เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 271 เผาอินทรียักษ์

บทที่ 271 เผาอินทรียักษ์

บทที่ 271 เผาอินทรียักษ์


โม่หลานหลบอยู่ในเกราะป้องกันที่สร้างจากเวทกำแพงดิน พลางเงี่ยหูฟังความเคลื่อนไหวภายนอกอย่างเงียบ ๆ

แม้ว่ากำแพงที่สร้างจากเวทกำแพงดินจะไม่ได้คงอยู่ถาวร หากหยุดร่ายเวทเมื่อใด กำแพงดินก็จะหายไป

ทว่าพลังป้องกันของกำแพงจากพลังธาตุดินนั้น กลับแข็งแกร่งกว่าหินผาทั่วไปเสียอีก

การพุ่งชนของอินทรียักษ์ จึงไม่อาจสร้างความเสียหายใด ๆ ให้กับกำแพงดินได้เลย

ด้วยระดับพลังเวทของโม่หลาน การประคองเวทมนตร์ไว้จนกว่าอินทรียักษ์จะถูกไฟคลอกตายนั้น ถือว่าไม่มีปัญหาเลยสักนิด

เธอจึงคอยรักษาสภาพของเวทกำแพงดินเอาไว้แบบนั้น พร้อมกับฟังเสียงกระแทกที่ค่อย ๆ แผ่วเบาลงเรื่อย ๆ

จนกระทั่งภายนอกเงียบสงบลงอย่างแท้จริง โม่หลานถึงได้ปลดกำแพงดินออกด้านหนึ่งอย่างระมัดระวัง แล้วชะโงกหน้ามองออกไป

อินทรียักษ์นอนกองอยู่บนพื้นหญ้าไม่ไกลนัก สภาพทั่วทั้งตัวดำเป็นตอและเหลือเพียงลมหายใจรวยริน

เวทปลิดชีพ!

เวทปลิดชีพ!

เวทปลิดชีพ!

...

ไม่นานนักมันก็สิ้นใจตายไปอย่างสมบูรณ์

อินทรียักษ์ตัวนี้มีค่าแค่ขนบนตัวเท่านั้น เมื่อถูกเผาจนกลายเป็นสภาพนี้ แน่นอนว่าย่อมนำไปใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้แล้ว

โม่หลานจัดการร่ายเวทเผาศพ เพื่อเผาทำลายซากของมันอย่างรวดเร็ว ป้องกันไม่ให้ดึงดูดสัตว์ป่าตัวอื่นเข้ามา

เพราะในป่ายอดเขาศิลานี้ ไม่ได้ปราศจากสัตว์ป่าขนาดใหญ่ตามที่เธอเคยคิดไว้ก่อนหน้านี้

เพียงแต่พวกมันดันมีปีกและอาศัยอยู่บนยอดเขา ซึ่งกระแสลมจากเวทสัมผัสลมไม่สามารถตรวจจับสถานที่ที่มีความสูงระดับนั้นได้

อีกอย่างอินทรียักษ์ก็ไม่ใช่สัตว์ป่าที่ชอบอยู่อย่างโดดเดี่ยวเสียด้วย

เมื่อเจออินทรียักษ์ตัวหนึ่งแล้ว ย่อมหมายความว่ายังมีอีกหลายตัวที่เธอยังไม่เจอ

ในตอนนี้เธอรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่ไม่ได้ขี่ไม้กวาดบินพุ่งพรวดพราดเข้ามาในป่ายอดเขาศิลา ไม่อย่างนั้นคงต้องมานั่งแทรกซึมเวทมนตร์ใส่เมล็ดพันธุ์ เพื่อเพาะปลูกหญ้าไม้กวาดกันใหม่แน่ ๆ

โม่หลานไม่กล้าปีนขึ้นไปบนยอดเขาศิลาอย่างวู่วามอีกต่อไป

แต่ถึงอย่างไร เธอก็ต้องขึ้นไปดูสภาพของป่าศิลาแห่งนี้จากบนยอดเขาอยู่ดี

เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินอ้อมกลับไปทางทิศเหนือของยอดเขาศิลา แล้วเริ่มสร้างบันไดเถาวัลย์ขึ้นมาใหม่

อย่างน้อยบริเวณยอดเขาศิลาสองสามลูกที่เธอเพิ่งเดินผ่านมานี้ ก็ไม่มีอินทรียักษ์อาศัยอยู่

หากปีนขึ้นไปจากทางทิศเหนือ ตราบใดที่ยังไม่ถึงยอดเขา พวกอินทรียักษ์ที่อยู่ลึกเข้าไปในป่าศิลาก็จะมองไม่เห็นเธอ

พอปีนขึ้นไปจนถึงยอดเขา เธอก็รีบใช้เวทล่องหนของเวทมนตร์ธาตุความมืดใส่ตัวเองทันที

แบบนี้ขอเพียงเธออยู่นิ่ง ๆ อินทรียักษ์ก็ไม่เห็นเธอแล้ว

“สวรรค์! ใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?”

โม่หลานยืนอยู่บนยอดเขาศิลาพลางทอดสายตามองไปทางทิศใต้ กลับพบว่ามองไม่เห็นจุดสิ้นสุดของป่าศิลาแห่งนี้เลย

บนท้องฟ้าอันห่างไกลยังมีเงาดำบินวนเวียนอยู่ เห็นได้ชัดว่าสถานที่แห่งนี้มีอินทรียักษ์อาศัยอยู่ไม่น้อย

ป่ายอดเขาศิลาที่กว้างใหญ่ไพศาลขนาดนี้ หากอาศัยแค่เดินด้วยสองเท้า แล้วเมื่อไหร่เธอถึงจะสำรวจได้จนหมดล่ะ?

“คงเดินลึกเข้าไปอย่างไร้จุดหมายแบบนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว!” โม่หลานปีนลงจากยอดเขาศิลาอย่างระมัดระวัง แล้วเดินกลับไปยังบริเวณใกล้กับกำแพงพุ่มไม้อีกครั้ง

ครั้งนี้เธอไม่ได้ดันทุรังเดินลึกเข้าไปในป่ายอดเขาศิลาอีกต่อไป แต่เปลี่ยนมาเดินเลียบไปตามช่องว่างระหว่างกำแพงพุ่มไม้กับป่ายอดเขาศิลาแทน

พื้นที่ชั้นในกว้างใหญ่กว่าที่เธอคิดเอาไว้มาก

การสำรวจอย่างไร้จุดหมายแบบนี้ ถือว่าไร้ประสิทธิภาพสุด ๆ

แค่กวาดสายตามองจากที่ไกล ๆ เมื่อครู่นี้ โม่หลานก็ตระหนักได้ทันทีว่า เธอไม่มีทางสำรวจพื้นที่ชั้นในทั้งหมดได้อย่างทะลุปรุโปร่งภายในเวลาหนึ่งปี โดยอาศัยเพียงแค่การเดินด้วยสองเท้าแน่ ๆ

ลำพังแค่ป่ายอดเขาศิลาแห่งนี้ที่เดียว เธอก็สำรวจไม่หมดแล้ว

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรู้จักเลือกที่จะทำและเลือกที่จะทิ้ง

ยิ่งเดินลึกเข้าไปในป่ายอดเขาศิลามากเท่าไหร่ อินทรียักษ์ก็ยิ่งเยอะมากขึ้นเท่านั้น

อินทรียักษ์ที่อยู่บนท้องฟ้านั้นมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล หากทำให้พวกมันแตกตื่นพร้อมกันหลายตัว สถานการณ์คงจะเลวร้ายสำหรับเธอมากแน่ ๆ

แถมเธอก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปปะทะกับพวกอินทรียักษ์เหล่านี้โดยตรงในตอนนี้ด้วย

ชั้นดินของป่ายอดเขาศิลานั้นค่อนข้างบาง ซ้ำยังมีอินทรียักษ์บินวนเวียนอยู่ ทั้งอันตรายและไม่เหมาะกับการอยู่อาศัยเลยสักนิด จะมีก็เพียงแร่ธาตุในชั้นหินเท่านั้นที่ยังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง

แต่การหาแร่ก็ไม่ใช่เป้าหมายสำคัญอันดับแรกของเธอในตอนนี้

เป้าหมายในตอนนี้ของเธอคือ การออกสำรวจพื้นที่ชั้นในให้ครอบคลุมขอบเขตมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ต่อให้หาหุบเขาหมูป่าไม่เจอ อย่างน้อยก็ต้องหาสถานที่ที่เหมาะแก่การอยู่อาศัยให้เจอสักหนึ่งหรือสองแห่ง

พอเรียนวิชาการเอาชีวิตรอดในป่าจบ เธอจะได้ลงมือสร้างที่พักสำหรับตอนเรียนปีสี่ได้เลย

วันหน้าหากขาดแคลนแร่ ค่อยแวะมาหาในป่ายอดเขาศิลาใหม่ก็ได้ ไม่เห็นต้องรีบร้อนบุกเข้าไปลึกขนาดนั้นตั้งแต่ตอนนี้เลย

ภูมิประเทศแต่ละแบบ ล้วนมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

โม่หลานจึงตั้งใจว่าจะเริ่มจากบริเวณรอยต่อระหว่างป่ายอดเขาศิลากับกำแพงพุ่มไม้ แล้วเดินสำรวจบริเวณรอยต่อของพื้นที่ภูมิประเทศแต่ละแบบให้ครบทุกจุด

หากมองจากแผนที่ ก็คือการเดินอ้อมไปตามขอบนอกของภูมิประเทศแต่ละแบบ เพื่อทำความเข้าใจว่ามีภูมิประเทศแบบใดบ้าง และมีการกระจายตัวอยู่อย่างไร

จากนั้นสุดท้ายค่อยเลือกภูมิประเทศที่เหมาะกับการอยู่อาศัยมากที่สุด เพื่อเข้าไปสำรวจอย่างเจาะลึก และหาสถานที่สำหรับสร้างที่พัก

หากทำตามวิธีนี้ ถึงแม้เธอจะไม่สามารถสำรวจแผนที่ของพื้นที่ชั้นในได้อย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่อย่างน้อยก็พอจะเข้าใจภาพรวมของลักษณะภูมิประเทศในแถบนี้ได้

ไม่ว่าจะเป็นพืชเวทมนตร์ แร่ หรือสัตว์ป่าชนิดต่าง ๆ กระจายตัวอยู่ในเขตไหน ก็สามารถใช้ลักษณะภูมิประเทศเป็นตัวช่วยในการประเมินคร่าว ๆ ได้

นี่แหละคือวิธีสำรวจพื้นที่ชั้นในที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และรอบคอบรัดกุมที่สุด

หลังจากการสำรวจผ่านไปหนึ่งวัน ทุกอย่างก็เป็นไปตามที่เธอคิดไว้จริง ๆ

โม่หลานแทบจะไม่เจอปัญหาที่รับมือยากเลย แถมยังสำรวจพื้นที่ภูมิประเทศหลายแห่งที่อยู่ติดกับกำแพงพุ่มไม้จนได้ภาพรวมที่ชัดเจนแล้ว

เมื่อเดินผ่านกำแพงพุ่มไม้จากบริเวณป่าต้นขนมปังไปจนถึงเขตหอพัก ล้วนเป็นอาณาเขตของป่ายอดเขาศิลา

เมื่อเดินผ่านกำแพงพุ่มไม้บริเวณแปลงเพาะปลูกไปจนถึงลานฝึกเวทมนตร์ จะเป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่

ในแผนที่ระบุชื่อว่า ทุ่งหญ้ามรกต

วิสัยทัศน์ในทุ่งหญ้ามรกตนั้นค่อนข้างเปิดกว้าง แถมยังไม่พบสัตว์ป่าประเภทบินได้ในละแวกนั้นเลย โม่หลานจึงอาศัยจังหวะที่อากาศดี ยอมเสี่ยงขี่ไม้กวาดบินขึ้นไปบนฟ้า เพื่อมองลึกเข้าไปในทุ่งหญ้า

ยิ่งลึกเข้าไป พื้นที่ก็ยิ่งสูงขึ้น โม่หลานรู้สึกเหมือนจะมองเห็นป่าสนซีดาร์ด้วยซ้ำ

เมื่อเดินผ่านห้องทดลองเวทมนตร์ตรงมุมตะวันตกเฉียงเหนือของพื้นที่แกนกลางสถาบัน และกำแพงพุ่มไม้ทางทิศเหนือของทะเลสาบจันทร์เสี้ยวเข้าไป จะพบกับพื้นที่ชุ่มน้ำที่เป็นหนองน้ำ ซึ่งมีชื่อว่าหนองน้ำเขียว

ส่วนเมื่อเดินผ่านกำแพงพุ่มไม้ทางทิศตะวันออกของทะเลสาบจันทร์เสี้ยวเข้าไปกลับยิ่งหนักกว่าเดิม เพราะมันคือทะเลทรายที่มีชื่อว่าดินแดนทรายเหลือง

ทางตอนใต้ของทะเลทรายนั้นอยู่ติดกับป่ายอดเขาศิลา

นั่นก็เท่ากับว่า บริเวณที่อยู่ใกล้กับพื้นที่แกนกลางของสถาบัน หากไม่ใช่ป่าหินหรือทะเลทราย ก็ต้องเป็นหนองน้ำหรือทุ่งหญ้า

นอกจากภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่จะแตกต่างกันแล้ว แม้แต่สภาพอากาศก็ยังแตกต่างกันไปด้วย

โม่หลานเดินเลียบกำแพงพุ่มไม้วนรอบพื้นที่แกนกลางสถาบันไปหนึ่งรอบ ผลสรุปสุดท้ายที่ได้คือ พื้นที่ชั้นในฝั่งที่อยู่ใกล้กับพื้นที่แกนกลาง ไม่มีสถานที่ใดที่เหมาะกับการอยู่อาศัยอย่างแท้จริงเลย

อย่างน้อยก็ต้องมีภูเขา มีน้ำ และมีป่าไม้สิ ถึงจะเรียกว่าเป็นสถานที่ที่น่าอยู่จริง ๆ!

“เดี๋ยวนะคะอาจารย์ใหญ่ หนูจำได้แม่นเลยว่า ตอนที่มองลงมาจากเขาของสถาบัน พื้นที่ชั้นในส่วนใหญ่มันเป็นป่าเขานี่นา! แล้วทำไมตอนนี้ถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะคะ?”

สิ่งนี้ช่างแตกต่างจากที่โม่หลานคิดเอาไว้โดยสิ้นเชิง

“กำแพงพุ่มไม้ไม่ได้มีหน้าที่แค่ขวางกั้นอย่างเดียวนะ แต่ยังมีหน้าที่ในการลวงตาด้วย” เสียงของคุณอามีช่าดังแว่วมา

โม่หลานถึงกับยอมใจเลยทีเดียว นั่นก็เท่ากับว่า สิ่งที่เคยมองเห็นจากบนเขาของสถาบันก่อนหน้านี้ ล้วนเป็นของปลอมทั้งสิ้น

ในตอนที่เรียนวิชาการเอาชีวิตรอดในป่า พวกเธอเห็นได้ชัดว่าเดินเข้าไปในป่าเขา นั่นแสดงว่าพื้นที่ชั้นในจะต้องมีป่าเขาอยู่อย่างแน่นอน

แต่พอดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ เกรงว่าคงจะอยู่ฝั่งที่ห่างไกลจากพื้นที่แกนกลางเสียมากกว่า

มิน่าล่ะ พอพวกรุ่นพี่ขึ้นปีสี่ปุ๊บ ถึงได้ทำตัวเหมือนหายสาบสูญไปเลย แทบจะไม่เจอพวกเธอในพื้นที่แกนกลางของสถาบันอีก

มิน่าล่ะ รุ่นพี่หลายคนอุตส่าห์เตรียมตัวมาตั้งหนึ่งปีเต็ม แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างที่พักที่เหมาะสมในพื้นที่รอบนอกได้

ที่แท้ก็เป็นเพราะว่า ลำพังแค่การเดินทางไปให้ถึงป่าเขาที่มีความอุดมสมบูรณ์ สภาพอากาศอบอุ่น และเหมาะแก่การอยู่อาศัยนั้น มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ป่าเขาล้วนตั้งอยู่ในดินแดนที่ห่างไกลออกไป

ทั้งป่ายอดเขาศิลา ทุ่งหญ้ามรกต หนองน้ำเขียว และดินแดนทรายเหลือง ล้วนเป็นอุปสรรคที่คอยขัดขวางไม่ให้พวกเธอเข้าไปสำรวจลึกขึ้น เพื่อตามหาป่าเขาที่เหมาะแก่การอยู่อาศัยทั้งสิ้น

นี่มันเป็นข่าวร้ายชัด ๆ

จบบทที่ บทที่ 271 เผาอินทรียักษ์

คัดลอกลิงก์แล้ว