- หน้าแรก
- เซียนห้าสำนัก
- บทที่ 2221 มีแผนการอื่น
บทที่ 2221 มีแผนการอื่น
บทที่ 2221 มีแผนการอื่น
เหมยหงอวี่มองหลี่เหยียนที่อยู่ตรงหน้า แววตาฉายรอยประหลาดใจวูบหนึ่ง ก่อนหน้านี้ตอนกำลังฝึกฝนอยู่ในมิติเก็บวิญญาณ จิตนึกคิดพลันได้ยินเสียงของหลี่เหยียนส่งเข้ามา
เขาบอกว่าธุระของตนจัดการเสร็จสิ้นแล้ว จึงถามว่าจะฝึกฝนอยู่ในมิติเก็บวิญญาณต่อไป หรือจะออกไปข้างนอกเพื่อมุ่งหน้าไปยังค่ายกลเคลื่อนย้ายข้ามโลกด้วยกัน
เหมยหงอวี่ไตร่ตรองครู่หนึ่ง จึงตัดสินใจออกไปดูข้างนอก หลังจากหลอมรวมน้ำยาแปลงเซียนที่หลี่เหยียนมอบให้ ดวงจิตของนางก็มั่นคงมานานแล้ว จึงอยากจะเห็นโลกเซียนวิญญาณอย่างแท้จริงเช่นกัน
เมื่อหลี่เหยียนพานางออกมา เหมยหงอวี่ก็พบว่าตนเองกำลังยืนอยู่บนมีดทะลวงเมฆาขนาดใหญ่สีแดงฉาน ยามนี้กำลังเหาะเหินผ่านห้วงนภาอย่างรวดเร็ว
หลี่เหยียนนั่งขัดสมาธิอยู่ส่วนหน้าของมีดทะลวงเมฆา เวลานี้เขาหันกลับมาพร้อมกับส่งยิ้มให้ ดวงตาดำสนิทคู่นั้นเปี่ยมด้วยรอยยิ้มขณะจ้องมองสำรวจนาง
เหมยหงอวี่อดใบหน้าแดงระเรื่อไม่ได้ นางไม่รู้เลยว่าหลี่เหยียนกำลังใช้พลังจิตเพื่อตรวจดูสภาพดวงจิต ทว่านางกลับไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองใจเลยสักนิด
ยามนี้รูปลักษณ์ของหลี่เหยียนเปลี่ยนไปจากเดิม ดูผิดแผกไปไม่น้อยเมื่อเทียบกับตอนที่เจอกันครั้งล่าสุด
โดยเฉพาะผมยาวสยายสีดำขลับ ช่วยลดทอนความดุดันปราดเปรียวในอดีตลง แฝงกลิ่นอายละมุนละไมดั่งบัณฑิตเข้ามาแทนที่
แม้หลี่เหยียนจะมีหน้าตาธรรมดา ทว่าเมื่อระดับการบำเพ็ญเพียรลึกล้ำขึ้นทุกวัน ใต้ผิวพรรณจึงมีมรรคาหมุนเวียน ส่งผลให้ทั่วร่างเปล่งประกายหลุดพ้นจากโลกีย์ราวกับเซียนจุติ
"แม่นางเหมย ดวงจิตมั่นคงไร้รอยขีดข่วน พลังปราณก็อัดแน่นเปี่ยมล้น ยินดีด้วยที่ระดับการบำเพ็ญเพียรก้าวหน้าขึ้นอีกขั้น!"
หลี่เหยียนกวาดสายตามองเหมยหงอวี่แวบหนึ่ง แม้ยามนี้อีกฝ่ายจะยังไม่ทะลวงขอบเขต ทว่าเห็นได้ชัดว่าระดับการบำเพ็ญเพียรเพิ่มพูนก้าวหน้าขึ้นอีกครั้ง
"ที่ข้ามีทุกวันนี้ได้ ต้องขอบคุณคุณชายหลี่ถึงจะถูก!"
