- หน้าแรก
- ท่านปรมาจารย์เลิกแกล้งเป็นคนธรรมดาได้แล้ว
- บทที่ 316 ข้านั้นอ่อนแอ แต่ภูมิหลังข้าเจ๋งเป้ง
บทที่ 316 ข้านั้นอ่อนแอ แต่ภูมิหลังข้าเจ๋งเป้ง
บทที่ 316 ข้านั้นอ่อนแอ แต่ภูมิหลังข้าเจ๋งเป้ง
บทที่ 316 ข้านั้นอ่อนแอ แต่ภูมิหลังข้าเจ๋งเป้ง
“อ๊ากกกก……!”
เสียงร้องโหยหวนดังระงมขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า เศษเนื้อแขนขาขาดวิ่นปลิวว่อนไปทั่วทิศ ภาพเหตุการณ์ช่างโหดเหี้ยมทารุณยิ่งนัก
ผู้คนในสถานที่เกิดเหตุต่างพากันหวาดกลัวจนถึงขีดสุด ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อขี้หดตดหาย พากันหันหลังวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนล้มลุกคลุกคลาน สถานการณ์ชุลมุนวุ่นวายถึงที่สุด
สุนัขบ้านสองตัวนี้ราวกับเป็นพญามัจจุราชในหมู่สุนัขโดยแท้ ไม่มีผู้ใดต้านทานพวกมันได้เลยแม้แต่คนเดียว บุกตะลุยทำลายล้างอย่างไร้เทียมทาน
ทว่าไม่ว่าพวกมันจะผ่านพ้นไป ณ สถานที่ใด คนของตระกูลเฉินก็พากันล้มพับลงไปอย่างต่อเนื่อง
ซากศพเกลื่อนกลาด โลหิตหลั่งไหลนองท่วมกลายเป็นลำธาร
ผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลเฉินหลายสิบคน ในชั่วพริบตากลับกลายมาเป็นซากศพปูลาดจนเป็นเส้นทางสายโลหิตเส้นหนึ่ง
ภาพเหตุการณ์นั้นอย่าได้บอกกล่าวเลยว่าจะชะโลมไปด้วยกลิ่นอายคละคลุ้งของโลหิตปานใด
ต่อให้เป็นพวกของเฉินเฟยเหิง ในยามนี้จับจ้องมองดูจนรูขุมขนทั่วทั้งร่างพากันแผ่ซ่านไอเย็นยะเยือกออกมา
เฉินหย่งหงและลิงกอริลลาตัวใหญ่ต่างพากันเหม่อลอยโง่งมอยู่กับที่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเฉินหย่งหง ภายในเบ้าตามีเปลวเพลิงเต้นระริก ปราณทมิฬที่อบอวลล้อมรอบกายยิ่งมายยิ่งหนาแน่นขนานใหญ่
กระทั่งตัวของเว่ยเจิ้งเองก็ยังจับจ้องมองจนเซ่อตกตะลึงพรึงเพริดราวกับไก่ไม้ นัยน์ตาทั้งคู่เบิ่งตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสงสัย
เขานึกฝันไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าสุนัขบ้านที่ตนเองเลี้ยงดูไว้ กลับจะน่ากลัวจนถึงระดับนี้ได้เช่นกัน
นี่มันจะเป็นสุนัขบ้านธรรมดาสามัญที่ไหนกัน นี่มันแทบจะเป็นจักรพรรดิปีศาจสุนัขสองตัวชัดๆ เลยใช่ไหมขรับ!
เขาหันศีรษะไปเหลือบมองดูจักรพรรดิปีศาจหมีที่โดนตรึงจนตายอยู่บนหนามพสุธาตรงโน้น จากนั้นก็เหลือบมองดูสุนัขบ้านสองตัว อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอไปอึกใหญ่ตรงๆ
หากเขาคาดเดาไม่ผิดพลาดไป น่าจะเป็นเจ้าจักรพรรดิปีศาจหมีตนนี้อาศัยช่วงเวลาที่เขาไม่อยู่บ้าน บุกรุกมุดเข้าสู่ภายในคฤหาสน์เพื่อลักขโมยสิ่งของ
ผลลัพธ์คือโดนสุนัขบ้านสองตัวนี้ใช้สอยหนามพสุธาตรึงจนตายอยู่ภายในคฤหาสน์นั่นเอง
“เฮ้อ…… ชีวิตนี้อยู่ต่อไปไม่ได้แล้วล่ะนะ”
“กระทั่งสุนัขสองตัวยังยอดเยี่ยมปานนี้ มีเพียงข้าคนเดียวหรอกรึที่เป็นขยะฟืนต้มน้ำ?”
