เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19 ยืมหนังสือ

บทที่ 19 ยืมหนังสือ

บทที่ 19 ยืมหนังสือ


เมื่อห้าปีก่อน หลีชิงจื้อยังมีระยะห่างกับคนในหมู่บ้านอยู่ไม่น้อย แม้เขาจะไม่ได้แสดงออก แต่ชาวบ้านต่างก็สัมผัสได้ แต่หลีชิงจื้อในตอนนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสายตาที่มองพวกเขา หรือคำพูดที่เอ่ยออกมา...ต่างทำให้รู้ว่า หลีชิงจื้อชอบพวกเขาจากใจจริง! ระหว่างพูดคุย หลีชิงจื้อยังเล่าเรื่องราวภายนอกให้ทุกคนฟังบ้าง เช่น ชาวเมืองใช้ชีวิตกันอย่างไร...เรื่องเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน! แม้พวกเขาจะเคยไปอำเภอฉงเฉิง แต่เมื่อไปถึงก็ไม่กล้าชำเลืองมองไปทั่ว ได้แต่ไปยังสถานที่ที่คุ้นเคยเพียงไม่กี่แห่ง หลายเรื่องจึงไม่รู้เลย ในบรรดาพวกเขา บางคนไม่ได้ไปอำเภอฉงเฉิงมาสิบกว่าปี หรือยี่สิบกว่าปีแล้ว ครั้งสุดท้ายที่ไปยังเป็นตอนหนุ่มสาว

ระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายกำลังพูดคุยกันอย่างออกรส ก็มีเรือลำหนึ่งพายเข้ามาแล้วจอดเทียบท่าน้ำ

“เหล่าเหยาคนพายเรือกลับมาแล้ว!” มีผู้หนึ่งร้องขึ้น

หลีชิงจื้อมองไป ก็เห็นเหยาเจิ้นฟู่กับบิดาของเขา บิดาของเหยาเจิ้นฟู่พายเรือมานานกว่ายี่สิบปีแล้ว คนในหมู่บ้านจึงเรียกเขาว่าเหล่าเหยาคนพายเรือมาตลอด บุรุษในหมู่บ้านแห่งนี้ เมื่อเทียบกับผู้คนในยุคหลังแล้ว ล้วนมีรูปร่างค่อนข้างเตี้ย หลีชิงจื้อจึงนับว่าสูงที่สุดในหมู่บ้านแล้ว แต่เหล่าเหยาคนพายเรือกลับเตี้ยกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย ส่วนสูงมีเพียงราวหนึ่งเมตรหกสิบ ทว่าหัวไหล่ของเขากว้าง แขนทั้งสองข้างใหญ่และแข็งแรง เพียงมองก็รู้ว่ามีพละกำลังไม่น้อย

ก็คงเป็นเช่นนั้น เขาพายเรืออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แขนย่อมไม่มีทางไร้เรี่ยวแรง

เหล่าเหยาคนพายเรือสวมเสื้อแขนกุดผ่าหน้าติดกระดุมแบบไขว้ตัวหนึ่ง หลวมโคร่งห้อยอยู่บนตัว ท่อนล่างสวมกางเกงขาสั้นยาวถึงเข่า การแต่งกายไม่ต่างจากบุรุษคนอื่นในหมู่บ้านนัก แต่เหยาเจิ้นฟู่ที่ยืนอยู่ข้างกายกลับแตกต่างออกไป เขาสวมหลานซานที่บัณฑิตนิยมสวม เพียงมองก็รู้สึกร้อนแทน

เขาก็ร้อนจริง ๆ ผ้าโพกศีรษะทรงสี่เหลี่ยมบนศีรษะเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ใบหน้ามันเยิ้มเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ

เหยาเจิ้นฟู่เตี้ยกว่าเหล่าเหยาคนพายเรือเสียอีก รูปร่างก็อ้วนกว่าเล็กน้อย เขาใช้แขนเสื้อปิดจมูกและปากไว้ตลอด พอเรือเทียบท่าก็กระโดดลงจากเรือทันที พลางบ่นอย่างไม่พอใจ “ท่านพ่อ เรือของท่านเหม็นเกินไปแล้ว ล้างเสียหน่อยไม่ได้หรือ?”