เหมยหงอวี่เบี่ยงกายย่อตัวคารวะ
นางเอ่ยเช่นนี้ไม่ใช่เพียงคำต้อนรับขับสู้ ทว่าพลังปราณภายในมิติเก็บวิญญาณของหลี่เหยียนนั้นหนาแน่นเป็นพิเศษ นางไม่เคยพานพบสภาพแวดล้อมการฝึกฝนที่ดีปานนี้มาก่อน
ไม่ว่าจะตอนอยู่โลกมนุษย์ หรือในพื้นที่แสงสีคราม เหมยหงอวี่มักจะโชคอับเฉาอยู่เสมอเพราะดวงชะตาของตนเอง สภาพแวดล้อมการฝึกฝนที่พบเจอจึงย่อมไม่ดีนัก
ส่วนพลังปราณใน 'รอยปฐพี' แม้จะเทียบไม่ได้กับความหนาแน่นในบางสำนักของโลกเซียนวิญญาณ ทว่าก็ดีกว่าโลกภายนอกทั่วไปมาก ที่สำคัญคือมันบริสุทธิ์หมดจด
เมื่อเทียบกับสภาพแวดล้อมการฝึกฝนในอดีตของนางแล้ว ถือว่ายกระดับสูงขึ้นไม่รู้ตั้งกี่เท่าตัว
สภาพแวดล้อมที่แปรเปลี่ยนกะทันหันนี้ ทำให้หลังจากการฝึกฝน ระดับการบำเพ็ญเพียรของเหมยหงอวี่รุดหน้าขึ้นไม่น้อย ทั้งยังเป็นการก้าวหน้าแบบพุ่งทะยาน
ในที่สุดก็ผลักดันนางทะยานขึ้นสู่ขอบเขตปฐมวิญญาณขั้นสูงระดับสูงสุด แม้จะยังไม่ทะลวงสู่ขอบเขตผสานสรรพสิ่ง ทว่าก็มาถึงจุดเปลี่ยนผ่านแล้ว
หากเหมยหงอวี่ยังถูกกักขังอยู่ในพื้นที่แสงสีคราม การจะก้าวไปถึงขอบเขตปฐมวิญญาณขั้นสูงระดับสูงสุด นางเคยประเมินไว้ว่าต้องใช้เวลาอย่างน้อยเกือบสามร้อยปี
นี่ขนาดคิดว่าทุกอย่างราบรื่นที่สุดแล้ว ความเป็นไปได้สูงที่สุดก็ยังเป็นเพียงความหวังอันเลื่อนลอย ในโลกมนุษย์มีผู้ยิ่งใหญ่ขอบเขตปฐมวิญญาณมากมายที่ก้าวเข้าสู่ขั้นสูงมาเนิ่นนาน
ทว่าอาจต้องสูญเสียเวลาไปหลายร้อยหลายพันปี สุดท้ายก็ไม่แน่ว่าจะไปถึงระดับสูงสุดได้ นับประสาอะไรกับการทะลวงขอบเขตผสานสรรพสิ่งให้สำเร็จในโลกมนุษย์
ช่วงเวลาหลังจากนั้น เหมยหงอวี่ก็คอยรักษาสภาวะนี้ให้มั่นคงอยู่ตลอด นางรู้ดีว่าหากคิดจะทะลวงขอบเขตผสานสรรพสิ่งให้สำเร็จ ก็ยังไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าจะต้องรอไปถึงเมื่อใด
พลังปราณที่ล้ำลึกของนางในยามนี้ แม้จะถึงขั้นที่สามารถทะลวงด่านได้ทุกเมื่อ ทว่าความเข้าใจในหลักเกณฑ์แห่งฟ้าดินกลับยังไม่มีความคืบหน้า
จะสามารถทะลวงผ่านปราการบางเบานั้นได้เมื่อใด คงต้องอาศัยจังหวะโอกาสที่เหมาะสม ตัวนางเองก็ไม่อาจคาดเดาเวลาได้
ขอเพียงวันข้างหน้าฝึกฝนด้วยสภาวะเช่นนี้ต่อไป เหมยหงอวี่รู้สึกว่าโอกาสทะลวงขอบเขตผสานสรรพสิ่งสำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องที่ไร้ความหวัง
ระดับการบำเพ็ญเพียรที่พัฒนาอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะพลังปราณหนาแน่นใน 'รอยปฐพี' เพียงอย่างเดียว ทว่าสภาวะจิตใจของเหมยหงอวี่ได้ยกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดดแล้วด้วย
