เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 311 เหตุใดพวกเจ้าจึงได้ยอดเยี่ยมปานนี้

บทที่ 311 เหตุใดพวกเจ้าจึงได้ยอดเยี่ยมปานนี้

บทที่ 311 เหตุใดพวกเจ้าจึงได้ยอดเยี่ยมปานนี้


บทที่ 311 เหตุใดพวกเจ้าจึงได้ยอดเยี่ยมปานนี้

มนุษย์ปุถุชนผู้นั้นถึงกับยกมือก็เรียกขานสายฟ้าฟาด ชกจนชายหนุ่มผู้นั้นกระเด็นลอยละลิ่วออกไป

“ปัง!”

ชายหนุ่มผู้นั้นร่วงกระแทกลงบนพื้นแผ่นดินที่ด้านนอกคฤหาสน์ ทั่วทั้งร่างมีควันสีเขียวพวยพุ่ง คล้ายกับเป็นสุกรหันทั้งตัวอย่างไรอย่างนั้น

สภาพการณ์ที่มองดูนับว่าอนาถแทบดูไม่ได้อยู่บ้างจริงๆ

เจ้าหมอนี่แปรเปลี่ยนสภาพกลายมาเป็นถ่านก้อนรูปทรงมนุษย์ก้อนหนึ่ง กระทั่งเนื้อหนังมังสาล้วนโดนแผดเผาจนแห้งเหือดไปโดยตรง

มันนอนตัวดำเป็นตอตาไม่อยู่บนพื้น สิ้นชีพลงไปโดยตรง ทำเอาผู้คนโดยรอบต่างพากันหนาวเยือกไปทั่วร่าง ครึ่งค่อนวันก็พูดจาไม่ออกสักคำ

เหลียงเจีย เติ้งเทียนเหอ เฉินเฟยเหิง เฉินหรง ไม่กี่คนต่างพากันกลายเป็นหินไปในทันที จับจ้องมองจนลูกตาแทบจะพุ่งกระเด็นออกมาด้านนอกแล้ว

สะบัดมือคราเดียวก็เรียกขานเมฆาทมิฬเต็มผืนฟ้า ออกคำสั่งคำเดียว ฟ้าดินแปรเปลี่ยนสีสัน ฟ้าร้องพลันสายฟ้าแลบ

“มารดามันเถอะ…… นี่มันใช่เรื่องที่มนุษย์กระทำกันรึ?”

“มนุษย์ปกติธรรมดาจะสามารถสะบัดมือออกคำสั่งให้ฟ้าดินเกิดฟ้าร้องสายฟ้าแลบได้รึ? นี่มันเกิดภาพหลอนไปแล้วใช่ไหม?”

เขาขยี้ดวงตาคราหนึ่ง เพ่งสายตาจับจ้องมองไปอีกครั้ง

จากนั้นทั่วทั้งร่างก็แข็งทื่อไปอีกครา เส้นขนลุกชันชันตั้งชันชันไปทั่วร่าง

เจ้าหมอนี่ไม่ใช่มนุษย์แล้ว เป็นเดรัจฉานตัวหนึ่ง เป็นเดรัจฉานประเภทที่สะบัดมือคราเดียวก็สามารถเรียกขานสายฟ้าฟาดมาได้!

เติ้งเทียนเหอมองดูชายหนุ่มที่โดนฟาดผ่าจนกลายเป็นถ่านก้อนรูปทรงมนุษย์ที่อยู่ห่างไกลออกไป รู้สึกเพียงแค่ตนเองกำลังจะคลุ้มคลั่งไปแล้ว

คนที่รู้สึกคลุ้มคลั่งไม่ได้มีเพียงแค่เติ้งเทียนเหอคนเดียว

เหล่าศิษย์ตระกูลเฉินที่อยู่ด้านนอกคฤหาสน์ต่างก็มีความรู้สึกราวกับตนเองกำลังจะคลุ้มคลั่งไปแล้วเช่นกัน ตกใจจนเส้นขนเส้นผมทั่วทั้งศีรษะลุกชันตั้งชันชันไปหมด

เห็นเด่นชัดว่าพวกตนต่างหากที่เป็นฝ่ายโบล้อมปิดกั้นคฤหาสน์ของเว่ยเจิ้ง ทว่าในยามนี้เหตุใดพวกมันจึงรู้สึกคล้ายกับว่าเว่ยเจิ้งกำลังทำหน้าที่โบล้อมปิดกั้นพวกมันอยู่กันแน่?

