- หน้าแรก
- ยอดตระกูลไร้พ่าย เบื้องหลังคือชายผู้แอบซ่อนความเทพ
- บทที่ 640 เมิ่งเชียนอวี่ออกจากด่านบ่มเพาะ
บทที่ 640 เมิ่งเชียนอวี่ออกจากด่านบ่มเพาะ
บทที่ 640 เมิ่งเชียนอวี่ออกจากด่านบ่มเพาะ
หลังจากพูดคุยเรื่องของกึ่งจักรพรรดิตู้เฉินจบ หลินฝาน เซียวจื่อเหยียน และคนอื่นๆ ก็มาปรากฏตัวบนถนนของเมืองลั่วเสีย
พรุ่งนี้เขาจะออกเดินทางแล้ว และเขาก็ยังไม่ได้เดินเที่ยวชมเมืองลั่วเสียอย่างจริงจังเลย
ในเวลานี้ ตามมุมมืดต่างๆ ของเมืองลั่วเสีย มีสายตาหลายคู่คอยจับจ้องความเคลื่อนไหวของหลินฝานและคนอื่นๆ อยู่เป็นระยะ
ทว่าน่าเสียดายที่พวกมันไม่อาจเล็ดลอดการรับรู้ของหลินฝานไปได้เลยแม้แต่น้อย
"น่าสนใจจริงๆ ดูเหมือนเจ้าพวกนั้นยังไม่เลิกล้มความคิดที่จะเล่นงานข้าสินะ"
"และดูเหมือนว่าจะมีขุมอำนาจหลายกลุ่มกำลังจับตาดูข้าอยู่ด้วย"
"พรุ่งนี้ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้า หวังว่าพวกเจ้าจะไม่ทำให้ข้าต้องผิดหวังนะ"
พูดตามตรง ช่วงที่ผ่านมานี้เขาก่อความวุ่นวายไว้ไม่ใช่น้อย และข่าวคราวก็แพร่กระจายไปทั่ว
ทว่าเขากลับไม่คาดคิดเลยว่าจะมีคนที่กล้ามาหมายหัวเขาอยู่อีก ช่างรนหาที่ตายเสียจริง
อันที่จริง ไม่ใช่แค่หลินฝานคนเดียวที่สัมผัสได้ ทว่าเซียวจื่อเหยียนเองก็รับรู้ถึงความเคลื่อนไหวรอบๆ ตัวเช่นเดียวกัน
แม้ว่าคนเหล่านี้จะซ่อนตัวได้ดีเพียงใด ทว่าเซียวจื่อเหยียนกำลังฝึกฝนคัมภีร์จักรพรรดิมิติอยู่
ด้วยระยะประชิดตัวปานนี้ พวกมันย่อมไม่อาจหลบซ่อนจากนางได้อย่างแน่นอน
หลังจากแน่ใจแล้วว่ามีคนกำลังจับตามองพวกตนอยู่ เซียวจื่อเหยียนก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
จากนั้นนางก็รีบส่งเสียงผ่านกระแสจิตไปหาหลินฝานทันที
"ท่านพี่ ข้ารู้สึกเหมือนมีคนกำลังจับตาดูพวกเราอยู่ ให้ข้าจัดการกำจัดพวกมันเลยดีหรือไม่เจ้าคะ?"
