เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25 หยางมี่กับหลิวซือซือกินข้าวด้วยกัน ความกลัดกลุ้มของหยางมี่!

บทที่ 25 หยางมี่กับหลิวซือซือกินข้าวด้วยกัน ความกลัดกลุ้มของหยางมี่!

บทที่ 25 หยางมี่กับหลิวซือซือกินข้าวด้วยกัน ความกลัดกลุ้มของหยางมี่!


ยามพลบค่ำ แสงไฟสว่างไสว

ภายในร้านอาหารเฟ่ยเถิงอวี๋เซียงที่ตั้งอยู่ในย่านกงถีเต็มไปด้วยผู้คนพลุกพล่านและเสียงพูดคุยจอแจ

ตอนที่หลิวซือซือสวมชุดสูทสีดำล้วนเดินเข้ามาในร้าน ก็ดึงดูดสายตาของลูกค้าที่กำลังรับประทานอาหารอยู่ได้ในทันที

"โห แม่สาวคนนี้หน้าตาสะสวยจริงเชียว!"

"มองดูแล้วคุ้นหน้าคุ้นตาอยู่นะ หรือว่าจะเป็นดาราดาวรุ่ง?"

"ดูท่าทางการเดินสิ ต้องเรียนเต้นรำพื้นเมืองมาแน่ๆ รูปร่างดีชะมัด!"

แม้ว่าซีรีส์เรื่อง 'เซียนกระบี่พิชิตมาร ภาค 3' จะมีเรตติ้งและอัตราการรีรันตามสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นช่องต่างๆ สูงมากก็ตาม แต่ในปักกิ่งกลับไม่ค่อยมีใครรู้จักมากนัก

ยุคนี้ชาวปักกิ่งมักจะชื่นชอบศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ ผลงานแนวสมจริงและแนวเชิดชูประเทศชาติเสียมากกว่า ส่วนผลงานแนวเทพเซียนแฟนตาซีแบบนี้กลับไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าไหร่นัก

ในตอนนี้ 'เซียนกระบี่พิชิตมาร ภาค 3' ยังไม่ได้ออกอากาศทางช่องโทรทัศน์ระดับชาติ คนปักกิ่งจึงมีเพียงไม่กี่คนที่จำเธอได้ และคิดว่าเธอเป็นเพียงหญิงสาวหน้าตาหมดจดและมีบุคลิกโดดเด่นที่มาจากไหนสักแห่งเท่านั้น

ตรงที่นั่งริมหน้าต่าง หยางมี่มองหลิวซือซือที่กำลังเดินตรงมาหาเธอด้วยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย ทำไมไม่ได้เจอกันแค่พักเดียว หลิวซือซือถึงได้เปลี่ยนไปมากขนาดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวหรือสไตล์ ก็ดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาทันตาเห็น

คืนนี้หยางมี่สวมเสื้อสเวตเตอร์ไหมพรมถักเส้นใหญ่ทรงหลวมสีขาวครีม จับคู่กับกางเกงสกินนี่รัดรูปสีเทาเข้ม เดิมทีเธอก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีปัญหาอะไร แต่พอได้เห็นการแต่งตัวของหลิวซือซือในคืนนี้แล้ว เธอกลับรู้สึกว่าตัวเองดูเชยไปเลย

"มี่มี่"

เมื่อได้ยินเสียง หยางมี่ก็ดึงสติกลับมา มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน เธอเอื้อมมือไปเลื่อนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามออกให้ "รีบนั่งสิ ฉันสั่งหม้อไฟหัวปลาต้มกบเมนูโปรดของเธอไว้แล้วนะ ลองดูสิว่าอยากกินอะไรอีกไหม"

หลิวซือซือได้ยินดังนั้นก็พลิกดูเมนูอาหาร ก่อนจะสั่งอาหารเพิ่มอีกสองสามอย่างและน้ำบ๊วยอีกหนึ่งเหยือก หลังจากสั่งอาหารเสร็จ เธอก็พบว่าหยางมี่เอาแต่จ้องมองตัวเองอยู่ "เธอเอาแต่จ้องฉันทำไมเนี่ย?"

