เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 200

ตอนที่ 200

ตอนที่ 200


บทที่ 200 ที่นี่คือประตูภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักฟ้าลิขิต ผู้ใดกล้าบุกรุก?

หลังจากออกจากศาลาของหลินชิงเหยา ลู่หมิงก็เดินดุ่มๆ กลับไปเอนหลังบนเก้าอี้โยกหน้าตำหนักหลัก

เมื่อกี้นี้ เขาเพิ่งฟังหลินชิงเหยาเล่าเรื่องพวกผู้ฝึกตนจากราชวงศ์มหาอัคคี กับพวกศิษย์จากสำนักหมื่นกระบี่มาหยกๆ

แต่เขาไม่ได้รู้สึกว่าเรื่องนี้มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่อะไรหรอก ก็นะ... ขนาดผู้มีพลังระดับจำแลงเทพอย่างลั่วเชียนอิ่งกับเจียงเหยียนจี เขายังจัดการซะอยู่หมัด นับประสาอะไรกับพวกผู้ฝึกตนระดับแก่นทองคำกับระดับวิญญาณก่อกำเนิดแค่ไม่กี่คน เรื่องขี้ผงแค่นี้ ไม่คณามือเขาหรอก

ที่เขารู้สึกขัดใจมากกว่า ก็คือความงี่เง่าของเรื่องนี้ต่างหาก

ศิษย์น้องของเขาออกจะน่ารักน่าชัง ถึงจะดูเย็นชาไปบ้างก็เถอะ ทำไมต้องมาทนรับเรื่องบ้าบอพวกนี้ด้วย?

ถึงหลินชิงเหยาจะไม่ได้เล่าเรื่องราวชีวิตในอดีตให้ฟัง แต่ลู่หมิงก็พอจะเดาออก

องค์หญิงแห่งราชวงศ์ ถ้าได้รับความรักความเอ็นดูจริงๆ ใครจะยอมให้ระเห็จมาเป็นศิษย์ธรรมดาๆ ในสำนักฟ้าลิขิตล่ะ?

ดูทรงแล้ว พ่อของหลินชิงเหยา คงไม่ได้สนใจไยดีลูกสาวคนนี้นักหรอก

แน่นอนว่า ครอบครัวใครก็ครอบครัวมัน ลู่หมิงคงไปก้าวก่ายอะไรไม่ได้

แต่ถ้าพรุ่งนี้ ไอ้พวกหน้าโง่พวกนั้นมันยังกล้าบุกมาทวงคนถึงสำนักฟ้าลิขิตจริงๆ ล่ะก็... ลู่หมิงก็จะสงเคราะห์ให้พวกมันได้เห็นฤทธิ์เดชของศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขาหมอกอรุณซะหน่อย

"หาว~"

ได้เวลานอนกลางวันของลู่หมิงแล้ว กินข้าวอิ่มๆ หนังตาก็เริ่มหย่อน เขาหาวหวอด พลิกตัวหาท่าที่สบายที่สุด แล้วก็หลับตาลง ครอกฟี้ไปอย่างรวดเร็ว

...

...

เช้าวันรุ่งขึ้น

ณ เชิงเขาสำนักฟ้าลิขิต หมอกยามเช้ายังไม่ทันจางหาย

หลี่จี้เยี่ย ซ่งหมิง และพรรคพวกมารอยืนอออยู่ตรงนี้ตั้งนานแล้ว

"ท่านหัวหน้าซ่ง ครบกำหนดหนึ่งคืนแล้วนะ"

หลี่จี้เยี่ยเอามือไพล่หลัง ทอดสายตาเย็นชาไปยังประตูภูเขาที่ถูกหมอกปกคลุม "รบกวนให้องค์หญิง... ประทานคำตอบสุดท้ายด้วยเถอะ"

ซ่งหมิงหน้าเคร่งเครียด พยักหน้ารับ

กระแสจิตที่อัดแน่นไปด้วยพลัง ถูกส่งพุ่งตรงไปยังหลินชิงเหยา

【องค์หญิง พระราชโองการของฝ่าบาทอยู่ที่นี่แล้ว ทั้งยังมีตัวแทนจากสำนักหมื่นกระบี่มาด้วย ขอองค์หญิงโปรดเสด็จออกมาเถิด แล้วเสด็จกลับมหาอัคคีไปพร้อมกับพวกกระหม่อม! อย่าดื้อดึงไปเลยพ่ะย่ะค่ะ!】

ผ่านไปแค่ไม่กี่อึดใจ...

ก็มีกระแสจิตตอบกลับมาสั้นๆ

【รบกวนท่านหัวหน้าซ่ง นำคำของข้าไปทูลให้เสด็จพ่อทรงทราบด้วย ว่าอย่ามารบกวนข้าอีก】

คำตอบนั้นสั้น กระชับ ฉับไว ไม่มีแม้แต่คำอธิบายใดๆ ทั้งสิ้น

ความเด็ดขาดที่แฝงอยู่ในกระแสจิต ทำเอาซ่งหมิงถึงกับสตั๊นไปแป๊บนึง

หลี่จี้เยี่ยสังเกตเห็นสีหน้าของซ่งหมิงที่เปลี่ยนไป เลยเอ่ยถาม "องค์หญิงตอบกลับมาว่ายังไง?"

ซ่งหมิงหน้าตึงขึ้นมาทันที ตอบเสียงแข็ง "องค์หญิงยังคงปฏิเสธ"

"หึ"

หลี่จี้เยี่ยยิ้มเยาะ มองซ่งหมิงด้วยสายตาดูแคลน พลางกอดอก "แล้วทีนี้ท่านหัวหน้าซ่งจะเอายังไงล่ะ?"

หน้าของซ่งหมิงเขียวปั๊ดขึ้นมาทันที อกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างแรง

การที่หลินชิงเหยาปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยแบบนี้ ถือเป็นการไม่ไว้หน้าฮ่องเต้ และทำลายแผนการณ์ใหญ่ของราชวงศ์ป่นปี้ไม่มีชิ้นดี!

แถมตอนนี้ยังมีศิษย์จากสำนักหมื่นกระบี่ยืนหัวโด่อยู่นี่ด้วย ถ้าเรื่องที่องค์หญิงปฏิเสธงานแต่งรู้ไปถึงหูของบุตรศักดิ์สิทธิ์เยี่ยผิงล่ะก็... มีหวังได้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่

ดีไม่ดี แผนการแต่งงานเชื่อมสัมพันธไมตรีอาจจะล่มเอาง่ายๆ

การแต่งงานครั้งนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องความเป็นความตายของมหาอัคคีเท่านั้น แต่เป็นคำสั่งสายตรงจากฮ่องเต้ ซ่งหมิงมีหน้าที่ต้องทำให้สำเร็จให้จงได้

เมื่อเห็นว่าหลินชิงเหยายังคงดื้อดึง ซ่งหมิงก็เลิกเกรงใจ ตะโกนลั่น "องค์หญิงดื้อดึงขัดราชโองการ! งั้นก็เอาตามที่ตกลงกันไว้เมื่อวาน พวกเราจะบุกเข้าไปในสำนักฟ้าลิขิต ต่อให้ต้องมัด ก็ต้องมัดตัวองค์หญิงกลับมหาอัคคีให้ได้!"

"ได้เลย!"

หลี่จี้เยี่ยร้องตะโกนรับ กระทืบเท้าทะยานร่างมุ่งตรงไปยังประตูภูเขาของสำนักฟ้าลิขิต ตามด้วยศิษย์จากสำนักหมื่นกระบี่อีกหลายคน

ซ่งหมิงกับบรรดาองครักษ์เงาก็ไม่รอช้า รีบเหาะตามไปติดๆ

...

...

ณ ประตูภูเขาของสำนักฟ้าลิขิต ท่ามกลางทะเลหมอกที่ลอยอวล

แสงแดดยามเช้าเพิ่งจะสาดส่อง บรรยากาศหน้าประตูภูขายังคงเงียบสงบ

ศิษย์สองคนที่เข้าเวรเฝ้าประตูกำลังยืนคุยกันอยู่ข้างๆ เสาหิน

คนอายุน้อยกว่าหาวหวอดๆ ขยี้ตาพลางบ่น "นี่ศิษย์พี่ ข้าได้ยินมาว่า พวกที่มาซ่อมยอดเขาหมอกอรุณน่ะ เป็นคนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์นภากาศกับสำนักตะวันเดือดนะ แล้วทำไมพวกเขาถึงต้องมาซ่อมยอดเขาให้ด้วยล่ะ?"

คนอายุมากกว่าทำหน้าตาดูถูก "เรื่องแค่นี้เจ้ายังไม่รู้อีกรึ ก็เพราะศิษย์อาเสวียนอี๋ไงเล่า"

"ศิษย์อาเสวียนอี๋?"

"ใช่สิ ไม่รู้ว่าศิษย์อาเสวียนอี๋ไปทำเรื่องยิ่งใหญ่เขย่าฟ้าสะเทือนดินอะไรมาในดินแดนแห่งวิถีเต๋า ดินแดนศักดิ์สิทธิ์นภากาศกับสำนักตะวันเดือดถึงได้... เอ๊ะ?"

ยังพูดไม่ทันจบ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที หันขวับไปมองอีกด้าน

ศิษย์ผู้น้องสะดุ้งตกใจกับท่าทีของศิษย์พี่ รีบหันไปมองตาม

ภาพที่เห็นคือ ร่างหลายร่างพุ่งทะยานแหวกม่านหมอก ตรงดิ่งมายังประตูภูเขาด้วยความเร็วแสง!

แถมรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างพวกนั้นก็รุนแรงจนน่าขนลุก โดยเฉพาะหนึ่งในนั้นที่มีกลิ่นอายความแหลมคมบาดลึก แค่สัมผัสได้จากที่ไกลๆ ก็ทำเอาศิษย์เฝ้าประตูทั้งสองคนเสียวสันหลังวาบ

"มีศัตรูบุก?!"

ศิษย์ผู้น้องร้องลั่นด้วยความตกใจ

ศิษย์ผู้พี่ที่มีระดับพลังสูงกว่าและใจเย็นกว่า รีบดึงตัวศิษย์ผู้น้องหลบไปอยู่ข้างหลัง ก่อนจะก้าวออกมายืนจังก้า รวบรวมพลังวิญญาณ แล้วตะโกนเสียงกร้าว:

"หยุดเดี๋ยวนี้! ที่นี่คือประตูภูเขาศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักฟ้าลิขิต ผู้ใดกล้าบุกรุก?!"

แต่พวกนั้นกลับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเลยสักนิด

สิ้นเสียงตะโกน ร่างเหล่านั้นก็พุ่งพรวดผ่านม่านหมอก ตรงดิ่งไปยังยอดเขาหมอกอรุณอย่างรวดเร็ว!

"หยุดนะ!"

ทั้งสองคนพร้อมใจกันตะโกนลั่น แต่พวกนั้นก็ยังทำหูทวนลม

ศิษย์ผู้พี่เห็นดังนั้น ก็รีบสั่งการทันที "ศิษย์น้อง รีบไปรายงานผู้อาวุโสซุนเดี๋ยวนี้!"

"ขอรับ!"

...

...

ร่างหลายร่างพุ่งทะยานแหวกทะเลหมอก พรวดเดียวก็มาโผล่ตรงหน้าประตูยอดเขาหมอกอรุณ!

แสงสว่างวาบขึ้น เผยให้เห็นร่างของหลี่จี้เยี่ย ซ่งหมิง และคนอื่นๆ รวมเจ็ดคน

หลี่จี้เยี่ยกวาดสายตาคมกริบมองไปรอบๆ

เมื่อเห็นหมู่ตำหนักหรูหราอลังการ น้ำตกวิญญาณไหลริน เขาก็เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจนิดๆ

แต่ไม่นาน ความประหลาดใจนั้นก็ถูกแทนที่ด้วยความหยิ่งยโส

สร้างตำหนักซะหรูหราใหญ่โตแล้วไงล่ะ?

เมื่อกี้ศิษย์เฝ้าประตูภูขาสองคนที่อยู่แค่ระดับสร้างรากฐานนั่น ยังไม่เห็นจะมีปัญญาขวางพวกเขาสักนิด

เห็นได้ชัดเลยว่า สำนักฟ้าลิขิตนี่มันอ่อนด๋อยขนาดไหน

พอนึกถึงว่าหลินชิงเหยาช่างไม่รู้กาลเทศะ ถึงขั้นกล้าปฏิเสธความปรารถนาดีของท่านบุตรศักดิ์สิทธิ์ เขาก็รู้สึกโกรธแทนศิษย์พี่ของตัวเองขึ้นมาตงิดๆ

แถมถ้าเรื่องที่หลินชิงเหยาปฏิเสธการแต่งงานกับท่านบุตรศักดิ์สิทธิ์แพร่งพรายกลับไปที่แดนอุดรลี้ลับล่ะก็ สำนักหมื่นกระบี่คงเอาหน้าไปไว้ไหนไม่ได้แน่ๆ

เขาเลยหันไปพูดกับซ่งหมิงว่า:

"ท่านหัวหน้าซ่ง เห็นไอ้ศิษย์เฝ้าประตูภูเขาสองคนเมื่อกี้ไหม? หึ ระดับสร้างรากฐานแค่นั้น ยังคุมพลังตัวเองไม่อยู่เลยด้วยซ้ำ ฝีมือกระจอกงอกง่อยแบบนี้ ถ้าอยู่ในสำนักหมื่นกระบี่ของพวกข้านะ เป็นได้แค่เด็กล้างส้วมยังไม่ได้เลย"

"องค์หญิงผู้มีสายเลือดสูงส่ง กลับลดตัวลงมาเป็นแค่ศิษย์ธรรมดาๆ ในสำนักพรรค์นี้..."

"ถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงแดนอุดรลี้ลับ คงจะทำให้ฮ่องเต้มหาอัคคีเสื่อมเสียพระเกียรติแย่ และคงกลายเป็นตัวตลกให้ราชวงศ์อื่นๆ หัวเราะเยาะเอาได้ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าท่านบุตรศักดิ์สิทธิ์ของข้ารู้เรื่องเข้า คงไม่สบอารมณ์แน่ๆ"

ซ่งหมิงเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดของหลี่จี้เยี่ยดี

การที่หลินชิงเหยามาตกระกำลำบากอยู่ในสำนักระดับสองในดินแดนรกร้างตะวันออกมันก็เป็นเรื่องน่าอับอายพออยู่แล้ว นี่นางยังกล้าขัดราชโองการปฏิเสธการแต่งงานอีก นี่มันหยามเกียรติราชวงศ์ชัดๆ

แถมคนที่นางกล้าปฏิเสธ ก็คือเยี่ยผิง บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักหมื่นกระบี่เชียวนะ!

ถ้าเรื่องนี้แดงออกไป เยี่ยผิงจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะ?

เขากดเสียงต่ำ "สิ่งที่สหายหลี่พูดมานั้นถูกต้องที่สุด องค์หญิงยังทรงพระเยาว์ อาจจะถูกหลอกให้หลงผิด ไม่รู้จักแยกแยะชั่วดี พอเราพากลับไปถึงมหาอัคคีแล้ว ฮ่องเต้คงจะจัดการสั่งสอนเอง ข้าขอรับรองเลยว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ จะไม่มีใครแพร่งพรายออกไปอย่างแน่นอน"

เมื่อได้ยินซ่งหมิงให้คำมั่น หลี่จี้เยี่ยก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ หันขวับไปมองที่ตำหนักหลักของยอดเขาหมอกอรุณ

"ลุยกันเลย ท่านหัวหน้าซ่ง"

"เชิญสหายหลี่"

จบบทที่ ตอนที่ 200

คัดลอกลิงก์แล้ว