เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 28 สูตรคูณ

บทที่ 28 สูตรคูณ

บทที่ 28 สูตรคูณ


ผู้คนในยุคโบราณใช้ทุกสิ่งทุกอย่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขนไก่ขนเป็ดย่อมไม่ถูกทิ้งให้เสียเปล่า แม้แต่ในยุคปัจจุบัน...ในช่วงเจ็ดแปดสิบปีก่อนที่สิ่งของยังขาดแคลน ขนไก่ขนเป็ดก็ยังขายได้เงิน กระทั่งเคยมีพ่อค้าเร่หาบของเดินไปตามหมู่บ้าน ร้องขายว่า “ขนไก่แลกน้ำตาล” และสุดท้ายเติบโตกลายเป็นพ่อค้าผู้มีชื่อเสียง

ก่อนหน้านี้จินเสี่ยวเยี่ยใช้สาหร่ายทะเลแลกขนไก่จากชาวบ้านมาบางส่วน เวลานี้จึงจัดเก็บให้เรียบร้อย ตั้งใจจะนำไปขายในตำบล ในบรรดาขนทั้งหมด ขนที่มีราคามากที่สุดคือขนงดงามบนตัวไก่ตัวผู้ พัดขนนกที่บัณฑิตผู้สง่างามใช้กัน ก็อาจทำจากขนไก่ได้เช่นกัน ขนไก่ยังนำไปทำไม้ปัดขนไก่ ลูกขนไก่ และของใช้อื่น ๆ ได้ ต่อให้เป็นขนที่ไม่งาม ก็ยังใช้ยัดเสื้อผ้าได้

เสื้อกันหนาวของบ้านคนมีเงินในฤดูหนาวล้วนยัดด้วยใยไหม แต่บ้านสามัญชนใส่อะไรกันทั้งนั้น กระทั่งอาจยัดหญ้าแห้งลงไปด้วยซ้ำ

หลีชิงจื้อช่วยจินเสี่ยวเยี่ยจัดขนไก่ไปพลาง เอ่ยขึ้นว่า “เสี่ยวเยี่ย ข้าสอนเจ้าท่องสูตรคูณดีหรือไม่”

“สูตรคูณ?” จินเสี่ยวเยี่ยค่อนข้างสนใจ

ครึ่งเดือนมานี้ หลีชิงจื้อสอนเด็กทั้งสองท่องตำราโบราณและคำนวณเลขอยู่ตลอด อีกทั้งยังสอนจินเสี่ยวเยี่ยบางอย่างด้วย เขาพบว่าจินเสี่ยวเยี่ยคิดเลขได้ดีมาก ในหมู่บ้านอาจนับได้ว่าอยู่ในลำดับต้น ๆ โดยทั่วไปไม่ว่าจะซื้อของหรือขายของ จินเสี่ยวเยี่ยก็สามารถคำนวณได้อย่างรวดเร็วว่าต้องใช้เงินเท่าใด

เพียงแต่จินเสี่ยวเยี่ยไม่เคยเรียนการคูณ จึงไม่เข้าใจเรื่องนี้

หลีชิงจื้ออธิบายการคูณให้จินเสี่ยวเยี่ยฟัง

เมื่อจินเสี่ยวเยี่ยฟังจบ ดวงตาก็เป็นประกาย “สูตรคูณนี้...ต้องท่องอย่างไร?” นางชอบคำนวณสิ่งต่าง ๆ มาตั้งแต่เล็ก พอคำนวณบ่อยเข้า ก็คิดเลขได้เร็ว แต่การคูณ...ก่อนหน้านี้นางไม่รู้จริง ๆ

หลีชิงจื้อท่องให้ฟังหนึ่งรอบ

นี่เป็นสิ่งที่เขาท่องมานับครั้งไม่ถ้วนตั้งแต่เด็ก จึงจำได้แม่นยำ ปัญหาเดียวคือการท่องด้วยสำเนียงถิ่นทำให้ไม่ค่อยคุ้นนัก

จินเสี่ยวเยี่ยยิ่งฟังก็ยิ่งสนใจ หลีชิงจื้อจึงค่อย ๆ สอนนางท่องทีละน้อย “หนึ่งหนึ่งได้หนึ่ง หนึ่งสองได้สอง”

ไม่มีพู่กันกับกระดาษ จินเสี่ยวเยี่ยเองก็อ่านหนังสือไม่ออก จึงทำได้เพียงฟังหลีชิงจื้อท่องซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วท่องตามซ้ำแล้วซ้ำเล่า  แต่หลีชิงจื้อไม่รำคาญเลยสักนิด นี่คือการพูดคุยกับผู้คน เขาไม่มีวันเบื่อหน่ายอยู่แล้ว! ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าเด็กทั้งสองกับจินเสี่ยวเยี่ย ต่างมองเขาด้วยสายตาเลื่อมใส!

