเล่าอย่างออกรสออกชาติผ่านไปหนึ่งเค่อ ขนมบนโต๊ะก็หมดเกลี้ยงไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว

ขนมที่บ้านสกุลจูยกมาเสิร์ฟคือขนมจ้วงหยวน ขนมชนิดนี้ทำจากแป้งข้าวเหนียวกับงาดำบด ส่งกลิ่นหอมยิ่งนัก บ้านสกุลจูยังใส่วอลนัตลงไปเป็นพิเศษ ทำให้รสชาติอร่อยเป็นเลิศ

ก่อนออกจากบ้าน เด็กทั้งสองกินข้าวสวยมาแล้ว จึงไม่ได้หิว กินขนมไปเพียงชิ้นเดียวก็อิ่ม แต่หลีชิงจื้อกลับไม่เหมือนกัน ด้วยความสามารถพิเศษที่เขามี ไม่ว่าเขาจะกินมากเพียงใดก็ย่อยได้หมด ยิ่งกินมาก ร่างกายของเขาก็ยิ่งฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ที่สำคัญที่สุดคือ ขนมชนิดนี้อร่อยมากจริง ๆ ข้างในยังใส่น้ำตาลอีกด้วย! ในยุคนี้ น้ำตาลเป็นของที่มีราคาไม่น้อย

แถวอำเภอฉงเฉิงมีผู้คนปลูกอ้อยและนำน้ำอ้อยมาทำน้ำตาล แต่กรรมวิธีในสมัยโบราณย่อมเทียบกับยุคปัจจุบันไม่ได้ ผลิตน้ำตาลได้ในปริมาณน้อยเป็นธรรมดา

ตั้งแต่มาอยู่หมู่บ้านเมี่ยวเฉียน หลีชิงจื้อยังไม่เคยเห็นน้ำตาลเลย แต่ขนมชิ้นนี้กลับใส่น้ำตาล และน่าจะเป็นน้ำตาลทรายขาวเสียด้วย ทุกวันนี้เพียงกินข้าวสวย เขายังรู้สึกว่าหวานอร่อย พอได้กินขนมที่ใส่น้ำตาลเช่นนี้...หลีชิงจื้อก็หยุดกินไม่ได้

แน่นอนว่าเหตุผลสำคัญที่เขากินขนมจนหมด ก็คือขนมในจานมีอยู่ไม่มากนัก

“คุณชายหลี อาหารเช้าที่ท่านกินเมื่อครู่อิ่มไม่พอหรือ?” จูเฉียนกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

“ข้าจะให้คนไปทำมาเพิ่มอีกสักหน่อย” ก่อนหน้านี้เขาเคยถามแล้วว่าหลีชิงจื้อกินอะไรมาหรือยัง ซึ่งอีกฝ่ายก็ตอบว่ากินมาแล้ว

“ข้ากินมาแล้ว เพียงแต่ขนมนี้อร่อยจริง ๆ ข้าจึงอดกินเพิ่มอีกหน่อยไม่ได้ขอรับ” หลีชิงจื้อตอบ

“ในเมื่อคุณชายหลีชอบ เช่นนั้นข้าจะให้คนยกมาเพิ่มอีกหนึ่งจาน” จูเฉียนชื่นชอบความตรงไปตรงมาของหลีชิงจื้อเป็นอย่างมาก

“ขอบพระคุณนายท่านจู ไม่ทราบว่าข้าจะนำขนมนี้กลับบ้านได้หรือไม่? ภรรยาของข้าคงไม่เคยกินขนมที่อร่อยเช่นนี้มาก่อน” หลีชิงจื้อกล่าว

ก่อนหน้านี้เขาก็คิดจะห่อกลับไปให้จินเสี่ยวเยี่ยอยู่แล้ว เพียงแต่ระหว่างนั่งดื่มชาพูดคุยกับเจ้าของบ้าน การกินขนมย่อมไม่ใช่เรื่องแปลก แต่หากแอบเก็บขนมใส่ห่อกลับบ้านก็ดูไม่เหมาะสมเท่าใดนัก

“ได้อยู่แล้ว” เมื่อเห็นว่าหลีชิงจื้อชื่นชอบขนมนี้จริง ๆ จูเฉียนก็ยิ่งอารมณ์ดี

ก่อนหน้านี้เขาเคยเชิญบัณฑิตผู้หนึ่งมารับประทานอาหาร แต่กลับถูกอีกฝ่ายดูแคลนอาหารที่เขานำออกมาต้อนรับเสียอย่างนั้น...

จูเฉียนสั่งคนไปนำขนมมาเพิ่ม จากนั้นก็พูดคุยกับหลีชิงจื้อต่อ

ชาติที่แล้วหลีชิงจื้อเคยอ่านชีวประวัติของบุคคลสำคัญมาหลายเล่ม รู้จักรูปแบบการเขียนหลากหลาย เขาจึงถามจูเฉียนว่าต้องการให้เขียนแบบใด จูเฉียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนบอกว่าอยากให้นำเสนอในมุมมองบุรุษที่หนึ่ง หลีชิงจื้อย่อมไม่ขัดข้อง

“นายท่านจู วันนี้ข้าจะลองเขียนดูก่อน พอเขียนเสร็จแล้วจะนำมาให้นายท่านตรวจดู หากมีจุดใดไม่เหมาะสม ข้าจะนำกลับไปแก้ไข” หลีชิงจื้อกล่าว

“ดี! เช่นนั้นคุณชายหลีก็เริ่มเขียนได้เลย” จูเฉียนกล่าว

จูเฉียนมีธุระต้องจัดการอีกมาก หลังจากพูดคุยกับหลีชิงจื้อเสร็จก็จากไป ไม่นานนักก็มีผู้ดูแลคนหนึ่งเดินเข้ามา บอกเรื่องต่าง ๆ ที่เขาควรรู้

ห้องที่หลีชิงจื้อใช้เขียนหนังสืออยู่ไม่ไกลจากห้องครัว หากต้องการน้ำร้อนก็สามารถไปรับได้ที่ห้องครัวด้านข้าง นอกจากนี้ บ้านสกุลจูยังจัดอาหารให้วันละสามมื้อ หลีชิงจื้อจะรับประทานในห้อง โดยให้คนยกมาให้ก็ได้ หรือจะไปรับประทานที่โรงอาหารของบ้านสกุลจูก็ได้ โดยอาหารที่ได้รับจะเป็นมาตรฐานเดียวกับพนักงานบัญชีและผู้ดูแลของบ้านสกุลจู

หลีชิงจื้อจดจำทุกอย่างไว้ ก่อนบอกว่าจะไปรับประทานที่โรงอาหาร

เมื่ออีกฝ่ายจากไปแล้ว หลีชิงจื้อก็เรียกหลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมามาหา จากนั้นแนะนำพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกที่วางอยู่บนโต๊ะให้เด็กทั้งสองรู้จัก ก่อนจะตักน้ำใส่แท่นฝนหมึกหนึ่งช้อน แล้วเริ่มฝนหมึก เมื่อเตรียมทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว หลีชิงจื้อก็จุ่มพู่กันลงในหมึก ก่อนเขียนตัวอักษรลงบนกระดาษ

“ต้าเหมา เอ้อร์เหมา พ่อจะเขียนชื่อของพวกเจ้าให้ดู”

หลีชิงจื้อเขียนชื่อของหลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมาลงบนกระดาษ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเขียนชื่อของตน จินเสี่ยวเยี่ย และหลีเหล่าเกินลงไปด้วย เมื่อเขียนเสร็จ เขาก็ยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้เด็กทั้งสอง บอกว่าตัวอักษรแต่ละคำคืออะไร ก่อนกล่าวต่อว่า

“ต้าเหมา เอ้อร์เหมา ตอนนี้ชื่อของพวกเจ้าเป็นเพียงชื่อเล่น อีกไม่กี่วัน พ่อจะตั้งชื่อจริงให้พวกเจ้า”

ที่จริงเขาคิดจะตั้งชื่อใหม่ให้หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมามาตั้งนานแล้ว เพียงแต่ก่อนหน้านี้แม้แต่อาหารยังแทบไม่พอกิน เรื่องนี้จึงถูกพักไว้ก่อน ช่วงสองสามวันนี้ เขาพอดีจะได้ใช้เวลาคิด และเปิดตำราดูเพิ่มเติม เพื่อหาชื่อที่ไพเราะเหมาะสมให้เด็กทั้งสอง

ระยะนี้หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมาได้ฟังหลีชิงจื้อเล่านิทาน จึงรู้เรื่องราวต่าง ๆ เพิ่มขึ้นไม่น้อย ทั้งสองจึงเฝ้ารอชื่อใหม่ของตนด้วยความคาดหวัง

หลีชิงจื้อก้มลงหอมหน้าผากของเด็กทั้งสองอีกครั้ง “ต้าเหมา เอ้อร์เหมา พวกเจ้าไปเล่นกันก่อนสักพักเถิด พ่อจะเขียนหนังสือก่อน พอเขียนเสร็จแล้ว พ่อจะเล่นกับพวกเจ้า”

หลีชิงจื้อรู้สึกโชคดีอยู่บ้างที่ตนมีลูกถึงสองคน หากมีลูกเพียงคนเดียว การต้องอยู่คนเดียวคงน่าเบื่อไม่น้อย แต่ตอนนี้มีเด็กสองคน อย่างน้อยก็ยังเล่นด้วยกันได้

ส่วนเรื่องที่เด็กเล่นอยู่ข้าง ๆ อาจรบกวนสมาธิเขานั้น...หากเขาตั้งใจจะมีสมาธิ ก็ไม่มีผู้ใดรบกวนเขาได้

หลีชิงจื้อเตรียมตัวมาเรียบร้อย ก่อนออกจากบ้านเขาได้พกกิ่งไม้เล็ก ๆ มาให้เด็กทั้งสอง เวลานี้เด็กทั้งสองจึงนั่งเล่นกระซิบกระซาบกัน พร้อมวางกระดาษที่เขียนชื่อของตนไว้ข้าง ๆ แล้วใช้กิ่งไม้ขีดเขียนตัวอักษรบนพื้นตามแบบในกระดาษ

ส่วนหลีชิงจื้อไม่รีรอแม้แต่น้อย เขายกพู่กันขึ้นแล้วเริ่มเขียนทันที

ลายมือของเขา...แย่มาก เดิมทีลายมือของเจ้าของร่างเดิมก็ไม่ได้สวยอยู่แล้ว อีกทั้งห้าปีที่ผ่านมาไม่เคยจับพู่กัน ประกอบกับตอนนี้เรี่ยวแรงในมือของเขายังไม่กลับคืนมา...

ถึงกระนั้น หลีชิงจื้อก็ไม่ได้กังวลกับลายมือของตน เขาตั้งใจว่าจะเขียนออกมาให้ได้ก่อน แล้วค่อยว่ากันอีกที ก่อนหน้านี้จูเฉียนเล่าเรื่องในวัยเด็กของตนให้เขาฟังไว้มากมาย ทั้งเรื่องความยากจนของครอบครัว และชีวิตเช่นนั้น...หลีชิงจื้อสามารถเข้าถึงความรู้สึกได้เป็นอย่างดี

จบบทที่ บทที่ 37 ขนมจ้วงหยวน

คัดลอกลิงก์แล้ว