เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 432: ร่วมมือแนบเนียน ความหวาดกลัวที่ไร้ซึ่งผู้ใดล่วงรู้! (ส่วนที่ 3) (ฟรี)

บทที่ 432: ร่วมมือแนบเนียน ความหวาดกลัวที่ไร้ซึ่งผู้ใดล่วงรู้! (ส่วนที่ 3) (ฟรี)

บทที่ 432: ร่วมมือแนบเนียน ความหวาดกลัวที่ไร้ซึ่งผู้ใดล่วงรู้! (ส่วนที่ 3) (ฟรี)


บทที่ 432: ร่วมมือแนบเนียน ความหวาดกลัวที่ไร้ซึ่งผู้ใดล่วงรู้! (ส่วนที่ 3)

แม้พวกเขามิเคยเห็นเพลิงทมิฬอันแปลกประหลาดนี้มาก่อน ทว่าเพียงการสนทนาไม่กี่ประโยค ก็สามารถปะติดปะต่อผลลัพธ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดออกมาได้

"กล่าวเช่นนี้ ผู้ที่ความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณไม่เพียงพอ รีบออกไปเสียย่อมเป็นการดีที่สุด"

"ถูกต้อง รีบถอยกลับไปตามเส้นทางเดิมโดยเร็วเถิด มิเช่นนั้นหากต้องมาฝังร่างอยู่ที่นี่ ก็เท่ากับสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินแล้ว"

"หัวใจแห่งโลกแม้จะสำคัญ ทว่าหากต้องมาตายอย่างปริศนาด้วยวิธีการอันแปลกประหลาดเช่นนี้โดยที่ยังมิได้เห็นแม้แต่เงา ก็ออกจะน่าเสียดายเกินไปหน่อย"

"..."

เหล่า 'ผู้ยิ่งใหญ่' ต่างเอ่ยปากเกลี้ยกล่อม

โดยเฉพาะผู้ที่มั่นใจว่าจิตวิญญาณของตนแข็งแกร่งเหนือผู้คน อย่างน้อยก็จะไม่ได้รับผลกระทบในระยะเวลาอันสั้นเช่นนี้

ในมุมมองของพวกเขา หากข้อสันนิษฐานของทุกคนถูกต้อง เช่นนั้นตัวพวกเขาเอง อย่างน้อยก็สามารถหยัดยืนไปจนถึงช่วงสุดท้าย และกลายเป็นหนึ่งในผู้ชนะคนสุดท้ายได้

ส่วนเรื่องที่เกลี้ยกล่อมให้ผู้อื่นออกไปนั้น...

ย่อมเป็นเพราะพวกเขามองว่าเจ้าหนูโสโครกนั่นอยู่แถวนี้ หากมีคนออกไปเพิ่มอีก 1 คน ก็เท่ากับลดคู่แข่งไปได้ 1 คน

ไยจะไม่ทำเล่า?

"..."

"ข้าไม่เอาด้วยแล้ว!"

"บัดซบ สถานที่แห่งนี้มันพิลึกพิลั่นเกินไปแล้ว!"

"ที่พวกเจ้าพูดมาก็มีเหตุผล หัวใจแห่งโลกนั้นสำคัญก็จริง แต่หากรู้ตัวว่าต้องตายแน่ๆ แล้วยังดันทุรังทำ..."

"ฮึ!"

"..."

ตนเองย่อมรู้ขีดจำกัดของตนดีที่สุด

แม้จะอยู่ในจุด 'สูงสุด' ของแต่ละโลก ทว่าพวกเขาก็มิได้เชี่ยวชาญไปเสียทุกด้าน และยิ่งมิใช่ผู้ที่มี 'คุณสมบัติครบถ้วน' สูงส่งไปเสียหมด ความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณย่อมมีทั้งผู้ที่สูงส่งและผู้ที่ต่ำต้อย

แม้จะไม่มีตัวเลขชี้วัดให้เห็นอย่างชัดเจน ทว่าในใจของพวกเขาย่อมรู้ดีที่สุด

ดังนั้น ในเวลาเพียงไม่นานจึงมีคนเกือบ 50 คนถอดใจ และเริ่มล่าถอย

กู้ซิงเหลียนและสวี่เหวยอีสบตากัน สวี่เหวยอีอยากให้กู้ซิงเหลียนออกไปเช่นกัน

ทว่ากู้ซิงเหลียนกลับส่ายหน้าช้าๆ "ข้าไปไม่ได้"

"ในสายตาของพวกเขา ข้าก็คือโคมไฟส่องทาง หากข้าจากไป พวกเขาย่อมต้องคิดว่าข้าค้นพบเบาะแสอื่นอีกเป็นแน่ ต่อให้มิใช่ทุกคนที่จะตามข้ามา แต่อย่างน้อยก็ต้องมีคนจำนวนหนึ่งแยกตัวออกไป"

"หากเป็นเช่นนั้น..."