คืนนั้นหลังฟ้ามืด เมื่อนอนลงบนเตียงแล้ว จินเสี่ยวเยี่ยยังคงพึมพำท่องสูตรคูณอยู่ เด็กทั้งสองท่องตามไปด้วย คิดไม่ถึงว่าจะท่องได้คร่าว ๆ เช่นกัน หลีชิงจื้อดีใจเป็นอย่างยิ่ง ภรรยาและลูก ๆ ของเขาทั้งขยันและฉลาดจริง ๆ! แต่หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมากลับรู้สึกว่า ท่านพ่อของพวกเขาเก่งกาจเหลือเกิน รู้เรื่องมากมายจริง ๆ!

เพียงแต่ความเลื่อมใสที่หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมามีต่อหลีชิงจื้อ ก็ดำรงอยู่ได้ไม่นานนัก

รุ่งเช้าวันต่อมา จินเสี่ยวเยี่ยฆ่าไก่ ถอนขนเรียบร้อยแล้ว จึงพาทุกคนในครอบครัวเดินทางเข้าอำเภอฉงเฉิง แต่หลีชิงจื้อเดินได้ไม่นานก็เริ่มเดินต่อแทบไม่ไหว ความเร็วก็ยิ่งช้าลงเรื่อย ๆ

หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมามองท่านพ่อของตนด้วยสีหน้าลำบากใจ ความเร็วในการเดินของท่านพ่อยังสู้พวกเขาไม่ได้เลย!

“พักสักหน่อยดีหรือไม่?” จินเสี่ยวเยี่ยถามหลีชิงจื้อ

“ไม่เป็นไร ข้าแค่เดินช้าลงหน่อย เดินต่อไปก็พอแล้ว” หลีชิงจื้อกล่าวพลางยิ้ม

เจ้าของร่างเดิมตอนนั้นใกล้ตายเต็มที ยังฝืนเดินกลับบ้านได้หลายวัน ตอนนี้ร่างกายของเขาดีขึ้นมากแล้ว การเดินไปถึงอำเภอฉงเฉิงย่อมไม่มีปัญหา อย่างมากก็แค่เดินช้ากว่าปกติ

เดินไปได้สักพัก หลีชิงจื้อก็ชี้ไปยังที่แห่งหนึ่งไม่ไกล “เมื่อห้าปีก่อน ข้าถูกจับตรงนั้น”

ตรงนั้นมีดงกกเล็ก ๆ อยู่ผืนหนึ่ง เรือของพวกโจรซ่อนอยู่ภายในดงกกนั้น

คราวที่เจ้าของร่างเดิมเข้าอำเภอฉงเฉิง หากนั่งเรือของเหล่าเหยาคนพายเรือ ก็จะไม่เกิดเรื่องอะไร

แต่เจ้าของร่างเดิมเป็นผู้ร้ายหลบหนี เขากลัวว่าจะมีภาพประกาศจับของตนอยู่ในอำเภอฉงเฉิง อีกทั้งกังวลว่าเหล่าเหยาคนพายเรือซึ่งถือว่าผ่านโลกมามาก จะสังเกตเห็นความผิดปกติของเขา จึงเลือกเดินทางเข้าอำเภอเพียงลำพัง สุดท้ายกลับเคราะห์ร้ายไปพบคนชั่วเข้า

จินเสี่ยวเยี่ยสะดุ้ง มองไปทางนั้น ก่อนจะกล่าวว่า “ต่อไปท่านอย่าออกจากหมู่บ้านเพียงลำพังอีก”

หลีชิงจื้อยิ้ม “ได้”

เขาอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป และอยากมีชีวิตอยู่อีกนานแสนนาน ดังนั้นจะต้องระมัดระวังความปลอดภัยของตนเองให้มาก แต่จินเสี่ยวเยี่ย...ยิ่งต้องระวังตัวมากกว่าเขาเสียอีก

สภาพแวดล้อมในยุคโบราณนั้นดีอย่างแท้จริง อากาศบริสุทธิ์สดชื่น สายน้ำก็ใสจนมองเห็นก้นลำธาร

ตามท้องนามีผู้คนกำลังทำงานอยู่ หลายคนรู้จักจินเสี่ยวเยี่ย จึงเอ่ยทักทายนางเป็นระยะ

“อำเภอฉงเฉิงใหญ่จะตาย พอถึงแล้ว ปู่จะพาพวกเจ้าไปดูเรือใหญ่!” หลีเหล่าเกินพูดคุยกับหลีต้าเหมาและหลีเอ้อร์เหมาตลอดทางด้วยความกระตือรือร้น

จินเสี่ยวเยี่ยแบกของมากกว่าหลีเหล่าเกินเสียอีก อีกทั้งอากาศก็ร้อน นางจึงพยายามไม่พูด คอยหันไปมองหลีชิงจื้อเป็นครั้งคราว เกรงว่าเขาจะเป็นลมล้มพับ

แต่หลีชิงจื้อไม่ได้เป็นลม

แม้เขาจะทรมานมาก รู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ ทว่าอาศัยพลังพิเศษที่หมุนเวียนอยู่ภายในร่างกายตลอดเวลา เขาก็ยังฝืนทนต่อไปได้

คนทั้งสี่เดินไปอย่างช้า ๆ หนึ่งชั่วยามต่อมา ในที่สุดก็มองเห็นประตูเมืองของอำเภอฉงเฉิง

เจ้าของร่างเดิมเคยมาที่อำเภอฉงเฉิง หลีชิงจื้อจึงมีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมอยู่ แต่เมื่อได้เห็นอำเภอฉงเฉิงด้วยตาตนเอง ความรู้สึกของเขากลับแตกต่างจากเจ้าของร่างเดิมโดยสิ้นเชิง

เจ้าของร่างเดิมรู้สึกว่าอำเภอฉงเฉิงทั้งใหญ่โตและงดงาม แต่ในสายตาของหลีชิงจื้อ...อำเภอฉงเฉิงแห่งนี้ไม่ได้ใหญ่เลยแม้แต่น้อย

เมืองแห่งนี้คล้ายเมืองโบราณริมน้ำที่เขาเคยไปเที่ยวในยุคปัจจุบัน เพียงแต่มีพื้นที่กว้างกว่าสถานที่ท่องเที่ยวเหล่านั้นเล็กน้อย หากเทียบกับเมืองสมัยใหม่แล้ว ก็แตกต่างกันอย่างเทียบไม่ติด

อำเภอฉงเฉิงมีกำแพงเมือง แม้กำแพงจะไม่สูงนัก แต่ด้านนอกมีกำแพงเมืองล้อมด้วยคูเมือง ส่วนสะพานสำหรับเข้าเมืองก็ไม่ใช่สะพานหินที่สร้างถาวร หากเป็นสะพานที่ทำจากไม้ไผ่และไม้ สามารถยกขึ้นลงได้ ซึ่งชาวเมืองเรียกกันว่าสะพานชัก

หากเกิดเหตุคับขัน เพียงยกสะพานขึ้น ศัตรูก็ไม่อาจเข้ามาประชิดกำแพงเมืองได้

ยามค่ำคืนที่มีการห้ามออกนอกเคหสถาน ก็สามารถยกสะพานขึ้นได้เช่นกัน

แต่ตั้งแต่แคว้นต้าฉีก่อตั้งขึ้น พื้นที่อำเภอฉงเฉิงก็สงบสุขมาโดยตลอด กระทั่งการห้ามออกนอกเคหสถานก็ถูกยกเลิกไปแล้ว ทุกวันนี้แม้ยามค่ำคืน สะพานชักก็ไม่ถูกยกขึ้น

แน่นอนว่าการเข้าเมืองไม่ได้มีเพียงการข้ามสะพาน ยังสามารถเข้าทางน้ำได้เช่นกัน เพียงแต่ทางน้ำก็มีประตูกั้น หากเกิดอันตราย ก็สามารถปิดประตูและใช้ก้อนหินปิดกั้นลำน้ำได้

เมื่อผ่านประตูเมืองเข้ามา ก็จะเห็นถนนภายในเมือง ถนนปูด้วยแผ่นหินจริง แต่แคบมาก ถนนที่กว้างที่สุดก็กว้างเพียงสองเมตรเศษ ส่วนตรอกเล็กหลายแห่งกว้างเพียงหนึ่งเมตรเท่านั้น แม้ถนนจะแคบ แต่ลำคลองกลับกว้างขวาง มีเรือเล็กแล่นไปมาไม่ขาดสาย

ฤดูร้อนฟ้าสว่างแต่เช้า แม้ว่าวันนี้จินเสี่ยวเยี่ยจะเสียเวลาฆ่าไก่ก่อนออกเดินทาง ตอนออกจากบ้านก็เพิ่งเลยหกโมงเช้ามาไม่นาน เวลานี้จึงราวแปดโมงกว่าเท่านั้น ช่วงเวลานี้เองคือช่วงที่อำเภอฉงเฉิงคึกคักที่สุด

บ้านเรือนในเมืองล้วนปลูกเรียงรายอยู่ริมคลอง บางคนอยากซื้อของ เพียงเปิดหน้าต่างที่หันสู่ลำคลองแล้วตะโกนเรียก ก็จะมีเรือพายเข้ามาค้าขายด้วยทันที

ยังมีคนพายเรือเร่ขายของ พลางร้องเรียกเสียงดัง

“ขนมซงฮวา ขนมซงฮวาหวานหอม!”

“ซาลาเปาไส้เนื้อ! ซาลาเปาไส้เนื้อหอม ๆ!”

“มะเขือกับถั่วฝักสดเพิ่งเก็บมา! ไข่ไก่ไข่เป็ดเพิ่งออกใหม่!”

“ไก่แก่! ไก่แก่บำรุงร่างกาย!”

หลีต้าเหมากับหลีเอ้อร์เหมามองเรือเหล่านั้นอย่างตื่นตาตื่นใจ ก่อนถามว่า “ขนมซงฮวาคืออะไรหรือขอรับ?”

ขนมซงฮวาเป็นขนมพื้นเมืองชนิดหนึ่ง ทำจากแป้งข้าวเหนียวกับไส้ถั่วแดง รสชาติดีมาก เพียงแต่ราคาไม่ถูก

จบบทที่ บทที่ 28 สูตรคูณ

คัดลอกลิงก์แล้ว