จิตใจดั่งแก้วบางอันเปราะบางของคุณชายเว่ยเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอาดูร
ต่อให้ใช้สอยนิ้วหัวแม่เท้าขบคิดก็ล่วงรู้แจ้งแล้ว นี่ต้องเป็นเรื่องราววุ่นวายที่ระบบก่อสร้างขึ้นมาอีกตามเคยแน่นอน
ทว่า…… นั่นมันเป็นเพราะเหตุใดกันเล่า?
กระทั่งสุนัขบ้านสองตัวยังโดนระบบจัดแจงจนร้ายกาจเหนือชั้นปานนี้ ทว่าตัวเขาเองกลับมีเพียงแค่ขั้นชุบกายาดับขันธ์สามร้อยกว่าระดับเท่านั้นเองรึ?
ตัวข้าต่างหากจึงจะเป็นผู้ครอบครองระบบใช่หรือไม่เล่า?
ทว่าเหตุใดตัวเขาเองกลับมีสภาวะเทียบเคียงสุนัขสองตัวไม่ได้เลยด้วยซ้ำ?
เจ้ามารดามันนี่นับเป็นการเหยียดหยามทางชาติพันธุ์พันธุ์กรรมหรืออย่างไรกัน?
ระบบของคนอื่นๆ ล้วนเป็นการดูแคลนสุนัข ทว่าเจ้าระบบผุพังหลังนี้กลับดูแคลนมนุษย์ปุถุชน!
เป็นไปได้ไหมว่าบิดาผู้นี้สมควรต้องทำหน้าที่เป็นตัวประกอบละครไปชั่วชีวิตจริงๆ รึ?
ยามเฝ้าจับจ้องมองดูสุนัขบ้านสองตัวแผ่ซ่านอานุภาพบารมีเกรียงไกรสี่ทิศ บุกตะลุยทำลายล้างอย่างไร้เทียมทาน อย่าได้บอกกล่าวเลยว่าเว่ยเจิ้งจะมีอาการปวดไข่ปานใด สีหน้าแลดูไม่สู้ดีนัก
เฉินเฟยเหิงและเฉินหรงสะดุ้งตกใจจนกระทั่งปากอ้าค้างไม่อาจหุบลงได้แล้ว
ลิงกอริลลาตัวใหญ่มองดูสุนัขบ้านสองตัวสำแดงเดชอานุภาพบารมีอันยิ่งใหญ่ ในชั่วพริบตาก็ตื่นตระหนกหวาดกลัวจนทั่วทั้งร่างแข็งทื่อ สมองว่างเปล่าขาวโพลนไปชั่วขณะ
เฉินเฟยเหิงมีใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกหวาดกลัว จับจ้องมองมาทางเว่ยเจิ้ง เอ่ยปากถามว่า “คุณชายเว่ย…… สุนัข…… สุนัขสองตัวนี้เป็นท่านที่เลี้ยงดูไว้จริงๆ หรือขอรับ?”
“มิฉะนั้นเล่า?” มุมปากของเว่ยเจิ้งกระตุกรัว พลันเอ่ยปากเหน็บแนมบ่นพึ่บพั่บออกมาว่า “ยังจะมีผู้ใดสามารถเลี้ยงดูสุนัขผุพังที่อ่อนแอและขี้โรคปานนี้ออกมาได้อีกกัน”
เรื่องนี้นับว่าจะไปโทษทัณฑ์ตัวเขาไม่ได้ เขากำลังเกิดความโมโหโทโซอยู่ ตัวประกอบละครย่อมต้องมีอารมณ์ความรู้สึกอยู่บ้างล่ะนะ
ยามเมื่อเห็นสุนัขบ้านสองตัวร้ายกาจเหนือชั้นปานนี้ ภายในใจของเว่ยเจิ้งเกิดความไม่สมดุลขั้นรุนแรงขีดสุด เจ้ามารดามันถึงกับโดนระบบดูแคลนเหยียดหยาม อารมณ์ย่อมไม่สู้ดีเป็นธรรมดา
“อ่อน…… อ่อนแอและขี้โรค? นั่นคือสุนัขบ้านระดับจักรพรรดิปีศาจเชียวนะ คุณชายเว่ยถึงกับรู้สึกว่าพวกมันอ่อนแอและขี้โรคอยู่อีกรึ?”
เฉินเฟยเหิงและเฉินหรงต่างพากันเหม่อลอยโง่งมไปโดยสิ้นเชิง ทั่วทั้งร่างหนาวเยือกสะท้าน ตื่นตระหนกตกใจจนถึงขีดสุด
คำพูดที่เว่ยเจิ้งกล่าวออกมา ได้ยกระดับขอบเขตความตื่นตระหนกตกใจของพวกเขาขึ้นสู่ความสูงส่งระดับใหม่อีกครั้ง กระทั่งจักรพรรดิปีศาจยังนับว่าเป็นแค่พวกขี้โรคอ่อนแอ แล้วเช่นนั้นพวกเรานับเป็นตัวอันใดกันเล่า?
