บทที่ 2 ลูกดกทวีโชค
บทที่ 2 ลูกดกทวีโชค
ลูกดกทวีโชค?
ทันทีที่คำสี่คำนี้ปรากฏขึ้น
ทั่วทั้งบริเวณก็กลับมาเงียบกริบอีกครั้ง
พรึ่บ!
ใบหน้าสวยงามประณีตทั้งสามสิบสี่ใบหน้า แดงซ่านตั้งแต่ฐานลำคอลามไปจนถึงปลายหูด้วยความเร็วที่ตาเปล่ามองเห็นได้
สายตาทุกคู่หันไปจับจ้องอยู่ที่ตัวเจียงเฟิงโดยสัญชาตญาณ
ภายในสายตาเหล่านั้นปะปนไปด้วยความหมายที่หลากหลาย
มีทั้งความตกตะลึง ความเขินอาย ความลุกลี้ลุกลน และยังมีผู้หญิงที่เดิมทีก็รู้สึกดีกับเจียงเฟิงอยู่แล้ว มีประกายความยินดีและความคาดหวังวาบผ่านในดวงตา แถมยังมีความหึงหวงอย่างรุนแรงยามมองไปยังผู้หญิงคนอื่นๆ ด้วย
บรรยากาศในวินาทีนี้กลายเป็นความพิลึกพิลั่นและคลุมเครืออย่างถึงที่สุด
ส่วนตัวเจียงเฟิงเอง ในหัวมีเพียงความคิดเดียว
เชี่ยเอ๊ย นี่มันขึ้นสวรรค์ชัดๆ!
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว
ดูจากสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว ชั้นเรียนของพวกเขามีทั้งหมด 35 คน น่าจะข้ามมิติมาที่นี่กันครบทุกคนแล้ว
ห้องของพวกเขาคือสาขาภาษาอังกฤษธุรกิจของคณะภาษาต่างประเทศ เป็นสถานที่ที่มีพลังหยินล้นหลามและพลังหยางขาดแคลนจนถึงขีดสุด
นอกจากเขาที่เป็นผู้ชายเพียงคนเดียวแล้ว อีกสามสิบสี่คนที่เหลือล้วนเป็นผู้หญิงทั้งหมด
ที่ร้ายกาจที่สุดคือ คุณภาพของผู้หญิงในห้องพวกเขานั้นสูงลิ่วจนเป็นที่เลื่องลือ
ไม่ว่าจะสูงต่ำดำขาว อวบอั๋นหรือผอมเพรียว หากจับแยกออกไปทีละคน ล้วนเป็นตัวตนที่เวลาเดินสัญจรไปมาบนท้องถนนก็สามารถทำให้ผู้คนลอบอุทานในใจได้ว่าเป็นคนสวย
โดยเฉพาะหลินหว่านซี
แม้พวกเขาเพิ่งจะเข้าเรียนปีหนึ่งได้เพียงหนึ่งเดือน
แต่เธอกลับอาศัยหน้าตาที่โดดเด่นและรูปร่างที่สมบูรณ์แบบจนหาที่ติไม่ได้ ฝ่าวงล้อมจากบรรดาดาวประจำห้อง ดาวประจำสาขา และดาวประจำคณะทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ ก้าวขึ้นสู่บัลลังก์ดาวมหาวิทยาลัยได้สำเร็จ
ตอนนี้ สาวสวยสามสิบสี่คนที่มีสไตล์แตกต่างกันไป ล้วนกำลังเบียดเสียดกันอยู่ในกระท่อมฟางแห่งนี้ด้วยร่างเปลือยเปล่า
ซ้ำเขายังถูกเลือกให้เป็นหัวหน้าเผ่าเพียงคนเดียวอีกด้วย
สุดท้าย ยังมอบคุณสมบัติระดับ SSS อย่าง 'ลูกดกทวีโชค' ให้อีก
สถานการณ์แบบนี้... ถ้าบอกว่านี่ไม่ใช่สวรรค์ แล้วอะไรคือสวรรค์ล่ะ?
พล็อตเรื่องแบบนี้ ต่อให้เป็นในเว็บไซต์แบบเสียเงินบางแห่ง เขาก็ยังไม่เคยดูมาก่อนเลย!
ในขณะที่จิตใจของเจียงเฟิงกำลังเตลิดเปิดเปิง คิดไปไกลร้อยแปด
เสียงอื้ออึงจากการถกเถียงของพวกผู้หญิงก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"ลูกดกทวีโชค... ชื่อนี้มันออกจะ... แปลกเกินไปหน่อยไหม!"
