- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 1087 ติวเตอร์จำเป็นกับโจทย์ไก่และกระต่าย
บทที่ 1087 ติวเตอร์จำเป็นกับโจทย์ไก่และกระต่าย
บทที่ 1087 ติวเตอร์จำเป็นกับโจทย์ไก่และกระต่าย
เดิมทีโจวเยี่ยนวางแผนไว้ว่าจะให้เสี่ยวเจิงกลับบ้านได้ตั้งแต่บ่ายวันพุธ เพื่อเผื่อเวลาเตรียมตัวก่อนแต่งงานสักสามวัน
แต่เขาก็ขัดใจเธอไม่ได้ เธอรั้นจะอยู่ช่วยงานของวันนี้ให้เสร็จก่อนถึงจะยอมกลับบ้าน
หญิงสาวคนนี้มีความรับผิดชอบต่องานสูงมากจริง ๆ เพราะเกรงว่าการที่ตัวเองไม่อยู่จะทำให้งานในร้านเกิดความวุ่นวาย ความรับผิดชอบเต็มเปี่ยมเสียเหลือเกิน
“กลับไปแล้ว พ่อแม่ของพี่คงไม่ว่าผมที่เป็นอาจารย์ใจจืดใจดำหรอกนะ?” โจวเยี่ยนยิ้มพลางกล่าว
เจิงอันหรงยิ้มตอบ “อาจารย์วางใจได้ค่ะ ฉันบอกพวกเขาล่วงหน้าไว้แล้ว เรื่องที่บ้านก็ปล่อยให้พวกเขาเป็นคนจัดการ ส่วนทางนี้เว่ยกั๋วกับแม่เขาก็จัดการเตรียมงานได้ดีมาก ต่อให้ฉันกลับพรุ่งนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกค่ะ”
โจวเยี่ยนส่ายหน้าอย่างจนใจ “ถ้าพี่รอจนถึงพรุ่งนี้ค่อยกลับ พี่ไม่มีปัญหา แต่ผมนี่สิจะมีปัญหา ย่าคงได้ถือไม้ขนไก่มาเยือนถึงบ้าน แล้วสอนผมว่าควรทำตัวเป็นอาจารย์ที่ดีอย่างไรแน่นอน”
เจิงอันหรงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ สำหรับบ้านสกุลโจวแล้ว คุณย่าคือผู้มีอำนาจสิทธิ์ขาดสูงสุดอย่างแท้จริง
สภาพถนนขรุขระ ทำให้ไม่สามารถขี่รถเร็วได้ ทั้งสองจึงพูดคุยสัพเพเหระกันไปตลอดทางจนถึงชิงเสิน
เมื่อเข้าสู่เดือนเมษายน ท้องฟ้าก็เริ่มมืดช้าลง พอไปถึงบ้านของเจิงอันหรง ท้องฟ้าก็ยังไม่มืดสนิท
เมื่อได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์ เจิงก่วงเฉวียนและเฉินซิ่วหลานก็เดินออกมาต้อนรับ
ภายในลานบ้านยังมีคนอยู่อีกไม่น้อย ต่างก็พากันวิ่งมาที่ประตูเพื่อดูความคึกคัก เรื่องใหญ่ระดับงานแต่งงานแบบนี้ บรรดาญาติสนิทมิตรสหายต่างก็ต้องมาช่วยงานกันทั้งนั้น
เฉินซิ่วหลานเดินเข้าไปหา พลางกล่าวด้วยความรู้สึกจนใจอยู่บ้าง “อันหรง ในที่สุดลูกก็กลับมาเสียที คนอื่นเอาแต่ถามทุกวันว่าทำไมเจ้าสาวถึงยังไม่กลับบ้าน แม่ก็ไม่รู้จะตอบพวกเขายังไงเลย”
โจวเยี่ยนทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ถึงแม้การอยู่ทำงานต่อจะเป็นความสมัครใจของเสี่ยวเจิงเอง แต่ในฐานะอาจารย์และเถ้าแก่ เขาเองก็ดูเหมือนจะหนีความรับผิดชอบไม่พ้นเช่นกัน
“แม่คะ ถึงหนูกลับมาก็ไม่มีอะไรให้ทำอยู่ดี หนูเลยเป็นคนขออาจารย์อยู่ทำงานต่อเองแหละค่ะ” เจิงอันหรงลงจากเบาะหลัง ยิ้มพลางจับมือเฉินซิ่วหลาน “ช่วงนี้ลำบากแม่กับพ่อแล้วนะ”
“อาจารย์โจว ลำบากเธอแล้ว เข้ามากินอะไรและดื่มชาสักถ้วยก่อนเถอะ” เจิงก่วงเฉวียนยิ้มพลางเดินเข้าไปหา แล้วกล่าวกับโจวเยี่ยน
“ลุงเจิง ผมคงไม่นั่งแล้วล่ะครับ ขอถือโอกาสตอนที่ฟ้ายังไม่มืดสนิทเดินทางกลับก่อน พอขึ้นทางหลวงชนบท ผมถึงจะรู้ว่าควรกลับยังไง” โจวเยี่ยนส่ายหน้า
“ได้สิ ถ้างั้นฉันก็ไม่รั้งเธอไว้แล้วนะ” เจิงก่วงเฉวียนพยักหน้า
“อาจารย์ ถ้างั้นเดินทางกลับช้า ๆ นะคะ” เจิงอันหรงกล่าว
“ได้ ผมกลับก่อนนะ” โจวเยี่ยนรับคำ บิดคันเร่งแล้วขับออกไปทันที
“อันหรง นั่นคืออาจารย์ของเธอเหรอ? ดูยังหนุ่มอยู่เลยนะ!”