"แผนการที่วางไว้มิใช่ว่าสูญเปล่าหรอกหรือ?"

สวี่เหวยอี "..."

นางยังอยากจะเกลี้ยกล่อม ทว่าเมื่อเห็นท่าทีเด็ดเดี่ยวของกู้ซิงเหลียน ก็ทำได้เพียงลอบถอนหายใจออกมา

"ระวังตัวด้วย"

นางทำได้เพียงเอ่ยเตือนเช่นนี้

......

"ฮ่าฮ่าฮ่า!"

เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดจากไปอีกแล้ว เซียนพเนจรผ่านทัณฑ์ขั้น 11 ผู้หนึ่งก็หัวเราะลั่น "มดปลวกเอ๋ย สมควรไสหัวไปตั้งนานแล้ว!"

"เป็นแค่มดปลวกแท้ๆ ยังริอ่านหมายปองหัวใจแห่งโลก พวกมันคู่ควรหรือ?"

"หลังจากนี้ ก็คงต้องมาดูกันว่าพวกเรา ใครจะได้หัวเราะทีหลังดังกว่ากัน หึหึหึ~!"

"ท่านผู้นี้... ช่างโอหังนัก" หลินจื่อเซียวพึมพำ

คำพูดนี้ กลับทำให้ผู้ที่อยู่ไม่ไกลได้ยินเข้า ท่านผู้นั้นถอนหายใจกล่าว "โอหังมากจริงๆ แต่ท่านผู้นี้ มีทุนรอนให้โอหัง ข้ารู้จักท่านผู้นี้ดี ท่านขนานนามตนเองว่าจอมมารกินคน และก็เป็นไปตามชื่อนั้น"

"ท่านผู้นี้กินคน ทว่ามิได้ใช้ปากกิน แต่เป็นเพราะเคล็ดวิชาของท่านนั้นพิเศษ จำเป็นต้อง 'กินคน' ดูดซับเลือดเนื้อและจิตวิญญาณของผู้อื่นมาหลอมรวมเข้ากับร่างกายของตนอย่างบ้าคลั่ง และใช้สิ่งนี้เพื่อยกระดับตนเองในทุกด้าน"

"เมื่อ 1 แสนปีก่อน ท่านผู้นี้เคยเข้ามาแล้วครั้งหนึ่ง ในเวลานั้น ผู้ที่ตกตายด้วยน้ำมือของท่านผู้นี้ มีจำนวนไม่น้อยเลย"

"เดิมทีคิดว่าผ่านไป 1 แสนปี ท่านผู้นี้ย่อมบรรลุเป็นเซียนไปนานแล้ว ทว่าคิดไม่ถึงเลยว่า ท่านผู้นี้กลับสะกดข่มระดับพลังของตนเองมาตลอด ซ้ำยังบ้าคลั่งถึงขั้นยอมสละกายเนื้อเพื่อมาบำเพ็ญเป็นเซียนพเนจร และบัดนี้ก็กลายเป็นเซียนพเนจรผ่านทัณฑ์ขั้น 11 ไปแล้ว"

"ในบรรดาผู้ที่อยู่ที่นี่..."

"หากพูดถึงความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณ เกรงว่าคงมีไม่กี่คนที่เหนือกว่าท่านผู้นี้"

"หากไม่มีอะไรผิดพลาด ท่านผู้นี้คงจะเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่สามารถหยัดยืนไปจนถึงท้ายที่สุดได้อย่างแน่นอน"

สายกินคน!