ควรจะเรียกว่า…… กระทั่งสุกรไก่ก็ยังนับเทียบเคียงไม่ได้เลยใช่หรือไม่?
พวกตนเป็นเพียงแค่เศษหญ้าป่ารก? เป็นมดปลวก? เป็นผงธุลีบนพื้นแผ่นดิน? ต่ำต้อยด้อยค่าไม่ควรค่าแก่การเอ่ยถึงเลยทีเดียวล่ะนะ
ทว่าไม่ว่าภายในใจของเว่ยเจิ้งจะมีความไม่สบอารมณ์ปานใด ทว่ายามเมื่อได้เห็นสีหน้าท่าทางอากัปกิริยาของทุกคนโดยรอบ เขาก็ยังคงพยักหน้ารับด้วยความพึงพอใจอยู่ดี
แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ได้ตั้งใจ ทว่าก็ต้องบอกกล่าวคำพูดออกมา สุนัขสองตัวนั้นได้ช่วยกู้หน้ากู้ตาและสร้างความภาคภูมิใจให้แก่เขาจนอิ่มหนำสำราญใจ ทำเอาเขาเกิดความสุขสมอารมณ์หมายเป็นล้นพ้น
ดูสีหน้าท่าทางตกตะลึงพรึงเพริดของพวกคนโดยรอบเหล่านี้ก็ล่วงรู้แจ้งแล้ว การวางท่าอวดเบ่งประการนี้ได้ผลลัพธ์ที่นับว่าไม่เลวเลยทีเดียว
เว่ยเจิ้งแม้ว่าจะไม่มีวิถีหนทางอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ในการบำเพ็ญเซียน ทว่าก็ไม่ได้ขัดขวางขัดศรัทธาต่อภูมิหลังอันเจงเป้งล้ำลึกของบิดาผู้นี้หรอกนะขรับ สุนัขสองตัวก็เพียงพอจะลบล้างทำลายล้างพวกเจ้าได้ทั้งตระกูลแล้ว
จะบอกกล่าวคำพูดอย่างไรดีนะ นั่นก็คือตัวข้านั้นอ่อนแอและขี้โรคยิ่ง ทว่าบิดามีสูตรโกงโกงเปิดใช้งาน สามารถสั่งสอนให้ลูกน้องของข้าไปทุบตีเข่นฆ่าพวกเจ้าให้ตายตกไปตามๆ กันได้
ความหมายโดยประมาณก็น่าจะเป็นในรูปแบบนี้ล่ะนะ
ยามเฝ้าจับจ้องมองดูสุนัขบ้านสองตัวสำแดงเดชอานุภาพบารมีอันยิ่งใหญ่ เข่นฆ่าสังหารจนโลหิตหลั่งไหลนองท่วมกลายเป็นลำธาร เฉินหย่งหงและลิงกอริลลาตัวใหญ่ในชั่วพริบตาก็สัมผัสรับรู้ได้ถึงจิตวิญญาณของตนเองที่กำลังเกิดอาการสั่นเทาหนาวเยือกขึ้นมาสายหนึ่ง
เจ้ามารดามัน คฤหาสน์ผุพังรกร้างหลังหนึ่งถึงกับแฝงเร้นยอดฝีมือระดับจักรพรรดิปีศาจไว้ถึงสองตน เหตุใดตัวเจ้าจึงได้สิ้นไร้ซึ่งความรักหน้าค่าตาถึงเพียงนี้กันฮะ?
ต่อให้สถานที่แห่งนี้จะเป็นถึงคฤหาสน์เทพมาร ก็ไม่อาจเพิ่งเปิดฉากปรากฏตัวออกมาก็จัดแจงจักรพรรดิปีศาจมาถึงสองตนเลยใช่หรือไม่เล่า?
นี่มันย่อมเป็นการล้อเล่นกันเด็ดขาดชัดๆ
คฤหาสน์ของท่านร้ายกาจเกรียงไกรถึงเพียงนี้ แล้วจะปล่อยให้พวกตนละเล่นต่อไปได้อย่างไรกันเล่า?
“แท้จริงแล้วเจ้าคือผู้ใดกันแน่?”