“นั่นสิ ดูแล้วอายุน่าจะน้อยกว่าเธออีกนะ? เธอไปกราบเด็กหนุ่มเป็นอาจารย์ได้ยังไง? โดนหลอกหรือเปล่าเนี่ย?”
“แต่ดูรูปร่างสูงโปร่งหน้าตาหล่อเหลา แถมยังขี่รถจักรยานยนต์เจียหลิงอีก ดูปราดเดียวก็รู้ว่าต้องมีฐานะดีแน่ ๆ”
บรรดาป้า ๆ น้า ๆ ต่างก็ให้ความสนใจโจวเยี่ยนที่มาส่งเจิงอันหรงกันยกใหญ่ และพากันซักถามไม่หยุดปาก
เจิงอันหรงได้ยินดังนั้นก็ตอบกลับด้วยใบหน้าภาคภูมิใจ “เมื่อปีที่แล้วอาจารย์เพิ่งจะสอบวัดระดับพ่อครัวระดับสามได้เป็นอันดับหนึ่งของมณฑลเชียวนะคะ แถมยังเป็นตัวแทนอุตสาหกรรมร้านอาหารของเมืองเมื่อปีที่แล้วด้วย ได้ลงหนังสือพิมพ์และนิตยสารอยู่บ่อย ๆ เป็นตัวแทนพ่อครัวหนุ่มของเจียโจวเลยนะ ร้านอาหารของอาจารย์กิจการดีมาก ฝีมือการทำอาหารก็ยิ่งอยู่ในระดับสูงเลยล่ะ”
ทุกคนได้ยินดังนั้นต่างก็มีท่าทีครุ่นคิด จึงไม่ได้พูดอะไรให้มากความอีก พากันดึงตัวเจิงอันหรงเข้าไปในบ้านเพื่อไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ระหว่างเดินทางกลับโดยผ่านเจียโจว โจวเยี่ยนแวะไปที่โรงงานเจียโจวของลี่เฉิงกรุ๊ป มุ่งหน้าไปยังเขตบ้านพักพนักงาน และหาตัวหลินจื้อเฉียงที่กำลังสอนการบ้านเด็กสองคนอยู่จนเจอ
“พ่อกับแม่ต่างก็เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยทั้งคู่ ทำไมถึงได้คลอดท่อนไม้สองท่อนอย่างพวกแกออกมาได้เนี่ย? คำถามง่าย ๆ แค่นี้ก็ยังทำไม่ได้? พ่ออธิบายไปสามรอบแล้วนะ ไก่กับกระต่ายในกรงเดียวกัน...”