หลินจื่อเซียวเลิกคิ้วขึ้น

สิ่งที่เรียกว่าสายกินคน ในหมู่ผู้บำเพ็ญมารนั้นมิได้ถือว่าหาได้ยากนัก เป็นผู้บำเพ็ญมารในหมู่ผู้บำเพ็ญมารอีกที

ซ้ำยังมีบางคนที่ร้ายกาจ สามารถได้รับคุณสมบัติหรือทักษะบางส่วนของอีกฝ่ายมาได้โดยตรงผ่านการ 'กินคน'

หากคนผู้นี้มิได้พูดจาเหลวไหล เช่นนั้นความแข็งแกร่งทางจิตวิญญาณของจอมมารกินคนท่านนี้ เกรงว่าคงจะน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง

ทว่าในขณะที่ทุกคนต่างซ่อนเร้นความคิดชั่วร้ายไว้ในใจ และเตรียมตัวที่จะออกสำรวจต่อไปนั้น...

จอมมารกินคนที่เพิ่งจะโอ้อวดจบไปเมื่อครู่ กลับร้องโหยหวนออกมาอย่างกะทันหัน จากนั้นก็ไม่ต่างอันใดกับคนก่อนหน้านี้ เพียงชั่วพริบตาเพลิงก็พวยพุ่งออกจากทวารทั้งเจ็ด และตัวท่านผู้นั้น ก็ถูกเพลิงทมิฬกลืนกินไปอย่างรวดเร็ว

แข็งแกร่งดั่งจอมมารกินคน เซียนพเนจรผ่านทัณฑ์ขั้น 11 ที่แม้กระทั่งเข้าสู่ห้วงเหวหมื่นโลกมาแล้วมากกว่า 1 ครั้ง...

ทว่าในยามนี้ กลับไม่มีเรี่ยวแรงจะต่อต้านเลยแม้แต่น้อย

ทันทีที่ปะทุขึ้นมา แทบจะเรียกได้ว่า 'ตายตกในชั่วพริบตา'

"อ๊าก!!!"

มีคนตื่นตระหนก เสียงอุทานดังขึ้นระงม

"เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?!"

"คิดไม่ถึงว่าแม้แต่ท่านผู้นั้นก็ยัง..."

"ความแข็งแกร่งทางจิตวิญญาณของท่านผู้นั้น อย่างน้อยก็จัดอยู่ใน 5 อันดับแรกได้เลยมิใช่หรือ? เป็นไปได้อย่างไร?!"

"หรือว่าข้อสันนิษฐานก่อนหน้านี้จะผิดพลาด เพลิงทมิฬนี้ มิได้ส่งผลต่อจิตวิญญาณงั้นหรือ?"

บางคนถึงกับสบถด่าด้วยความโกรธเกรี้ยว "ช่างหัวมันสิว่าจะส่งผลต่อสิ่งใด! ไอ้อันตรายนี่มันชั่วร้ายเกินไปแล้ว ข้าจะทำลายมันทิ้งเสีย!"

จากนั้น เขาก็ลงมือ พยายามใช้วิธีการต่างๆ นานาเพื่อดับเพลิงทมิฬ

ในตอนแรก เขาประสานอินร่ายวิชา เรียกห่าฝนตกลงมาอย่างหนัก...

ทว่า น้ำและไฟที่เดิมทีไม่ควรอยู่ร่วมกันได้ ในยามนี้กลับไม่ส่งผลกระทบและไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน ราวกับอยู่กันคนละโลก เจ้าก็ไหม้ของเจ้าไป ข้าก็ตกของข้าไป...

จากนั้น เขาก็ใช้วิธีการอื่นๆ อีกสารพัด

ทว่ากลับไม่มีประโยชน์อันใดเลย

ไม่ว่าจะเป็นการเรียกฝน เป่าลม ใช้เวทมนตร์ธาตุดินรวบรวมดินจำนวนมหาศาลมาฝังกลบ หรือแม้กระทั่ง 'การโจมตีทางกายภาพและเวทมนตร์' ที่ตรงไปตรงมาที่สุด ล้วนไร้ผล!

แม้บางครั้งจะสามารถทำให้มันดับลงได้บ้าง ทว่าวินาทีต่อมามันก็จะกลับมาลุกโชนอีกครั้ง ซ้ำยังดุร้ายยิ่งกว่าเดิม

มีคนสงสัยว่าใต้ดินมีความผิดปกติ

จึงพุ่งเป้าโจมตีลงไปใต้ดินอย่างบ้าคลั่ง จนถึงขั้นระเบิดพื้นดินให้กลายเป็นหลุมลึกหลายลี้

ทว่า ก็ยังคงไร้ประโยชน์อยู่ดี

เพลิงทมิฬยังคงลุกโชนอย่างบ้าคลั่ง มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง

"นี่มัน???"