หยางมี่กลอกตาคู่สวย "เธอว่าไงล่ะ สารภาพมาตามตรงเลยนะ เสื้อผ้าชุดนี้ซื้อมาจากไหน แล้วก็การแต่งหน้าทำผมนี้ ไปทำที่ร้านเสริมสวยร้านไหนมา?"

หลิวซือซือหลุบตาลงมองแวบหนึ่ง ก่อนจะหัวเราะเบาๆ แล้วพูดขึ้น "เสื้อผ้าชุดนี้ไม่ได้ซื้อหรอก มีคนให้มาน่ะ"

หยางมี่ได้ยินเช่นนั้นก็ตาเป็นประกายขึ้นมาทันที เธอส่งเสียงเจื้อยแจ้วถามรัวๆ "มีคนให้มาเหรอ? ใครน่ะ? หล่อหรือเปล่า? ทำงานอะไรเหรอ?"

หลิวซือซือรีบยกมือขึ้นทำท่าปางห้ามญาติ ก่อนจะตอบกลับไปว่า "วันนี้ฉันไปเยี่ยมกองถ่ายกองหนึ่งกับพี่ไช่มา แล้วก็เลยถือโอกาสรับเชิญแสดงด้วยนิดหน่อย เสื้อผ้าชุดนี้ผู้กำกับเป็นคนมอบให้ฉันเองแหละ"

"ผู้กำกับเหรอ?" หยางมี่ชะงักมือ ขมวดคิ้วถาม "ผู้กำกับคนไหนน่ะ? ทำไมเขาถึงต้องให้เสื้อผ้าเธอด้วย เขาคงไม่ได้คิดจะจีบเธอหรอกนะ?"

หลิวซือซือมองสีหน้าของเธอก็รู้แล้วว่าอีกฝ่ายกำลังคิดลึก จึงยิ้มออกมาอย่างจนใจ "เธอคิดไปถึงไหนเนี่ย ผู้กำกับอายุน้อยกว่าฉันตั้งหนึ่งปีแน่ะ แถมวันนี้ฉันยังเกือบจะอายแทบแทรกแผ่นดินหนีอยู่แล้ว"

ความสนใจบนใบหน้าของหยางมี่เพิ่มมากขึ้น "ผู้กำกับที่อายุน้อยกว่าเธอหนึ่งปีงั้นเหรอ? เป็นลูกคุณหนูบ้านไหนล่ะเนี่ย?"

"รุ่นน้องที่สถาบันภาพยนตร์ปักกิ่งของเธอนั่นแหละ"

"สถาบันภาพยนตร์ปักกิ่งเหรอ? สาขากำกับการแสดงหรือเปล่า?"

ถ้าเป็นสาขากำกับการแสดงล่ะก็ ไม่แปลกใจเลย นักศึกษาของสถาบันภาพยนตร์ปักกิ่งคนไหนบ้างจะไม่รู้ว่าในสาขากำกับการแสดงล้วนเต็มไปด้วยกลุ่มลูกหลานคนดังในวงการบันเทิงทั้งนั้น หยางมี่คิดเช่นนี้ในใจ

หลิวซือซือส่ายหน้า "ไม่ใช่หรอก เขาเรียนสาขาการถ่ายภาพ ชื่อว่าเซียวเหย่ เธอรู้จักไหม?"

หยางมี่พยายามนึกทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง แล้วส่ายหน้าตอบ "ไม่รู้จักอ่ะ ตั้งแต่ปี 2007 ฉันก็แทบจะไม่ได้กลับไปที่มหา'ลัยอีกเลย"

"ก็ใช่น่ะสิ เขาเป็นเด็กสาขาการถ่ายภาพรุ่นปี 2007 เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งจะตั้งกองถ่ายของตัวเองขึ้นมา เขียนบทเอง กำกับเอง แล้วก็แสดงเองด้วย"

หลิวซือซือเล่าเรื่องราวของเซียวเหย่ที่เธอได้รู้มาให้หยางมี่ฟังเป็นฉากๆ ยิ่งพูดยิ่งตื่นเต้น ราวกับกำลังป้ายยาไอดอลให้เพื่อนสนิทฟังอย่างไรอย่างนั้น

หยางมี่มองท่าทางของเธออย่างครุ่นคิด ปกติแล้วหลิวซือซือในเวลาส่วนตัวไม่เคยให้ความสนใจผู้ชายคนไหนมากขนาดนี้มาก่อน เรื่องนี้จะต้องมีลับลมคมในอะไรแน่ๆ

หลังจากที่อีกฝ่ายพูดจบ หยางมี่ก็ถามเข้าประเด็นทันที "เธอชอบเขาเหรอ?"

มือที่ถือแก้วน้ำของหลิวซือซือชะงักไป แก้มของเธอแดงระเรื่อขึ้นมาทันที เธอจิบน้ำเปล่าด้วยความประหม่า ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ "เธออย่ามาพูดซี้ซั้วนะ วันนี้พวกเราเพิ่งจะรู้จักกันเองนะ"

"เพิ่งรู้จักกันแต่พูดสามคำก็ไม่พ้นเรื่องของเขาเลยนะ" หยางมี่พูดอย่างจนคำพูด

"โธ่เอ๊ย... ฉัน... เอาเป็นว่าไม่ได้ชอบก็แล้วกัน" หลิวซือซือตัดสินใจทำตัวดื้อดึง หลุบตาลงและไม่แก้ตัวอีก

"โอเค เธอว่าไม่มีก็ไม่มี" หยางมี่ย่อมไม่เชื่ออยู่แล้ว

เมื่อเห็นท่าทีขอไปทีของอีกฝ่าย หลิวซือซือก็รู้ว่าตอนนี้ไม่ว่าเธอจะอธิบายอย่างไร หยางมี่ก็คงไม่เชื่อแล้ว เธอจึงเปลี่ยนเรื่องคุย "จริงสิ สัญญาของเธอกับหรงซิ่นต๋าก็ใกล้จะหมดแล้วใช่ไหม แล้วเรื่องเธอกับพี่ไช่ล่ะ?"

เรื่องที่ไช่อี้หนงอยากจะเซ็นสัญญากับหยางมี่ให้เข้ามาอยู่ในบริษัทถังเหรินนั้น แทบทุกคนในบริษัทต่างก็รู้ดี

ก่อนหน้านี้หลังจาก 'เซียนกระบี่พิชิตมาร ภาค 3' ถ่ายทำเสร็จ ถังเหรินก็จัดทริปไปเที่ยวอียิปต์เพื่อกระชับความสัมพันธ์ในองค์กร นักแสดงจาก 'เซียนกระบี่พิชิตมาร ภาค 3' ที่เป็นคนของถังเหรินต่างก็ไปกันหมด นอกจากนี้ พี่ไช่ยังชวนหยางมี่ไปด้วย ความหมายที่แฝงอยู่นั้นไม่ต้องอธิบายก็เข้าใจได้

หยางมี่ส่ายหน้าแล้วตอบตามตรง "ฉันไม่มีทางเข้าร่วมกับถังเหรินหรอก"

สถานะในวงการของถังเหรินยังเทียบหรงซิ่นต๋าไม่ได้เลย การเข้าร่วมกับถังเหรินมีแต่ผลเสียไม่มีผลดีต่อเธอ เธอเองก็อยากจะลองก้าวเข้าสู่วงการภาพยนตร์ดูบ้าง จะให้ไปเข้าร่วมกับถังเหรินได้อย่างไร

หลิวซือซือไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงต่อ หยางมี่เป็นเพื่อนสนิทของเธอ แต่พี่ไช่ก็เป็นผู้มีพระคุณ การที่เธอต้องอยู่ตรงกลางแบบนี้ช่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆ ทำได้เพียงสวดภาวนาอยู่ในใจอย่างเงียบๆ ขออย่าให้ถึงขั้นต้องแตกหักกันเลย

"ช่างเถอะ ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว ฉันได้ยินมาว่าช่วงนี้ถังเหรินกำลังเจรจาเรื่องการนำซีรีส์ออกอากาศทางช่องโทรทัศน์ระดับชาติอยู่ใช่ไหม?"

หยางมี่รีบเปลี่ยนเรื่องคุยอย่างรวดเร็ว หันมาคุยเรื่อง 'เซียนกระบี่พิชิตมาร ภาค 3' จะออกอากาศทางโทรทัศน์ระดับชาติ

ซีรีส์เรื่องนี้เรตติ้งพุ่งสูงปรี๊ดตอนออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น จำนวนครั้งที่รีรันก็เยอะจนน่าตกใจ ทำให้เธอสะสมความนิยมไปได้ไม่น้อย หลังจากผ่านไปหลายเดือน ในที่สุดก็จะได้ออกอากาศทางช่องโทรทัศน์ระดับชาติเสียที หากบอกว่าไม่ตื่นเต้นก็คงจะโกหกแล้ว

ทันทีที่ซีรีส์ออกอากาศทางช่องโทรทัศน์ระดับชาติ ก็จะครอบคลุมผู้ชมทั่วประเทศ ซึ่งนั่นจะเป็นการยกระดับชื่อเสียงและความนิยมของเธออย่างก้าวกระโดด

ตั้งแต่ซีรีส์ 'เซียนกระบี่พิชิตมาร ภาค 3' เป็นต้นมา การพัฒนาเส้นทางในวงการของเธอก็ไม่ค่อยราบรื่นนัก ถึงแม้ว่าในเดือนเมษายนปีนี้ เธอจะได้รับเลือกให้เป็นหนึ่งในสี่นางเอกดาวรุ่ง แต่เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับอีกสามคนที่เหลือแล้ว ทรัพยากรและโอกาสในวงการของเธอเรียกได้ว่าย่ำแย่สุดๆ

โอกาสดีๆ เพียงอย่างเดียวที่ได้รับมาก็คือบท 'โม่เสวี่ยยวน' ในเรื่อง 'จอมนางชิงบัลลังก์' แต่โม่เสวี่ยยวนก็เป็นแค่นางเอกอันดับสามเท่านั้น ต่อให้ซีรีส์จะดังเปรี้ยงปร้าง ก็ไม่ได้ช่วยยกระดับชื่อเสียงของเธอได้มากนัก

ดังนั้นตอนนี้เธอจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการที่ 'เซียนกระบี่พิชิตมาร ภาค 3' ได้ออกอากาศทางโทรทัศน์ระดับชาติ จะช่วยให้เธอทลายทางตันนี้ไปได้

"ช่วงนี้พี่ไช่กำลังเจรจากับสถานีโทรทัศน์ระดับท็อปอยู่หลายช่องน่ะ แต่ผลตอบรับก็งั้นๆ เพราะ 'เซียนกระบี่พิชิตมาร ภาค 3' รีรันบ่อยเกินไป พวกสถานีโทรทัศน์ใหญ่ๆ เลยคิดว่าศักยภาพของมันถูกใช้ไปจนหมดแล้ว" หลิวซือซือไม่ได้ปิดบัง และบอกข้อมูลรายละเอียดการเจรจาให้เธอฟัง

เมื่อหยางมี่ได้ยินดังนั้น สีหน้าของเธอก็สลดลงทันที

"เธอเองก็อย่าเสียใจไปเลย การออกอากาศทางช่องระดับชาติน่ะไม่มีปัญหาหรอก เพียงแต่ช่องใหญ่ๆ พวกนั้นต้องการจะกดราคาก็แค่นั้นเอง"

"ฉันก็เดาไว้แล้วเชียวว่าต้องเป็นแบบนั้น"

หยางมี่กลับไม่รู้สึกแปลกใจเลย สถานีโทรทัศน์มักจะใช้อำนาจบาตรใหญ่แบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถึงแม้ว่าถังเหรินจะมีสถานะในวงการอยู่บ้าง แต่ก็เป็นแค่เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น อีกทั้งยังมีเบื้องหลังในจีนแผ่นดินใหญ่ที่ไม่แข็งแกร่งนัก พวกสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นอาจจะยังพอไว้หน้าบ้าง แต่พวกช่องระดับชาติไม่มีทางแม้แต่จะปั้นหน้ายิ้มให้ด้วยซ้ำ

จบบทที่ บทที่ 25 หยางมี่กับหลิวซือซือกินข้าวด้วยกัน ความกลัดกลุ้มของหยางมี่!

คัดลอกลิงก์แล้ว