- หน้าแรก
- แม่มดฝึกหัด ขอจัดเต็ม
- บทที่ 281 รุ่นพี่เรนี่
บทที่ 281 รุ่นพี่เรนี่
บทที่ 281 รุ่นพี่เรนี่
“รุ่นพี่คะ!”
เรนี่ที่กำลังทำมื้อเช้าอยู่หูผึ่งเล็กน้อย ก่อนจะพูดอย่างขบขันว่า
“สงสัยอยู่คนเดียวจะเหงาเกินไปแฮะ ถึงขั้นหูแว่วได้ยินเสียงพวกรุ่นน้องซะแล้ว
นี่เพิ่งจะสัปดาห์แรกเอง ต่อให้มีรุ่นน้องปีสามเริ่มออกสำรวจพื้นที่ชั้นในแล้ว ก็ไม่มีทางมาถึงเขตป่าเขาได้ตั้งแต่ตอนนี้หรอก
ยิ่งเรื่องที่จะหาที่พักของเราเจอ ยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่”
“รุ่นพี่คะ อยู่บ้านไหมคะ?”
เรนี่: “???”
ทำไมถึงได้ยินอีกแล้วล่ะ?
หรือว่าเมื่อวานตอนไปเก็บดอกลำโพงยักษ์ หูจะโดนเสียงดังจนพังไปแล้วนะ?
เธอหยุดมือจากสิ่งที่กำลังทำ แล้วตั้งใจเงี่ยหูฟัง
“รุ่นพี่คะ!”
เรนี่หันขวับไปมองทางประตูทันที นี่มีรุ่นน้องมาเรียกเธอจริง ๆ เหรอเนี่ย?
เธอรีบเดินไปเปิดประตู
“รุ่นพี่เรนี่! เป็นรุ่นพี่จริง ๆ ด้วย!” ซิลฟ์ร้องบอก
เรนี่กลับรู้สึกประหลาดใจยิ่งกว่าพวกเธอเสียอีก “รีบเข้ามาเล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ พวกเธอหาที่นี่เจอได้ยังไงเนี่ย?”
เรนี่ล้มเลิกความคิดที่จะทำเมนูใหม่ด้วยตัวเอง แล้วเปลี่ยนมาใช้เวทมนตร์ทำอาหารทำเมนูที่ถนัดที่สุดแทน ส่วนตัวเธอก็ดึงพวกโม่หลานให้มานั่งคุยกัน
“จากป่าด้านนอกของดินแดนทรายเหลืองมาจนถึงที่นี่มันไกลมากเลยนะ พวกเธอเดินทางมาได้ยังไงเนี่ย?”
“รุ่นพี่คะ พวกเราไม่ได้มาจากทางดินแดนทรายเหลืองหรอกค่ะ” ซิลฟ์บอก
โม่หลานคิดในใจ ดูท่าด้านนอกของดินแดนทรายเหลืองก็เป็นภูมิประเทศแบบป่าเขาเหมือนกันสินะ
“ถ้าอย่างนั้นพวกเธอเตรียมยาถอนพิษ แล้วบินตรงมาจากหนองน้ำเขียวงั้นเหรอ?” เรนี่เห็นพวกเธอส่ายหน้าอีกก็ตกตะลึงสุด ๆ “พวกเธอคงไม่ได้ขี่ไม้กวาดบินบุกฝ่าป่ายอดเขาศิลาเข้ามาหรอกนะ! สมกับเป็นจอมมนตราจริง ๆ เพิ่งจะอยู่ปีสามก็เก่งกาจขนาดนี้แล้ว”
ทั้งสามคนส่ายหน้าอีกครั้ง “พวกเราบินมาจากทุ่งหญ้ามรกตค่ะ”
“อะไรนะ? ทุ่งหญ้ามรกตเหรอ? จะเป็นไปได้ยังไง! ต่อให้บินเร็วยังไง ก็ไม่มีทางบินข้ามทุ่งหญ้ามรกตพ้นได้ภายในวันเดียวหรอก สถานที่แบบนั้นพอตกกลางคืน ต่อให้เป็นแม่มดที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ยังรับมือไม่ไหวเลย นับประสาอะไรกับพวกเธอ!” เรนี่ไม่ค่อยอยากจะเชื่อนัก