นางไม่ต้องมาคอยพะวงเรื่องการเอาตัวรอดอยู่ตลอดเวลา และไม่ต้องกระวนกระวายใจทุกวันว่าในอนาคตจะสามารถโบยบินขึ้นสู่โลกเซียนวิญญาณได้หรือไม่
หลังจากปล่อยวางภาระอันหนักอึ้งในใจลงได้ ความกดดันต่างๆ ที่เคยบีบคั้นก็เริ่มคลี่คลายไปทีละเปลาะ
แม้จะยังตามหาสำนักในโลกเบื้องบนไม่เจอ ทว่าสำหรับเหมยหงอวี่ที่เดินทางมาถึงโลกเซียนวิญญาณได้สำเร็จ นางก็ถือว่านี่คือวาสนาที่สวรรค์ประทานให้แล้ว
นางมักจะถูกความโชคร้ายรุมเร้าอยู่เสมอ ดังนั้นต่อให้มีแสงสว่างรำไรปรากฏขึ้นเพียงน้อยนิด ก็ทำให้นางปีติยินดีไม่หาย
"แม่นางไม่ต้องเกรงใจ การที่เจ้าออกจากมิติเก็บวิญญาณในยามนี้ ข้าก็เห็นว่าเป็นเรื่องดี ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการทะลวงขอบเขตผสานสรรพสิ่งในวันหน้าเป็นอย่างมาก
ร่างกายของเจ้าจำเป็นต้องสัมผัสกับหลักเกณฑ์แห่งฟ้าดินของโลกเซียนวิญญาณอย่างแท้จริง เช่นนั้นจึงจะสามารถตระหนักรู้ถึงการหมุนเวียนแห่งมรรคาของโลกใบนี้ได้อย่างลึกซึ้ง!"
หลี่เหยียนโบกมือ ปรามไม่ให้เหมยหงอวี่ต้องมากพิธี
"ตอนนี้พวกเราอยู่ห่างจากค่ายกลเคลื่อนย้ายข้ามโลกอีกไกลหรือไม่?"
เหมยหงอวี่กวาดสายตามองรอบด้าน ยามนี้พวกเขากำลังอยู่เหนือผืนทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล ทะเลเบื้องล่างห้วงนภาสดใสดูเป็นสีฟ้าครามลึกล้ำ สุดสายตามีเพียงความกว้างใหญ่ที่ไร้จุดสิ้นสุด...
เหมยหงอวี่เพียงมองปราดเดียว ก็รู้สึกปลอดโปร่งใจอย่างบอกไม่ถูก สบายใจราวกับมัจฉาแหวกว่ายในทะเลกว้าง ปักษาโบยบินเริงร่าบนฟากฟ้า
"ที่จริงก็ไม่ถือว่าไกลเท่าไรแล้ว ตอนนี้พวกเราเดินทางมาถึงฝั่งตะวันตกของแดนตำหนักคราม คาดว่าใช้เวลาอีกสักหกเจ็ดปี คงจะไปถึงสถานที่ตั้งของค่ายกลเคลื่อนย้ายข้ามโลก ทว่าข้าตั้งใจจะไปส่งเจ้าให้ถึงสำนักเลย"
หลี่เหยียนหันกลับไปแล้ว สายตาจ้องมองตรงไปข้างหน้าเงียบๆ หมู่เมฆขาวที่ลอยสวนเข้ามาด้วยความเร็วสูงในบางครา ถูก "มีดทะลวงเมฆา" พุ่งทะลวงผ่านไปในพริบตา
จากนั้นพวกเขาก็พุ่งทะยานออกมาจากอีกฝั่งของเมฆขาวทันที ด้านหลังทิ้งรอยเส้นสายหมอกสีขาวยาวเหยียด!
หากมีใครแหงนมองขึ้นมาจากผืนทะเล คงดูคล้ายกับมีคนตวัดพู่กันวาดเส้นสายยาวที่มีระลอกคลื่นดั่งเกล็ดปลาประดับไว้บนผืนฟ้าสีคราม...
หลังจากจัดการธุระของ 'สำนักลั่วกูเฉิง' เสร็จสิ้น หลี่เหยียนก็ร่วมเดินทางกับจ้าวจื่อหมิงและหลิงเหยาอยู่สองสามวัน จากนั้นจึงเอ่ยลาทั้งสองที่ตลาดแห่งหนึ่ง
คนทั้งสองส่งข้อความลับไปแล้ว พร้อมแจ้งเส้นทางขากลับคร่าวๆ ให้เทพธิดาหนิงเคอรับทราบ จากนั้นจ้าวจื่อหมิงทั้งสองก็ร่ำสุราสังสรรค์กับหลี่เหยียนอย่างสำราญใจ ก่อนจะเดินเคียงคู่จากไป...