โจวเยี่ยนเพิ่งจะเดินมาถึงหน้าประตู ก็ได้ยินเสียงตะคอกอย่างอดกลั้นของหลินจื้อเฉียงดังลอยมา
ฝีเท้าของโจวเยี่ยนชะงักไป อดไม่ได้ที่จะรู้สึกขบขันขึ้นมา
คุณอาหลินเป็นคนสุขุมนุ่มลึกและสง่างามขนาดไหน เป็นถึงช่างเทคนิค มีชื่อเสียงเลื่องลือในด้านความเป็นเหตุเป็นผลและเยือกเย็น
นึกไม่ถึงเลยว่าจะต้องมาสติแตกเพราะโจทย์ไก่กับกระต่ายในกรงเดียวกันข้อเดียว
การบ้านนี่ ใครเป็นคนสอนก็ต้องเป็นบ้ากันทั้งนั้นแหละ
ตอนนี้โจวเยี่ยนเริ่มสงสัยแล้ว ว่าการที่พี่เมิ่งเลือกทำงานที่เฉิงตู ก็เพราะไม่อยากสอนการบ้านลูกนั่นเอง
เขายื่นมือไปเคาะประตู
“ใครน่ะ?” เสียงของหลินจื้อเฉียงดังออกมา
“อาหลิน ผมเองครับ เสี่ยวโจว!” โจวเยี่ยนตอบกลับ
ประตูถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว หลินจื้อเฉียงยืนอยู่หลังประตู มองโจวเยี่ยนพลางยิ้มกล่าว “เสี่ยวโจวเหรอ แขกหายากนะเนี่ย รีบเข้ามาสิ”
“ครับ” โจวเยี่ยนหิ้วถุงกระดาษเคลือบน้ำมันสองใบกับขวดผักดองเปรี้ยวอีกหนึ่งขวดเดินเข้าไปในบ้าน
“พี่เยี่ยน ช่วยด้วยครับ! พ่อของผมดุมากเลย! พี่รีบมาช่วยพวกเราเร็วเข้า!” โจวเยี่ยนเพิ่งจะก้าวเท้าเข้าประตู หลินปิ่งเหวินก็วิ่งเข้ามากอดขาของเขาไว้แน่นแล้ว พลางกล่าวอย่างร้อนรน
“ยังมีผมอีกคนครับ! พี่เยี่ยน พี่สอนเรื่องไก่กับกระต่ายในกรงเดียวกันให้ผมหน่อยเถอะ!” หลินจิ่งสิงก็โผเข้ามากอดขาอีกข้างของโจวเยี่ยนไว้
หลินจื้อเฉียงปิดประตูลง มองโจวเยี่ยนพลางกล่าวว่า “เสี่ยวโจว นายลองมาสอนพวกเขาดูหน่อยสิ?”
สามคนพ่อลูก เห็นได้ชัดว่าต่างก็มองโจวเยี่ยนเป็นดั่งฟางเส้นสุดท้ายช่วยชีวิต
“ก็ได้ครับ เดี๋ยวผมลองดู” โจวเยี่ยนพยักหน้าอย่างจนใจ โจทย์ปัญหาทางประวัติศาสตร์อย่างไก่กับกระต่ายในกรงเดียวกัน ได้สร้างความปวดหัวให้กับเด็กจีนรุ่นแล้วรุ่นเล่ามานักต่อนักแล้ว
“อาหลิน ผมเอาเนื้อวัวพะโล้กับหัวหมูพะโล้มาฝาก แล้วก็เอาผักดองเปรี้ยวมาฝากเด็ก ๆ ด้วยหนึ่งโหล ของที่เอามาให้คราวก่อนน่าจะกินหมดแล้วใช่ไหมครับ” โจวเยี่ยนยื่นของในมือให้ก่อน “แหม เรื่องของกินฉันไม่เกรงใจหรอกนะ” หลินจื้อเฉียงรับของไปพร้อมรอยยิ้ม
เมิ่งฮั่นเหวินและเสิ่นหว่านชิวเพิ่งจะกลับมาจากการเดินเล่นพอดี
“พ่อครับ เสี่ยวโจวเอาเนื้อพะโล้มาฝาก พวกเราพ่อตาลูกเขยจิบเหล้ากันสักหน่อยดีไหมครับ” หลินจื้อเฉียงยิ้มพลางกล่าวกับเมิ่งฮั่นเหวิน
“แบบนั้นก็ดีเลย” เมิ่งฮั่นเหวินเดินเข้ามาในบ้าน ทักทายโจวเยี่ยน ก่อนจะกวาดตามองซ้ายมองขวา “เสี่ยวโจว โม่โม่ไม่ได้มาด้วยเหรอ?”
