- หน้าแรก
- เริ่มต้นจากระบบการค้า
- บทที่ 98 ร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน
บทที่ 98 ร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน
บทที่ 98 ร่วมมือเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน
โลกดินแดนรกร้าง
คนกลุ่มหนึ่งจำนวนห้าหกคนเดินขบวนกันอยู่บริเวณรอบนอกของเมืองเล็กๆ ที่ถูกทิ้งร้างแห่งหนึ่ง พวกเขาป้วนเปี้ยนอยู่ด้านนอกเมืองมาเป็นเวลานานแล้ว ทว่ากลับไม่กล้าเข้าไปข้างในสักที
เพราะว่าภายในเมืองเล็กๆ แห่งนี้เต็มไปด้วยพวกคนบ้า พวกมันไม่ใช่เผ่าพันธุ์มนุษย์อีกต่อไป การเข้าไปข้างในถือเป็นเรื่องที่อันตรายมาก ดังนั้นพวกเขาจึงเกิดความลังเลและป้วนเปี้ยนอยู่พักใหญ่ ในที่สุดพวกเขาก็ค่อยๆ เดินเข้าไปภายในเมืองทีละนิด
"ลูกพี่ ในเมืองนี้จะมีทองคำอยู่ไหมนะ? ไม่ใช่ว่าโดนคนอื่นกวาดไปจนเกลี้ยงแล้วหรอกนะ?" ชายร่างผอมแห้งคนหนึ่งพึมพำเสียงเบา
คนที่เป็นผู้นำกลุ่มไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นโจรขุดสุสานที่ทะลุมิติมายังโลกใบนี้อย่างงงๆ นั่นเอง เมื่อเขาได้ยินเช่นนั้นก็ส่ายหน้าพลางกล่าวว่า "ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน เข้าไปดูข้างในก่อนแล้วค่อยว่ากัน"
คนกลุ่มนั้นลอบเข้าไปในเมืองเล็กๆ อย่างระมัดระวัง บนถนนว่างเปล่า ไร้ซึ่งวี่แววของผู้คน ในสถานการณ์เช่นนี้พวกคนบ้าจะไม่ออกมาเดินเตร็ดเตร่ตามท้องถนน ยกเว้นเสียแต่ว่าจะเป็นตอนกลางคืน ไม่อย่างนั้นพวกมันก็จะหลบซ่อนตัวอยู่ตามมุมมืด
ภายในเมืองเล็กๆ มีร้านทองอยู่สองสามแห่ง ทว่าตำแหน่งของร้านล้วนหาได้ยาก ภายใต้การกัดกร่อนของกาลเวลา ร้านค้าต่างๆ จึงดูผุพังทรุดโทรมไปหมด การจะตามหาร้านทองจึงต้องใช้ความพยายามอย่างมาก
ภายใต้การนำของโจรขุดสุสาน พวกเขาเดินเข้าไปในร้านค้าทีละร้านเพื่อค้นหาร้านทอง บางทีอาจจะเป็นเพราะโชคดี หลังจากค้นหาได้สิบนาที พวกเขาก็พบร้านทองร้านหนึ่งเข้าจริงๆ
ภายในร้านทองมีสภาพผุพังทรุดโทรม การปะทุของความวุ่นวายในปีนั้นเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน หลังจากโจรขุดสุสานแน่ใจแล้วว่าบริเวณรอบๆ ไม่มีพวกคนบ้าอยู่ เขาก็ถอดเป้สะพายหลังออก และเริ่มเก็บเครื่องประดับทองคำใส่กระเป๋าร่วมกับพรรคพวกอย่างระมัดระวัง