เว่ยเจิ้งไม่แยแสสนใจว่าพวกมันจะคิดอ่านสิ่งใด ขอเพียงไม่มีเจ้าสมองนิ่มคนไหนบุกออกมาขัดขวางพวกเขารับประทานอาหารก็เป็นพอ

ความสนใจปราณสมาธิของพวกเติ้งเทียนเหอไม่กี่คน ไม่ช้าก็โดนอาหารเลิศรสตรงหน้าดึงดูดลุ่มหลงไปอีกครั้ง ต่างพากันเข้าร่วมศึกแย่งชิงอาหารติดต่อกัน

“สุราเลิศรส! ช่างเป็นสุราเลิศรสแท้ๆ!”

คนอื่นๆ ดื่มด่ำจนทั่วทั้งร่างผ่อนคลายสบายอารมณ์ นี่คือสุราเซียนภายในตํานานกล่าวขาน สิ่งของที่พึงพบพานได้ทว่ายากจะเสาะแสวงหามาครอบครองได้ล่ะนะ

อย่าได้มองว่าอุ้งเท้าหมีของจักรพรรดิปีศาจหมีเป็นโอสถเนื้อหนังมังสา ทว่าหากเปรียบเทียบกับสุราเซียนแล้วนับว่าห่างชั้นกันไปไกลโข

พวกเขายินยอมพร้อมใจที่จะไม่รับประทานอุ้งเท้าหมี ทว่าก็ไม่ยินยอมพร้อมใจที่จะพลาดโอกาสในสุราเซียน

เติ้งเทียนเหอยามหลังจากล่วงรู้แจ้งว่าสุราอู่เหลียงถูกขนานนามว่าเป็นสุราเซียนภายในแดนบำเพ็ญเซียน คุณค่าราคาค่างวดค่าควรเมืองแล้ว ในยามนี้ก็ควบคุมตนเองไม่อยู่โดยสิ้นเชิง

เจ้าหมอนี่ดื่มติดต่อกันไปตั้งหลายจอก ผลลัพธ์คือล้มพับลงไปนอนอยู่บนพื้นไม่ยอมลุกขึ้นมาอีกเลย

จากนั้นก็ส่งเสียงกรนดังสนั่น เจ้าหมอนี่เมามายสิ้นสติไปเช่นนี้เอง

เหลียงเจียแม้ว่าจะดื่มไม่ได้มากเท่าเติ้งเทียนเหอ ทว่าทั่วทั้งร่างกลับอบอวลล้อมรอบไปด้วยแสงอัสดงสีชาด ทั่วทั้งร่างราวกับมีเปลวเพลิงปะทุออกมาก็ไม่ปาน

“ปัง ปัง ปัง…….”

ติดตามมาด้วยภายในร่างกายมีเสียงระเบิดทึบหนักดังขึ้นมาเป็นสาย ถึงกับบรรลุทะลวงระดับขึ้นสู่ขั้นชุบกายาดับขันธ์ระดับสามแล้ว

เขาไม่อาจทานทนรับการกระแทกกระทั้นที่เกิดจากการลอกคราบเปลี่ยนสภาพอย่างรุนแรงของกายหยาบได้ ยามนั้นกลอกตาขาวคราหนึ่ง ถึงกับสลบไสลสิ้นสติไปโดยตรงแล้ว

สุราแม้จะเลิศรสปานใด ทว่าความสามารถต้านทานรับของตนเองยังคงไม่เพียงพอ ย่อมไมอาจดื่มมากความได้

จี้เมิ่งอวี่มองดูเหลียงเจียที่สลบไสลสิ้นสติไป สั่นศีรษะปฏิเสธ นี่ก็คือผลลัพธ์ของการตะกละดื่มด่ำนั่นเอง