"ไม่จำเป็นหรอก พวกนี้ก็แค่ปลาซิวปลาสร้อย"
"ตอนนี้เราแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องไปก่อนก็แล้วกัน"
"รอให้เราล่อปลาตัวใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังพวกมันออกมาได้เมื่อใด ค่อยจัดการกวาดล้างพวกมันให้สิ้นซากในคราวเดียว"
เมื่อเห็นว่าหลินฝานมีแผนการอยู่ในใจแล้ว เซียวจื่อเหยียนก็ไม่กล่าวสิ่งใดต่อ
และแล้ว หลินฝานและคนอื่นๆ ก็เดินทอดน่องชมเมืองลั่วเสียต่อไปจนกระทั่งฟ้ามืด
ในระหว่างนั้น หลินฝานสามารถค้นพบสมบัติล้ำค่าระดับศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปถึงห้าหรือหกชิ้นจากแผงลอยต่างๆ
แม้จำนวนจะไม่มากนัก แต่มันก็ทำให้หลินฝานได้สัมผัสกับความตื่นเต้นของการได้ของดีราคาถูก
เซียวจื่อเหยียนและคนอื่นๆ ก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่เห็นหลินฝานได้ของถูกใจ
แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่มีความหมายอันใดต่อพวกนางเลย ทว่าการได้ค้นพบของดีราคาถูก ก็ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งนัก
เมื่อกลับมาถึงคฤหาสน์ หลินฝานก็พาทุกคนกลับเข้าไปในแดนเสินเซียวโดยตรง
ทันทีที่ก้าวเข้าไป หลินฝานก็เหลือบไปเห็นเมิ่งเชียนอวี่ที่เก็บตัวบ่มเพาะมาเป็นเวลานาน
ด้วยการตื่นขึ้นของพรสวรรค์ของเมิ่งเชียนอวี่ ผนวกกับสภาพแวดล้อมในการบ่มเพาะของแดนเสินเซียว และทรัพยากรที่หลินฝานจัดเตรียมไว้ให้
ระดับการบ่มเพาะของเมิ่งเชียนอวี่ก็พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับปาฏิหาริย์
บัดนี้ ความแข็งแกร่งของนางได้บรรลุถึงขอบเขตผู้ล้ำเลิศแล้ว
แม้ว่าสำหรับหลินฝานแล้ว ขอบเขตผู้ล้ำเลิศจะไม่นับว่าเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งอันใดแล้วก็ตาม
ทว่าการที่เมิ่งเชียนอวี่สามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตผู้ล้ำเลิศได้ในเวลาอันสั้นเพียงนี้ ก็นับเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก
นี่เป็นเพียงผลลัพธ์จากการตื่นขึ้นของพรสวรรค์ในการบ่มเพาะของนางเท่านั้นนะ
หากกายาของนางตื่นขึ้นพร้อมกันด้วย ความแข็งแกร่งของนางในยามนี้คงจะยิ่งน่าสะพรึงกลัวกว่านี้เป็นแน่
หลินฝานอดไม่ได้ที่จะทอดทอนใจอยู่เงียบๆ สมกับที่เป็นถึงมหาจักรพรรดิกลับชาติมาเกิดจริงๆ
ต่อให้ไม่มีความทรงจำในชาติภพก่อน ความเร็วในการบ่มเพาะของนางก็ยังรวดเร็วถึงเพียงนี้
"คุณชาย!" ทันทีที่เมิ่งเชียนอวี่เห็นหลินฝาน นางก็รีบปรี่เข้ามาหา
เมื่อเห็นเมิ่งเชียนอวี่ หลินฝานก็ฉีกยิ้มกว้าง
"เชียนอวี่ เจ้าออกจากด่านบ่มเพาะแล้วหรือ ดูเหมือนการบ่มเพาะในครั้งนี้ของเจ้าจะได้ผลลัพธ์ที่ไม่เลวเลยนะ"
เมื่อได้ยินคำชมของหลินฝาน เมิ่งเชียนอวี่ก็เผยสีหน้าถ่อมตน
"ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะความเมตตาของคุณชายที่คอยอบรมสั่งสอนข้ามาตลอดเจ้าค่ะ มิฉะนั้น ข้าก็คงยังเป็นเพียงขยะที่ติดแหง็กอยู่ในขอบเขตหลอมกายาเช่นเดิม"
เมิ่งเชียนอวี่เต็มเปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้งใจที่มีต่อหลินฝาน
นางสาบานกับตนเองอยู่ในใจว่า นางจะต้องทดแทนบุญคุณของหลินฝานที่คอยสนับสนุนนางอย่างแน่นอน
"เชียนอวี่ เจ้าอย่าได้ดูถูกตนเองเช่นนั้นสิ"
"ตอนนั้นเจ้าก็แค่ยังไม่ได้ปลุกพรสวรรค์ขึ้นมาเท่านั้น เจ้าไม่เคยเป็นขยะเลยแม้แต่น้อย!"
"ถึงจะเป็นเช่นนั้น แต่หากไม่ได้ความช่วยเหลือจากคุณชาย ชาตินี้ข้าอาจจะไม่มีวันได้ปลุกพรสวรรค์ในการบ่มเพาะของข้าขึ้นมาเลยก็ได้นะเจ้าคะ"
"ดังนั้น สำหรับข้าแล้ว คุณชายมีบุญคุณชุบชีวิต ภายภาคหน้าข้าจะต้องตอบแทนท่านอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ"
เมื่อเห็นเมิ่งเชียนอวี่ดื้อดึงถึงเพียงนี้ หลินฝานก็รู้สึกขบขันระคนจนใจ
"ช่างเถอะๆ พวกเราเลิกพูดเรื่องนี้กันดีกว่า!"
"ว่าแต่ ที่เจ้ามาหาข้าในเวลานี้ มีเรื่องอันใดงั้นหรือ?"
"ข้าเห็นว่าเจ้าน่าจะมารออยู่ที่นี่ได้พักใหญ่แล้วนะ"
"คุณชาย ข้าเป็นสาวใช้ของท่าน ข้าย่อมต้องมาคอยปรนนิบัติรับใช้ท่านสิเจ้าคะ"
"ช่วงที่ผ่านมาข้ามัวแต่เก็บตัวบ่มเพาะ ทำให้เสียเวลาไปตั้งมากมาย"
เมื่อได้รับการเตือนสติจากเมิ่งเชียนอวี่ หลินฝานก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าตอนนั้นเขารับเมิ่งเชียนอวี่มาเป็นสาวใช้จริงๆ ด้วย
เพียงแต่ว่าตอนนั้นเขาไม่ได้ใส่ใจกับเรื่องพรรค์นี้สักเท่าไหร่ เขาจึงลืมเลือนมันไปเสียสนิท
ลู่อวี่เวยที่ยืนอยู่ด้านข้าง เมื่อได้ยินว่าสตรีตรงหน้าก็เป็นสาวใช้ของหลินฝานเช่นเดียวกัน ภายในใจของนางก็เกิดความร้อนรนขึ้นมาทันที
ในฐานะสตรีด้วยกัน ไฉนนางจะมองไม่ออกเล่าว่าเมิ่งเชียนอวี่มีใจให้หลินฝาน?
'เฮ้อ เหตุใดถึงมีสาวใช้โผล่มาข้างกายคุณชายหลินอีกคนแล้วล่ะ? นั่นหมายความว่าวันนี้ข้าหมดสิทธิ์แล้วงั้นหรือ?'
เมื่อคิดได้ดังนี้ ลู่อวี่เวยก็รู้สึกหงุดหงิดใจเล็กน้อย
อย่างไรก็ตาม ในจังหวะนั้นเอง เมิ่งเชียนอวี่ก็เบนสายตามาทางพวกนาง
จากนั้น นางก็เดินเข้าไปหาเซียวจื่อเหยียนก่อนเป็นอันดับแรก และกล่าวทักทายด้วยความเคารพ "คารวะพี่จื่อเหยียนเจ้าค่ะ!"
เซียวจื่อเหยียนแย้มยิ้มให้นาง
"เชียนอวี่ ความเร็วในการบ่มเพาะของเจ้านี่ทำให้พวกเรารู้สึกละอายใจจริงๆ ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะสามารถทะลวงจากขอบเขตเบิกปราณกำเนิดไปถึงขอบเขตผู้ล้ำเลิศได้ในเวลาอันสั้นเพียงนี้"
"นี่คือผลลัพธ์ที่ผู้อื่นต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างยากลำบากนับร้อยปีถึงจะทำได้ แต่เจ้าใช้เวลาไปเท่าไหร่กัน? เพียงแค่ไม่กี่ปีเท่านั้นเอง"
"ดูเหมือนอีกไม่นาน ความแข็งแกร่งของเจ้าคงจะตามพวกเราทันเป็นแน่"
เมื่อนึกย้อนกลับไป นางเองก็เพิ่งจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตผู้ล้ำเลิศตอนที่อายุล่วงเลยร้อยปีไปแล้ว
หากนำไปเทียบกับเมิ่งเชียนอวี่แล้ว นางถูกทิ้งห่างอย่างไม่เห็นฝุ่นเลยจริงๆ
แน่นอนว่า หากนางได้รับทรัพยากรและสภาพแวดล้อมในการบ่มเพาะเฉกเช่นที่เมิ่งเชียนอวี่มีอยู่ในตอนนี้ นางก็คงสามารถทะลวงระดับได้เร็วกว่านี้หลายปีเลยทีเดียว
ทว่าเมื่อเทียบกับเมิ่งเชียนอวี่แล้ว นางก็คงต้องใช้เวลามากกว่าอย่างแน่นอน
เมื่อได้รับคำชมจากเซียวจื่อเหยียน เมิ่งเชียนอวี่ก็แสดงท่าทีถ่อมตัว
"พี่จื่อเหยียน ท่านก็กล่าวชมเกินไปแล้ว ที่ข้าสามารถบ่มเพาะได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ ก็เป็นเพราะความช่วยเหลือจากคุณชายทั้งนั้นแหละเจ้าค่ะ"
"ความยากลำบากในการบ่มเพาะจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นในภายภาคหน้า ข้าคงยากที่จะตามระดับพลังของพวกท่านพี่ๆ ทันได้หรอกเจ้าค่ะ"
เซียวจื่อเหยียนกลอกตาใส่เมิ่งเชียนอวี่ "แม่หนูนี่ เอาแต่ถ่อมตนอยู่ได้"
"แฮะๆ ข้าก็แค่พูดความจริงเท่านั้นเองเจ้าค่ะ"
กล่าวจบ เมิ่งเชียนอวี่ก็เบนสายตาไปทางองค์หญิงฉู่ซินหนิงและอีกสองนาง
"พี่จื่อเหยียน ไม่ทราบว่าพวกนางคือใครหรือเจ้าคะ?"
"พวกนางคือสมาชิกใหม่ของตระกูลหลินของเรา และเป็นสหายรักของข้าด้วย"
จากนั้น เซียวจื่อเหยียนก็แนะนำตัวตนของทั้งสามให้เมิ่งเชียนอวี่ได้รู้จัก
"คารวะพี่สาวทั้งสาม ข้าชื่อเมิ่งเชียนอวี่ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะเจ้าคะ"
"น้องเชียนอวี่ เจ้าเกรงใจเกินไปแล้ว นับจากนี้ไป พวกเราก็เปรียบเสมือนพี่น้องกัน การดูแลซึ่งกันและกันก็เป็นเรื่องสมควรอยู่แล้ว"
ทั้งสามนางรู้สึกประทับใจในความอ่อนน้อมถ่อมตนของเมิ่งเชียนอวี่
เพียงไม่นาน พวกนางก็สามารถพูดคุยกันได้อย่างออกรส
ถัดจากนั้น ภายใต้การซักถามขององค์หญิงฉู่ซินหนิงและคนอื่นๆ เมิ่งเชียนอวี่ก็เล่าภูมิหลังของตนเองให้พวกนางฟัง
"น้องเชียนอวี่ ข้าไม่นึกเลยว่าชีวิตของเจ้าจะน่ารันทดถึงเพียงนี้!"
"ไม่ต้องกังวลไปหรอกนะ ในเมื่อมีพวกเราอยู่ด้วยแล้ว นับจากนี้ไปพวกเราจะไม่มีวันยอมให้เจ้าต้องทนทุกข์ทรมานอีกต่อไป!"
พวกนางต่างรู้สึกเห็นอกเห็นใจกับชีวิตในอดีตของเมิ่งเชียนอวี่เป็นอย่างยิ่ง
ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้พวกนางเกิดความรู้สึกอยากจะปกป้องดูแลเมิ่งเชียนอวี่อีกด้วย
เมื่อเห็นพวกนางเป็นเช่นนี้ เมิ่งเชียนอวี่ก็รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก
"พี่สาวทั้งหลาย อันที่จริงมันก็ไม่ได้มีอะไรหรอกเจ้าค่ะ หากข้าไม่พบเจอกับเรื่องราวเหล่านั้น ข้าก็คงไม่มีโอกาสได้รับความเมตตาจากคุณชายหรอก"
"ดังนั้น สำหรับข้าแล้ว วันคืนอันขมขื่นเหล่านั้นก็เป็นเพียงบททดสอบอย่างหนึ่งเท่านั้น"
เมื่อเห็นเมิ่งเชียนอวี่มองโลกในแง่ดีถึงเพียงนี้ ทุกคนก็พยักหน้าชื่นชม