- หน้าแรก
- ทะลุมิติยุค 60 พลิกชะตาในลานสี่ประสาน
- บทที่ 501 จุดประสงค์ของการฝากตัวเป็นศิษย์
บทที่ 501 จุดประสงค์ของการฝากตัวเป็นศิษย์
บทที่ 501 จุดประสงค์ของการฝากตัวเป็นศิษย์
เหออวี่จู้นึกถึงใบหน้าตะกละตะกลามของลูกสาว แล้วก็รู้สึกอิ่มเอมใจ เลิกงานปุ๊บ เขาก็แวะซื้อซี่โครงหมูมาสองชั่ง แขวนไว้หน้ารถจักรยานปั่นกลับบ้าน
ทีแรกนึกว่าจะมีแค่เหยียนปู้กุ้ยคนเดียวที่มายืนดักรอหน้าประตูลานหน้า ที่ไหนได้ จู่ ๆ ก็มีหัวโผล่พรวดขึ้นมาตั้งสี่หัว ทำเอาเขาตกใจแทบแย่
ในมุมมองของเหออวี่จู้ บรรดาสัตว์ร้ายตัวเป้งทั้งเจ็ดแห่งลานสี่ประสาน พอยายเฒ่าหูหนวกปิดฉากลง เจี่ยจางซื่อก็หมดน้ำยาจะมาแผลงฤทธิ์ ตอนนี้ก็เลยเหลืออยู่แค่ห้าคน พอเห็นสี่คนมารวมตัวกันแบบนี้ แสดงว่าคราวนี้คงมีแผนการร้ายกาจไม่เบาทีเดียว
แต่ไม่ว่าจะมีความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่แค่ไหน หรือจะเคยสะบัดหน้าใส่ไปกี่ครั้ง คนพวกนี้ก็ยังทำหน้ามึนตึงใส่เขาเหมือนเดิม แถมยังทำท่าทางวางก้ามประหนึ่งว่าเป็นผู้มีพระคุณอยู่ร่ำไป
"ซาจู้ โรงอาหารพวกนายจะรับคนเพิ่ม ทำไมถึงไม่ยอมมาบอกพวกเราก่อนฮะ ไปรับพวกคนนอกที่ไหนก็ไม่รู้มาทำงานในโรงอาหารได้ยังไง แกเชื่อฟังพวกเรานะ ไปไล่สามคนนั้นออกซะ แล้วมาเลือกคนจากในลานบ้านเราไปทำแทน"
คนที่เปิดฉากพูดก่อนก็คืออี้จงไห่ คำพูดคำจายังคงฟังดูเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมอันสูงส่งเหมือนเคย
ยังไม่ทันที่เหออวี่จู้จะได้เอ่ยปากปฏิเสธ ฉินหวยหรูก็รีบแทรกขึ้นมาทันที "ซาจู้เอ๊ย ป้างเกิงน่ะเคารพรักนายเหมือนพ่อแท้ ๆ มาตลอดเลยนะ ถ้านายมีโอกาสฝากงานดี ๆ แบบนี้ ก็ช่วยฝากงานให้ป้างเกิงหน่อยสิ ฉันยังอยากจะให้ป้างเกิงฝากตัวเป็นศิษย์นาย เพื่อสืบทอดวิชาทำอาหารของนายด้วยนะ"
ตอนที่พูดประโยคนี้ สายตาของฉินหวยหรูก็จับจ้องไปที่ซี่โครงหมูบนรถจักรยานของเหออวี่จู้ตาไม่กะพริบ สองมือก็ยกขึ้นมาเตรียมพร้อมจะฉกซี่โครงหมูไปจากรถได้ทุกเมื่อ
เหออวี่จู้แค่นเสียงฮึดฮัด "ฉินหวยหรู หัดด่าคนเป็นแล้วนี่ พ่อแท้ ๆ ของป้างเกิงตายไปตั้งนานแล้ว การที่หล่อนบอกว่าแกเคารพฉันเหมือนพ่อแท้ ๆ นี่หล่อนกำลังแช่งให้ฉันตายใช่ไหม ลูกศิษย์แบบนี้น่ะ ฉันไม่ขอรับไว้หรอกนะ"
