- หน้าแรก
- บำเพ็ญเซียนมาร้อยปี กว่าระบบโกงจะมาก็เกือบตายแล้ว
- บทที่ 29 สิทธิ์พิเศษ ยันต์ระดับสาม
บทที่ 29 สิทธิ์พิเศษ ยันต์ระดับสาม
บทที่ 29 สิทธิ์พิเศษ ยันต์ระดับสาม
บทที่ 29 สิทธิ์พิเศษ ยันต์ระดับสาม
ไม่นานนัก คนทั้งสองก็เดินมาหยุดอยู่เบื้องหน้าบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่ง
คนผู้นี้มีนามว่าเสิ่นไป๋เฟย ระดับพลังบำเพ็ญขอบเขตสร้างรากฐานขั้นแปด และยังเป็นผู้อาวุโสขอบเขตสร้างรากฐานเพียงผู้เดียวในตระกูลเซียนสกุลเสิ่น ที่เจียงเฉิงเสวียนยังไม่เคยพบหน้ามาก่อนจนถึงปัจจุบัน
ยามนี้เมื่อเสิ่นหรูเยียนพบหน้าคนผู้นี้ ก็พลันแย้มยิ้มและทักทายขึ้นทันที
"ท่านอาสาม"
"หืม"
เสิ่นไป๋เฟยที่ถูกเสิ่นหรูเยียนเรียกขานว่าท่านอาสามพยักหน้ารับ ทันใดนั้นจึงหันไปมองเจียงเฉิงเสวียนที่อยู่ข้างกายเสิ่นหรูเยียน
"ท่านผู้นี้คงจะเป็นผู้อาวุโสเจียงกระมัง?"
"ที่พวกเจ้ามาในครั้งนี้ ดูท่าว่าน่าจะเตรียมตัวมาแลกเปลี่ยนสมบัตล้ำค่ากันแล้วใช่ไหม??"
"ใช่แล้วเจ้าค่ะท่านอาสาม คงต้องรบกวนท่านนำรายการแผ่นหยกมาให้พวกเราเสียหน่อย"
เสิ่นหรูเยียนยิ้มและพยักหน้ารับ
เมื่อเสิ่นไป๋เฟยได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้กล่าวอันใดให้มากความ รีบส่งมอบรายการแผ่นหยกสองแผ่นให้แก่เจียงเฉิงเสวียนและเสิ่นหรูเยียนอย่างรวดเร็ว พร้อมกล่าวว่า
"สิ่งของที่สามารถแลกเปลี่ยนได้ในตระกูลยามนี้ ล้วนบันทึกอยู่ในรายการแผ่นหยกเหล่านี้หมดสิ้นแล้ว"
"พวกเจ้าเลือกดูเถิดว่าต้องการแลกเปลี่ยนสิ่งใด หากตัดสินใจได้แล้วก็บอกข้ามาโดยตรง ข้าจะนำของที่พวกเจ้าต้องการมามอบให้"
"เช่นนั้นก็รบกวนท่านอาสามแล้ว"
เสิ่นหรูเยียนกล่าวยิ้มๆ ทันใดนั้นจึงเริ่มตรวจสอบเนื้อหาภายในรายการแผ่นหยกพร้อมกับเจียงเฉิงเสวียน
นี่เป็นครั้งแรกที่เจียงเฉิงเสวียนได้สัมผัสกับคลังสมบัติของตระกูลเซียนขอบเขตตำหนักม่วง
ต้องยอมรับเลยว่า เนื้อหาในรายการแผ่นหยกตรงหน้านี้ ทำให้เขาได้เปิดหูเปิดตาอย่างแท้จริง
ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นใด เพียงแค่วัตถุดิบล้ำค่า โอสถวิญญาณ อาวุธวิญญาณ เคล็ดวิชาบำเพ็ญเพียร และยันต์ประเภทต่างๆ ในระดับสอง ก็มีมากมายไม่ต่ำกว่าหลายสิบชนิดเข้าไปแล้ว
ส่วนของระดับหนึ่งนั้นยิ่งมีมากมายกว่า
กวาดสายตามองผ่านๆ อย่างน้อยก็มีเป็นร้อยเป็นพันชนิด
นี่คือมรดกที่ตระกูลเซียนขอบเขตตำหนักม่วงครอบครองอยู่
หาใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรอิสระทั่วไป หรือตระกูลระดับสร้างรากฐานจะสามารถนำมาเปรียบเทียบได้เลย
แน่นอนว่า
การที่เขาติดตามเสิ่นหรูเยียนมายังคลังสมบัติของตระกูลเซียนสกุลเสิ่นในครั้งนี้ เป้าหมายสำคัญที่สุด หาใช่การเลือกสรรสิ่งของระดับหนึ่งระดับสองเหล่านี้เป็นอันดับแรกไม่
ทว่าคือสิ่งของที่อยู่ในสิ่งที่เรียกว่าสิทธิ์พิเศษต่างหาก
เมื่อเลื่อนสายตาต่ำลงไป
เจียงเฉิงเสวียนก็เห็นสิ่งของพิเศษสามชิ้นในทันที
นั่นก็คือยันต์สามแผ่น
เพียงแต่ยันต์สามแผ่นนี้ หาใช่ยันต์ระดับหนึ่งหรือระดับสองไม่ ทว่ามันคือยันต์ระดับสาม!