ครึ่งชั่วโมงต่อมา พวกเขาก็กวาดของไปได้พอสมควร และเตรียมตัวจะจากไปอย่างเงียบเชียบ ทว่าในตอนที่พวกเขากำลังเดินออกจากหน้าร้าน ก็พบว่าบนชั้นสองของตึกฝั่งตรงข้ามมีเงาร่างหนึ่งยืนอยู่ และกำลังจ้องมองพวกเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
"รีบหนีเร็ว" เมื่อเห็นเงาร่างนั้น ทุกคนก็สะดุ้งตกใจ ก่อนจะหันหลังแล้ววิ่งหนีออกไปทางนอกเมือง
"โฮก!!!" ทว่าปฏิกิริยาของคนบ้านั้นรวดเร็วกว่า มันแผดเสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด เพื่อส่งสัญญาณออกไปทันที
คนทั้งกลุ่มยังไม่ทันวิ่งออกไปข้างนอก ก็ถูกพวกคนบ้าสิบกว่าตัวสกัดหน้าเอาไว้ พวกคนบ้าเหล่านี้มีลักษณะภายนอกไม่ต่างจากคนปกติ พวกมันพุ่งเข้าใส่โจรขุดสุสานและพรรคพวกด้วยความเร็วสูง
"ฆ่ามัน!" โจรขุดสุสานหน้าถอดสี เขาหยิบโล่และดาบยาวออกมา ก่อนจะเป็นผู้นำบุกทะลวงออกไป ส่วนพรรคพวกที่เหลือก็หยิบโล่และอาวุธออกมาพุ่งเข้าใส่พวกคนบ้าเช่นกัน
พลังการต่อสู้ของโจรขุดสุสานนั้นแข็งแกร่งมาก เขาจัดการคนบ้าที่พุ่งเข้ามาด้วยดาบเดียวจนปลิดชีพ ลำคอของมันถูกฟันจนขาดสะบั้น คนบ้าล้มพับลงไปกองกับพื้นอย่างหมดสภาพ ทว่าคนบ้าตัวอื่นๆ กลับไม่เกรงกลัวต่อความตาย พวกมันยังคงเดินหน้าโจมตีต่อไป เขาใช้โล่ป้องกันการโจมตี พร้อมกับสวนกลับอย่างต่อเนื่อง
การต่อสู้ดำเนินไปไม่ถึงสองนาที ในท้ายที่สุดพวกเขาสี่คนก็รีบหนีออกมาได้ โดยมีอีกหนึ่งคนที่ต้องถูกทิ้งไว้ที่นี่ตลอดกาล เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพวกคนบ้าที่ไม่กลัวตาย แถมพวกเขายังต้องรีบจบการต่อสู้ให้เร็วที่สุด การเกิดความสูญเสียจึงถือเป็นเรื่องปกติอย่างมาก
คนทั้งสี่รีบหนีออกจากเมืองเล็กๆ อย่างรวดเร็ว โดยมีฝูงคนบ้าจำนวนมหาศาลไล่ตามมาติดๆ อย่างน้อยๆ ก็มีจำนวนนับร้อยตัว ความเร็วของพวกคนบ้าเหล่านี้ไม่ได้ช้าไปกว่าพวกเขาเท่าไหร่นัก หากเป็นการวิ่งหนีตามปกติ พวกเขาคงไม่มีทางหนีพ้นอย่างแน่นอน
โชคดีที่พวกเขามีอาวุธลับ นั่นก็คือรถจักรยานสามคัน หลังจากทั้งสี่คนหนีออกจากเมืองมาได้ พวกเขาก็รีบขึ้นขี่รถจักรยาน แล้วปั่นหนีออกจากเมืองอย่างรวดเร็ว หลังจากพวกคนบ้าไล่ตามมาได้สักระยะ พวกมันก็ทยอยหันหลังกลับเข้าเมืองไป
"ลูกพี่ มีทองพวกนี้แล้ว เราจะเอาไปแลกเครื่องปั่นไฟได้จริงๆ เหรอ?" ลูกน้องคนหนึ่งที่กำลังปั่นจักรยานเอ่ยถามด้วยความหอบเหนื่อย
โจรขุดสุสานเงยหน้ามองท้องฟ้าแวบหนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า "แน่นอนสิ ช่วงนี้พวกเราสะสมทองคำไว้ได้ไม่น้อย น่าจะพอแลกเครื่องปั่นไฟได้สักเครื่องแหละ"
