- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 1084 ถ้าพูดถึงเรื่องวาทศิลป์ ในสำนักข่งรุ่นที่สี่คงไม่มีใครสู้เขาได้แล้วล่ะ
บทที่ 1084 ถ้าพูดถึงเรื่องวาทศิลป์ ในสำนักข่งรุ่นที่สี่คงไม่มีใครสู้เขาได้แล้วล่ะ
บทที่ 1084 ถ้าพูดถึงเรื่องวาทศิลป์ ในสำนักข่งรุ่นที่สี่คงไม่มีใครสู้เขาได้แล้วล่ะ
“อื้อ ๆ! อาจารย์พูดไม่ผิดเลยครับ! เป็ดตัวนี้ทั้งเค็มกลมกล่อมและมันวาว แต่กลับไม่เลี่ยนเลย รสสัมผัสในคำนี้เข้มข้นมาก ข้าวเหนียวที่นุ่มและมันวาว แฮมช่วยชูรส เม็ดบัวกับดอกลิลลี่ช่วยเบรกความเลี่ยนของเนื้อสัตว์ เห็ดและถั่วให้ความสดชื่นแก้เลี่ยน ในขณะที่ทั้งนุ่มและหอมหวาน ข้าวแต่ละเม็ดก็ยังเรียงตัวสวย!” ข่งกั๋วต้งชิมแล้วก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาบ้าง ชูนิ้วโป้งให้โจวเยี่ยนพลางบอก
“ฝีมืออาจารย์โจวยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว! อร่อยกว่าเป็ดน้ำเต้าที่ฉันเคยกินที่ภัตตาคารเฉิงตูตั้งเยอะ!”
ปรมาจารย์สองคนที่เคยผ่านโลกมามาก และเคยลิ้มรสเป็ดน้ำเต้าแปดเซียนมาแล้ว ต่างก็ให้คะแนนประเมินที่สูงลิ่วพร้อมกัน
ในบรรดาพ่อครัวใหญ่ของเจียโจว หากนับตามอาวุโสและผลงานที่มีต่อวงการพ่อครัวเจียโจวแล้ว ปัจจุบันข่งชิ่งเฟิงถือเป็นอันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย
เมื่อก่อนสองข่งแห่งเจียโจว ก็มีชื่อเสียงในวงการพ่อครัวของเสฉวนและฉงชิ่งอยู่ไม่น้อย
การที่ข่งชิ่งเฟิงได้รับเลือกให้เป็นพ่อครัวระดับพิเศษโดยตรงนั้น ฝีมือย่อมไม่เป็นที่สงสัยอยู่แล้ว
ส่วนข่งกั๋วต้ง ในฐานะพ่อครัวคุณอาจจะบอกว่าเขาฝีมือห่วย แต่คุณจะบอกว่าเขาไม่มีความสามารถไม่ได้หรอกนะ
ตอนหนุ่ม ๆ เขาติดตามข่งชิ่งเฟิงและข่งไหวเฟิงไปตระเวนแข่งขันและร่วมกิจกรรมตามที่ต่าง ๆ อยู่ตลอด ต่อมาพอได้เป็นผู้จัดการร้านอาหารเล่อหมิง ก็ไปอบรมที่เฉิงตูบ่อย ๆ หากพูดถึงเรื่องวิสัยทัศน์ ก็เป็นรองแค่ซ่งปั๋วกับฟางอี้เฟยเท่านั้นแหละ
