- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปเปิดกล่องเทพ อัญเชิญยอดคนสยบยุทธจักร
- บทที่ 151 เดินทางถึงชิงโจว
บทที่ 151 เดินทางถึงชิงโจว
บทที่ 151 เดินทางถึงชิงโจว
หากกล่าวว่าเมืองซุ่นเทียนฝู่ดูราวกับยักษ์ตนหนึ่ง เช่นนั้นเมืองชิงโจวก็เปรียบดั่งมังกรยักษ์ที่ขดตัวอยู่ กว้างใหญ่ไพศาลไร้ขอบเขต มองไปสุดลูกหูลูกตา
เมืองชิงโจวตั้งตระหง่านอยู่บนผืนดินนี้มานานนับพันปี ยืนหยัดอย่างมั่นคง เป็นพยานรับรู้ถึงความรุ่งเรืองและเสื่อมถอยของขุมกำลังนับไม่ถ้วน เหนือกำแพงเมืองแผ่กลิ่นอายอันเก่าแก่ กำแพงเมืองใหญ่โตโอ่อ่า กลิ่นอายตระการตาสะกดวิญญาณผู้คน มอบความรู้สึกอันสั่นสะเทือนให้แก่ผู้พบเห็น
บนกำแพงเมืองมีทหารลาดตระเวนสวมชุดเกราะเป็นขบวน ล้วนแต่ไม่ธรรมดา ส่วนใหญ่ล้วนมีวรยุทธ์ติดตัว มีคนธรรมดาน้อยมาก ยิ่งไปกว่านั้นขุนพลผู้เฝ้าประตูยังเป็นถึงยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ขั้นสิบสอง
ขุนพลเช่นนี้ฉินฉางเซิงมองเห็นทั้งหมดสิบสองคน อีกทั้งในเงามืดก็ยังซ่อนเร้นกลิ่นอายอันแข็งแกร่งไว้อีกหลายสาย ฉินฉางเซิงสามารถรับรู้ได้ว่าคนเหล่านั้นล้วนเป็นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ใหญ่
เมืองชิงโจวคือหนึ่งในแคว้นที่สำคัญที่สุดในบรรดาแคว้นทั้งหมดของต้าเฉียน ทิศตะวันออกเชื่อมต่อกับตงโจว เบื้องหลังคือเมืองหลวงเฉียนจิง หากชิงโจวถูกตีแตก เช่นนั้นเฉียนจิงก็จะถูกเปิดเผยอยู่ใต้กองทัพม้าเหล็กของศัตรู ศัตรูจะบุกทะลวงเข้าสู่เฉียนจิงได้โดยตรง ดังนั้นกองทัพที่ประจำการอยู่ในชิงโจวจึงมีจำนวนมากและล้วนเป็นทหารกล้าของต้าเฉียน
หนึ่งเพื่อพิทักษ์รักษาชิงโจว ป้องกันศัตรูภายนอกรุกราน สองก็เพื่อระแวดระวังตระกูลฉินแห่งซางสุ่ยที่จ้องตะครุบเหยื่อตาเป็นมัน หากตระกูลฉินแห่งซางสุ่ยกล้ากระทำการที่ล้ำเส้น กองทัพม้าเหล็กนับแสนนายที่ชายแดนชิงโจวก็จะมุ่งเป้าไปที่ตระกูลฉินทันที
เมืองชิงโจวถูกแบ่งออกเป็นเมืองชั้นนอกและเมืองชั้นในเช่นเดียวกัน
เมืองชั้นนอกกินพื้นที่กว้างขวาง ครอบครองพื้นที่ถึงเก้าในสิบส่วนของเมืองชิงโจวทั้งหมด ส่วนเมืองชั้นในครอบครองพื้นที่เพียงหนึ่งส่วนเท่านั้น
ทว่าเงื่อนไขในการเข้าไปอยู่อาศัยในเมืองชั้นในนั้นเข้มงวดเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ เชื้อพระวงศ์ หรือไม่ก็เป็นตระกูลใหญ่ สำนักใหญ่ สรุปคือคนธรรมดาสามัญไม่มีสิทธิ์เข้าไปพำนักในเมืองชั้นในได้เลย
เมืองชั้นนอกสามารถควบม้าไปมาได้ แต่เมืองชั้นในห้ามควบม้าเด็ดขาด ยกเว้นกรณีแจ้งข่าวฉุกเฉินในยามศึกสงคราม รถม้าก็ยังต้องควบคุมความเร็วให้อยู่ในขอบเขตที่กำหนด ทุกคนล้วนต้องปฏิบัติตามกฎนี้ มิฉะนั้นทางการของต้าเฉียนจะใช้กำลังปราบปรามอย่างแน่นอน