"ฮือๆๆ นี่จะให้พวกเราออกลูกกันอย่างบ้าคลั่งงั้นเหรอ? ฉันไม่เอานะ ฉันยังไม่เคยมีความรักเลยด้วยซ้ำ จู่ๆ ก็จะให้ฉันมีลูกแล้ว มันน่ากลัวเกินไปแล้ว..."
"ฉันยังไม่เคยจับมือผู้ชายเลยนะ แบบนี้มันเร็วเกินไปแล้วหรือเปล่า?"
"เธอยังไม่เคยจับมือผู้ชายเนี่ยนะ? แล้วคราวที่แล้วที่ฉันจับได้ว่าเธอแอบดูหนังโป๊ แถมยังแอบทำอะไรในผ้าห่ม... อื้อ..."
"อย่าพูดมั่วนะ ฉันไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย แค่อยากรู้เฉยๆ ทีหลังเธอก็แอบดูด้วยกันกับฉันไม่ใช่เหรอ?"
"ฟู่ เธอจะอุดปากฉันให้ตายหรือไง ฉันดูก็แล้วมันทำไมล่ะ? ฉันก็แค่รู้สึกว่าผ้าปูที่นอนของเธอวันนั้นมันดูจะ... อื้อ..."
ฉินซูอิ่งถูกปิดไมค์บังคับให้เงียบไปถึงสองครั้ง แต่บทสนทนาที่เต็มไปด้วยข้อมูลมหาศาลนี้กลับทะลุเข้าหูเจียงเฟิงท่ามกลางเสียงพูดคุยมากมาย
เขาเหลือบมองเมิ่งเยียนอวี่ที่กำลังเอามือปิดปากอีกฝ่ายเอาไว้
ฟังแค่ชื่อก็ให้ความรู้สึกเย็นชาและห่างเหินทีเดียว
แต่ความจริงแล้วเธอสูงราวๆ หนึ่งร้อยหกสิบเซนติเมตร เป็นสาวอวบสไตล์น่ารักปนเซ็กซี่ เป็นประเภทที่ถึงจะดูมีน้ำมีนวล แต่ไม่ใช่แค่ไม่ทำให้รู้สึกรังเกียจเลยสักนิด กลับกันยิ่งทำให้แทบจะอยากถูกเธอสูบเรี่ยวแรงให้หมดตัวเสียด้วยซ้ำ
โดยเฉพาะเมื่อจับคู่กับดวงตาดอกท้อคู่นั้น เวลาที่เธอยิ้ม ดวงตาจะหยีโค้งเป็นสระอิ ทั้งยังแฝงความรู้สึกไร้เดียงสา สายตาหวานเยิ้มหยดย้อย
คราวก่อนตอนที่เล่นบาสเกตบอล เธอเอาน้ำมาส่งให้ แถมยังฉวยโอกาสลูบหน้าท้องของเขาไปทีหนึ่ง
ตอนนั้นเขาแค่คิดว่าเธอเป็นคนประเภทกระตือรือร้นและเปิดเผย แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า เธอจะเป็นประเภทที่นานๆ จะกล้าบ้าบิ่นสักครั้ง ทว่าในใจกลับซ่อนความหื่นเงียบเอาไว้สุดๆ ต่างหาก
พอมาคิดดูตอนนี้ รู้สึกว่าเรื่องที่เยวียนเกอเคยบอกว่าเมิ่งเยียนอวี่ไม่ได้ชอบเขานั้น มีความน่าเชื่อถือน้อยมาก
หรือว่าตัวเธอเองนั่นแหละที่ชอบผู้ชายสไตล์นี้?
ขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น เขาก็สังเกตเห็นว่าสายตาของเมิ่งเยียนอวี่เหลือบมามองเขา ก่อนจะรีบดึงสายตากลับไปอย่างรวดเร็วราวกับลูกกระต่ายที่ตื่นตระหนก ใบหน้าของเธอแดงก่ำจนแทบจะคั้นน้ำออกมาได้
อื้ม... หึๆ...
แววตาของเจียงเฟิงฉายแววขบขัน
ตอนนี้อย่างน้อยก็แน่ใจแล้วว่ามีหนึ่งคนที่เต็มใจจะเชื่อมต่อกับเขา
ทว่าในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านหลังของเจียงเฟิง
"เจียงเฟิง แกมองเพลินเลยนะ?"
โห พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา
เขาเพิ่งจะนึกถึงเยวียนเกอ ไม่คิดว่าเสียงของเซี่ยจือเยวียนจะโผล่มา ฟังจากเสียงแล้ว ที่แท้เธอก็นั่งยองๆ อยู่ด้านหลังเขานี่เอง มิน่าล่ะเมื่อกี้ถึงมองไม่เห็น
เซี่ยจือเยวียน ฉายา เยวียนเกอ เป็นกรรมการฝ่ายกีฬาประจำห้องของพวกเขา
เธอมีใบหน้าที่ทั้งสวยงามและแฝงความหล่อเหลา ผมสั้นเสมอหู ผิวสีแทนน้ำผึ้ง ปกติเป็นคนห้าวๆ ลุยๆ และยังเป็นคนรักพวกพ้องมาก
เจียงเฟิงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเธอ แต่เขาคบหากับเธอแบบเพื่อนผู้ชายล้วนๆ ไม่ได้มีความคิดเป็นอื่นเลย... อะแฮ่ม ความจริงบางครั้งก็มีบ้างเหมือนกัน
เพราะถึงยังไงเซี่ยจือเยวียนก็ถือว่าหน้าตาดีมากคนหนึ่ง ในฐานะผู้ชายที่ข้ามมิติมายังโลกคู่ขนาน แล้วได้มีรูปร่างหน้าตาราวกับโมเดลสามมิติที่สมบูรณ์แบบ ย่อมต้องตั้งปณิธานว่าจะก้าวขึ้นเป็นคาสโนว่าตัวพ่อให้ได้อย่างแน่นอน
ทว่าด้วยนิสัยและรูปลักษณ์ที่ดูห้าวหาญของเซี่ยจือเยวียน ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นเพื่อนซี้ เป็นทอมแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้ลึกๆ ในใจเขาจะแอบมีความคิดอกุศลตามประสาผู้ชายอยู่บ้าง แต่วิธีที่เจียงเฟิงปฏิบัติกับเธอก็ยังคงเป็นแบบเพื่อนผู้ชายกอดคอกันอยู่ดี
จะว่าไปแล้ว หุ่นของเยวียนเกอก็ถือว่าสุดยอดไม่แพ้ใครเหมือนกันนะ
เจียงเฟิงหันกลับไปมอง ก็เห็นเซี่ยจือเยวียนที่กำลังนั่งยองๆ อยู่บนพื้น สองมือโอบกอดจุดสำคัญเอาไว้แน่น และกำลังจ้องมองเขาด้วยใบหน้าที่แดงซ่านด้วยความเขินอาย
ยัยนี่... ก็มีมุมที่เป็นผู้หญิงกับเขาด้วยเหมือนกันเหรอเนี่ย?
เจียงเฟิงถึงกับมองจนตาค้าง เขาไม่คิดจริงๆ ว่าเซี่ยจือเยวียนจะหน้าแดงเป็นกับเขาด้วย
แถมหุ่นของยัยนี่ก็ดีเกินคาด แม้สองมือจะโอบกอดเอาไว้ แต่ส่วนโค้งเว้าในส่วนที่ปกปิดไม่มิดนั้นมันใหญ่ของแท้เลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น แม้เธอจะป้องกันด้านหน้าเอาไว้ได้ แต่ดันลืมป้องกันด้านหลัง จากมุมมองที่เขามองต่ำลงไป...
ซี้ด ทั้งงอนทั้งใหญ่เลยแฮะ
"แก... แกมองอะไรนักหนา? มันน่าดูขนาดนั้นเลยหรือไง?"
เซี่ยจือเยวียนถลึงตาใส่เขาอีกครั้ง เพียงแต่น้ำเสียงนี้... นอกจากความเขินอายปนโมโหแล้ว ทำไมเขาถึงยังได้ยินความรู้สึกที่อยากจะได้คำตอบแฝงอยู่ด้วยล่ะ?
หรือว่าเขาคิดไปเอง?
แต่ไม่ว่าจะเป็นการคิดไปเองหรือไม่ ตอนนี้เจียงเฟิงก็ปล่อยตัวปล่อยใจอย่างเต็มที่แล้ว
เขาพูดหยอกเย้าว่า "เยวียนเกอ จะเขินทำไมล่ะ พวกเรามันเพื่อนซี้กอดคอกันอยู่แล้ว ฉันให้แกดูคืนบ้างก็ได้เอ้า จะปิดบังไปทำไม?"
"ไม่สิ" จู่ๆ เจียงเฟิงก็นึกอะไรขึ้นมาได้ จึงยิ้มเจ้าเล่ห์ "เยวียนเกอ แบบนี้มันไม่แฟร์นี่ แกแอบดูฉันจากข้างหลังมาตั้งนานแล้ว ฉันก็ต้องได้ดูคืนบ้างสิ ไม่งั้นฉันก็ขาดทุนแย่เลย"
เซี่ยจือเยวียนทั้งเขินทั้งโมโหจนคันเขี้ยว อยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็พูดไม่ออก เพราะเธอรู้สึกว่าคำพูดของเจียงเฟิงมันไม่มีอะไรผิดเลย
แต่เธอไม่มีทางหันหลังโชว์ให้เจียงเฟิงดูจริงๆ อย่างแน่นอน แบบนั้นก็แปลว่าเขาจะได้เห็นทุกอย่างเลยน่ะสิ?
แต่เจียงเฟิงหมอนี่... ประมาทไม่ได้เลยจริงๆ
เซี่ยจือเยวียนอยากจะหลับตาลง แต่ความอยากรู้อยากเห็นและความรู้สึกแปลกๆ ในใจกลับทำให้เธอไม่อยากหลับตา
เธอจึงแกล้งทำเป็นหรี่ตาลงเล็กน้อย ทำทีเป็นไม่อยากมอง แต่ความจริงแล้วเธอกำลังแอบดูอยู่ตลอดเวลา
ในตอนนั้นเอง เสียงเครื่องจักรที่เย็นชาก็ดังก้องขึ้นในหัวของทุกคนอีกครั้ง
[คำอธิบายเอฟเฟกต์คุณสมบัติของชนเผ่าระดับ SSS "ลูกดกทวีโชค"]
มาแล้ว!
ผู้หญิงทุกคนต่างจดจ่อตั้งใจฟังในทันที
[แนะนำคุณสมบัติ : การขยายเผ่าพันธุ์คือรากฐานของอารยธรรม และเป็นรากฐานของการดำรงอยู่ของชนเผ่า คุณสมบัตินี้จะช่วยยกระดับความสามารถในการขยายเผ่าพันธุ์ของชนเผ่า และผลตอบแทนที่ได้รับจากการขยายเผ่าพันธุ์อย่างมหาศาล]
[เอฟเฟกต์คุณสมบัติที่ 1 : ทุกครั้งที่หัวหน้าเผ่าและเพศตรงข้ามในเผ่าทำ 'การสังเคราะห์แสง' สำเร็จหนึ่งครั้ง จะได้รับรางวัลแบบสุ่ม ในบางสถานการณ์ที่เจาะจง รางวัลอาจติดคริติคอล ทำให้ได้รับสิ่งของที่ดีขึ้น หรือมีจำนวนสิ่งของที่มากขึ้น]
[เอฟเฟกต์คุณสมบัติที่ 2 : ภายในอาณาเขตของชนเผ่า การให้กำเนิดบุตรของผู้หญิงจะไร้ซึ่งอันตราย ไร้ความเจ็บปวด และรับประกันว่าจะให้กำเนิดทายาทที่แข็งแรงสมบูรณ์อย่างแน่นอน]
[เอฟเฟกต์คุณสมบัติที่ 3 : ทุกครั้งที่มีทารกแรกเกิดถือกำเนิดขึ้นในชนเผ่าหนึ่งคน หัวหน้าเผ่าจะได้รับโอกาสสุ่มรางวัลหนึ่งครั้ง ภายในตู้สุ่มรางวัลประกอบไปด้วยแบบแปลน อุปกรณ์ ไอเทมพิเศษ เป็นต้น]
[เอฟเฟกต์คุณสมบัติที่ 4 : ทุกครั้งที่มีทารกแรกเกิดถือกำเนิดขึ้นในชนเผ่าหนึ่งคน มารดาของทารกจะได้รับพรสวรรค์หรือสกิลแบบสุ่มหนึ่งอย่างเป็นการถาวร]
[เอฟเฟกต์คุณสมบัติที่ 5 (เฉพาะหัวหน้าเผ่า) : ในฐานะแกนกลางของการขยายเผ่าพันธุ์ แรงดึงดูดที่หัวหน้าเผ่ามีต่อเพศตรงข้ามจะเพิ่มขึ้น 30% และได้รับสกิลติดตัว 'มังกรผยองพยัคฆ์คะนอง' ทุกครั้งที่เชื่อมต่อกับเพศตรงข้ามในเผ่าได้สำเร็จ จะได้รับพรสวรรค์และสกิลปัจจุบันของเพศตรงข้ามคนนั้น และทุกครั้งที่ทำ 'การสังเคราะห์แสง' สำเร็จ จะได้รับค่าสถานะแบบสุ่มหนึ่งแต้ม อีกทั้งเมื่อทารกแรกเกิดถือกำเนิดขึ้น จะได้รับพรสวรรค์หรือสกิลแบบสุ่มหนึ่งอย่างเป็นการถาวร]