เหล่าเหยาคนพายเรือทำหน้าอับจน “พ่อล้างแล้ว”

เหยาเจิ้นฟู่กล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นก็คงล้างไม่สะอาด...พรุ่งนี้ข้าจะนั่งเรือของคนอื่นกลับดีกว่า”

“นั่งเรือคนอื่นต้องเสียเงิน” เหล่าเหยาคนพายเรือกล่าว

“ก็แค่หนึ่งหรือสองเหวินเท่านั้น” เหยาเจิ้นฟู่ไม่ใส่ใจ ทั้งยังบ่นเหล่าเหยาคนพายเรือต่อ “ต่อไปงานขนเหรินจงหวงเช่นนี้ ท่านพ่ออย่ารับอีกเลย”

เหล่าเหยาคนพายเรือไม่ตอบ คนทำอาชีพนี้ หากเลือกงานว่าจะรับหรือไม่รับ ภายหน้าจะยังมีผู้ใดมาว่าจ้างเรือของพวกเขาอีก? ที่สำคัญคือเขาต้องการเงิน

รายได้ของเขานับว่าสูงกว่าคนส่วนใหญ่ในหมู่บ้าน แม้แต่จำนวนที่บอกกับคนอื่นก็ยังน้อยกว่าความเป็นจริงเล็กน้อย แต่รายจ่ายในบ้านก็ยังตึงมืออยู่ดี เพราะเขาส่งเสียบุตรชายคนหนึ่งให้เล่าเรียนหนังสือ

เหยาเจิ้นฟู่ไปเรียนที่สำนักศึกษาเอกชนในอำเภอฉงเฉิง แม้อาจารย์ซิ่วไฉจะเก็บค่าเล่าเรียนไม่แพงนัก แต่ค่าหนังสือ ค่าพู่กัน และค่ากระดาษ ล้วนต้องใช้เงิน

หนังสือบางเฉียบที่มีไม่กี่แผ่นก็ยังมีราคาหลายสิบเหวิน ส่วนหนังสือที่หนากว่านั้นก็มีราคาหลายร้อยเหวิน อีกทั้งกระดาษกับหมึกก็ใช่ว่าจะราคาถูก...บ้านของพวกเขาจึงแทบไม่มีเงินเก็บเลย

ตอนนั้นที่เขาขายที่ดินผืนหนึ่งของบ้านให้หลีชิงจื้อสร้างบ้าน ก็เพราะเห็นว่าเหยาเจิ้นฟู่กำลังจะแต่งงาน แต่ในบ้านกลับไม่มีเงินนัก

ที่จริงเหยาเจิ้นฟู่อายุยี่สิบสองปีแล้ว ทั้งยังเป็นพ่อคนแล้ว ตามเหตุผลก็ควรหางานทำมาช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว แต่เหยาเจิ้นฟู่อยากสอบเป็นซิ่วไฉ...

เหล่าเหยาคนพายเรือจอดเรือเงียบ ๆ เหยาเจิ้นฟู่ยืนจัดเสื้อผ้าอยู่บนขั้นบันไดหิน ก่อนเชิดหน้าก้าวขึ้นไป แล้วก็เห็นหลีชิงจื้อที่ลุกขึ้นยืนพอดี

หลีชิงจื้อสูงกว่าเขาซึ่งสูงไม่ถึงหนึ่งเมตรหกสิบอยู่หนึ่งศีรษะ เขาจึงต้องเงยหน้ามอง

“หลีชิงจื้อ?” เหยาเจิ้นฟู่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเรียกชื่อหลีชิงจื้อออกมา

เขารู้ว่าหลีชิงจื้อกลับมาแล้ว แต่ยังไม่เคยพบหน้ากัน แม้แต่เมื่อห้าปีก่อน เขากับหลีชิงจื้อก็ไม่ได้สนิทกัน

ประการหนึ่ง เขาออกจากบ้านแต่เช้าและกลับค่ำทุกวันเพื่อไปเรียนในอำเภอฉงเฉิง อีกประการหนึ่ง...รูปลักษณ์ของหลีชิงจื้อแตกต่างจากเขามาก เขาไม่อยากยืนอยู่ข้างหลีชิงจื้อ

ในเวลานั้น คนทั้งหมู่บ้านต่างพูดว่าหลีชิงจื้อหน้าตาดี อีกทั้งยังกล่าวว่าวิชาความรู้ของหลีชิงจื้อต้องดีกว่าเขาแน่ ทำให้ในใจของเขาขุ่นเคืองเพียงใดไม่ต้องกล่าวถึง

แต่ภายหลังมีผู้ยืนยันว่าวิชาความรู้ของหลีชิงจื้อไม่ได้ดีนัก อีกทั้งเวลาผ่านไปห้าปี ร่างกายของหลีชิงจื้อก็ทรุดโทรมจนผอมแห้งราวกับภูตผี...ต่อหน้าหลีชิงจื้อ เหยาเจิ้นฟู่จึงรู้สึกเหนือกว่าอย่างเต็มเปี่ยม

“พี่เหยา ไม่ได้พบกันนานเลย!” หลีชิงจื้อยิ้มกว้าง สีหน้าเปี่ยมด้วยความยินดี

เขารู้สึกว่าเหยาเจิ้นฟู่ที่อยู่ตรงหน้าช่างคุ้นเคยและเป็นกันเองนัก

เขาไม่ได้เห็นคนอ้วนมานาน...นานมากแล้ว!