พวกเขาปั่นจักรยานกันอยู่หลายชั่วโมง ในที่สุดก็เข้าสู่หมู่บ้านร้างแห่งหนึ่ง ที่นี่คือฐานที่มั่นของพวกเขา กลุ่มของพวกเขามีคนอยู่ประมาณห้าหกสิบคน ถือว่าเป็นกลุ่มที่ไม่เล็กเลยทีเดียว
ตกกลางคืน หลังจากคนที่ออกไปข้างนอกทยอยกลับมากันจนครบ โจรขุดสุสานก็เข้าไปในโกดังเพียงลำพัง และเริ่มอธิษฐานต่อเครื่องประดับทองคำอันมีค่าเหล่านั้น
เช้าวันที่สิบสามกันยายน หลังจากเย่ฟานตื่นนอน เขาก็เปิดดูภารกิจการซื้อขายประจำวัน
ตอนนี้การซื้อขายที่ต่ำกว่าสิบล้านเขาไม่แม้แต่จะชายตาแลด้วยซ้ำ มันเสียเวลาเปล่าๆ สู้รายได้จากแบตเตอรี่ของเทียนอวี่ที่มั่นคงกว่าไม่ได้เลย
ทว่าเมื่อเขาเห็นว่าเป็นการซื้อขายจากโลกดินแดนรกร้าง เขาก็ตัดสินใจที่จะช่วยเหลืออีกฝ่ายสักหน่อย
[ฉันคือโจรขุดสุสาน ฉันไม่รู้ว่าควรจะติดต่อกับคุณยังไง แต่การอธิษฐานน่าจะช่วยได้ ตอนนี้ฉันมีทีมเป็นของตัวเองแล้ว อาหารการกินก็มีเพียงพอ ดังนั้นฉันจึงอยากได้เครื่องปั่นไฟสักเครื่องกับน้ำมันดีเซลจำนวนหนึ่ง]
[พลังงานไฟฟ้าคือสัญลักษณ์ของอารยธรรม ในทีมของฉันมีคนฉลาดอยู่ไม่น้อย แต่พอไม่มีไฟฟ้า พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้ แถมตอนกลางคืนที่ไม่มีไฟฟ้านั้นก็อันตรายมากเกินไป ฉันต้องการไฟฟ้า แน่นอนว่าถ้ามีแบตเตอรี่ด้วยก็จะดีมาก]
[เพื่อให้ได้ของพวกนี้มา ฉันได้เตรียมทองคำไว้ประมาณหนึ่งร้อยกิโลกรัม ไม่รู้เหมือนกันว่าจะพอหรือเปล่า คุณดูหน่อยสิว่าจะสามารถหาเครื่องปั่นไฟ น้ำมันดีเซล แล้วก็แบตเตอรี่มาให้ฉันสักชุดได้ไหม แน่นอนว่าถ้าเป็นไปได้ มีหลอดไฟประหยัดพลังงานแถมมาให้อีกสักสองสามหลอดก็จะดีที่สุด]
[ความต้องการของผู้ซื้อ: น้ำมันดีเซล, หลอดไฟ, เครื่องปั่นไฟ, แบตเตอรี่]
[สิ่งที่ผู้ซื้อจ่าย: ทองคำหนึ่งร้อยกิโลกรัม]
[ระยะเวลาของคำสั่งซื้อ: สิบสองชั่วโมง]
"โจรขุดสุสานคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ใช้เวลาแค่สั้นๆ ไม่เพียงแต่จะเอาชีวิตรอดมาได้ แต่ยังสร้างทีมของตัวเองขึ้นมาได้อีก สถานการณ์สร้างวีรบุรุษเสียจริง" เย่ฟานถอนหายใจด้วยความชื่นชม ในโลกใบนี้โจรขุดสุสานก็ทำได้แค่ขุดสุสาน ทว่าเมื่อไปยังโลกใบนั้น มันกลับกลายเป็นการหยิบยื่นโอกาสให้กับเขาเสียอย่างนั้น