"ซาจู้ นายอย่าเข้าใจผิดสิ ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้นนะ ฉัน... ฮือ ๆ ชีวิตฉันทำไมมันถึงได้รันทดขนาดนี้นะ"
พูดไปได้ไม่กี่คำ ฉินหวยหรูก็บีบน้ำตาร้องไห้โฮ อี้จงไห่รีบหันไปปลอบโยนหล่อนทันที เหออวี่จู้เห็นดังนั้น ก็อาศัยจังหวะชุลมุนเข็นจักรยานหนีออกมา
เหยียนปู้กุ้ยที่ยืนอยู่ข้างหลัง รีบคว้าท้ายจักรยานของเหออวี่จู้เอาไว้ แล้วถามขึ้นมาว่า "จู้จื่อ ได้ยินว่าโรงอาหารพวกนายเพิ่งรับพนักงานใหม่มาสามคนเหรอ"
"ใช่ครับ นี่หัวหน้าหลี่ไม่ได้รายงานพวกคุณ หรือว่าพวกคุณไม่อนุมัติกันล่ะครับ ทำแบบนี้ได้ไงเนี่ย รับคนเข้าโรงงานรีดเหล็กโดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากพวกคุณได้ยังไง พรุ่งนี้ไปทำงานเดี๋ยวผมจะไปต่อว่าเขาแทนพวกคุณเอง"
เหยียนปู้กุ้ยตกใจจนรีบปล่อยมือจากจักรยาน ปากก็ละล่ำละลักแก้ตัว "จู้จื่อ นายเข้าใจผิดแล้ว ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น"
หลิวไห่จงที่ยืนหลบอยู่หลังฝูงชน ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจอะไร แต่พอได้ยินว่าเหออวี่จู้จะไปฟ้องหัวหน้าหลี่ แกก็รีบแทรกตัวขึ้นมาเบียดเหยียนปู้กุ้ยกระเด็น "หัวหน้าเหอ คุณอย่าเข้าใจผิดสิ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผมเลยนะ ตาเฒ่าอี้ต่างหากที่บอกว่าโรงอาหารต้องการรับคน แล้วก็บังคับว่าจะต้องรับคนในลานบ้านเราเข้าไปทำ แกอยากจะให้คุณฝากป้างเกิงเข้าไปทำงานในโรงอาหารน่ะ"
เหออวี่จู้ถึงบางอ้อ มิน่าล่ะ ปกติก็เห็นทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัวดี ทำไมจู่ ๆ ถึงได้กล้ามาวางก้ามใส่เขาถึงที่
"ฝันกลางวันอยู่หรือไงฮะ พนักงานใหม่สามคนที่เพิ่งเข้ามาทำงานวันนี้ เป็นลูกชายของเหล่าหยางกับพวกคนงานเก่าในโรงอาหารนั่นแหละ พวกเขาแค่เข้ามารับช่วงทำงานต่อจากพ่อ ถ้าพวกคุณอยากจะให้ลูกชายตัวเองไปรับช่วงทำงานต่อ ก็เดินไปยื่นเรื่องที่แผนกบุคคลสิ เรื่องแค่นี้มันยากตรงไหน"
เหยียนปู้กุ้ยโผล่หน้าออกมาจากหลังหลิวไห่จง แล้วถามว่า "ไหนบอกว่าโรงอาหารเพิ่งจะรับพนักงานใหม่เข้ามาไงล่ะ ถ้าจะรับคนจริง ๆ นายก็แบ่งโควตาให้คนในลานบ้านเราสักตำแหน่งสองตำแหน่งสิ นายดูสิ เจี่ยควงบ้านฉันน่ะ ตอนอยู่บ้านก็คอยช่วยเหลือนายตั้งหลายเรื่องเลยนะ..."