เหยาเจิ้นฟู่ไม่รู้ว่าตอนนี้หลีชิงจื้อมองผู้ใดก็ชอบ พบผู้ใดก็เป็นมิตร เมื่อเห็นหลีชิงจื้อกระตือรือร้นถึงเพียงนี้ จึงเข้าใจว่าหลีชิงจื้อต้องการประจบตน คิดดูให้ดี ตอนนี้บ้านสกุลหลี่ยากจนจริง ๆ หลีชิงจื้อคิดประจบเขาก็เป็นเรื่องปกติ

เหยาเจิ้นฟู่ยกมือเช็ดเหงื่อบนใบหน้า ก่อนยิ้มบาง ๆ “ไม่ได้พบกันนาน หากพี่หลีกลับมาแล้ว วันหน้าหากมีเวลาพวกเราก็สามารถแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กันได้”

เมื่อก่อนเหยาเจิ้นฟู่ไม่กล้าพูดคุยเรื่องวิชาความรู้กับหลีชิงจื้อ แต่ซิ่วไฉจากหมู่บ้านข้างเคียงยืนยันแล้วว่าหลีชิงจื้อไม่มีความรู้ อีกทั้งห้าปีมานี้ก็ไม่ได้แตะหนังสือเลย ไม่ว่าอย่างไร ตอนนี้เขาไม่กลัวแล้ว

“ได้จริงหรือ?” หลีชิงจื้อมีสีหน้าประหลาดใจ ก่อนถอนหายใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม “น่าเสียดายที่เดิมทีวิชาความรู้ของข้าก็ไม่ดีอยู่แล้ว อีกทั้งห้าปีกว่ามานี้ก็ไม่ได้แตะหนังสือเลย...”

“ไม่เป็นไร ขอเพียงตั้งใจเรียน ย่อมสามารถรื้อฟื้นวิชาความรู้กลับมาได้” เหยาเจิ้นฟู่กล่าว

หลีชิงจื้อจึงเอ่ยต่อ “พี่เหยาพูดถูกแล้ว! พี่เหยา ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากขอร้อง”

“เรื่องใดหรือ?” เหยาเจิ้นฟู่ถาม

หลีชิงจื้อกล่าวว่า “พี่เหยา ตอนที่ข้าหนีภัยพิบัติออกมา หนังสือที่บ้านไม่ได้ติดตัวออกมาแม้แต่เล่มเดียว ต่อมาก็ไม่มีเงินซื้อหนังสือ...พี่เหยาจะยอมให้ข้ายืมหนังสือหรือไม่? พี่เหยาวางใจได้ หนังสือที่ยืมไปข้าจะเก็บรักษาอย่างดี หากชำรุดเสียหาย ข้าจะชดใช้แน่นอน”

หนังสือในยุคนี้มีราคาไม่ถูก หากทำเสียหาย ย่อมต้องชดใช้แน่นอน

ส่วนเหตุผลที่เขาต้องการยืมหนังสือนั้น...หลีชิงจื้อตั้งใจว่าจะเข้าไปหาอาชีพในอำเภอฉงเฉิงเพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัวก่อนจริง แต่เขาก็วางแผนสำหรับอนาคตเอาไว้ด้วย

ยุคสมัยนี้ไม่ยุติธรรมต่อสามัญชนเอาเสียเลย ไม่เพียงการดำรงชีวิตจะยากลำบาก ยังมีภาระเกณฑ์แรงงานสารพัด ต่อให้มีทรัพย์สินก็ยากจะรักษาไว้ได้

หากเป็นไปได้ เขาอยากสอบให้ได้ตำแหน่งทางวิชาการสักตำแหน่ง เพียงแต่พื้นฐานวิชาความรู้ของเจ้าของร่างเดิมอ่อนด้อยเกินไป เขาจึงต้องเริ่มเรียนใหม่ตั้งแต่ต้น

เหยาเจิ้นฟู่ลังเลเล็กน้อย “เจ้าจะยืมหนังสือเล่มใด? หนังสือบางเล่มข้าก็ยังต้องใช้”

หลีชิงจื้อกล่าวว่า “พี่เหยา เพียงยืม《สามอักษร》ให้ข้าสักเล่มก็พอ ข้าจะสอนให้เด็กทั้งสองท่องจำ”

เหยาเจิ้นฟู่ตอบตกลงทันที “พี่หลี เชิญตามข้าไปเอาหนังสือเถิด!” หากหลีชิงจื้อยืมหนังสือราคาแพงเหล่านั้น เขาคงลังเลแน่นอน

แต่《สามอักษร》...หนังสือเล่มนี้ เขาไม่กังวลที่จะให้ยืม

ยิ่งกว่านั้น เหยาเจิ้นฟู่ยังรู้สึกเหนือกว่ามากขึ้นไปอีก...นึกไม่ถึงว่าหลีชิงจื้อจะถึงขั้นท่อง《สามอักษร》ไม่ได้แล้ว! แม้วิชาความรู้ของเขาจะอยู่ในระดับธรรมดา แต่หนังสือเล่มนี้เขาท่องจำได้ขึ้นใจแล้ว.

 

จบบทที่ บทที่ 19 ยืมหนังสือ

คัดลอกลิงก์แล้ว