จนกระทั่งพวกโม่หลานหยิบแผนที่สถาบันของตัวเองออกมาให้ดู
บนพื้นที่ชั้นในที่ถูกหมอกสีเทาปกคลุม มีเส้นทางสีเขียวสายหนึ่งพาดผ่านทุ่งหญ้ามรกตปรากฏอยู่บนกระดาษ เป็นหลักฐานยืนยันว่าพวกเธอเดินทางผ่านทุ่งหญ้ามรกตมาจริง ๆ
เรนี่ถึงกับช็อก “พวกเธอทำได้ยังไงกัน? ดงสายฟ้าตอนกลางคืนมันน่ากลัวมากเลยนะ มีแม่มดน้อยไม่รู้ตั้งกี่คนที่ต้องมาตกม้าตายเพราะที่นั่น”
“ก็ขุดถ้ำอยู่ใต้ดินไงคะ พอสายฟ้าผ่าลงมาบนพื้นดิน มันก็จะกระจายตัวออกไปเอง” โม่หลานตอบ
“ขุดถ้ำเหรอ? วิธีนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีคนเคยลองทำนะ แต่ขอแค่มีช่องโหว่นิดเดียวก็โดนไฟดูดแล้ว แล้วถ้าอุดจนมิด ก็จะยิ่งอยู่ยิ่งอึดอัด จนสุดท้ายก็สลบเหมือดไปเลย พวกเธอขุดถ้ำกันยังไงล่ะเนี่ย?”
เรนี่อยากรู้คำตอบอย่างใจจดใจจ่อ
ที่พักของเธอนี้ดีไปทุกอย่าง เสียก็แต่ตอนจะเดินทางไปปราสาทสถาบันสักรอบมันไม่ง่ายเลย
ทุกครั้งเธอต้องออกเดินทางล่วงหน้าเป็นสัปดาห์ เพื่ออ้อมไปทางดินแดนทรายเหลือง แล้วขี่ไม้กวาดบินจากทะเลทรายเข้าสู่พื้นที่แกนกลาง
แม้ดินแดนทรายเหลืองจะมีพายุทรายรุนแรง แต่ขอแค่ใช้เวทกำแพงดินสร้างที่หลบภัยเล็ก ๆ ก็สามารถซ่อนตัวให้ผ่านพ้นไปได้แล้ว
ส่วนพื้นที่อื่น ๆ ยิ่งผ่านไปได้ยากกว่า หากไม่ระวังจนต้องเดือดร้อนให้อาจารย์ใหญ่ผู้พิทักษ์มาช่วย เสบียงที่สะสมมาทั้งหมดก็เป็นอันสูญเปล่า
หากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ พวกรุ่นพี่ปีก่อน ๆ คงไม่เมินสถานที่แห่งนี้ จนตกมาถึงมือเธอหรอก
ถ้ามีวิธีเดินทางผ่านทุ่งหญ้ามรกตได้อย่างปลอดภัยจริง ๆ ต่อไปเธอก็คงจะสะดวกขึ้นมาก
“แน่นอนว่าต้องเหลือช่องระบายอากาศไว้ให้อากาศถ่ายเทค่ะ ไม่อย่างนั้นจะขาดออกซิเจนจนช็อกได้ แค่เอาตะแกรงเหล็กไปขัดไว้ตรงช่องระบายอากาศเพื่อช่วยนำกระแสไฟฟ้าก็พอแล้วค่ะ” โม่หลานหยิบตะแกรงเหล็กที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ออกมาให้รุ่นพี่เรนี่ดู
แต่จุดที่เรนี่สนใจกลับเป็น “ขาดออกซิเจนจนช็อกคืออะไรเหรอ? แล้วกระแสไฟฟ้าหมายความว่ายังไง? สายฟ้าเหรอ?”