"เหยียนปู้กุ้ย แกคิดอะไรอยู่ฮะ แกคิดว่าโรงงานรีดเหล็กใหญ่โตขนาดนี้ นึกจะรับคนก็รับได้ง่าย ๆ งั้นเหรอ แกไม่รู้หรือไงว่ากว่าสวี่ต้าเม่าจะฝากงานต้มน้ำให้ฉินจิงหรูได้ ต้องวิ่งเต้นเสียเวลาไปตั้งเท่าไหร่ ฉันขอบอกไว้ตรงนี้เลยนะ โรงงานรีดเหล็กไม่ได้เปิดรับพนักงานใหม่ แล้วต่อให้รับ ฉันก็ไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ เรื่องพวกนั้นมันเป็นหน้าที่ของแผนกบุคคล"
หลิวไห่จงกับเหยียนปู้กุ้ยหันขวับไปมองอี้จงไห่ทันที สายตาของทั้งคู่เหมือนจะตั้งคำถามว่า ไหนแกบอกว่าโรงอาหารรับคนไง
อี้จงไห่เองก็ถึงกับหน้าถอดสี หันไปมองฉินหวยหรู หวังจะหาคำตอบจากใบหน้าของหล่อน แต่บนใบหน้าของฉินหวยหรูกลับมีเพียงความน่าสงสารและไร้ที่พึ่ง อี้จงไห่ไม่สามารถอ่านอะไรจากสีหน้าหล่อนได้เลย
"ซาจู้ ถึงโรงอาหารจะไม่ได้รับคน แต่นายก็ช่วยคิดหาวิธีหน่อยไม่ได้หรือไง นายเป็นถึงหัวหน้าโรงอาหาร ฝีมือทำอาหารก็เป็นเลิศ แค่จะรับลูกศิษย์สักคน มันจะยากอะไรนักหนา ฉันขอเป็นคนตัดสินใจให้เอง ให้นายรับป้างเกิงเป็นลูกศิษย์ เหมือนกับตอนที่ฉันรับตงซวี่เป็นลูกศิษย์นั่นแหละ นายเลี้ยงดูป้างเกิงจนโต แล้วป้างเกิงก็จะเลี้ยงดูนายตอนแก่เอง"
เหออวี่จู้แทบอยากจะกระโดดถีบยอดอกอี้จงไห่ให้รู้แล้วรู้รอด "อี้จงไห่ แกเป็นใครฮะ แกมีสิทธิ์อะไรมาตัดสินใจแทนฉัน ฉันมีลูกมีเมีย ไม่ได้เป็นพวกไร้ทายาทซะหน่อย ไม่จำเป็นต้องให้ไอ้หมาป่าตาขาวอย่างป้างเกิงมาคอยเลี้ยงดูตอนแก่หรอกนะ ถ้าแกมีเวลาว่างมานั่งวางแผนเรื่องของฉัน สู้เอาเวลาไปคิดเรื่องของตัวเองดีกว่า ตัวเองก็เป็นพวกไร้ทายาทอยู่แล้ว ยังจะมีหน้ามาหาเรื่องเดือดร้อนให้ชาวบ้านอีก"
"แก..." อี้จงไห่หอบหายใจแรง สองตาแดงก่ำจ้องมองเหออวี่จู้อย่างโกรธแค้น
ส่วนฉินหวยหรูก็มองเหออวี่จู้ด้วยสายตาคลอเบ้า "ซาจู้ ทำไมพูดจาแบบนี้ล่ะ ในลานบ้านเรา มีเด็กคนไหนดีเท่าป้างเกิงของฉันบ้าง ถึงนายจะมีลูก แต่ลูกของนายก็ยังเล็กอยู่ไม่ใช่เหรอ ในอนาคตพวกเขาก็ต้องพึ่งพาให้ป้างเกิงคอยดูแลอยู่ดีนะ ถ้านายรับป้างเกิงเป็นลูกศิษย์ มันก็วิน-วินกันทั้งสองฝ่าย พวกเราทำไปก็เพราะหวังดีกับนายทั้งนั้นแหละ"
คำพูดที่อี้จงไห่พ่นออกมาด้วยความโกรธแค้น กลับกลายเป็นประกายไอเดียให้กับฉินหวยหรู
ถ้าป้างเกิงได้เป็นศิษย์ของเหออวี่จู้ แล้วเหออวี่จู้จะไม่ดูแลบ้านพวกหล่อนได้ยังไง
เป็นศิษย์เพียงวันเดียว เคารพเหมือนเป็นพ่อไปตลอดชีวิต
ในทางกลับกันก็เหมือนกัน เป็นอาจารย์เพียงวันเดียว ก็ต้องดูแลบ้านหล่อนไปตลอดชีวิต ดูอย่างอี้จงไห่สิ รับเจี่ยตงซวี่เป็นศิษย์ ต่อให้เจี่ยตงซวี่ตายไปแล้ว ก็ยังต้องลำบากดูแลทั้งลูก ทั้งเมีย ทั้งแม่ของเขาเลย
ไม่สิ มันยังไม่หมดแค่นี้หรอก อีกไม่กี่ปีป้างเกิงก็ต้องแต่งเมียแล้ว นายก็ต้องหาบ้าน แล้วก็จัดงานแต่งให้ป้างเกิงด้วย
ยกเว้นเรื่องบ้านที่อี้จงไห่ยังไม่ได้จัดการ นอกนั้นอี้จงไห่ก็เหมาหมดมาแล้ว ตอนฉันแต่งงานกับเจี่ยตงซวี่ เงินค่าจัดงานแต่ง อี้จงไห่ก็เป็นคนออกให้ทั้งหมด
ฉินหวยหรูมัวแต่เคลิ้มไปกับจินตนาการ ในขณะที่อี้จงไห่กลับรู้สึกเหมือนโดนมีดกรีดแทงกลางใจ
"หวยหรู เราไม่ต้องไปขอร้องมันหรอก จิตใจมันมืดบอดไปหมดแล้ว ไม่ใช่แค่จะหาฝากงานให้ป้างเกิงงั้นเหรอ มันจะไปยากอะไรกันนักเชียว"
"ก็ใช่น่ะสิ แกก็แค่ยกงานของแกให้ป้างเกิงไปทำก็สิ้นเรื่อง ป้างเกิงได้รับช่วงงานต่อจากแกแล้ว ต่อไปก็ต้องเลี้ยงดูแกตอนแก่อยู่แล้วล่ะ" เหออวี่จู้ยืนกอดอกพูดจาเยาะเย้ยอยู่ข้าง ๆ
สีหน้าของอี้จงไห่เปลี่ยนไปทันที เขาตั้งใจจะทำงานไปจนเกษียณนะ ไม่งั้นจะเอาเงินบำนาญมาจากไหนล่ะ เขาเหลือบมองฉินหวยหรูอย่างระแวดระวัง พอเห็นว่าหล่อนเหมือนจะไม่ได้ยิน ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก งานของเขาจะยกให้ป้างเกิงไม่ได้เด็ดขาด ขืนยกให้ไป แล้วเขาจะเอาข้ออ้างอะไรไปเดินไปกลับทำงานพร้อมกับฉินหวยหรูล่ะ
ถ้ายกงานให้ไปแล้ว บ้านก็จะไม่มีรายได้ แล้วจะเอาอะไรไปดูแลฉินหวยหรูล่ะ ถ้าไม่ดูแลหล่อน แล้วหล่อนจะยอมมาดูแลเขาตอนแก่ไหมล่ะ
เรื่องพวกนี้มันเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่ จะให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นมาแม้แต่นิดเดียวก็ไม่ได้เด็ดขาด
เดิมทีแผนการนี้มันสมบูรณ์แบบมาก มีทั้งเหออวี่จู้ที่เป็นวัวงานคอยรับใช้ มีทั้งฉินหวยหรูที่เป็นแม่พระคอยเอาใจใส่ รออีกไม่กี่ปีพอเกษียณ เขาก็จะได้เสวยสุขเหมือนอย่างผู้อาวุโสของลานบ้านแล้ว
แต่เสียดายที่วัวงานตัวนี้ดันพยศซะได้ ความพยายามตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาพังทลายลงในพริบตา ทำเอาตอนนี้เงินเก็บก็หมดเกลี้ยง ตำแหน่งช่างระดับแปดกับเงินเดือนสูงปรี๊ดก็ปลิวหายไปกับตา อายุอานามก็ปาเข้าไปจะหกสิบอยู่แล้ว ยังต้องมานั่งตรากตรำทำงานงก ๆ เพื่อหวังจะได้เลื่อนขั้นเป็นช่างระดับสามอีก
ช่างกลึงระดับสาม พูดไปก็อายปากชะมัดยาด คนระดับนี้ เมื่อก่อนยังไม่มีคุณสมบัติจะมาเป็นลูกศิษย์ฉันเลยด้วยซ้ำ ถ้าย้อนเวลากลับไป ตอนนั้นฉันรับพวกกัวต้าเพียจื่อเป็นลูกศิษย์ ป่านนี้ลูกศิษย์ฉันก็คงได้เป็นช่างระดับสี่กันหมดแล้วมั้ง
พอพูดถึงเรื่องลูกศิษย์ อี้จงไห่ก็อดไม่ได้ที่จะถลึงตาใส่หลิวไห่จง ไอ้นี่น่ะ นิสัยใจคอก็ไม่ได้เรื่อง ทำกับลูกเต้าก็หมาไม่แดก แต่ดันมีฝีมือในการสอนลูกศิษย์เก่งกาจนัก
หลิวไห่จงถูกอี้จงไห่ถลึงตาใส่ ก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที แกกับฉินหวยหรูยังไม่ทันรู้สี่รู้แปดอะไรเลย ก็กล้ามาหลอกพวกเราซะแล้ว แกก็เลยถลึงตากลับไปอย่างไม่ยอมแพ้
(จบบท)