แม้ว่าทองคำหนึ่งร้อยกิโลกรัมจะไม่ใช่น้อยๆ แต่มันก็ไม่ได้มีมูลค่ามากมายอะไร สำหรับของที่จัดการยากแบบนี้ ตอนนี้เขายังไม่ค่อยเห็นค่ามันสักเท่าไหร่หรอก ทว่าเขาก็ยังคงต้องช่วยเหลือทางฝั่งโจรขุดสุสานอยู่ดี บางทีรอให้ทางนั้นเติบโตแข็งแกร่งขึ้น เขาอาจจะได้รับผลตอบแทนก้อนโตกลับมาก็ได้
เมื่อคิดได้ดังนั้น เย่ฟานก็หยิบกุญแจแล้วเดินออกจากบ้านไป อันดับแรกเขาไปซื้อน้ำมันดีเซลมาสองถังใหญ่ จากนั้นก็ไปที่ร้านขายอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ เพื่อซื้อเครื่องปั่นไฟที่มีประสิทธิภาพค่อนข้างดีหนึ่งเครื่อง พร้อมกับหลอดไฟและสายไฟอีกจำนวนหนึ่ง
เมื่อซื้อของเหล่านี้เสร็จ เขาก็ขับรถมุ่งหน้าไปยังเขตโรงงาน สำหรับของอย่างแบตเตอรี่ก็ไม่จำเป็นต้องไปซื้อที่ไหนหรอก หยิบของที่มีคุณภาพดีๆ จากโรงงานมาสักอันก็พอ ไม่อย่างนั้นแบตเตอรี่ตามท้องตลาดทั่วไป ไม่เพียงแต่จะมีความจุน้อย แต่คุณภาพก็ไม่ได้ดีมากนักด้วย
เมื่อของทุกอย่างครบครันแล้ว เย่ฟานก็นำของเหล่านี้ไปเก็บไว้ในโกดัง ถือเป็นการเสร็จสิ้นการซื้อขายในครั้งนี้ และเขาก็ได้รับทองคำหนึ่งร้อยกิโลกรัมมาเป็นการตอบแทน โชคดีที่ทองคำมีความหนาแน่นสูง ทองคำหนึ่งร้อยกิโลกรัมจึงมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก
หลังจากเสร็จสิ้นการซื้อขาย เย่ฟานก็เดินมาที่ห้องทำงานของเขา ในเวลานี้ฟางเมิ่งหานกำลังง่วนอยู่กับการทำงานในห้อง เมื่อเห็นเขาเดินเข้ามา เธอก็ส่ายหน้าด้วยความจนใจ พลางเอ่ยว่า "คุณรีบหาคนมาเพิ่มเถอะค่ะ ฉันทำคนเดียวเหนื่อยจะแย่แล้วเนี่ย"
"กำลังหาคนอยู่ครับ คุณอย่าเพิ่งใจร้อนสิ ลำบากอีกสักสองสามวัน หลังจากนี้ก็จะสบายขึ้นแล้วล่ะ" เย่ฟานรินน้ำให้เธอแก้วหนึ่ง พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
ฟางเมิ่งหานกลอกตาบนใส่ "เชื่อคุณก็บ้าแล้ว วันๆ เอาแต่กดขี่แรงงานฉัน"
"มาๆ ดื่มน้ำก่อน" เย่ฟานยิ้มรับด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย เดิมทีเขาอยากจะเลี้ยงดูเธอให้เป็นนกน้อยในกรงทองแท้ๆ ทว่าตอนนี้ไม่มีทางเลือก จึงทำได้เพียงลากเธอออกมาเป็นนกพิราบสื่อสาร ทนทุกข์ทนเหนื่อยไปก่อน
"ชิ" ฟางเมิ่งหานจิบน้ำไปอึกหนึ่ง ก่อนจะหยิบกองเอกสารออกมา แล้วเอ่ยว่า "บอสใหญ่ของฉันคะ พวกนี้คืออีเมลจากกลุ่มทุนต่างๆ ค่ะ พวกเขาล้วนอยากจะลงทุนในโรงงานแบตเตอรี่ของคุณ คุณลองดูสิคะ"