ในเมื่อพวกเขาสองคนต่างก็บอกว่าดี คนอื่น ๆ ก็หมดข้อสงสัยในใจไปแล้ว ตอนนี้แค่อยากจะลองชิมดูว่ามันจะอร่อยขนาดไหนกันแน่
เหล่าหลัวชิมไปหนึ่งคำ น้ำซุปข้นหนืดห่อหุ้มหนังและเนื้อเป็ดเอาไว้ จากนั้นตามด้วยไส้ที่อ่อนนุ่ม พอเข้าปากไปก็ร้องอุทานว่า “น้ำซุปนี้ก็ดีนะ สดชื่นกลมกล่อม ความข้นกำลังดีไม่เหนียวจนเกินไป ช่วยชูรสชาติแต่ไม่กลบรสชาติดั้งเดิม ถือว่าพอดีเป๊ะ การที่เป็ดน้ำเต้าตัวนี้สามารถสร้างชื่อเสียงได้โด่งดังขนาดนี้ ถือว่าสมคำร่ำลือจริง ๆ”
พอกินเนื้อเป็ดไปหนึ่งคำ เซี่ยวเหล่ยก็ชูนิ้วโป้งให้โจวเยี่ยน “แม่เจ้าโว้ย รสชาตินี้มันไม่ธรรมดาจริง ๆ อาจารย์โจว สมกับที่เป็นราชาเป็ดแห่งสำนักข่งจริง ๆ ไม่มีเป็ดตัวไหนที่นายทำออกมาไม่อร่อยเลย”
แค่เป็ดน้ำเต้าจานเดียว ก็ดันให้โต๊ะอาหารมื้อนี้พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในทันที
ทุกคนกินแล้วต่างก็เอ่ยปากชมกันไม่ขาดปาก
“นายว่าโลกนี้มันยังมีความยุติธรรมอยู่ไหมเนี่ย? ถ้านับตามอายุและเวลาที่เข้าสำนัก เขายังต้องเรียกพวกเราว่าศิษย์พี่เลยนะ แต่ถ้าจะเอาเรื่องฝีมือแล้วล่ะก็ แม้แต่อาจารย์ปู่ยังต้องเรียกเขาว่าอาจารย์โจวเลย” เจิ้งเฉียงเอ่ยลอย ๆ
“ไม่เป็นไรหรอกศิษย์พี่เจิ้ง พี่ยังคลุกคลีกับอาจารย์โจวน้อยไป ก็เลยยังไม่ชิน” อาเหว่ยเอ่ยด้วยท่าทีนิ่งเฉย “แต่ฉันไม่เหมือนี่นะ ฉันน่ะชาชินไปแล้ว”
“ฉันก็ใกล้จะชาแล้วล่ะ” เสี่ยวหลัวพยักหน้าผสมโรง
พอวางตะเกียบลง เหล่าหลัวก็อดไม่ได้ที่จะตบต้นขาตัวเองฉาดใหญ่ “ถ้าฉันรู้แต่แรกว่ามันต้องทำแบบนี้ ตำแหน่งพ่อครัวระดับหนึ่งก็ตกเป็นของฉันไปแล้ว!”
เซี่ยวเหล่ยเองก็เอ่ยด้วยความสะท้อนใจว่า “อาจารย์โจวเป็นผู้เชี่ยวชาญตัวจริง พอกลับมาถึงบ้านฉันก็นอนไม่หลับ นั่งศึกษาตำราอาหารจนถึงเที่ยงคืน ในตัวหนังสือที่เรียงรายกันเป็นพืดนั่น ฉันเห็นแค่คำสี่คำที่ว่า: ทำเป็ดโคตรยาก!”
ทั้งสองคนจ้องมองโจวเยี่ยนตาเป็นประกาย เอ่ยขึ้นมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมายว่า “อาจารย์โจว ฉันอยากเรียนทำไอ้นี่!”