ซิลฟ์และวาชิด้าเองก็มองเธอด้วยใบหน้าประหลาดใจ “ที่แท้การเปิดช่องระบายอากาศก็เพื่อเหตุผลนี้เองเหรอ? ฉันก็นึกว่าอยากจะระบายกลิ่นเนื้อย่างออกไปซะอีก!”
โม่หลาน: “...”
เธอเพิ่งจะรู้เดี๋ยวนี้เองว่า พวกแม่มดไม่มีแนวคิดเรื่องออกซิเจนเลยแม้แต่น้อย แต่เห็นได้ชัดว่าสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ก็จำเป็นต้องหายใจ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีเวทจมน้ำดำรงอยู่หรอก
พอลองคิดดูอีกทีก็จริงแฮะ สิ่งมีชีวิตในโลกวาเลนแค่วิจัยเรื่องเวทมนตร์ก็แทบจะไม่มีเวลาแล้ว เวทมนตร์สามารถแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ต้นไม้แห่งเทคโนโลยีถึงไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเลยสักนิด
ต่อให้มีผลผลิตทางเทคโนโลยีอยู่บ้าง สิ่งเหล่านั้นก็ล้วนมาจากบ่อน้ำนภา ซึ่งเป็นของขึ้นชื่อจากต่างโลกที่เหล่ายอดฝีมือแห่งวาเลนนำกลับมาทั้งสิ้น
การระบายอากาศของพวกเธอ ก็คือความหมายตามตัวอักษรว่าเพื่อระบายกลิ่น ไม่ใช่เพื่อการเอาชีวิตรอด
โม่หลานต้องออกแรงอธิบายอยู่นาน กว่าจะทำให้พวกเธอเข้าใจได้กระจ่างว่า ทำไมเมื่ออยู่ในพื้นที่ปิดตาย พอเวลาผ่านไปสักพัก คนเราถึงได้สลบหรืออาจถึงขั้นเสียชีวิตได้
เรนี่ ซิลฟ์ และวาชิด้าต่างพากันตกตะลึงสุดขีด “เป็นแบบนี้เองเหรอเนี่ย? สิ่งที่พวกเราหายใจเข้าไปเป็นเพียงแค่ส่วนประกอบหนึ่งในอากาศ และถ้าไม่มีสิ่งนี้ก็จะขาดใจตายงั้นเหรอ?”
โม่หลานพยักหน้า
“โม่หลาน ความรู้พวกนี้ พอจะสะดวกสรุปออกมาเป็นหนังสือไหม? ทางสภาเผ่าจะมีรางวัลมอบให้นะ” เสียงของอาจารย์ใหญ่ดังขึ้นอย่างกะทันหัน
ในที่สุดพวกเธอก็รู้แล้วว่า ทำไมโม่หลานถึงได้หาวิธีหลบซ่อนตัวในค่ำคืนแห่งสายฟ้าเจออย่างง่ายดายขนาดนี้
“แน่นอนค่ะ” โม่หลานตอบ
เรื่องนี้ก็ช่วยเตือนสติเธอเหมือนกันว่า ถ้ามีเวลาต้องจัดการรวบรวมความรู้จากความทรงจำบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินออกมามอบให้สภาเผ่า ไม่ว่าเธอจะคิดว่ามันมีประโยชน์ต่อแม่มดมากน้อยแค่ไหนก็ตาม
บางครั้งเมื่อมองจากมุมที่แตกต่างกัน เธอก็อาจจะไม่เห็นถึงคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในนั้นก็ได้
การเผยแพร่อารยธรรมของดาวเคราะห์สีน้ำเงิน เดิมทีก็เป็นสิ่งที่เธอในฐานะดวงวิญญาณที่ถือกำเนิดจากดาวเคราะห์สีน้ำเงินสมควรจะทำอยู่แล้ว
หากข้อสันนิษฐานในหนังสือ ‘ปริศนาแม่มดที่ยังไขไม่ออก’ ที่บอกว่าจิตสำนึกของโลกถือกำเนิดขึ้นจากดวงวิญญาณและจิตสำนึกของสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาเป็นเรื่องจริงล่ะก็ คำกล่าวที่ว่าอารยธรรมไม่ดับสูญ ดวงดาวก็ไม่มีวันตาย คงไม่ใช่แค่คำพูดลอย ๆ อีกต่อไป
“รุ่นพี่เรนี่คะ รู้ไหมคะว่ารุ่นพี่ลิลิธอาศัยอยู่ที่ไหน?” โม่หลานเอ่ยถาม
“อ๋อ พี่เขาน่ะ อาศัยอยู่ในป่าเขาด้านนอกบริเวณรอยต่อระหว่างหนองน้ำเขียวกับดินแดนทรายเหลือง ใกล้ ๆ กับเถาวัลย์ดูดเลือดอายุร้อยปีน่ะ ถ้าพวกเธอจะไปหาลิลิธ เดินทางไปทางดินแดนทรายเหลืองจะสะดวกกว่านะ” เรนี่บอก
โม่หลานยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจ “ด้านนอกทุ่งหิมะของทุ่งหญ้ามรกตคือป่าเขา ด้านนอกป่ายอดเขาศิลาก็คือป่าเขา แถมด้านนอกบริเวณรอยต่อของหนองน้ำเขียวกับดินแดนทรายเหลืองก็ยังเป็นป่าเขาอีก อย่าบอกนะว่าพื้นที่นอกเหนือจากภูมิประเทศทั้งสี่แห่งนี้ ล้วนเป็นภูมิประเทศแบบป่าเขาทั้งหมดเลยน่ะ?”
“เธอเดาถูกแล้วล่ะ มีทั้งป่าบนภูเขาสูง มีทั้งป่าบนพื้นที่ลาดชัน แล้วก็มีป่าติดทะเลสาบที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งน้ำ ล้วนเป็นสถานที่ที่พืชพรรณเจริญงอกงามทั้งนั้น เพียงแต่พืชที่เติบโตอยู่ในนั้น ลักษณะภูมิประเทศ และสภาพอากาศจะมีความแตกต่างกันไปบ้างก็เท่านั้นเอง
ในยุคเทวะจุติและช่วงต้นของยุคเวทมนตร์ พวกรุ่นพี่แม่มดส่วนใหญ่ล้วนซ่อนตัวอยู่ในป่าเขาแบบต่าง ๆ เพื่อเอาชีวิตรอด ระบบเวทมนตร์ของแม่มดอย่างพวกเรา ก็เหมาะกับการใช้ชีวิตตามลำพังในป่าเขามาก อีกทั้งบนทวีปวาเลนก็มีป่าเขาหลากหลายประเภทอยู่เยอะที่สุด ดังนั้นการฝึกฝนเอาชีวิตรอดในป่า จึงเน้นไปที่ป่าเขาเป็นหลักไงล่ะ
รวมถึงการเข้าไปขอคำชี้แนะและขอความช่วยเหลือจากรุ่นพี่ในป่า ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกฝนเอาชีวิตรอดด้วยเหมือนกันนะ!”
เรนี่ยืดอกขึ้น ตอนนี้เธอกำลังสวมบทบาทเป็นรุ่นพี่แม่มดผู้ปรับตัวเข้ากับการใช้ชีวิตในป่าได้แล้ว
“ว่าไง สนใจจะเลือกสร้างที่พักแถว ๆ นี้ไหมล่ะ?
บริเวณรอบ ๆ นี้ฉันสำรวจมาจนปรุโปร่งแล้ว ฉันสามารถบอกข้อมูลบางอย่างให้พวกเธอได้นะ! สถานที่ที่ค่อนข้างน่าอยู่แถวนี้ ฉันก็รู้จักอยู่สองสามแห่ง แน่นอนว่า มันคงไม่ดีเท่าที่พักของฉันหรอกนะ”
พวกโม่หลานทั้งสามคนตอบพร้อมกัน: “สนใจค่ะ!”
ไม่ว่าจะสร้างที่พักแถวนี้หรือไม่ ข้อมูลของรุ่นพี่มีให้ฟรี ๆ จะไม่เอาได้ยังไงล่ะ เก็บไว้เป็นตัวเลือกสำรองก่อนก็แล้วกัน