“คุณตาครับ โม่โม่อยู่ที่บ้านครับ พอดีผมเพิ่งจะไปส่งเสี่ยวเจิงที่ชิงเสินมา ก็เลยแวะมาที่นี่น่ะครับ” โจวเยี่ยนอธิบาย
“อย่างนี้นี่เอง ฉันก็อุตส่าห์คิดว่าเจ้าตัวเล็กคงจะตามเธอมาเที่ยวที่เจียโจวเสียอีก” เมิ่งฮั่นเหวินยิ้มตอบ
“ช่วงนี้ตกดึกเธอเอาแต่ยุ่งอยู่กับการวาดรูปและเรียนภาษาอังกฤษ ต่อให้ชวนให้ออกมาข้างนอก เธอก็อาจจะไม่ยอมมาหรอกครับ” โจวเยี่ยนกล่าวด้วยท่าทีจนใจอยู่บ้าง คุณสมบัติของเด็กหัวกะทิในตัวเจ้าตัวเล็กถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาแล้ว
“พวกแกสองคน ถ้ามีความตระหนักรู้ในตัวเองได้สักครึ่งหนึ่งของโม่โม่ก็คงดี” หลินจื้อเฉียงมองหลินปิ่งเหวินและหลินจิ่งสิงพลางกล่าว
เจ้าเด็กน้อยสองคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก นึกไม่ถึงเลยว่าวันหนึ่งลูกบ้านอื่นจะกลายเป็นโจวโม่โมที่เพิ่งเข้าเรียนชั้นอนุบาลหนึ่งไปได้
หลินจื้อเฉียงตะเกียกตะกายขึ้นมาจากหลุมพรางของการสอนการบ้านเด็ก แล้วก็ไปนั่งจิบเหล้ากับเมิ่งฮั่นเหวินที่อีกมุมหนึ่ง
เสิ่นหว่านชิวชงชามาให้โจวเยี่ยนหนึ่งถ้วย
“ขอบคุณครับคุณยาย” โจวเยี่ยนรับชามาพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะเดินไปสวมบทติวเตอร์สุดรันทดที่อีกมุมหนึ่ง
“พี่เยี่ยน ตกลงว่าใครเป็นคนจับไก่กับกระต่ายไปขังไว้ในกรงเดียวกันเหรอครับ?”
“เขายังสามารถนับขาได้ครบถ้วน แล้วทำไมถึงไม่นับหัวไปเลยล่ะ? กระต่ายมีสี่ขา ไก่มีสองขา แต่พวกมันก็มีแค่หัวเดียวนี่นา!”
“หัวกระต่ายอร่อยกว่าหัวไก่ รสหมาล่าหอมมากเลย... ซู้ด!”
บนสมุดจดของหลินจิ่งสิงมีรูปวาดหัวกระต่ายสองหัว พูดไปพูดมาก็ไม่ลืมที่จะสูดน้ำลายที่มุมปากกลับเข้าไปด้วย
ดูเด็กคนนี้สิ ใกล้จะถูกบีบให้เป็นบ้าอยู่แล้ว
“นี่คือโจทย์ปัญหาทางประวัติศาสตร์ เมื่อสามารถแก้โจทย์ข้อนี้ได้แล้ว เธอก็จะก้าวเข้าสู่โจทย์ระดับต่อไปที่ยากขึ้น นั่นก็คือโจทย์ปัญหาการเติมน้ำลงในสระ” โจวเยี่ยนกล่าวด้วยท่าทีจริงจัง
“นั่นเป็นโจทย์ที่สำคัญมากเลยเหรอครับ?” หลินจิ่งสิงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้
“ก็แค่คนโง่ที่เติมน้ำลงในสระแต่ดันไม่ยอมอุดท่อน้ำทิ้งก็เท่านั้นแหละ” โจวเยี่ยนกล่าวลอย ๆ สายตาทอดมองไปที่โจทย์บนโต๊ะ: ไก่และกระต่ายรวมกันมี 65 ตัว มีขารวมกัน 184 ขา จงหาว่ามีไก่และกระต่ายอย่างละกี่ตัว? โจวเยี่ยนมองดูแนวคิดการแก้โจทย์บนสมุด ทั้งวิธีสมมติและวิธีสมการก็ถูกนำมาใช้จนหมดแล้ว เห็นได้ชัดว่าสมองของเด็กชั้นป.4 อย่างหลินจิ่งสิง ยังไม่อาจเปิดรับวิธีการระดับสูงขนาดนี้ได้
หลินจิ่งสิงมองเขาแล้วเอ่ยถามเสียงเบา “พี่เยี่ยน พี่ทำเป็นไหมครับ? ผมรู้สึกว่าโจทย์ข้อนี้มันค่อนข้างยากเลยนะ”
“พี่เยี่ยนของเธออย่างน้อยก็เรียนจบมัธยมต้นนะ จะมาตายน้ำตื้นกับโจทย์ไก่กับกระต่ายในกรงเดียวกันได้ยังไง” โจวเยี่ยนหยิบปากกาขึ้นมาด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม กวักมือเรียกให้หลินจิ่งสิงมานั่งข้าง ๆ ก่อนจะเอ่ยปากว่า “ในเมื่อวิธีสมมติและวิธีสมการเธอไม่เข้าใจ ถ้างั้นพวกเรามาลองใช้วิธียกขากันดู”
“วิธียกขาเหรอครับ?” หลินจิ่งสิงเกิดความสงสัย
โจวเยี่ยนหยิบกระดาษกับปากกามาขีดเขียนไปพลางกล่าวไปพลาง “เธอดูนะ มีขาทั้งหมด 184 ขา พวกเราให้ไก่กับกระต่ายยกขาขึ้นพร้อมกันหนึ่งข้าง ก็เท่ากับลบออกไป 65 ขา แล้วให้ยกขึ้นอีกหนึ่งข้าง ก็ลบออกไปอีก 65 ขา ทีนี้ ขาที่เหยียบอยู่บนพื้นก็คือขาของกระต่ายทั้งหมดแล้วใช่ไหมล่ะ? แค่เอาขาที่เหลือมาหารสอง ก็จะได้จำนวนของกระต่ายแล้วไม่ใช่เหรอ?”