ผู้คนหรือขุมกำลังมากมายที่พยายามท้าทายกฎข้อนี้ล้วนถูกทางการของต้าเฉียนปราบปรามจนสิ้น
หลังจากฉินฉางเซิงเข้าสู่เมืองชั้นนอก ในเมืองชั้นนอกก็มีผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา ทั้งตามถนนใหญ่และตรอกซอกซอย เต็มไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา คึกคักเป็นอย่างยิ่ง เหนือกว่าเมืองซุ่นเทียนฝู่ไปไกลโข
ที่ทำการสำนักลิ่วซ่านเหมินแห่งชิงโจวตั้งอยู่ในเมืองชั้นใน
ระหว่างเมืองชั้นนอกและเมืองชั้นในถูกกั้นด้วยคูเมือง คูเมืองนี้คือหนึ่งในสาขาย่อยสายใหญ่ของแม่น้ำซางสุ่ย พาดผ่านทั่วทั้งเมืองชั้นใน แบ่งแยกเมืองชั้นนอกและเมืองชั้นในออกจากกันอย่างชัดเจน
คูเมืองเพียงสายเดียวกลับสร้างระยะห่างระหว่างสถานะของทั้งสองฝั่งได้อย่างชัดเจน ฝั่งหนึ่งคือผู้สูงส่ง อีกฝั่งคือชนชั้นล่าง ผู้คนในเมืองชั้นนอกต่างคิดหาทางแทรกตัวเข้าไปในเมืองชั้นในอยู่ทุกวัน ทว่าบัตรผ่านเข้าสู่เมืองชั้นในนั้นไม่ได้ได้มาง่ายๆ เลย
การเดินทางจากเมืองชั้นนอกเข้าสู่เมืองชั้นในสามารถผ่านสะพานแขวนได้เท่านั้น สะพานแขวนแต่ละแห่งเชื่อมโยงระหว่างเมืองชั้นในและเมืองชั้นนอก สะพานแขวนมีทั้งหมดสิบสามแห่ง สอดคล้องกับสิบสามเมืองที่อยู่ภายใต้การปกครองของชิงโจว สะดวกต่อการจัดการของทางการเป็นอย่างยิ่ง
สะพานแขวนจะเปิดทุกวันในยามอิ๋นตอนปลาย (ตีห้า) และสะพานแขวนจะถูกดึงเก็บขึ้นในยามไห่ตอนต้น (สามทุ่ม) ของทุกวัน ปิดประตูเมืองชั้นใน ห้ามมิให้ผู้ใดสัญจร
ในเมืองชั้นนอกจะเริ่มประกาศใช้กฎห้ามสัญจรยามวิกาลในยามไห่ ประตูเมืองชั้นนอกจะถูกปิดเช่นกัน ห้ามมิให้ผู้ใดออกเดินทาง
ทว่าในเมืองชั้นในไม่มีกฎข้อนี้ เพียงแต่ไม่อนุญาตให้เดินทางไปยังเมืองชั้นนอก สามารถใช้ชีวิตตลอดคืนได้
ฉินฉางเซิงและสี่ผีเซียงซีแยกทางกันที่นอกเมืองชิงโจว ฉินฉางเซิงอาศัยสถานะมือปราบชุดเงินของสำนักลิ่วซ่านเหมิน เดินทางเข้าสู่เมืองชั้นในเพียงลำพัง
กองบัญชาการสำนักลิ่วซ่านเหมินแห่งชิงโจวตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง กินพื้นที่กว้างขวางเป็นอย่างยิ่ง
ฉินฉางเซิงอาศัยสถานะ "ผู้มีเส้นสาย" เดินทางมาถึงที่ทำการชั้นในของสำนักลิ่วซ่านเหมินอย่างฉลุยไร้อุปสรรค
ตลอดทางที่เดินมา ฉินฉางเซิงพบว่าในตอนนี้บรรยากาศภายในที่ทำการสำนักลิ่วซ่านเหมินแห่งชิงโจวตึงเครียดเป็นอย่างยิ่ง ราวกับว่าเกิดเรื่องใหญ่บางอย่างขึ้น
"คุณชายฉิน ตอนนี้คือช่วงผลัดเปลี่ยนอำนาจครั้งใหญ่ของสำนักลิ่วซ่านเหมินแห่งชิงโจว ท่านมาไม่ถูกจังหวะเสียแล้ว" มือปราบชุดเงินอาวุโสผู้หนึ่งที่นำทางให้ฉินฉางเซิงเอ่ยปากขึ้น
"พี่ชายจาง คำกล่าวนี้หมายความว่าอย่างไรหรือ?" ฉินฉางเซิงถามด้วยความประหลาดใจ