พวกเขาต่างตกตะลึง

แต่กลับเรียกเสียงหัวเราะเยาะจากคนบางส่วน "โง่เขลา"

"หากเพลิงทมิฬสามารถจัดการได้ง่ายๆ ไยจะต้องรอให้พวกเจ้ามาทดลองด้วยเล่า?"

"พวกเราลองกันมาหมดแล้ว!"

"ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้สามารถจัดการได้จริงๆ ก็ย่อมมิใช่วิธีการที่แสนจะธรรมดาเช่นนี้เป็นแน่"

"ผู้ที่กลัวตาย ก็รีบไสหัวไปเสียเถิด"

"ยามนี้... มิใช่ว่าแค่มีความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณเพียงพอ ก็จะสามารถรอดชีวิตไปได้แล้ว"

"..."

......

ในวินาทีนี้ ทุกคนต่างรู้สึกหวาดหวั่น

ความหวาดกลัว ล้วนเกิดจากความไม่รู้!

สำหรับเหล่ายอดฝีมือระดับแนวหน้าของแต่ละโลกเหล่านี้แล้ว อันที่จริง พวกเขามักจะไม่เกรงกลัวสิ่งที่เรียกว่า 'ผู้แข็งแกร่ง' ต่อให้ผู้แข็งแกร่งจะร้ายกาจเพียงใด ก็ยังมีร่องรอยให้ติดตาม

แม้จะสู้ไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ยังสามารถรักษาชีวิตรอดได้

หากแม้แต่การรักษาชีวิตก็ยังทำไม่ได้...

เช่นนั้นตนเองก็ยังสามารถหลบหนีได้มิใช่หรือ

หากจนตรอกจริงๆ ก็ยังมีทางเลือกในการคุกเข่าร้องขอชีวิต

ทว่าในยามนี้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเพลิงทมิฬที่ทั้งไม่รู้จักและน่าสะพรึงกลัว กลับทำให้ทุกคนรู้สึกไม่สบายใจ

เพียงแต่...

คนส่วนใหญ่ยังคงไม่ยินยอมที่จะล้มเลิก

เพราะอย่างไรเสีย ชิ้นเนื้ออันโอชะก็มาจ่ออยู่ตรงหน้าแล้ว!

หลินจื่อเซียวเองก็รู้สึกหวาดหวั่นเช่นกัน

ยามนี้ผู้คนพลุกพล่าน นางไม่สะดวกที่จะนำกระจกส่องฟ้าออกมาวิเคราะห์อย่างละเอียด ทว่านางก็ยังคงใช้สัมผัสเทวะสื่อสารกับท่านพี่อาอู๋อย่างต่อเนื่อง แต่ทว่าแม้แต่ท่านพี่อาอู๋เอง ในเวลานี้ก็ยังไม่สามารถทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริงได้

เช่นเดียวกัน

หลินฝานเองก็รู้สึกขนลุกซู่

"ตกลงมันคือตัวบัดซบอันใดกันแน่?"

"เป็นฝีมือของสิ่งมีชีวิตประหลาดที่ไม่รู้จักนั่นหรือ?"

"หรือว่าจะเป็นปัญหาที่ตัวเพลิงทมิฬนี้เอง?"

"ข้าเองก็กำลังพิจารณาในจุดนี้อยู่เช่นกัน" ท่านพี่อู๋ครุ่นคิด "ตั้งแต่เข้ามาจนถึงตอนนี้ อันที่จริงข้าพยายามหาวิธีวิเคราะห์องค์ประกอบของเพลิงทมิฬมาโดยตลอด"

"ทว่า..."

"จนถึงบัดนี้ ข้าก็ยังไม่สามารถทำความเข้าใจได้ว่า เพลิงทมิฬนี้แท้จริงแล้วคือสิ่งใดกันแน่"

"มันดูเหมือนเปลวเพลิง ทว่ากลับไม่มีคุณสมบัติของเปลวเพลิง"

"มองเผินๆ เหมือนจะมีพลังแห่งการกลืนกิน ทว่าคำอธิบายนี้ก็ไม่ถูกต้องนัก"

"ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้ข้ายิ่งมองมันก็ยิ่งรู้สึกว่ามันมีลักษณะบางส่วนของสิ่งมีชีวิต"

"..."