“สอน ๆ ๆ” โจวเยี่ยนพยักหน้า “แต่มีข้อแม้อยู่อย่างเดียวนะ เป็ดที่ต้องใช้ในช่วงที่เรียนทำเป็ดน้ำเต้าน่ะ ต้องออกเงินเองนะครับ”
“มันก็สมควรอยู่แล้วล่ะ”
“ไม่มีปัญหา”
ทั้งสองคนพยักหน้ารับ บนใบหน้าต่างก็ปรากฏรอยยิ้มออกมา
“คราวนี้ก็เยี่ยมไปเลย ต่อให้เป็ดน้ำเต้านี่จะยากแค่ไหน อย่างน้อยก็มีอาจารย์มาคอยจับมือสอน ไม่เหมือนเป็ดรมควันใบชาคราวก่อนที่ทำส่งเดชไปเรื่อย จับต้นชนปลายไม่ถูกเลย” เซี่ยวเหล่ยรู้สึกฮึกเหิมมาก ช่วงนี้เขากลุ้มใจเรื่องเป็ดน้ำเต้าตัวนี้มากทีเดียว ถึงขั้นเคยคิดจะไปเฉิงตูเพื่อขอให้สวี่อวิ้นเหลียงช่วยแนะนำปรมาจารย์ที่ทำเป็นให้สักสองสามคน เพื่อจะได้ไปเรียนรู้วิชามาสักหน่อย
นึกไม่ถึงเลยว่ายังไม่ทันจะได้ออกเดินทาง โจวเยี่ยนก็ทำเป็ดน้ำเต้าแปดเซียนที่ครบเครื่องทั้งสีสัน กลิ่น และรสชาติออกมาเสียแล้ว
แบบนั้นจะไปเฉิงตูหาพระแสงอะไรล่ะ
อาจารย์อากับกั๋วต้งต่างก็พูดแล้วว่า เป็ดน้ำเต้าที่โจวเยี่ยนทำ รสชาติอร่อยเด็ดกว่าตามภัตตาคารใหญ่ ๆ ข้างนอกเสียอีก แบบนี้ก็ถือว่าสำเร็จแล้วไงล่ะ!
คำชื่นชมจากทุกคน ทำให้ลูกค้าที่จองโต๊ะจีนถึงกับตาลุกวาว
“เถ้าแก่โจว เป็ดน้ำเต้าของคุณตัวนี้จะเอาขึ้นรายการอาหารเมื่อไหร่ล่ะ? คราวหน้าถ้าผมจะเชิญคนมากินข้าว ผมก็อยากจะสั่งเป็ดน้ำเต้านี่มาลองชิมดูบ้าง”
“เดือนหน้าจะถึงวันเกิดพ่อผม ผมกะจะพาเขามาเลี้ยงฉลองที่ร้านคุณสักสองสามโต๊ะ ถ้ามีเป็ดน้ำเต้าแปดเซียนนี่เพิ่มเข้ามาได้ก็คงจะดี ความหมายก็ดี แถมที่มาที่ไปก็ไม่ธรรมดาด้วย”
มีคนอยากจะสั่งจองเอาไว้ล่วงหน้าเดี๋ยวนั้นเลยด้วย
“ถ้าเถ้าแก่หลินอยากจะสั่งล่ะก็ วันนี้จองไว้ได้เลยครับ ถึงเวลาเดี๋ยวผมจะเตรียมไว้ให้เอง” โจวเยี่ยนยิ้มพลางบอก
ที่เรียนทำเป็ดก็เพื่อเอามาขายนี่แหละ ในเมื่อลูกค้าเอ่ยปากแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องปิดบังเอาไว้
หลินฮุยได้ยินดังนั้นก็จองโต๊ะจีนราคาสามสิบหยวนกับโจวเยี่ยนไปห้าโต๊ะทันที โดยแต่ละโต๊ะสั่งเป็ดน้ำเต้าเพิ่มอีกหนึ่งตัว กำหนดการคือวันที่สิบเดือนหน้า วันที่หนึ่งเดือนหน้าจะเอาเงินมามัดจำไว้ให้
“มาครับ เถ้าแก่หลิน ลองชิมเป็ดน้ำเต้าตัวนี้ดูก่อน ถ้าไม่พอใจล่ะก็ สามารถเปลี่ยนเป็นเป็ดรมควันใบชาได้นะครับ” โจวเยี่ยนหยิบจานใบเล็กมา ตักเป็ดน้ำเต้าชิ้นสุดท้ายในจานไปให้หลินฮุย
หลินฮุยเปิดฟาร์มเลี้ยงสัตว์อยู่ที่ชายขอบตำบลซูจี เลี้ยงหมูกว่าร้อยตัวและไก่อีกหลายพันตัว เป็นเถ้าแก่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ที่มีชื่อเสียงพอตัวในตำบลซูจี และเป็นหนึ่งในกลุ่มเศรษฐีหมื่นหยวนรุ่นแรก ๆ ของซูจีด้วย
ก่อนหน้านี้เขาเคยมากินข้าวที่ร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาเพราะเพื่อนเชิญมาครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นก็แวะมากินอยู่เป็นประจำ เวลาจะเลี้ยงแขกก็มักจะมาจองโต๊ะจีนที่ร้านของโจวเยี่ยนอยู่บ่อย ๆ ถือว่าเป็นลูกค้าเก่าแก่คนหนึ่ง
หลินฮุยลาออกจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์ของเมืองกลับมาอยู่บ้าน หลายปีมานี้เขาสร้างเนื้อสร้างตัวได้จากการเลี้ยงหมู ขนาดของฟาร์มขยายใหญ่ขึ้นเป็นเท่าตัวทุกปี ปัจจุบันกลายเป็นเกษตรกรรายย่อยที่มีฟาร์มเลี้ยงสัตว์ขนาดใหญ่ที่สุดในซูจีไปแล้ว
พอมีเงินก็ชอบตระเวนกินไปทั่ว สองปีมานี้ร้านอาหารที่ทำให้เขาพอใจได้มากที่สุดก็ยังคงเป็นร้านอาหารโจวเอ้อร์หวา
เมื่อก่อนเวลาจะเลี้ยงข้าวแขก ถ้าอยากจะกินของดี ๆ ก็ต้องถ่อไปถึงเจียโจว
ตอนนี้สบายแล้ว ไม่ต้องออกไปจากซูจี แค่ที่หน้าประตูโรงงานทอผ้าก็มีอาหารอร่อย ๆ ให้กินแล้ว เผลอ ๆ ระดับฝีมือจะสูงกว่าพวกร้านอาหารในเจียโจวเสียด้วยซ้ำ
“ขอบคุณมากนะเถ้าแก่โจว” หลินฮุยยิ้มพลางรับจานใบเล็กมา เอ่ยขอบคุณด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะยกไปให้แขกคนอื่น ๆ ที่โต๊ะดู “ทุกคนดูสิ เป็ดที่ทำออกมาเป็นรูปน้ำเต้า แถมข้างในยังยัดไส้แปดเซียนไว้อีก วิชาที่ต้องใช้ความประณีตระดับนี้ ในซูจีก็คงมีแค่เถ้าแก่โจวเท่านั้นแหละที่ทำได้”
“ถ้านายไม่กินก็ให้ฉันกินเถอะ อิจฉาตาร้อนจะแย่อยู่แล้ว!” มีคนร่วมโต๊ะร้องแซวขึ้นมา
“ไม่ได้สิ มีแค่ชิ้นเดียวเองนะ ฉันต้องลองชิมรสชาติดูก่อน เดือนหน้าค่อยเลี้ยงพวกนายก็แล้วกัน” หลินฮุยส่ายหน้า ยกจานเดินกลับไปนั่งที่ หยิบตะเกียบคีบเนื้อเป็ดขึ้นมาชิมไปหนึ่งคำ คนอื่น ๆ ต่างก็พากันวางตะเกียบลง มองเขาด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
หลินฮุยวางตะเกียบลง ร้องชื่นชมว่า “ไม่ธรรมดาเลย! เป็ดน้ำเต้าแปดเซียนตัวนี้มันยอดเยี่ยมจริง ๆ นะ! เนื้อเป็ดนุ่มละมุน ไส้แปดเซียนก็เหนียวนุ่มเค็มมัน กลิ่นหอมของไขมันเป็ดซึมซาบเข้าไปในข้าวเหนียว กินแล้วหอมสุดยอดไปเลย!”
“อาจารย์พวกนี้มีระดับการวิจารณ์สูงกว่าฉันเยอะ ฉันพูดได้คำเดียวว่าอร่อยเด็ด!”