เป็นที่ทราบกันดีว่า สิ่งของระดับสามนั้น ถือว่าบรรลุถึงระดับของขอบเขตตำหนักม่วงแล้ว
และสิ่งของประเภทนี้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตสร้างรากฐานอย่างพวกเขาจะสามารถสอดมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้เลยแม้แต่น้อย
ในยามปกติยิ่งไม่มีสิ่งที่เรียกว่าช่องทางการสั่งซื้อดำรงอยู่
มีเพียงตระกูลเซียนขอบเขตตำหนักม่วงเช่นตระกูลเซียนสกุลเสิ่นเท่านั้น จึงจะมีสิ่งของเช่นนี้จัดเตรียมไว้ให้แก่คนในตระกูล
ถึงกระนั้น ภายใต้สถานการณ์ทั่วไป คนของตระกูลเซียนสกุลเสิ่นก็ไม่สามารถแลกเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ผ่านช่องทางปกติได้เช่นเดียวกัน
มีเพียงผู้ที่ได้รับสิทธิ์พิเศษเท่านั้น จึงจะมีสิทธิ์แลกเปลี่ยนสิ่งของประเภทนี้ได้
ความรู้สึกของเจียงเฉิงเสวียนพลันตื่นเต้นขึ้นมาบ้างแล้ว
ไม่น่าเล่าสยงว่านเตาถึงได้กล่าวว่า หากตนเองได้รับสิทธิ์การแลกเปลี่ยนพิเศษ เช่นนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ต้องแลกเปลี่ยนของที่อยู่ภายในนั้นมาให้จงได้
ที่แท้เหตุผลก็อยู่ตรงนี้นี่เอง
นี่กลับกลายเป็นสิทธิ์ที่สามารถแลกเปลี่ยนสิ่งของระดับสามได้
สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตสร้างรากฐานแล้ว สิ่งของระดับสาม สามารถนับเป็นกระบวนท่าลับที่ทรงพลังที่สุดได้อย่างแท้จริง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมรภูมิระดับสร้างรากฐานของภัยพิบัติสัตว์อสูรในอนาคต สามารถใช้ของสิ่งนี้รักษาชีวิตของตนเองไว้ได้อย่างแน่นอน
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เจียงเฉิงเสวียนก็จ้องมองไปยังยันต์ระดับสามทั้งสามแผ่นนั้นทันที
ยันต์ระดับสามทั้งสามแผ่นนี้ ล้วนเป็นยันต์โจมตีระดับสามขั้นต่ำทั้งหมด
ได้แก่ ยันต์มังกรเพลิง ยันต์วายุทมิฬ และยันต์กระบี่สวรรค์ปลิดวิญญาณ
ยันต์มังกรเพลิง นามก็บอกความหมายอยู่แล้ว หลังจากใช้งาน จะกระตุ้นมังกรเพลิงออกมาโจมตีศัตรู
ศัตรูที่อยู่ในขอบเขตการโจมตี ล้วนถูกแผดเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่านในชั่วพริบตา
ยันต์วายุทมิฬก็ไม่ต่างกันมากนัก จัดอยู่ในประเภทการโจมตีวงกว้างเช่นเดียวกัน
หลังจากใช้งาน จะกระตุ้นพายุหมุนสีดำสนิทสายหนึ่งออกมา
ผู้บำเพ็ญเพียรคนใดก็ตามที่ถูกพายุหมุนสายนี้พัดผ่าน ไม่ว่าจะเป็นกายเนื้อหรือจิตวิญญาณ ล้วนถูกเป่าจนแหลกสลายไปในชั่วพริบตา
ส่วนยันต์กระบี่สวรรค์ปลิดวิญญาณที่เหลืออีกหนึ่งแผ่นนั้น เป็นยันต์โจมตีจิตสัมผัสที่ค่อนข้างหาได้ยาก
หลังจากใช้งาน ยันต์จะกลายเป็นกระบี่สวรรค์เล่มหนึ่ง พุ่งสังหารเข้าไปในทะเลแห่งปัญญาของศัตรู ทำลายล้างจิตวิญญาณของอีกฝ่าย
หากไม่มีวิธีการป้องกันที่สอดคล้องกัน ก็แทบจะไม่อาจต้านทานได้เลย
ต่อให้เป็นปรมาจารย์ขอบเขตตำหนักม่วงที่โดนยันต์แผ่นนี้เข้าไป เกรงว่าคงต้องพบกับความสูญเสียครั้งใหญ่เป็นแน่
ต้องยอมรับเลยว่า สำหรับยันต์ระดับสามทั้งสามแผ่นนี้ เจียงเฉิงเสวียนต้องการมันทั้งหมด
ทว่าน่าเสียดาย ด้วยแต้มความดีความชอบตระกูลที่เขาครอบครองอยู่ในปัจจุบัน อย่างมากที่สุดก็สามารถแลกเปลี่ยนยันต์ได้เพียงแผ่นเดียวเท่านั้น
และราคาของยันต์ระดับสามทั้งสามแผ่นนี้ก็แตกต่างกันออกไป
แบ่งเป็นหนึ่งหมื่นสามพันห้าร้อยแต้มความดีความชอบ หนึ่งหมื่นสี่พันแต้มความดีความชอบ และหนึ่งหมื่นหกพันแต้มความดีความชอบตามลำดับ
เห็นได้ชัดว่า ยันต์กระบี่สวรรค์ปลิดวิญญาณแผ่นสุดท้ายนั้น ล้ำค่ากว่ายันต์สองแผ่นแรกอยู่บ้าง
เจียงเฉิงเสวียนรู้สึกลังเลใจอยู่บ้าง ไม่รู้ว่าควรจะเลือกยันต์แผ่นใดดี
หลังจากคิดทบทวนไปมา ท้ายที่สุดเจียงเฉิงเสวียนก็เลือกยันต์กระบี่สวรรค์ปลิดวิญญาณที่มีราคาแพงที่สุด
ไม่มีเหตุผลอื่นใด เป็นเพราะยันต์แผ่นนี้ คือยันต์ที่ครอบครองพลังคุกคามปรมาจารย์ขอบเขตตำหนักม่วงได้อย่างแท้จริง
แม้ว่าอานุภาพของยันต์สองแผ่นแรก จะสามารถคุกคามปรมาจารย์ขอบเขตตำหนักม่วงขั้นต้นได้บ้างก็ตาม
ทว่าด้วยความเร็วของผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตสร้างรากฐานอย่างพวกเขา ในสมรภูมิที่แท้จริง เกรงว่าคงยากที่จะโจมตีถูกศัตรูขอบเขตตำหนักม่วง
แต่ยันต์กระบี่สวรรค์ปลิดวิญญาณนั้นแตกต่างออกไป
ด้วยคุณสมบัติที่มุ่งเน้นการโจมตีจิตสัมผัสโดยเฉพาะ ทำให้ยากต่อการถูกตรวจจับได้ในสถานการณ์ทั่วไป
ต่อให้เป็นปรมาจารย์ขอบเขตตำหนักม่วง ก็มีความเป็นไปได้สูงที่จะถูกลอบโจมตีจนสำเร็จ
หลังจากเลือกแลกเปลี่ยนยันต์กระบี่สวรรค์ปลิดวิญญาณแผ่นนี้แล้ว แต้มความดีความชอบตระกูลในมือของเจียงเฉิงเสวียน ก็หลงเหลือเพียงสี่พันแต้มเท่านั้น
ตามที่เขาคาดการณ์ไว้ ต่อจากนี้เขาต้องการแลกเปลี่ยนอาวุธวิญญาณป้องกันระดับสองอีกหนึ่งชิ้น โอสถวิญญาณที่ใช้สำหรับทะลวงระดับพลังบำเพ็ญในขอบเขตสร้างรากฐานอีกหนึ่งเม็ด และเคล็ดวิชาระดับสองขั้นต่ำอีกหนึ่งเคล็ดวิชา