เฉินหย่งหงท้ายที่สุดก็ตื่นรู้ตระหนักแจ้งแล้วว่าเรื่องราวใหญ่โตเริ่มย่ำแย่เลวร้าย สีหน้าท่วงท่ายิ่งมายยิ่งเคร่งขรึมหนักแน่นถึงขีดสุด
เห็นเด่นชัดว่าเว่ยเจิ้งไม่มีความผันผวนของพลังปราณแผ่ซ่านออกมาเลยแม้แต่กระผีกริ้น ทว่าตัวมันกลับคล้ายกับกำลังจับจ้องมองดูยอดฝีมือแห่งยุคผู้หนึ่งอย่างไรอย่างนั้น
กระทั่งความคิดอ่านในรูปแบบที่อยากจะช่วงชิงภูตสมุนไพรแต่กำเนิดเมื่อครู่นี้ ในยามนี้ก็มอดดับลงไปจนสิ้นล้นพ้นแล้วเช่นกัน
คนที่จะสามารถใช้สอยสุนัขบ้านระดับจักรพรรดิปีศาจสองตัวมาทำหน้าที่เฝ้าบ้านคุ้มครองรั้วบ้านได้ จะสามารถเป็นมนุษย์ปุถุชนปกติธรรมดาสามัญได้อย่างไรกันเล่า?
หากจัดการเรื่องราวได้ไม่ดี เจ้าหมอนี่เกรงว่าคงจะเป็นถึงยอดฝีมือผู้สูงส่งแห่งยุคที่เร้นกายสันโดษอยู่ท่ามกลางป่าเขาป่าลึกเป็นแน่
ในยามนี้ต่อให้เป็นเพียงแค่สายตาปราดหนึ่งของเว่ยเจิ้งที่กวาดจับจ้องมองมา ตัวมันก็มีความรู้สึกราวกับกำลังโดนผู้มีตบะบารมีอันยิ่งใหญ่แห่งยุคจับจ้องเพ่งเล็งเข้าให้อย่างไรอย่างนั้น
ไม่กล้าขยับเคลื่อนไหว และก็ไม่อาจขยับเคลื่อนไหวได้ การขยับเคลื่อนไหวย่อมเป็นการรนหาที่ตายด้วยตนเองชัดๆ
เพราะสุนัขบ้านสองตัวนั้นหลังจากเข่นฆ่าสังหารคนเหล่านี้จนหมดสิ้นแล้ว ในสถานที่เกิดเหตุก็รีบก้าวเท้าหันหัวกลับคืนมา ล็อกกลิ่นอายอานุภาพของพวกมันไว้จนสิ้นแล้ว
ขอเพียงตัวมันมีอากัปกิริยาความคิดอ่านที่ไม่ซื่อใดๆ สุนัขบ้านสองตัวนั้นก็ย่อมจะพุ่งทะยานเข้าเข่นฆ่าสังหารมาในทันที
เรื่องนี้ทำเอาเฉินหย่งหงเกิดอาการปวดไข่อย่างเป็นล้นพ้น ครั้งนี้คล้ายกับเตะโดนแผ่นเหล็กหนาเข้าให้แล้วจริงๆ
“ก็เป็นเพียงแค่สุนัขบ้านระดับจักรพรรดิปีศาจสองตัวไม่ใช่หรืออย่างไรกัน? ตัวราชันผู้นี้ยังคงไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจหรอกนะ”
ราชันปีศาจกอริลลาโลหิตส่งเสียงคำรามแผ่วเบาออกมาด้วยท่าทางยโสโอหังไม่ยอมสยบสวามิภักดิ์
“อย่าได้ขยับเคลื่อนไหวส่งเดช พวกเราพินิจพิจารณาสถานการณ์ให้ถ้วนถี่แน่ชัดก่อนค่อยลงมือปฏิบัติการต่อไป”
เฉินหย่งหงเอ่ยปากตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“นอกเหนือไปจากการทุ่มเทกำลังทั้งหมดเข้าสู้ศึกครั้งใหญ่คราหนึ่งแล้ว ท่านยังจะมีหนทางอันใดอีกรึ?”
“หึหึ…… ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องเข้าใจผิดกันทั้งสิ้น ตัวข้าเป็นเพียงแค่ผู้ที่สัญจรผ่านทางมา ณ สถานที่แห่งนี้เท่านั้นเอง การบุกรุกทำให้ผู้สูงส่งต้องตกใจตื่นย่อมเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่งจริงๆ ล่วงเกินแล้ว ขอตัวลา”
เฉินหย่งหงประสานมือคำนับคราหนึ่ง รีบหันหัวกลับก้าวเดินไปในทันที เด็ดเดี่ยวและเฉียบขาดเป็นอย่างยิ่ง
ทว่ายามเมื่อมันหันหลังกลับไปจึงค่อยพบพานว่า ที่ด้านหน้าประตูรั้วบ้านมีสุนัขจิ้งจอกตัวเล็กๆ ตนหนึ่งกำลังหมอบราบนอนอยู่ ยามนี้กำลังใช้สายตาที่แปลกพิกลเป็นอย่างยิ่งสายหนึ่งจับจ้องมองประเมินอยู่บนร่างกายของมัน