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็พากันหัวเราะออกมา การที่สามารถทำให้เถ้าแก่หลินเอ่ยปากชมได้ขนาดนี้ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าเป็ดน้ำเต้าตัวนี้อร่อยจริง ๆ
“เถ้าแก่โจว ผมเอาเป็ดน้ำเต้าแปดเซียนตัวนี้นี่แหละ เป็ดรมควันใบชาก็อร่อยอยู่หรอก แต่พ่อผมกับพี่น้องอีกสามคนของเขามารวมตัวกันฟันยังไม่ครบซี่เลย เอาเป็ดน้ำเต้านี่แหละเหมาะกว่า แถมความหมายก็ดีกว่าด้วย” หลินฮุยหันไปมองโจวเยี่ยนพลางบอก
“ได้ครับ เดี๋ยวผมจดไว้ให้เถ้าแก่หลินเลย” โจวเยี่ยนพยักหน้ายิ้ม ๆ หยิบสมุดบันทึกออกมาจดรายการอย่างรวดเร็ว
เขาเองก็นึกไม่ถึงเหมือนกัน ว่าแค่เป็ดน้ำเต้าแปดเซียนโผล่มาแสดงตัวในวันนี้ จะสามารถกวาดยอดสั่งจองมาได้ถึงห้าโต๊ะเลยทีเดียว
เป็ดหนึ่งตัวน้ำหนักแค่สองจินกว่า ๆ ต้นทุนในการทำเป็ดน้ำเต้าแปดเซียนตัวหนึ่งยังถูกกว่าเป็ดรมควันใบชาเสียอีก อาหารจานนี้ถือเป็นตัวทำเงินสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำเลยนะเนี่ย
“ต้องเป็นอาจารย์โจวจริง ๆ นั่นแหละ ทำธุรกิจได้ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก แค่ขยับตัวนิดเดียวก็เซ็นสัญญารับจัดโต๊ะจีนมูลค่าสองร้อยหยวนได้แล้ว” ข่งกั๋วต้งอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความทึ่ง
“พ่อครัวที่ทำอาหารเก่ง เดิมทีก็ไม่ขาดลูกค้าอยู่แล้ว ตอนหนุ่ม ๆ ที่ฉันกับปู่ใหญ่ยังหนุ่ม ๆ วัน ๆ ก็รับจัดโต๊ะจีนตามบ้านเศรษฐีในเจียโจวกันทั้งนั้นแหละ ถ้าไม่จองล่วงหน้าสักสามเดือน อย่าหวังว่าจะได้กินฝีมือพวกเราเลย” ข่งชิ่งเฟิงหัวเราะพลางบอก
“ผมรู้น่าว่าอาจารย์กับปู่ใหญ่เป็นเสาหลักของเล่อหมิง” ข่งกั๋วต้งหัวเราะ
การกินข้าวมื้อนี้ดำเนินไปอย่างเอร็ดอร่อยและเบิกบานใจ
หลังจากกินข้าวเสร็จ แขกเหรื่อก็ทยอยกันลากลับ
โจวเยี่ยนชงชามาให้ ทุกคนจิบชาไปพลางปรึกษาหารือกันไปพลาง
วันอาทิตย์หน้าเสี่ยวเจิงกับโจวเว่ยกั๋วจะจัดงานแต่งงาน โจวเยี่ยนรับงานจัดเลี้ยงกลางแจ้งจำนวนหกสิบโต๊ะมา ถึงเวลาจะมีบรรดาผู้อาวุโสของสำนักข่งเป็นคนรับหน้าที่จัดการ เสี่ยวเจิงเป็นลูกศิษย์ของโจวเยี่ยน และเป็นทายาทเพียงคนเดียวของสำนักข่งรุ่นที่ห้าในตอนนี้ แถมยังเป็นถึงศิษย์พี่หญิงใหญ่ด้วย
คนในสำนักข่งต่างก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
การที่ข่งชิ่งเฟิงและข่งกั๋วต้งเดินทางมาด้วยตัวเองในวันนี้ ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงท่าทีของสำนักข่งแล้ว
โจวเยี่ยนมองข่งชิ่งเฟิงพลางบอก “อาจารย์ปู่รอง งานเลี้ยงกลางแจ้งครั้งนี้ ผมขอให้ท่านรับหน้าที่เป็นผู้บัญชาการใหญ่ คอยควบคุมดูแลภาพรวมทั้งหมดเลยนะครับ”
“ส่วนอาจารย์ลุงข่งให้เป็นรองผู้บัญชาการคอยช่วยปู่ แบบนี้ดีไหมครับ?”
“ไม่ได้หรอก ฉันอายุขนาดนี้แล้ว ขืนต้องมาวิ่งวุ่นคงได้หน้ามืดตาลายกันพอดี ตำแหน่งผู้บัญชาการใหญ่นี่ฉันรับไม่ไหวหรอก” ข่งชิ่งเฟิงได้ยินดังนั้นก็รีบโบกมือปฏิเสธ เอ่ยด้วยท่าทีเด็ดขาด “ตำแหน่งผู้บัญชาการใหญ่นี่ ต้องให้อาจารย์โจวเป็นคนรับหน้าที่ ส่วนฉันจะขอเป็นลูกมือ คอยยืนดูพวกนั้นอยู่หน้าเตาให้ทำอาหารออกมาให้ดีก็พอ”
ข่งกั๋วต้งก็หัวเราะพลางบอก “ใช่แล้ว ตอนนี้อาจารย์โจวได้รับการยกย่องจากคนภายนอกให้เป็นพ่อครัวชนบทอันดับหนึ่งแห่งเจียโจวแล้ว ระดับอย่างฉันคงไม่มีคุณสมบัติไปยืนอยู่หน้าเตาหรอก ขอเป็นลูกมือหั่นผักให้ก็พอแล้วล่ะ”
“คำพูดพวกนั้นคนข้างนอกเขาพูดกันไปเรื่อยเปื่อยเองแหละครับ ระดับฝีมือของผมถ้าเอาไปเทียบกับอาจารย์ลุงและอาจารย์อาทั้งหลายแล้ว ก็ยังถือว่าห่างชั้นกันอีกเยอะเลยครับ” โจวเยี่ยนรีบปฏิเสธ
บรรยากาศในที่นั้นเงียบกริบลงไปถนัดตา
ทุกคนต่างก็มองเขาด้วยสีหน้าที่แปลกประหลาดเล็กน้อย
“นายลองบอกมาสิ ว่าอาจารย์ลุงและอาจารย์อาคนไหนในนี้ ที่มีฝีมือใกล้เคียงกับนายบ้าง?” ข่งชิ่งเฟิงเอ่ยปากถาม
มุมปากของแต่ละคนเริ่มจะกลั้นรอยยิ้มเอาไว้ไม่อยู่แล้ว
โจวเยี่ยนเม้มปาก อาจารย์ปู่รองนี่กำลังขุดหลุมพรางให้เขากระโดดลงไปชัด ๆ แต่เขากลับไม่รู้สึกหวั่นเกรงเลยแม้แต่น้อย เอ่ยด้วยสีหน้าจริงจังว่า:
“ถ้าพูดถึงความครอบคลุมของอาหารนึ่ง ผมสู้อาจารย์ของผมไม่ได้เลยครับ”
“ถ้าพูดถึงจำนวนและชนิดของอาหารที่เชี่ยวชาญ ผมก็ยังห่างชั้นกับอาจารย์อาหลัวอยู่มากครับ”
“ถ้าพูดถึงระดับการบริหารร้านอาหาร ผมก็ยิ่งสู้อาจารย์ลุงข่งไม่ได้เลยครับ”
“และถ้าจะพูดถึงความสามารถในการเปลี่ยนหัวเข่าให้เป็นเงินเป็นทอง ผมก็สู้อาเหว่ยไม่ได้เหมือนกัน สุภาษิตที่ว่า ‘หัวเข่าลูกผู้ชายมีค่าดั่งทองคำ’ คนอื่นเขาเอาไว้เตือนสติให้ตัวเองมีศักดิ์ศรี แต่มีแค่เขาคนเดียวนี่แหละที่สามารถพิสูจน์ได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าคำพูดนี้มันเป็นเรื่องจริง”
ทุกคนลองใคร่ครวญดู สิ่งที่โจวเยี่ยนพูดก็มีเหตุผลอยู่เหมือนกัน
ถ้าพูดถึงเรื่องวาทศิลป์ ในสำนักข่งรุ่นที่สี่คงไม่มีใครสู้เขาได้แล้วล่ะ