หลี่เหยียนมองแผ่นหลังของทั้งสองที่ลับสายตาไป ในดวงตาเจือรอยยิ้ม ขณะเดียวกันในใจก็แอบอิจฉาอยู่ไม่น้อย
น่าเสียดายที่คู่ชีวิตเต๋าของตนไม่ใช่ศิษย์ของห้าสำนักเซียน ทำให้ยามนี้เขาไม่อาจร่วมเดินทางท่องยุทธภพไปกับพวกนางได้เลย
หนำซ้ำเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบถึงความปลอดภัยของพวกนาง เขาจึงทำได้เพียงปลีกตัวห่างออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงแต่หลังจากเสร็จสิ้นการเดินทางครานี้ เขายังคงตั้งใจจะแวะไปหาแม่ลูกมู่กูเยว่เสียหน่อย
หลี่เหยียนมองจนลับเงาร่างของทั้งสอง จึงค่อยหันหลังเดินจากมา จากนั้นเขาก็ใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายเดินทางไกลออกจากตลาดแห่งนั้นอีกครั้ง...
ระหว่างการเดินทาง เขาขบคิดถึงเส้นทางหลังจากนี้อย่างละเอียด ครั้นไตร่ตรองดูแล้ว ท้ายที่สุดก็ลอบทอดถอนใจ ระดับการบำเพ็ญเพียรของเหมยหงอวี่นั้นต่ำเกินไปจริงๆ
ต่อให้เป็นจื่อคุนหลังจากทะลวงขอบเขตผสานสรรพสิ่งสำเร็จ การที่ตนพามันเดินทางไปด้วยยังต้องเผชิญภยันตรายไม่น้อย นับประสาอะไรกับเหมยหงอวี่ที่เป็นผู้ฝึกตนหญิงงดงามสะดุดตา
ต่อให้นางใช้วิชามายาปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ ทว่าที่นี่คือโลกเซียนวิญญาณ ผู้ที่แข็งแกร่งกว่านางมีถมเถไป
คนเหล่านั้นเพียงแค่แผ่จิตสำนึกตรวจสอบ ก็มีโอกาสสูงที่จะมองทะลุวิชามายา แล้วเห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของนางได้ทันที
ภายใต้สถานการณ์เช่นนั้น เหมยหงอวี่อาจเทียบปู้หลัวในตอนนั้นไม่ได้ด้วยซ้ำ ร้อยทั้งร้อยคงถูกผู้ฝึกตนที่มีจิตใจชั่วร้ายจับตัวไป ท้ายที่สุดต้องตกเป็นเตาหลอมของผู้อื่น...
หลี่เหยียนจึงตัดสินใจว่า ครั้งนี้ตนจะช่วยส่งให้ถึงฝั่ง ไม่อย่างนั้นการพานางมาถึงโลกเซียนวิญญาณก็คงแทบไร้ความหมาย
ทั้งหมดทั้งมวลเป็นเพราะตอนที่เขาหมดสติปางตาย อีกฝ่ายยื่นมือเข้าช่วยชีวิตไว้จริงๆ หลี่เหยียนไม่ใช่คนประเภทที่พอทดแทนบุญคุณเสร็จแล้ว ก็ตัดขาดความสัมพันธ์อย่างสิ้นเชิง
อย่างไรเสียตอนนี้ก็ยังกลับสำนักหวั่งเหลี่ยงไม่ได้ ถือโอกาสช่วยเหมยหงอวี่ตามหาสำนักให้พบ หลังจากนั้นค่อยปลีกตัวจากมาก็ยังไม่สาย
ยามนี้การข้ามมิติสำหรับหลี่เหยียน นอกเหนือจากต้องเสียเวลาเพิ่มขึ้นบ้าง ภยันตรายระหว่างทางเขาสามารถรับมือได้อย่างสบาย
เพราะเขามีความแข็งแกร่งเทียบเท่าขอบเขตรวมกายาทั่วไป การใช้ความแข็งแกร่งระดับนี้ท่องยุทธภพ ย่อมมีความมั่นใจในระดับหนึ่งแล้ว
"ท่าน... ท่านจะไปส่งข้าหรือ?"