หลินจิ่งสิงมองดูสูตรบนกระดาษ แล้วเอ่ยด้วยความตื่นเต้นว่า “อ้อ! กระต่ายมี 27 ตัว! ผมเข้าใจแล้วครับ!”
“ทีนี้จำนวนไก่ก็คำนวณได้ง่ายแล้ว 65 - 27 = 38 ตัวไงล่ะ!”
“พี่เยี่ยน พี่เป็นอัจฉริยะจริง ๆ เลยครับ! แนวคิดนี้มันช่างง่ายดายอะไรอย่างนี้!”
หลินจื้อเฉียงเพิ่งจะเทเนื้อพะโล้ออกมา และรินเหล้าใส่จอก เมื่อได้ยินเสียงก็อดไม่ได้ที่จะเดินมาที่หน้าประตูห้องหนังสือ แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ทำเป็นแล้วเหรอ?”
“ใช่ครับ! พ่อ ผมบรรลุธรรมแล้วครับ!” หลินจิ่งสิงพยักหน้า
“จริงหรือหลอกเนี่ย? เมื่อกี้แกแกล้งโง่หลอกพ่องั้นเหรอ?” หลินจื้อเฉียงเดินเข้ามา “มา คำนวณให้พ่อดูอีกรอบสิ”
“พ่อดูนะ พวกเราให้ไก่กับกระต่ายยกขาขึ้นพร้อมกันหนึ่งข้างก่อน...” หลินจิ่งสิงแสดงวิธีทำตามแนวคิดวิธียกขาของโจวเยี่ยนให้หลินจื้อเฉียงดูรอบหนึ่ง และก็สามารถคำนวณจำนวนไก่และกระต่ายออกมาได้สำเร็จ หลินจื้อเฉียงฟังจบก็เงียบไปพักใหญ่ และก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้
แนวคิดนี้จะพูดยังไงดีล่ะ มันช่างน่าทึ่งมากทีเดียว
หากไม่พูดถึงทฤษฎี ก็ถือว่าเป็นวิธีที่เข้าใจง่ายและคำนวณได้ถูกต้องแม่นยำจริงๆ
“เสี่ยวโจว นี่นายเป็นคนสอนเขาเหรอ?” หลินจื้อเฉียงมองโจวเยี่ยนพลางเอ่ยถาม
“แนวคิดง่าย ๆ สำหรับโจทย์ปัญหาทางประวัติศาสตร์น่ะครับ” โจวเยี่ยนพยักหน้า
“นายนี่เก่งจริง ๆ” หลินจื้อเฉียงพยักหน้ารับ “ดี เขียนแบบนี้แหละ”
ดูเหมือนจะพอใจ แต่ที่จริงแล้วหมดหนทางจะสอนต่างหากล่ะ
“ถ้างั้นผมก็ทำเสร็จแล้ว! ผมอยากกินเนื้อวัวพะโล้!” หลินจิ่งสิงพับสมุดเก็บ ยัดหนังสือเรียนกลับเข้ากระเป๋า แล้วรีบวิ่งออกจากห้องหนังสือไปทันที
“เดี๋ยวก่อนสิ! พี่เยี่ยน พี่อย่าเพิ่งไปนะ ผมยังเขียนไม่เสร็จเลย!” หลินปิ่งเหวินเริ่มร้อนรน รีบดึงโจวเยี่ยนไว้พลางบอก “พี่เยี่ยน พี่รีบดูโจทย์ข้อนี้ให้ผมหน่อยสิครับ”
โจวเยี่ยนใช้เวลาสิบนาที ก็สามารถจัดการปัญหาการบ้านของหลินปิ่งเหวินได้สำเร็จ
เจ้าตัวเล็กวิ่งออกมาอย่างเร่งรีบ ในที่สุดก็ได้กินเนื้อพะโล้เสียที
หลังจากสวมบทติวเตอร์เสร็จ โจวเยี่ยนก็ปิดโคมไฟแล้วเดินออกจากห้องหนังสือมา
“เสี่ยวโจว ดื่มสักหน่อยไหม?” หลินจื้อเฉียงมองโจวเยี่ยนพลางเอ่ยถาม
“เดี๋ยวผมยังต้องขี่รถกลับอีก ขอไม่ดื่มดีกว่าครับ” โจวเยี่ยนส่ายหน้าปฏิเสธยิ้มๆ
“ถ้างั้นก็ดื่มเบียร์สักขวดสิ ด้วยคอทองแดงระดับนาย ดื่มเบียร์ขวดเดียวก็ไม่ต่างอะไรกับดื่มน้ำเปล่าหรอก” หลินจื้อเฉียงพูดพลางเปิดเบียร์ซานเฉิงให้เขาหนึ่งขวด แล้วกวักมือเรียกให้มานั่ง
เมื่อเห็นเช่นนั้นโจวเยี่ยนก็ไม่ได้ปฏิเสธ เขานั่งลงแล้วยกแก้วขึ้น “คุณอาหลิน คุณตา ผมขอดื่มให้พวกคุณหนึ่งแก้วครับ”
หลังจากดื่มไปหนึ่งแก้ว โจวเยี่ยนก็เอ่ยปากว่า “อาหลิน วันนี้ผมแวะมาเพื่อยืนยันเวลากับอาน่ะครับ มะรืนนี้อาผมกับเสี่ยวเจิงจะแต่งงานกัน ตอนเช้าตรู่ต้องไปรับเจ้าสาวที่ชิงเสิน...”
หลินจื้อเฉียงยิ้มพลางพยักหน้า “ฉันรู้แล้วล่ะ พรุ่งนี้อันเหอจะขับรถของที่ทำงานกลับมา ส่วนฉันก็จะสั่งให้คนเอารถไปล้างให้สะอาดก่อน แบบนี้วันมะรืนตอนเช้าพวกเราก็สามารถขับรถไปได้สองคัน ถึงเวลาไปรับเจ้าสาวก็จะได้พาคนไปได้เยอะขึ้นด้วย”
“ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขอบคุณคุณอาและพี่เมิ่งมากเลยครับ” โจวเยี่ยนรีบเอ่ยขอบคุณ
“ขอบคุณอะไรกัน พวกเราก็คนกันเองทั้งนั้น ไม่ต้องเกรงใจหรอก” หลินจื้อเฉียงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
หลังจากโจวเยี่ยนดื่มเบียร์จนหมดขวด เสิ่นหว่านชิวก็ชงชามาให้เขาอีกถ้วย ปล่อยให้เขาดื่มชาและนั่งพักอีกครู่หนึ่ง เมื่อแน่ใจแล้วว่าเขาไม่ได้มีอาการเมาจริง ๆ ถึงได้ยอมให้เขาขี่รถกลับบ้าน
พอลงมาจากชั้นบน ลมกลางคืนพัดโชยมา โจวเยี่ยนก็รู้สึกสร่างเมาขึ้นมาทันที
โจวเยี่ยนขึ้นคร่อมรถจักรยานยนต์ แล้วขี่กลับไปที่หมู่บ้านโจวอีกรอบ
บ้านเก่าของตระกูลโจวสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ ถูกทำความสะอาดจนสะอาดสะอ้าน และประดับกระดาษฉลุลายที่หน้าต่างเรียบร้อยแล้ว
หญิงชรากำลังเรียกประชุมอยู่พอดี บรรดาลูกผู้ชายในบ้านสกุลโจวต่างก็มากันเกือบครบแล้ว
โจวเยี่ยนจอดรถจักรยานยนต์ไว้หน้าประตู เพิ่งจะเดินเข้าประตูไป ก็เห็นโจวโม่โม่กำลังนั่งกินขนมข้าวตอกอยู่บนตักของคุณย่าพอดี