มือปราบชุดเงินอาวุโสผู้นำทางให้ฉินฉางเซิงนามว่าจางอู่อี เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนที่คอยดูแลเรื่องการลงทะเบียนและนำทางของสำนักลิ่วซ่านเหมินแห่งชิงโจว เนื่องจากสถานะที่พิเศษของฉินฉางเซิง เขาจึงรับหน้าที่อันดีงามนี้ไว้ล่วงหน้า
"คุณชายฉิน ขณะนี้เป็นช่วงเวลาส่งมอบอำนาจของสำนักลิ่วซ่านเหมินแห่งชิงโจว หัวหน้ามือปราบหลินเซี่ยนหยวนเกิดล้มป่วยด้วยโรคร้ายและจากโลกนี้ไปเมื่อคืนวาน ตอนนี้หัวหน้ามือปราบคนใหม่ที่เข้ารับตำแหน่งคือใต้เท้าหัวหน้ามือปราบหวังเชียนอีที่ถูกส่งตรงมาจากกองบัญชาการสำนักลิ่วซ่านเหมินในเฉียนจิง"
"ขอบคุณพี่ชายจางที่บอกกล่าว อีกอย่างไม่ต้องเรียกข้าว่าคุณชายฉินอะไรนั่นหรอก ข้าเป็นเพียงบุตรหลานจากตระกูลเล็กๆ ไม่ใช่สายเลือดหลักของตระกูลฉินแห่งซางสุ่ย เรียกข้าว่าฉางเซิงก็พอ" ฉินฉางเซิงเร่งฝีเท้ามาอยู่ข้างกายจางอู่อี เดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับเขา พร้อมกับยัดตั๋วเงินใบหนึ่งใส่มือของเขาอย่างแนบเนียน
"ฉิน... คุณชายฉิน ฉางเซิง นี่หมายความว่าอย่างไร?" จางอู่อีมองตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงในมือแล้วเอ่ยขึ้น
"พี่ชายจาง น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ เอาไว้ไปฟังเพลงที่หอนางโลมเถิด!" ฉินฉางเซิงขยิบตาหลิ่วตาหัวเราะ พร้อมกับส่งสายตาที่ลูกผู้ชายต่างก็รู้กันดี
"เช่นนี้ไม่ได้หรอก ไม่มีผลงานมิอาจรับรางวัล!" แม้ปากของจางอู่อีจะคอยปฏิเสธว่าไม่เอา ทว่ามือกลับกำตั๋วเงินไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
"พี่ชายจาง หากท่านไม่รับตั๋วเงินใบนี้ก็แปลว่าดูถูกฉินฉางเซิงอย่างข้า!!!" ฉินฉางเซิงแสร้งทำเป็นโกรธและพูดขึ้น
"ขอบใจน้องฉางเซิงมาก พี่ชายผู้นี้จะขอหน้าหนารับตั๋วเงินใบนี้ไว้ก็แล้วกัน" จางอู่อีรับตั๋วเงินไปยัดไว้ในแขนเสื้อด้วยความดีใจ
"จริงสิ น้องฉางเซิง ข้าเพิ่งนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ได้ยินมาว่าหัวหน้ามือปราบหวังที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งกับหัวหน้ามือปราบหลินที่ล่วงลับไปแล้วเหมือนจะเคยมีความแค้นต่อกัน หลังจากที่เขาเข้ารับตำแหน่ง จะต้องกวาดล้างคนสนิทในฝ่ายของหัวหน้ามือปราบหลินอย่างแน่นอน"
"ตามข่าวลือว่ากันว่า ความสัมพันธ์ระหว่างหัวหน้ามือปราบหวังกับตระกูลฉินเองก็ไม่ค่อยดีนัก เบื้องหลังการที่เขาถูกสั่งย้ายจากชิงโจวไปยังเฉียนจิงในตอนนั้นดูเหมือนจะเป็นฝีมือของตระกูลฉิน ว่ากันว่าหัวหน้ามือปราบหวังไปล่วงเกินผู้นำตระกูลฉินเข้า" จางอู่อีปล่อยข่าวใหญ่ออกมาอีกเรื่อง
"ขอบคุณพี่ชายจางที่บอกกล่าว!"
สมกับคำกล่าวที่ว่าจ่ายเงินไปเท่าไรก็ได้ของดีกลับมาเท่านั้น หากไม่มีตั๋วเงินหนึ่งพันตำลึงใบนั้น ก็คงไม่มีคำพูดสองประโยคหลังนี้เป็นแน่
"ด้านหน้าก็คือฝ่ายบุคคลแล้ว เจ้าสามารถไปรับป้ายหยกและชุดมือปราบของเจ้าได้เลย" จางอู่อีหยุดยืนอยู่ที่หน้าประตูเรือนหลังเล็กแห่งหนึ่งแล้วเอ่ยขึ้น
"ขอบคุณพี่ชายจาง วันหน้าข้าจะเลี้ยงเหล้าท่าน!"
"ด้วยความยินดี! ด้วยความยินดี!"
จากนั้นฉินฉางเซิงก็ก้าวเดินเข้าไปในเรือนหลังเล็ก
ส่วนจางอู่อีมองตามแผ่นหลังของฉินฉางเซิงที่ค่อยๆ ลับสายตาไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน จากนั้นจึงหันหลังเดินจากไป
จางอู่อีเดินเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วยาม ก็มาถึงศาลาพักพิงแห่งหนึ่ง
ภายในศาลาพักพิง
ชายชราในชุดสีครามผู้หนึ่ง สองมือประคองหนังสือภาพอ่านอย่างออกรสออกชาติ ปลาในสระน้ำใต้ศาลาพักพิงกำลังแหวกว่ายไปมาอย่างอิสระ
"เรียนใต้เท้าหัวหน้ามือปราบ ส่งสาส์นเรียบร้อยแล้ว!" จางอู่อีเปลี่ยนท่าทีจากที่เคยทำตัวอ่อนน้อมและประจบประแจงเมื่อครู่นี้ไปอย่างสิ้นเชิง และรายงานด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"เขาเป็นอย่างไรบ้าง?" ชายชราถามโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น
"น่าจะฝึกฝนเคล็ดวิชาซ่อนเร้นวรยุทธ์มา ระดับความแข็งแกร่งน่าจะบรรลุถึงระดับปรมาจารย์ใหญ่แล้วขอรับ"
"สร้างปัญหาให้เขาสักหน่อย อย่าถึงกับให้ตาย!"
"ใต้เท้า เช่นนี้จะไม่เป็นการยั่วยุให้ตระกูลฉินแก้แค้นหรือขอรับ?"
"ว่ากันว่าเจ้าหนุ่มนี่ถูกผู้นำตระกูลฉินแต่งตั้งให้เป็นนายน้อยลำดับที่สี่แล้ว ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกับอัจฉริยะไร้เทียมทานสามคนของสายเลือดหลักตระกูลฉิน"
"เขามีดีอะไรกัน ถึงได้เป็นเพียงผู้ที่เกิดในตระกูลฉินสายย่อยแห่งอำเภอชิงเฟิง กลับทำให้ตระกูลฉินให้ความสำคัญได้ถึงเพียงนี้?"
"เกิดในตระกูลเล็กๆ งั้นหรือ?"
"โต้กลับพลิกชะตางั้นหรือ?"
"มีโชควาสนามาเกื้อหนุนงั้นหรือ?"
"หรือว่าเจ้าหนุ่มนี่จะเป็นตัวเอก!" ชายชรามองหนังสือภาพในมือแล้วพึมพำกับตัวเอง
บนหนังสือภาพนั้นมีตัวอักษรขนาดใหญ่หกตัวเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่า: เส้นทางพลิกชะตาของตัวเอก!