วินาทีต่อมา ใบหน้าของเหมยหงอวี่เผยรอยตกตะลึง ข้อเสนอของหลี่เหยียนทำให้นางรู้สึกกะทันหันเกินรับไหว
หลี่เหยียนไม่ได้หันกลับมา ทำเพียงพยักหน้าเบาๆ ผมยาวสีดำขลับสะบัดพาดผ่านแผ่นหลัง เหมยหงอวี่มองแผ่นหลังของเขาด้วยแววตาเหม่อลอย
การที่เขาพานางโบยบินขึ้นสู่โลกเซียนวิญญาณได้ แถมภายหลังยังมอบหินวิญญาณและน้ำยาแปลงเซียนให้ ย่อมทำให้นางติดค้างบุญคุณที่อาจชดใช้ไม่หมดไปชั่วชีวิต
ยามนี้เขายังคิดจะช่วยนางตามหาสำนักอีก หากไม่ใช่เพราะรู้ดีว่าหลี่เหยียนเป็นคนเช่นไร นางคงอดระแวงในเจตนาที่แท้จริงไม่ได้
"คุณชาย ข้าตามหาสำนักเองได้!"
เหมยหงอวี่ขบเม้มริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงระเรื่อ ยิ่งติดค้างบุญคุณมากเท่าใด วันหน้าก็ยิ่งชดใช้ยากขึ้นเท่านั้น นางเกรงว่าสภาวะจิตใจของตนจะมีปัญหาตามมา
"ยามนี้พับเรื่องนี้เก็บไว้ก่อนเถิด ไว้ไปถึงค่ายกลเคลื่อนย้ายข้ามโลกค่อยว่ากันอีกที!"
หลี่เหยียนไม่ได้ดึงดัน ทำเพียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ยามนี้เขาเองก็พอจะเข้าใจนิสัยใจคอของเหมยหงอวี่แล้ว...
แดนมรรคาวิถีหลัก ภายในเมืองผู้บำเพ็ญเซียนระดับกลางแห่งหนึ่ง ยามนี้ภายในเรือนพักหลังหนึ่ง มีคนสามคนกำลังกระซิบกระซาบหารือกัน
ด้านนอกมีการกางค่ายกลไว้หลายชั้น ทั้งยังเป็นค่ายกลขั้นสูงที่หาได้ยาก เมื่อซ้อนทับกัน จึงรัดกุมแน่นหนาเป็นที่สุด
ในบรรดาคนทั้งสาม ชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งนั่งอยู่ตำแหน่งประธาน เขามีรูปร่างสูงโปร่ง ริมฝีปากแดงฟันขาวสะอาด
ผมสีดำขลับรวบเป็นมวยไว้กลางศีรษะ ปล่อยปอยผมตกลงมาเคลียข้างแก้ม ช่วยขับเน้นให้ใบหน้าดูคมคายขึ้นไม่น้อย
ชายหนุ่มดูเผินๆ อายุราวๆ ยี่สิบสามยี่สิบสี่ปี ดวงตากลมโตสุกใสราวกับดาราและห้วงสมุทร อาภรณ์สีขาวขับเน้นให้สง่างามราวกับเซียนจุติ
และยามนี้ตรงข้ามเขา มีชายชราชุดดำกับบุรุษอ้วนท้วนผู้หนึ่งกำลังยืนสงบเสงี่ยมอยู่
"พวกเจ้าเจอเบาะแสอันใดบ้างหรือไม่?"
ชายหนุ่มรูปงามหันไปมองบุรุษอ้วนท้วน จิตสำนึกของเขาในยามนี้ทะลุผ่านค่ายกลหลายชั้น คอยสอดส่องสถานการณ์ภายนอกอยู่ตลอด
ค่ายกลเหล่านั้นเป็นฝีมือที่เขาลงมือกางไว้ด้วยตนเอง หากมีความผิดปกติใดมาสัมผัสค่ายกล เขาจะสามารถรับรู้ได้ทันที
ระหว่างเอ่ยถาม สีหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง น้ำเสียงแฝงความอ่อนโยนละมุนละไม ชวนให้ผู้ฟังรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูก