เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 220

ตอนที่ 220

ตอนที่ 220


บทที่ 220 ฆ่าพวกมันให้หมด

"เอาสิ เข้ามาอีกสิ คราวนี้ใครจะเริ่มก่อน หรือจะเข้ามา... พร้อมกันเลยล่ะ?"

ลู่หมิงกวาดสายตามองทุกคนพร้อมกับแย้มยิ้มบางๆ แล้วเอ่ยปากท้าทาย

สิ้นเสียงของเขา ทั่วทั้งลานกว้างกลับตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า

มีเพียงเสียงครางเครือแผ่วเบาของหลี่จี้เยี่ย กับเสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดของเยี่ยผิงที่ดังสลับกันเป็นระยะเท่านั้น

บรรดาผู้ฝึกตนจากสำนักหมื่นกระบี่และราชวงศ์มหาอัคคี บัดนี้ต่างมีสีหน้าเคร่งเครียด เหงื่อเย็นแตกพลั่ก ความห้าวหาญดุดันที่เคยมีก่อนหน้านี้มลายหายไปจนหมดสิ้น

เหลือเพียงความว่างเปล่าและงุนงง

งุนงงเพราะพวกเขาไม่เข้าใจเลยว่าเมื่อครู่นี้มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่

ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่การโจมตีประสานของพวกเขากว่าสิบคนถูกลู่หมิงสลายไปอย่างง่ายดายหรอกนะ แค่การโจมตีเต็มสูบของผู้อาวุโสรองยังทำอะไรลู่หมิงไม่ได้เลยสักนิดเนี่ยสิ

เรื่องนี้ทำเอาบรรดาศิษย์ขอบเขตแบ่งแยกวิญญาณของสำนักหมื่นกระบี่ถึงกับมืดแปดด้านไปตามๆ กัน

สายตาทุกคู่ต่างก็จับจ้องไปที่ผู้อาวุโสรอง

ในกลุ่มคนพวกนี้ ผู้อาวุโสรองคือคนที่มีระดับพลังสูงที่สุด เขาจึงเปรียบเสมือนเสาหลักที่พึ่งพิงของทุกคน

ทว่า ตอนนี้ผู้อาวุโสรองกลับหน้าเขียวคล้ำ เม้มปากแน่น สีหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดสุดขีด

เขาจ้องมองชายหนุ่มชุดฟ้าตรงหน้า สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วเพื่อทบทวนเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น

เมื่อกี้ตอนที่ลู่หมิงลงมือ ไม่มีคลื่นพลังวิญญาณใดๆ แผ่ออกมาจากตัวเขาเลยแม้แต่น้อย หมอนั่นทำเหมือนไม่ได้ขยับเขยื้อนอะไรเลยด้วยซ้ำ แต่การโจมตีสุดกำลังของเขา รวมถึงเคล็ดวิชาหมื่นกระบี่ และการโจมตีผสานของศิษย์ทุกคน กลับสลายกลายเป็นอากาศธาตุไปซะอย่างนั้น!

เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ มันหลุดกรอบความเข้าใจเรื่องการฝึกฝนวิชาของผู้อาวุโสรองไปไกลลิบ!

ดังนั้น ผู้อาวุโสรองจึงฟันธงได้เลยว่า นี่ไม่ใช่วิชาอาคมแปลกประหลาดอะไรทั้งนั้น

แต่มันคือความต่างชั้นของระดับพลังอย่างแท้จริง!

และนั่นทำให้ผู้อาวุโสรองเผลอคิดไปเองโดยอัตโนมัติว่า หรือลู่หมิงจะอยู่ในขอบเขตผ่านทัณฑ์สวรรค์

พอความคิดนี้แวบเข้ามาในหัว ผู้อาวุโสรองก็ถึงกับเย็นวาบไปทั้งตัว ความหวาดกลัวเกาะกุมหัวใจอย่างจัง

เขาใช้เวลาทั้งชีวิต ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเป็นพันปี กว่าจะตะเกียกตะกายมาถึงขอบเขตผสานร่างได้ เขารู้ซึ้งดีว่าเส้นทางการฝึกฝนนั้นมันยากลำบากสายตัวแทบขาดขนาดไหนในแต่ละขั้น

ขอบเขตผ่านทัณฑ์สวรรค์...

นั่นมันเป็นระดับพลังที่มีอยู่แค่ในตำนานยุคโบราณเท่านั้น!

ไอ้หนุ่มที่ดูยังไงก็อายุไม่น่าเกินร้อยปีตรงหน้านี้ จะเป็นเฒ่าปีศาจขอบเขตผ่านทัณฑ์สวรรค์ไปได้ยังไง?

แต่ถ้าไม่ใช่ แล้วจะอธิบายเรื่องเหนือธรรมชาติที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ยังไงล่ะ?

ในขณะที่ผู้อาวุโสรองกำลังสับสนว้าวุ่นและทำอะไรไม่ถูก หลินเฟิงเองก็เหงื่อตกจนชุ่มมือไม่แพ้กัน

ในฐานะที่เป็นถึงท่านอ๋องแห่งมหาอัคคี เขาเคยเห็นโลกมามาก และเขาก็ดูออกถึงความน่าสะพรึงกลัวของลู่หมิงเช่นกัน

ขนาดการโจมตีเต็มสูบของผู้อาวุโสรองระดับผสานร่างขั้นหก ลู่หมิงยังปัดทิ้งได้อย่างสบายๆ แสดงว่าระดับพลังของลู่หมิงต้องสูงกว่าผู้อาวุโสรองแบบทิ้งห่างไม่เห็นฝุ่น!

ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนขอบเขตผสานร่างขั้นสิบ ก็ยังเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรับมือกับการโจมตีของขอบเขตผสานร่างขั้นหก บวกกับขอบเขตแบ่งแยกวิญญาณอีกเป็นสิบคนได้ง่ายดายขนาดนี้!

เพราะฉะนั้น!

ศิษย์พี่ของชิงเหยา ต้องอยู่ขอบเขตผ่านทัณฑ์สวรรค์แน่ๆ!

ลู่หมิงกวาดสายตามองสีหน้าของทุกคน เมื่อเห็นว่าไม่มีใครกล้าปริปากพูดอะไร เขาก็ส่ายหน้าเบาๆ แล้วถอนหายใจยาว:

"อ้าว เป็นอะไรไปล่ะ? เมื่อกี้ยังทำกร่าง จะฆ่าจะแกงกันอยู่เลยไม่ใช่เหรอ? ทำไมตอนนี้หดหัวเป็นเต่ากันหมดแล้วล่ะ? ข้าถามอยู่นะว่าใครจะเข้ามาเป็นคนแรก หรือว่าจะเข้ามาพร้อมกันหมดเลย?"

"เอ่อ... คือ..."

ผู้อาวุโสรองชะงักไปนิดนึง กลืนน้ำลายดังเอื๊อก ก่อนจะแอบเก็บท่าเตรียมโจมตีของตัวเองอย่างเนียนๆ

"สหาย... เอิ่ม... ท่าน..."

ยังพูดไม่ทันจบ ลู่หมิงก็หรี่ตาลง แล้วตวัดสายตาไปมองผู้อาวุโสรองทันที

แค่โดนสายตาคู่นั้นกวาดมอง ผู้อาวุโสรองก็รู้สึกเย็นสันหลังวาบขึ้นมาทันที แต่ด้วยศักดิ์ศรีของขอบเขตผสานร่าง เขาจึงต้องฝืนใจพูดต่อ: "ท่าน... ท่านโปรดระงับโทสะก่อน เรื่องนี้จริงๆ แล้ว... ข้าคิดว่า... มันอาจจะเป็น... เรื่องเข้าใจผิดก็ได้นะท่าน?"

เข้าใจผิด?

ไอ้แก่ตัณหากลับนี่ปากเก่งจังนะ ทีตอนพุ่งเข้ามาจะฆ่าข้าล่ะ ไม่เห็นบอกว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดเลย?

พอเห็นว่าสู้ไม่ได้ ก็เปลี่ยนสีหน้าบอกว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดเฉยเลย?

แล้วเมื่อกี้แกเพิ่งจะเรียกข้าว่าไอ้เดรัจฉานอยู่หยกๆ ไม่ใช่เหรอ?

ไหงตอนนี้มาเรียกข้าว่าสหายซะแล้วล่ะ?

นี่ถ้าข้าเอาจริงขึ้นมา แกคงไม่คุกเข่าเรียกข้าว่าผู้อาวุโสเลยเรอะ?

ลู่หมิงแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ โดยไม่ตอบรับอะไร ตอนนี้เขากำลังใช้ความคิดว่าจะจัดการกับพวกสำนักหมื่นกระบี่ยังไงดี

ถึงพวกคนของมหาอัคคีจะมากับพวกสำนักหมื่นกระบี่ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ลงมืออะไร และที่สำคัญคือหัวหน้าของพวกนั้นก็เป็นเสด็จอาของหลินชิงเหยาด้วย

ไม่ว่ายังไง ลู่หมิงก็คงไม่ฆ่าเสด็จอาของหลินชิงเหยาหรอก

แต่สำหรับพวกสำนักหมื่นกระบี่ เขาไม่คิดจะปล่อยไปง่ายๆ แน่

คราวก่อนเขาอุตส่าห์ให้โอกาสพวกมันไปแล้ว แต่พวกมันดันไม่รู้จักจำเอง

ถึงแม้ว่าลู่หมิงจะสามารถบดขยี้พวกมันให้แหลกเป็นจุลได้แค่เพียงกระดิกนิ้ว แต่เขาก็ไม่อยากทำแบบนั้น

ที่ผ่านมา เขามักจะใช้แค่วิธีนึกคิดแล้วศัตรูก็ตายไปเอง ขืนใช้วิธีเดิมๆ มันก็น่าเบื่อแย่

คงถึงเวลาต้องหาวิธีตายใหม่ๆ ให้พวกไม่เจียมกะลาหัวพวกนี้บ้างแล้วล่ะ

จะใช้วิธีไหนดีนะ?

ลู่หมิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็เลิกคิ้วขึ้น

อ้อ นึกออกแล้ว!

เห็นเขาว่ากันว่า สัตว์อสูรถ้าได้กินผู้ฝึกตนเข้าไป จะสามารถดูดซับพลังวิญญาณของผู้ฝึกตนมาเป็นของตัวเองได้นี่นา...

ตอนนี้น้องส้มกับน้องแดงก็กำลังฝึกฝนเพิ่มระดับอยู่ที่เทือกเขาหมื่นอสูรด้วยสิ งั้นก็...

คิดได้ดังนั้น ลู่หมิงก็ยกยิ้มมุมปาก "จะเข้าใจผิดหรือไม่เข้าใจผิด มันไม่สำคัญหรอก"

ลู่หมิงหัวเราะหึๆ "ในเมื่อพวกเจ้าไม่กล้าลงมือ ถ้างั้นก็ถึงตาข้าบ้างล่ะ"

สิ้นเสียงของลู่หมิง ความเปลี่ยนแปลงอันน่าสยดสยองก็ปกคลุมไปทั่วทั้งยอดเขาหมอกอรุณ

สายลมหยุดพัด ใบไม้และต้นไม้วิญญาณหยุดสั่นไหว

แมลงที่กำลังบินว่อนอยู่กลางอากาศ ก็ถูกแช่แข็งค้างอยู่ในท่ากำลังกระพือปีก ราวกับถูกสต๊าฟเอาไว้

แม้กระทั่งพลังวิญญาณฟ้าดินที่เคยไหลเวียนอยู่รอบๆ ตัว ก็ถูกแช่แข็งจนแน่นิ่ง ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อีกต่อไป

มิติเวลาบนยอดเขาหมอกอรุณ ราวกับถูกกดปุ่มหยุดชั่วคราวเอาไว้

ทว่า เวลายังคงเดินต่อไป เพราะผู้อาวุโสรองและคนอื่นๆ ยังคงมีความคิด ยังรับรู้ได้ถึงจังหวะการเต้นของหัวใจและลมหายใจของตัวเอง แต่การเชื่อมต่อของพวกเขากับโลกภายนอกถูกตัดขาดไปโดยสิ้นเชิง

ผู้อาวุโสรองสัมผัสได้ถึงความผิดปกตินี้ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน เขารีบพยายามรีดเค้นพลังวิญญาณในร่างทันที แต่กลับพบว่า พลังวิญญาณอันมหาศาลระดับขอบเขตผสานร่างที่เคยพลุ่งพล่านอยู่ในตัว บัดนี้กลับนิ่งสนิทราวกับน้ำนิ่งในบ่อ ไม่สามารถดึงมาใช้ได้เลยแม้แต่น้อย!

ส่วนพลังวิญญาณฟ้าดินรอบๆ ตัวที่เขาเคยดึงมาใช้ได้ดั่งใจนึก ตอนนี้ก็ถูกแช่แข็งจนหมดสิ้น ไม่เหลือให้ดึงมาใช้ได้เลย

ความรู้สึกในตอนนี้ มันเหมือนกับปลาที่ถูกจับขึ้นมาโยนทิ้งไว้บนบกไม่มีผิด

เหตุผลที่ผู้ฝึกตนสามารถทำลายภูเขาเผาทะเลได้ ก็เพราะพวกเขาสามารถควบคุมพลังวิญญาณได้ แต่ตอนนี้ผู้อาวุโสรองและคนอื่นๆ ไม่สามารถใช้พลังวิญญาณได้เลย นั่นก็เท่ากับว่าตอนนี้พวกเขาไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดาเดินดิน!

"พลังวิญญาณของข้า... มันไม่ทำงานแล้ว?!"

"เกิดอะไรขึ้น? ทำไมข้าถึงสัมผัสพลังวิญญาณฟ้าดินไม่ได้เลยล่ะ!"

"ต้อง... ต้องเป็นฝีมือมันแน่ๆ!"

"นี่มันวิชาอาคมอะไรกัน? น... นี่มัน..."

ชั่วพริบตานั้น บรรดาศิษย์ขอบเขตแบ่งแยกวิญญาณต่างจ้องมองชายหนุ่มชุดฟ้าที่นั่งอยู่บนเก้าอี้โยกด้วยดวงตาเบิกโพลงที่เต็มไปด้วยความหวาดผวา

การต้องสูญเสียพลังที่เคยมีไป สำหรับผู้ฝึกตนที่เคยอยู่เหนือคนธรรมดาแล้ว มันน่ากลัวยิ่งกว่าความตายเสียอีก!

โดยเฉพาะกับผู้อาวุโสรอง ในตอนนี้เขาเองก็เบิกตากว้าง จ้องมองลู่หมิงที่ยืนเอามือไพล่หลังพร้อมรอยยิ้มจางๆ ด้วยความหวาดกลัวสุดขีดเช่นกัน

นี่... นี่หรือคือพลังของยอดฝีมือระดับขอบเขตผ่านทัณฑ์สวรรค์?

ถึงขนาด... ถึงขนาดทำเรื่องเหนือธรรมชาติแบบนี้ได้เชียวหรือ?

ผู้อาวุโสรองถึงกับสติแตก เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่ลูกแกะตัวน้อยๆ ที่กำลังจะถูกเชือด ชีวิตของเขาในตอนนี้แขวนอยู่บนเส้นด้ายที่รอแค่ให้ลู่หมิงเอ่ยปากสั่งตัดเท่านั้น

ตามหลักแล้ว ในสถานการณ์แบบนี้ ผู้อาวุโสรองควรจะคุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตแล้ว

แต่เขาก็เป็นถึงผู้อาวุโสของสำนัก แถมยังมีคนของราชวงศ์มหาอัคคียืนหัวโด่อยู่นี่ด้วย

ศักดิ์ศรีที่ค้ำคออยู่ ทำให้เขาไม่อาจยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ

แต่จากสถานการณ์ตรงหน้า เขาก็รู้ตัวดีว่าไม่มีทางสู้ลู่หมิงได้ และก็กลัวลู่หมิงจะลงมือฆ่าเขาจริงๆ สมองเขาจึงสั่งการให้โพล่งออกไปแบบไม่คิดหน้าคิดหลังว่า:

"ผู้อาวุโส ผู้น้อยไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ท่านเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่ผู้น้อยต้องทำตามคำสั่งของสำนักเท่านั้น ท่านเจ้าสำนักของพวกเรามีระดับพลังถึงขอบเขตผสานร่างขั้นสิบ และยังมีผู้อาวุโสอีกสามท่านที่ล้วนแต่อยู่ในขอบเขตผสานร่าง ผู้น้อยทราบดีว่าท่านเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์กว้างขวาง แต่..."

"แต่หากท่านลงมือฆ่าพวกเรา ท่านเจ้าสำนักของเราย่อมไม่ยอมอยู่เฉย และต้องมาทวงแค้นให้พวกเราอย่างแน่นอน!"

"ดังนั้น ขอความกรุณาท่านผู้อาวุโสโปรดคลายวิชาอาคมด้วยเถิด เรื่องที่ท่านลบหลู่สำนักหมื่นกระบี่ของพวกเรา ข้าจะถือซะว่าไม่เคยเกิดขึ้น ส่วนเรื่องขององค์หญิงชิงเหยา เราค่อยมานั่งคุยกันดีๆ ก็ได้"

"สำนักหมื่นกระบี่ของพวกเราถือว่าได้ผูกมิตรกับท่านแล้ว หากวันหน้าท่านผู้อาวุโสมีโอกาสไปเยือนแดนอุดรลี้ลับ สำนักหมื่นกระบี่ของเรายินดีต้อนรับท่านด้วยความเต็มใจอย่างยิ่ง"

"ท่านผู้อาวุโส ท่านเห็นว่าอย่างไรเล่า?"

โห แหม เปลี่ยนสรรพนามเรียกข้าว่าผู้อาวุโสเลยเรอะ?

แต่ว่า...

ไอ้แก่ไม่รู้จักเจียมตัวเอ๊ย สถานการณ์มันมาถึงขั้นนี้แล้ว แกยังกล้าเอาชื่อสำนักหมื่นกระบี่มาขู่ข้าอีกเรอะ?

ดูท่า วันนี้ถ้าไม่ส่งพวกแกไปลงนรก คงจะคุยกันไม่รู้เรื่องซะแล้ว

อีกอย่าง ศิษย์น้องของข้าก็แสดงจุดยืนชัดเจนแล้ว ข้ายังมีอะไรต้องมานั่งคุยกับแกอีกวะ?

ลู่หมิงขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงด้วย เนื่องจากตอนนี้อาณาเขตของเขาขยายกว้างขึ้นมาก น้องส้มกับน้องแดงที่อยู่ที่เทือกเขาหมื่นอสูรก็เลยอยู่ในระยะทำการของเขาด้วยพอดี

เขาจึงส่งกระแสจิตไปหาน้องส้มกับน้องแดง พร้อมกับยิ้มเยาะและพูดว่า:

"ผูกมิตร? เหอะๆ คราวที่แล้วข้าก็บอกไปชัดเจนแล้วไง ว่าพวกขยะอย่างสำนักหมื่นกระบี่ของพวกเจ้า มีหน้าอะไรมาขอผูกมิตรกับข้า? วันนี้ข้าขอคืนคำพูดนั้นให้พวกเจ้าอีกรอบก็แล้วกัน!"

"แล้วก็นะ ศิษย์น้องของข้าไม่อยากกลับไป ข้าก็ไม่เห็นว่าจะมีเรื่องอะไรต้องมานั่งคุยกับแกให้เสียเวลา"

สิ้นเสียงของลู่หมิง ร่างสีเหลืองทองและสีแดงเพลิงสองร่าง ก็พุ่งพรวดเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเขาทันที

"นายท่าน!"

น้องส้มและน้องแดงประสานเสียงคารวะลู่หมิงอย่างพร้อมเพรียง

ลู่หมิงลูบหัวน้องส้มกับน้องแดงเบาๆ ก่อนจะพยักพเยิดหน้าไปทางกลุ่มคนของสำนักหมื่นกระบี่ "นายท่านมีงานให้พวกเจ้าทำ"

"น้อมรับคำสั่งขอรับนายท่าน!"

"ฆ่าพวกมันให้หมด"

ถึงน้องส้มกับน้องแดงจะแอบตกใจอยู่บ้าง แต่ในเมื่อเป็นคำสั่งของลู่หมิง พวกมันก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง รีบพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขัน "รับทราบขอรับนายท่าน!"

ว่าแล้ว อสูรสีเหลืองทองและสีแดงเพลิงทั้งสองตัว ก็ค่อยๆ หันขวับไปมองกลุ่มคนของสำนักหมื่นกระบี่อย่างช้าๆ

ภาพตรงหน้าทำเอาผู้อาวุโสรองและบรรดาศิษย์สำนักหมื่นกระบี่หน้าซีดเป็นไก่ต้ม

ตอนนี้พวกเขากลายเป็นแค่คนธรรมดาที่ใช้พลังวิญญาณและอาวุธวิเศษไม่ได้แล้วนะ!

ต่อให้พวกเขายังพอมีทักษะการต่อสู้ด้วยมือเปล่าหลงเหลืออยู่บ้าง แต่หมัดลุ่นๆ จะเอาอะไรไปสู้กับสัตว์อสูรตัวเบ้อเริ่มเทิ่มพวกนี้ได้ล่ะ!

"ผู้อาวุโส ท่าน... ท่านตั้งใจจะตั้งตนเป็นศัตรูกับสำนักหมื่นกระบี่ของพวกเราให้ได้เลยใช่หรือไม่?" ผู้อาวุโสรองยังคงปากแข็ง แสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือ

ลู่หมิงไม่แม้แต่จะปรายตามอง เขากลับหลังหันไปทิ้งตัวลงนอนบนเก้าอี้โยก ยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์ "น้องส้ม น้องแดง ลุยเลย"

จบบทที่ ตอนที่ 220

คัดลอกลิงก์แล้ว