หากจัดการเช่นนี้แล้วยังพอมีแต้มเหลืออยู่ เขาก็ยังอยากจะนำแต้มเหล่านั้นไปแลกเปลี่ยนวัตถุดิบสำหรับหลอมยันต์ระดับสองมาเพิ่มเติมอีกสักหน่อย
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ในที่สุดเจียงเฉิงเสวียนก็ดึงความสนใจกลับมายังกลุ่มสิ่งของระดับสองที่สามารถแลกเปลี่ยนได้อีกครั้ง
สิ่งแรกที่สะดุดตา ก็คืออาวุธวิญญาณป้องกันระดับสองขั้นต่ำชิ้นหนึ่ง
มีนามว่า โล่หลิงจื่อจิน
หลอมขึ้นจากเหล็กทมิฬจื่อจิน ภายในแฝงไว้ด้วยค่ายกลผนึกป้องกันหลายชั้น
เมื่อกระตุ้นการทำงาน จะก่อเกิดเป็นโล่ขนาดสองจั้ง ซึ่งเพียงพอที่จะต้านทานการโจมตีส่วนใหญ่ของขอบเขตสร้างรากฐานขั้นต้นได้
ต่อให้เป็นการโจมตีในระดับชั้นของขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง โล่หลิงจื่อจินก็สามารถต้านทานเอาไว้ได้ชั่วครู่
นับว่าเป็นอาวุธวิญญาณป้องกันระดับสองขั้นต่ำที่ไม่เลวเลยทีเดียว
มูลค่าเพียงหนึ่งพันแต้มความดีความชอบตระกูลเท่านั้น
หากนำไปขายภายนอก หากไม่มีศิลาวิญญาณสักหนึ่งพันสามร้อยหรือหนึ่งพันสี่ร้อยก้อน ย่อมไม่มีทางคว้ามาครองได้อย่างแน่นอน
เจียงเฉิงเสวียนไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบจัดให้อาวุธวิญญาณชิ้นนี้อยู่ในรายชื่อการแลกเปลี่ยนของเขาทันที
ต่อมา เขาก็ใช้จ่ายไปอีกหกร้อยแต้มความดีความชอบ แลกเปลี่ยนโอสถวิญญาณที่ใช้สำหรับทะลวงระดับพลังบำเพ็ญจากบรรดาสิ่งของระดับสองเหล่านี้มาหนึ่งเม็ด มีนามว่า โอสถแก่นกำเนิดเบื้องบน
หลังจากนั้น เขาก็ถูกใจเคล็ดวิชาระดับสองขั้นต่ำที่ชื่อว่า เคล็ดวิชาย่างก้าวเงามายา มูลค่าเจ็ดร้อยแต้มความดีความชอบ
เคล็ดวิชานี้จัดอยู่ในเคล็ดวิชาประเภทท่าร่าง
หากบำเพ็ญเพียรสำเร็จ ไม่เพียงแต่จะสามารถยกระดับความเร็วของตนเองได้อย่างมหาศาล ทว่ายังสามารถแยกเงามายาออกมาหลอกล่อศัตรูได้หนึ่งถึงสองร่างอีกด้วย
เว้นเสียแต่ว่าจะมีวิธีการทำลายเคล็ดวิชาประเภทนี้โดยเฉพาะ ไม่ฉะนั้นในระยะเวลาอันสั้น ย่อมยากที่จะแยกแยะความแตกต่างระหว่างร่างจริงและเงามายาได้
เช่นนี้แล้ว ในมือของเขาก็ยังคงเหลือแต้มความดีความชอบตระกูลอยู่อีกหนึ่งพันเจ็ดร้อยแต้ม
ขณะที่เจียงเฉิงเสวียนกำลังครุ่นคิดว่า ควรจะแลกเปลี่ยนสิ่งใดเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ภายในโลกแห่งจิตสำนึกของเขาก็พลันมีเสียงของระบบดังขึ้น