ยังคงนับว่าดีที่เจ้าหมอนี่ไม่เพียงแต่ไม่มีเคราะห์ภัยใหญ่โตอันใด ดื่มด่ำสุราเซียนเข้าไปมากมีถึงเพียงนี้ ในทางกลับกันกลับเป็นประโยชน์ล้นพ้น นี่นับว่าเป็นวาสนาเกื้อหนุนครั้งใหญ่หลวงที่แท้จริงประการหนึ่ง

คนอื่นๆ เมื่อได้ยินคำกล่าว ต่างก็พากันพยักหน้ารับ เห็นพ้องต้องกันเป็นอย่างยิ่ง

ดูพวกของเหลียงเจียและเติ้งเทียนเหอก็จะรู้แจ้งแล้ว นี่นับว่ามีแบบอย่างให้เฝ้าชมดูได้

เจ้าหมอนี่สองคนนอนอ่อนระทวยอยู่บนพื้น ผิวพรรณเนื้อหนังใสกระจ่างแว่ว อบอวลล้อมรอบไปด้วยกลิ่นอายสุรา เกรงว่าช่วงเวลาสั้นๆ คงยากจะตื่นฟื้นคืนสติขึ้นมาได้แล้ว

“ปริมาณสุราเพียงเท่านี้ ยังจะริอ่านไปเรียนรู้การดื่มสุรากับผู้อื่น รีบหักห้ามใจเลิกสุราไปแต่เนิ่นๆ เถอะ การดื่มสุราทำลายสุขภาพนะขรับ”

เว่ยเจิ้งเอ่ยปากเหน็บแนมอยู่ด้านข้าง บนใบหน้าเผยสีหน้าดูแคลนออกมา

แม้ว่าสุรานี้จะเป็นสิ่งที่เขาเพาะบ่มขึ้นมาด้วยตนเอง วันธรรมดาสามัญก็ดื่มดื่มด่ำอยู่ไม่กี่อึก ทว่าเจ้าหมอนี่ภายในใจไม่ใช่คนที่เหมาะสมต่อการดื่มสุราจริงๆ นั่นแหละ

กระทั่งดื่มสุรายังดื่มเอาชนะแม่นางเหล่านั้นไม่ได้ ชีวิตมนุษย์ประการนี้ช่างง่อยเปลี้ยเสียขาเกินไปแล้ว

เมื่อเห็นสตรีสองนางอย่างจี้เมิ่งอวี่และตวนมู่ชุนอวี๋ ดื่มด่ำไปจอกแล้วจอกเล่าอย่างสนุกสนานสำราญใจ เว่ยเจิ้งอย่าได้บอกเลยว่าจะมีอาการปวดไข่ปานใด

ทว่าพวกนางสองคนเห็นเด่นชัดว่าก็คงต้านทานยืนหยัดอยู่ได้ไม่นานเท่าใดนัก รูขุมขนบนผิวพรรณเนื้อหนังไม่ช้าก็เริ่มต้นพ่นทะลักแสงอัสดงสีชาดออกมาอย่างบ้าคลั่ง

ยามหลังจากพวกนางดื่มด่ำสุราอู่เหลียงจอกสุดท้ายลงไป ทั่วทั้งร่างก็ราวกับวัตถุระเบิดแรงสูงที่โดนจุดชนวนอย่างไรอย่างนั้น ทั่วทั้งร่างรัศมีแสงงดงามตระการตาเจิดจรัส ราวกับกำลังแผ่เผาปะทุขึ้นมาก็ไม่ปาน

ยิ่งจัดแจงคู่ร่วมกับการที่พวกนางรับประทานโอสถเนื้อหนังมังสาเข้าไปไม่น้อย สตรีสองนางโดนเปลวเพลิงโบล้อมกลืนหายไปโดยสิ้นเชิง กลิ่นอายอานุภาพพุ่งทะยานเสียดฟ้า

“มารดามันเถอะ……!”

เว่ยเจิ้งจับจ้องมองจนลูกตาแทบจะพุ่งกระเด็นออกมาด้านนอกแล้ว

ก็แค่การดื่มสุราเท่านั้นเอง สตรีสองนางนี้ถึงกับยังคงกำลังฝึกปรือเพาะสร้างตบะบารมีอยู่ พวกท่านช่างยอดเยี่ยมปานนี้จริงๆ นะขรับ

ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่โบล้อมกลืนหายพวกนางอยู่ย่อมไม่ใช่เปลวเพลิงที่แท้จริง แต่นั่นคือแก่นปราณวิเศษที่ควบแน่นจนถึงระดับหนึ่ง พุ่งทะลวงเอ่อล้นออกมาจากร่างกายโดยตรง

แก่นปราณวิเศษควบแน่นจนถึงระดับนี้ ยามมองดูแล้วย่อมไม่มีความแตกต่างอันใดไปจากเปลวเพลิงที่แท้จริงแล้ว

ทว่าผลประโยชน์ที่สตรีสองนางนี้ได้รับสืบทอดมาเห็นเด่นชัดยิ่งนัก

พวกนางเพียงแค่นั่งอยู่อย่างนั้น ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ซ่านซึมลึกออกมา กลับก่อตัวเป็นเสาแสงสองสาย พุ่งตรงทะลวงตัดผ่านหมู่เมฆาบนชั้นฟ้า กลิ่นอายอานุภาพท่วมท้นฟ้า ราวกับมียอดฝีมือแห่งยุคสองตนถือกำเนิดขึ้นมาอย่างไรอย่างนั้น น่าหวาดกลัวถึงขีดสุด

ภาพเหตุการณ์เช่นนี้ ทำเอาพวกคนที่อยู่ด้านนอกคฤหาสน์อ้าปากค้างเบิ่งตากว้าง ต่างพากันอดไม่ได้ที่จะสูดไอเย็นเข้าลึกๆ คำหนึ่งพร้อมกัน

“พวกเราไม่อาจรั้งอยู่ที่นี่ต่อไปได้แล้วเจ้าค่ะ” จี้เมิ่งอวี่มีใบหน้าขมขื่น ยามนี้ไม่อาจควบคุมสะกดกลั้นได้แล้ว

ตวนมู่ชุนอวี๋พยักหน้ารับ สตรีสองนางละทิ้งโต๊ะอาหารพร้อมกัน หันหลังก้าวเดินมุ่งหน้าไปทางอีกด้านหนึ่งของคฤหาสน์ รีบขัดสมาธินั่งลงทันที

“รับประทานอาหารมื้อหนึ่งก็ยังต้องฝึกปรือเพาะสร้างตบะบารมีรึ?” สีหน้าท่วงท่าของเว่ยเจิ้งแปลกพิกล ทอดถอนใจออกมาว่า “เหตุใดพวกเจ้าจึงได้ยอดเยี่ยมปานนี้”

เฉินเฟยเหิงและเฉินหรงที่อยู่ด้านข้างก็ต้านทานรับไม่ไหวแล้วเช่นกัน

พวกเขสองคนโดนคนของตระกูลเฉินตามล่าสังหารไล่บี้มาตลอดทั้งปี สถานการณ์คับขันยากแค้น ดังนั้นต่อให้มีสุราเซียนวางอยู่เบื้องหน้า ก็เพียงแค่ดื่มด่ำตามความเหมาะสมพอเหมาะพอดีเท่านั้นเอง

ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ บนร่างกายของพวกเขา ก็มีเปลวเพลิงพวยพุ่งออกมา ทั่วทั้งร่างแก่นปราณเดือดพล่านพุ่งพล่าน

ท้ายที่สุดเฉินหรงก็ต้านทานรับไม่ไหว วิ่งโร่ไปที่ด้านข้างขัดสมาธินั่งลงเช่นเดียวกัน

“ตูม!”

ในชั่วพริบตา ภายในคฤหาสน์แก่นปราณท่วมท้นฟ้า แทรกซึมทะลวงตัดผ่านท้องฟ้าอันยาวไกล

จี้เมิ่งอวี่ ตวนมู่ชุนอวี๋ เฉินหรง ต่างพากันบรรลุทะลวงระดับติดต่อกัน ยิ่งกว่านั้นอานุภาพเสียงดังสะเทือนเลื่อนลั่นน่าตื่นตะลึง ลำแสงงดงามตระการตาสามสายแทรกซึมทะลวงตัดผ่านห้วงฟากฟ้า

จบบทที่ บทที่ 311 เหตุใดพวกเจ้าจึงได้ยอดเยี่ยมปานนี้

คัดลอกลิงก์แล้ว