"พวกกลุ่มทุนนี่โลภมากจริงๆ ตอนนี้ยังมีหน้ามาอยากลงทุนอีก" เย่ฟานหยิบเอกสารขึ้นมาดูผ่านๆ ก่อนจะโยนทิ้งลงถังขยะไปอย่างไม่ไยดี "วันหลังขยะพวกนี้ไม่ต้องไปสนใจหรอก พวกกลุ่มทุนน่ะข่มขู่ผมไม่ได้หรอก"
หากเป็นอุตสาหกรรมอื่น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มทุนก็คงจะเป็นเรื่องยากลำบากอยู่บ้าง ทว่าอุตสาหกรรมแบตเตอรี่นั้นแตกต่างออกไป แผนงานและนโยบายแต่ละข้อไม่ได้มีไว้โชว์เฉยๆ ในประเทศที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง กลุ่มทุนก็เป็นได้แค่ลูกแกะตัวน้อยเท่านั้น
การที่ไม่ลงมือ ไม่ใช่เพราะว่าจัดการไม่ได้ แต่เพราะยังไม่อยากจัดการในตอนนี้ต่างหาก คนที่ฉลาดที่สุดของประเทศล้วนรวมตัวกันอยู่ที่นั่น คิดจริงๆ เหรอว่าพวกเขาจะไม่รู้อะไรเลย ก็แค่เรื่องหลายๆ เรื่องมันไม่ต้องรีบร้อน ต้องค่อยเป็นค่อยไปก็เท่านั้น ท้ายที่สุดแล้วอาณาเขตของประเทศก็กว้างใหญ่เกินไป
เหมืองถ่านหินสร้างความสำเร็จให้กับจักรวรรดิอังกฤษในอดีต น้ำมันปิโตรเลียมสร้างความสำเร็จให้กับจักรวรรดิอินทรีนานนับศตวรรษ ทว่าในอนาคต แบตเตอรี่จะเป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก สิ่งนี้จึงได้รับความสำคัญในระดับสูง เขารู้ดีว่าเทียนอวี่จะต้องถูกจับตามองอย่างแน่นอน เหตุผลที่ยังไม่มีใครเข้ามาก็แค่กำลังสังเกตการณ์อยู่ก็เท่านั้น
ความกระหายเงินของกลุ่มทุน สามารถทำให้พวกเขาเหยียบย่ำกฎหมายได้ เดิมทีของพรรค์นี้ไม่ควรมีอยู่ในประเทศของเราเลยด้วยซ้ำ ทว่าต่างประเทศถือเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดี จึงได้ให้กำเนิดกลุ่มทุนขึ้นมาเป็นจำนวนมาก
บริษัทใดก็ตามที่ปล่อยให้กลุ่มทุนเข้ามาแทรกแซง ก็เหมือนเป็นการนับถอยหลังสู่การไร้ซึ่งศีลธรรม ไม่ว่าจะเป็นองค์กรใด ไม่ว่าผู้ก่อตั้งจะมีความสามารถมากแค่ไหน สุดท้ายก็ต้องเดินคอตกออกจากวงการไปอยู่ดี ด้วยเหตุนี้เขาจึงรู้สึกรังเกียจกลุ่มทุนเป็นอย่างมาก
"กลุ่มทุนเล็กๆ น่ะช่างมันเถอะ แต่พวกกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่มันไม่ได้จัดการง่ายๆ หรอกนะ เราลองรับมือพวกเขาไปก่อนดีไหม?" ฟางเมิ่งหานส่ายหน้าพลางเสนอแนะ เธอรู้ซึ้งถึงอำนาจของกลุ่มทุนดี
"ไม่เป็นไรหรอก ตอนนี้มีปี่ย่าตี้อยู่ ก็พอจะคุมสถานการณ์ได้ส่วนหนึ่งแล้ว ส่วนที่เหลือก็คงจะสร้างคลื่นลมอะไรไม่ได้มากนักหรอก" เย่ฟานเอ่ยอย่างไม่แยแส "เตรียมเอกสารเกี่ยวกับหุ้นเอาไว้ให้พร้อม อีกไม่กี่วันพวกเขาคงจะมาแล้ว หุ้นของเทียนอวี่สามารถแบ่งให้พวกเขาได้"
พวกเขายอมทิ้งบริษัททางการเงินไปเป็นสิบเป็นร้อยแห่งได้ แต่จะไม่มีวันยอมทิ้งบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยีขั้นสูงแม้แต่แห่งเดียว ท่ามกลางการฟื้นฟูอันยิ่งใหญ่ บริษัทเทคโนโลยีขั้นสูงจะได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่ การรับประกันความเสี่ยงนั้นไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเลย
หลายคนคิดว่าขอแค่ถือหุ้นแบบเบ็ดเสร็จ มีอำนาจควบคุมอยู่ในมือ ก็สามารถอ้าแขนรับกลุ่มทุนได้แล้ว
คนพวกนี้นั้นช่างไร้เดียงสาเสียจริง สิ่งที่กลุ่มทุนต้องการคือกำไร พวกเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้บริษัทได้มาซึ่งผลกำไรที่มากขึ้น ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงไม่สนใจเรื่องศีลธรรมเลยแม้แต่น้อย ถึงขั้นกล้าเหยียบย่ำกฎหมาย สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ต่างอะไรกับยาเสพติด
เย่ฟานขอสาบานตนในชาตินี้ ว่าเขาจะไม่ขออยู่ร่วมโลกกับการพนันและยาเสพติดอย่างเด็ดขาด
เมืองหลวง ภายในบ้านพักประจำตำแหน่งแห่งหนึ่ง
"นี่คือแบตเตอรี่ที่เทียนอวี่คิดค้นขึ้นครับ ถึงแม้จะยังมีช่องว่างเมื่อเทียบกับในห้องปฏิบัติการของเรา ทว่าแบตเตอรี่รุ่นนี้ก็เป็นแนวคิดใหม่ โครงสร้างใหม่ และที่สำคัญที่สุดคือพวกเขาได้ทำการผลิตในปริมาณมากแล้วครับ" ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกล่าวอย่างจริงจัง
ในฐานะผู้รับผิดชอบด้านนี้ เขารู้ซึ้งถึงความยากลำบากของเทคโนโลยีแบตเตอรี่เป็นอย่างดี การที่สามารถออกแบบใหม่และจัดเรียงแบตเตอรี่ชนิดหนึ่งขึ้นมาได้นั้น เพียงพอที่จะคว้ารางวัลโนเบลมาครองได้อย่างสบายๆ เรื่องนี้ไม่ได้พูดเกินจริงเลยแม้แต่น้อย
การปฏิวัติวงการแบตเตอรี่ได้มาถึงแล้ว เดิมทีเขาคิดว่าการปฏิวัติในครั้งนี้จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ไม่คิดเลยว่ามันจะมาถึงเร็วขนาดนี้ เมื่อการปฏิวัติในครั้งนี้เสร็จสิ้นลง เมื่อนั้นผู้มีอำนาจแห่งวงการพลังงานในอนาคตก็ควรจะถึงคราวเปลี่ยนมือแล้วล่ะ
"น่าเหลือเชื่อจริงๆ พวกเรายังคงย่ำอยู่แต่ในห้องปฏิบัติการแท้ๆ แต่ก็นะ สำหรับเรื่องของวิทยาศาสตร์ การมีอัจฉริยะมันสำคัญมากจริงๆ" ชายวัยกลางคนอีกคนที่ดูมีอายุมากกว่าเล็กน้อยส่ายหน้าพลางเอ่ยถามว่า "ตรวจสอบข้อมูลของบริษัทนั้นเรียบร้อยแล้วใช่ไหม?"
"ครับ ตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานเรียบร้อยแล้ว ผู้กุมอำนาจเป็นชายหนุ่มคนหนึ่ง เทคโนโลยีทั้งหมดอยู่ในมือเขา ในช่วงเวลานี้มีกลุ่มทุนจำนวนมากที่อยากจะเข้าไปลงทุน แต่ก็ถูกเขาปฏิเสธไปหมดแล้ว ทว่าในเรื่องของหุ้น เขากลับแบ่งสัดส่วนเอาไว้แล้ว ดูเหมือนว่าเขากำลังรอพวกเราอยู่ครับ" ชายวัยกลางคนที่อายุน้อยกว่าเอ่ยปนหัวเราะ
"ล้วนเป็นคนฉลาดกันทั้งนั้น" ชายวัยกลางคนที่มีอายุมากกว่าส่ายหน้า ก่อนจะหยิบเอกสารฉบับหนึ่งออกมา แล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ ว่า "นี่คือข้อมูลโดยละเอียดของเขา ชีวิตส่วนตัวของชายหนุ่มคนนี้ช่างยุ่งเหยิงเสียจริง โชคดีที่เป็นความเต็มใจของทั้งสองฝ่าย"
"เรื่องเล็กน่า ขอแค่ไม่ได้ไปทำเรื่องเลวร้ายอะไรก็พอ" ชายวัยกลางคนที่อายุน้อยกว่าเอ่ยว่า "ทางฝั่งนั้นผมส่งคนไปติดต่อแล้วล่ะครับ ป่านนี้น่าจะใกล้ถึงแล้วล่ะ พวกเราก็แค่รอดูสถานการณ์กันไปก่อนก็พอ"
โรงงานเทียนอวี่ ภายในห้องทำงาน
ฟางเมิ่งหานรับสายโทรศัพท์ ก่อนจะหันไปมองเย่ฟาน พลางเอ่ยว่า "พวกเขามาถึงแล้วค่ะ ตอนนี้อยู่ที่ห้องรับรองแล้ว พวกเราไปกันเถอะค่ะ"
"มาเร็วกว่าที่ผมคิดไว้แหะ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากเลยสินะ ไปกันเถอะ" เย่ฟานพยักหน้ารับ สำหรับเรื่องทั้งหมดนี้ เขาได้เตรียมการเอาไว้แต่เนิ่นๆ แล้ว หลายต่อหลายครั้งเมื่อได้บางสิ่งบางอย่างมา ก็ย่อมต้องยอมสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไปเป็นธรรมดา
ทั้งสองคนไม่ได้มัวรอช้า รีบเดินเข้าไปในห้องรับรองทันที ในเวลานี้ภายในห้องรับรองมีชายวัยกลางคนสองคนนั่งอยู่ โดยมีบอดี้การ์ดที่มองปราดเดียวก็รู้เลยว่าเป็นทหารยืนอยู่ด้านหลังของพวกเขา
"ไม่ทราบว่าทั้งสองท่านมีชื่อว่าอะไรกันบ้างครับ?" เย่ฟานเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
"เรียกฉันว่าผู้อำนวยการหลี่ก็พอแล้ว" ชายวัยกลางคนแซ่หลี่มีท่าทีเป็นมิตร เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า "ที่ฉันมาในครั้งนี้ ก็เพื่อจะมาถามว่าองค์กรของคุณต้องการความช่วยเหลืออะไรหรือเปล่า? หากมีความยากลำบากอะไรก็สามารถบอกฉันได้เลยนะ พวกเราจะช่วยคุณแก้ไขปัญหาเอง"
"ทางฝั่งเราก็มีปัญหาอยู่จริงๆ นั่นแหละครับ" เย่ฟานยิ้มรับ พลางเอ่ยว่า "พวกเราเตรียมจะสร้างฐานการผลิตขนาดใหญ่ครับ ทว่าบริเวณโดยรอบยังมีโรงงานอื่นๆ อยู่อีกไม่น้อย พวกเราหวังว่าพวกเขาจะสามารถย้ายออกไปได้น่ะครับ"
"แน่นอนครับ ที่ดินผืนใหญ่ขนาดนั้น พวกเราก็ไม่มีเงินซื้อหรอกครับ ดังนั้นผมจึงอยากจะใช้หุ้นปันผลสามสิบเปอร์เซ็นต์ของเครือบริษัทเทียนอวี่ มาแลกเปลี่ยนกับที่ดินบริเวณโดยรอบ ไม่ทราบว่าผู้อำนวยการหลี่จะรับข้อเสนอนี้ได้ไหมครับ?"
"ไม่มีปัญหาเลย หากมีปัญหาเรื่องเงินทุน ทางธนาคารก็สามารถปล่อยเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยให้ได้ โดยที่พวกเราจะเป็นคนค้ำประกันให้เอง" ผู้อำนวยการหลี่ส่ายหน้ายิ้มๆ ชายหนุ่มคนนี้มีใจเด็ดเดี่ยวมากกว่าที่เขาคิดไว้เสียอีก พออ้าปากพูดก็เสนอหุ้นให้ถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
ในเกม Earth Online พลังของบุคคลนั้นช่างเล็กน้อยเหลือเกิน ที่นี่ไม่ใช่เกมแนวกำลังภายในแฟนตาซี ดังนั้นเย่ฟานจึงรู้ดีว่า ใครคือผู้ที่มีอำนาจหนุนหลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกใบนี้ ก็อย่างที่เคยบอกไปนั่นแหละ คิดจริงๆ เหรอว่าหัวเวยจะเป็นแค่บริษัทเอกชนธรรมดาน่ะ
"เรื่องเงินในตอนนี้ยังไม่ใช่ปัญหาครับ แต่ว่าในช่วงเวลานี้ พวกเราได้ปฏิเสธกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ไปหลายแห่ง บางทีพวกเขาอาจจะสร้างปัญหาอะไรบางอย่างเพื่อมาเล่นงานพวกเราก็ได้นะครับ" เมื่อมีคนคอยหนุนหลัง เย่ฟานก็รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น ขอเพียงแค่ไม่ทำผิดหลักการ ปัญหาหลายๆ อย่างก็จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้อำนวยการหลี่ก็ส่ายหน้า พลางเอ่ยว่า "ก็แค่พวกตัวตลกกระโดดโลดเต้นไปมาเท่านั้นแหละ ไม่ดูตาม้าตาเรือเลยว่านี่มันถิ่นของใคร ไอ้พวกบริษัทที่ไม่มีเทคโนโลยีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันน่ะ ปล่อยให้พวกมันหาเงินไปก็พอแล้ว แต่ถ้าพวกมันกล้าแตะต้องเทียนอวี่ล่ะก็ พวกเราจะทำให้พวกมันได้รู้ซึ้งว่าความโหดเหี้ยมที่แท้จริงมันเป็นยังไง"
เย่ฟานรู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก นี่แหละคือข้อดีของการมีคนคอยหนุนหลัง ไม่อย่างนั้นหากเขาต้องไปจัดการเรื่องบางเรื่องด้วยตัวเอง คงได้ปวดหัวตายแน่ๆ เรื่องหลายๆ เรื่องก็ไม่ควรไปคิดเล็กคิดน้อยจนเกินไป ไม่อย่างนั้นคนโง่ก็จะมีแค่ตัวเขานี่แหละ
[จบตอน]