"สิ่งมีชีวิตงั้นหรือ?"

ผู้พูดไร้เจตนา ผู้ฟังกลับเก็บไปคิด

หลินฝานเบิกตากว้างขึ้นมาทันที "ท่านว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่เพลิงทมิฬทั้งหมดนี้ แท้จริงแล้วล้วนเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตที่ไม่รู้จักนั่น?"

"...นี่มัน?!"

"ออกจะเหลือเชื่อเกินไปหน่อยกระมัง"

ท่านพี่อู๋กล่าว "หากเป็นเช่นนั้นจริง มันก็ออกจะใหญ่โตเกินไปหน่อยแล้ว!"

ภูเขาเพลิงแห่งนี้ ที่เรียกว่าภูเขา อันที่จริงแล้วมันกว้างใหญ่ไพศาลเป็นอย่างยิ่ง

แม้พวกเขาจะเพิ่งสำรวจไปเพียงส่วนหนึ่ง ทว่าหากคาดเดาจากประสบการณ์ก่อนหน้านี้ 'ภูเขาเพลิง' ทั้งลูกนี้ ก่อนที่จะ 'มาถึง' ห้วงเหวหมื่นโลก เกรงว่าตัวมันเองก็คือโลกใบหนึ่ง

กล่าวอีกนัยหนึ่ง...

สิ่งมีชีวิตที่มีขนาดเกือบเท่ากับโลกใบหนึ่งงั้นหรือ?

เช่นนั้นยังจะนับว่าเป็นสิ่งมีชีวิตอยู่อีกหรือ?

"สวรรค์และโลกหมื่นหล้า ล้วนมีแต่สิ่งมหัศจรรย์ บางทีอาจจะเป็นเช่นนั้นก็ได้?"

ทว่าหลินฝานกลับมีความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป

ใหญ่โตงั้นหรือ?

ใหญ่โตจนเหลือเชื่อจริงๆ นั่นแหละ

ทว่าผู้ใดกำหนดไว้เล่าว่าไม่สามารถมีสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่โตปานนี้ได้?

หลายครั้งหลายครา เราไม่อาจใช้ความรู้ของตนเองมาตัดสินทุกสรรพสิ่งได้

เพราะอย่างไรเสีย ความรู้ของแต่ละคน ล้วนมาจากสิ่งที่พวกเขาสามารถเข้าถึงได้

ทว่าสิ่งที่ไม่อาจเข้าถึงได้เล่า...

ผู้ใดจะไปรู้ได้?

เช่นเดียวกับบนโลกในชาติก่อน ที่มีเพียงสิ่งมีชีวิตที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบหลัก

ทว่าทั่วทั้งจักรวาล หรือแม้แต่สวรรค์และโลกหมื่นหล้า จะมีเพียงสิ่งมีชีวิตที่มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบหลักเท่านั้นงั้นหรือ?

"ยิ่งไปกว่านั้น หากมองว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิต ดูเหมือนปัญหาหลายอย่างที่คิดไม่ตกก่อนหน้านี้ ก็จะสามารถคลี่คลายไปได้อย่างง่ายดาย"

"ทว่า..."

"นี่ก็เป็นเพียงการคาดเดา และอีกฝ่ายใช้วิธีการใดกันแน่ ซ้ำยัง 'เลือก' เป้าหมายอย่างไร ในจุดนี้ ข้าเองก็คิดไม่ตกเช่นกัน"

"ท่านพี่อู๋ รบกวนท่านช่วยจับตาดูข้าให้ดี หากมีสิ่งใดเข้ามาใกล้ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตาม ต้องรีบเตือนข้าทันที!"

หลินฝานไม่อยากกลายเป็นศพแห้ง แล้วสลายกลายเป็นเถ้าถ่านหรอกนะ!

"ตกลง!"

ท่านพี่อู๋รับคำอย่างหนักแน่น ทว่าหลินฝานก็ยังไม่กล้าผ่อนคลายเลยแม้แต่น้อย

ในขณะเดียวกัน เขาก็ขมวดคิ้วครุ่นคิด "ไม่สนว่าระดับพลังจะสูงหรือต่ำ ไม่แบ่งแยกความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณ"

"..."

"ไม่แน่ว่าตัวตนที่ดูเหมือนสิ่งมีชีวิตนี้ อาจจะกำลังสุ่มเลือกเป้าหมาย หรือไม่ก็..."

"ทุกคนล้วนอยู่ในระยะการโจมตีของมัน และต่างก็กำลังรับการโจมตีอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ 'คุณสมบัติ' ของการโจมตีนั้น ยังไม่สามารถระบุได้ในยามนี้"

"และเมื่อ 'คุณสมบัติ' นี้ เกินขีดจำกัดของคุณสมบัติดังกล่าวของใครบางคน มันก็จะปะทุขึ้น ชักนำให้เพลิงทมิฬระเบิดออกมาจากภายในสู่ภายนอก และเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นเถ้าถ่านในระยะเวลาอันสั้น..."

"ท่านพี่อู๋ พวกเรามาเสี่ยงกันสักหน่อยเถิด เข้าไปใกล้กันอีกนิด สังเกตผู้คนให้มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่จะกลายเป็นเถ้าถ่านในลำดับต่อไป เพื่อนำมาเปรียบเทียบกันให้มากขึ้น"

"เจ้าต้องระวังตัวด้วย" ท่านพี่อู๋เอ่ยเตือน

......

หลินฝานค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด

เป็นไปตามคาด เพียงไม่นาน ก็มีคนกลายเป็นเถ้าถ่านติดต่อกันอีกหลายคน

สร้างความแตกตื่นให้แก่ผู้คน จนมีสิบกว่าคนไม่กล้ารั้งอยู่อีกต่อไป เลือกที่จะถอยกลับไปตามเส้นทางเดิม

และในระหว่างกระบวนการนี้ หลินฝานและกระจกส่องฟ้ากลับมองเห็นได้อย่างชัดเจน

"คนเหล่านี้..."

"เป็นไปตามคาด ไม่มีความแตกต่างอันใดกับความแข็งแกร่งของพลังและจิตวิญญาณของพวกเขาเลย ดูเหมือนจะตายอย่างกะทันหันแบบสุ่ม ทว่าแท้จริงแล้ว กลับยังมีร่องรอยให้ติดตาม"

"จนถึงบัดนี้ สภาพจิตใจของคนที่ตายอย่างกะทันหันเหล่านี้ ไม่สิ หรือจะกล่าวว่า คนเหล่านี้... ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญมาร ผู้บำเพ็ญวิถีชั่วร้าย!"

"ดังนั้น การใช้คำว่าสภาพจิตใจมาอธิบายจึงไม่ถูกต้องนัก"

"สมควรกล่าวว่า..."

"ความมืดมิดในก้นบึ้งของหัวใจ หรือจะกล่าวว่า... อารมณ์ด้านลบ?"

"หากเป็นเช่นนั้น ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ ข้าก็ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงกู้ซิงเหลียนและหลินจื่อเซียวแล้วล่ะ"

......

ผู้ที่ค้นพบเบาะแสในเบื้องต้น มิได้มีเพียงหลินฝานผู้เดียว

เพราะอย่างไรเสีย เรื่องนี้ก็เห็นได้ชัดเจนเกินไปจริงๆ

ผู้ที่ตกตายส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญมาร ซึ่งมากพอที่จะทำให้ผู้บำเพ็ญมารที่เหลืออยู่ขวัญหนีดีฝ่อ

พวกเขาไม่สนใจหัวใจแห่งโลกอันใดอีกต่อไป ต่างพากันพุ่งทะยานออกไปด้านนอกด้วยความเร็วสูงสุด หวังเพียงรักษาชีวิตให้รอดไปได้ชั่วคราว

ส่วนหัวใจแห่งโลกนั้น...

อย่างมากก็ค่อยไปหาวิธีการเอาดาบหน้า

เพียงแต่เมื่อเป็นเช่นนี้ คนที่ตายก็ตายไป คนที่หนีก็หนีไป คนที่ถอดใจก็ถอดใจไป...

ค่ายกลของพวกเขาปั่นป่วนไปหมดแล้ว หากยังคิดที่จะปูพรมค้นหาต่อไป ย่อมเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว

ฟุ่บ!

หลังจากมีคนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็หันขวับกลับมา นัยน์ตาคู่หนึ่ง จ้องมองไปยังกู้ซิงเหลียน... (จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 432: ร่วมมือแนบเนียน ความหวาดกลัวที่ไร้ซึ่งผู้ใดล่วงรู้! (ส่วนที่ 3) (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว