- หน้าแรก
- เมื่อข้าต้องแบกรับสำนักที่ใกล้เจ๊ง
- บทที่ 70 ทะเลใต้กว้างใหญ่
บทที่ 70 ทะเลใต้กว้างใหญ่
บทที่ 70 ทะเลใต้กว้างใหญ่
ยอดเขานภาสีคราม ใต้ต้นสนเขียว
สวี่เสวียนเก็บกระบี่ อสนีชาดกระโดดโลดเต้น ร่วงหล่นลงบนไหล่ของเขา เวลานี้ผ่านไปสามปีแล้วนับตั้งแต่เข้าสู่ถ้ำพำนักแห่งนั้น
เขากินโอสถประทานรับมอบสวรรค์ หลอมละลายฤทธิ์ยา ปิดด่านมาเนิ่นนาน ในที่สุดระดับพลังก็ทะลวงถึงระดับหลอมปราณขั้นแปดอย่างมั่นคง หากเป็นไปด้วยความเร็วระดับนี้ เกรงว่าอีกสิบกว่าปีก็สามารถวางแผนเรื่องการบรรลุสร้างรากฐานได้แล้ว
บัดนี้ในมือยังมียาหมื่นยอดเขาบรรจบหนึ่งที่ตระกูลเฉินมอบให้เป็นรางวัล เพื่อใช้สำหรับการบรรลุสร้างรากฐาน จึงไม่ต้องกังวลเรื่องทรัพยากรอีก
ส่วนเรื่องเคล็ดวิชา บัดนี้ตัวอักษรโบราณบนแท่นจิตวิญญาณของเขาได้กลายสภาพเป็นยันต์เซียนสายหนึ่ง ร่วงหล่นลงในทะเลปราณ ควบแน่นแสงสายฟ้าอย่างต่อเนื่อง ทำให้รูปลักษณ์ศีรษะมนุษย์ร่างมังกรนั้นยิ่งมั่นคง จุดกำเนิดชีวิตได้เสร็จสิ้นการแปรสภาพแล้ว
บัดนี้เขากำลังยุ่งอยู่กับการบำเพ็ญเพียรวิถีกระบี่ เปลี่ยนจากปราณกระบี่เป็นปราณกระบี่ดั้งเดิม ตามที่คัมภีร์วิถีเต๋ากล่าวไว้ นี่คือวิชาอันแยบยลในการเชื่อมต่อเส้นทางที่ขาดสะบั้น และกลับคืนสู่วิถีกระบี่อีกครั้ง
‘ผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่ยุคโบราณ สิ่งที่หลอมเป็นปราณกระบี่ดั้งเดิมแต่กำเนิด ถึงจะนับว่าเป็นของแท้ สามารถตระหนักรู้ถึงกระบี่จิต ไม่แปลกใจเลยที่เพียงแค่อยู่ในขอบเขตปราณกระบี่ ขอบเขตของท่านอาจารย์ในปีนั้นจึงเหนือล้ำกว่าข้ามากนัก สิ่งที่ท่านหลอมสำเร็จก็คือปราณกระบี่ดั้งเดิม’
‘ตามที่ 《คัมภีร์กระบี่เฟิ่งเสวียน》 กล่าวไว้ เซียนกระบี่ในยุคโบราณ มีการสืบทอดวิถีเต๋าแยกต่างหาก เมื่อบรรลุกระบี่จิต ก็จะมีกระบี่เหินแห่งชีวิต ปรากฏขึ้นมาจากความว่างเปล่า ค้ำจุนชีวิต นี่ถึงจะเป็นวิถีอันล้ำเลิศอย่างแท้จริง’
ต้องสำเร็จปราณกระบี่ดั้งเดิมก่อน ถึงจะสามารถสำเร็จกระบี่จิตได้ บัดนี้ผู้บำเพ็ญเพียรกระบี่ส่วนใหญ่ ติดอยู่ในปราณกระบี่จนตัวตาย สิ่งที่ฝึกฝนคือปราณก่อกำเนิดภายหลัง จึงตกต่ำลง
สิ่งที่สวี่เสวียนต้องทำในตอนนี้ ก็คือการเปลี่ยนจากปราณกระบี่เป็นปราณกระบี่ดั้งเดิม จากนั้นถึงจะสามารถแสวงหากระบี่จิตได้
ตามที่คัมภีร์กระบี่กล่าวไว้ ในทะเลปราณของเขาได้บรรลุโครงร่างแก่นกระบี่ขึ้นมาแล้ว ใช้ต้นกำเนิดฟูมฟักอย่างต่อเนื่อง ชักนำปราณกระบี่เข้าไป พลิกผันสู่การก่อกำเนิดแต่กำเนิด
นี่เป็นกระบวนการที่สิ้นเปลืองพลังใจเป็นอย่างมาก อย่างน้อยต้องทะลวงผ่านระดับสร้างรากฐาน รักษาไว้ทั้งชีวิตและวิญญาณ ถึงจะสามารถให้แก่นกระบี่นี้ถือกำเนิดขึ้นมา เปลี่ยนปราณกระบี่ให้เป็นปราณกระบี่ดั้งเดิม
บัดนี้มีหนทางให้เดินแล้ว สวี่เสวียนสบายใจขึ้นมาก ชั่วคราวไม่ต้องกังวลเรื่องของวิถีกระบี่แล้ว
ระดับพลังของศิษย์ในสำนักก็เพิ่มพูนขึ้นอีก สวี่ฝ่าเหยียนและหลิ่วสิงฟางต่างก็ทะลวงถึงระดับหลอมรวมลมปราณก่อกำเนิดตอนปลาย ผ่านไปอีกสองสามปี ก็สามารถเตรียมตัวสำหรับเรื่องหลอมปราณได้แล้ว
ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญ สวี่เสวียนตั้งใจไปดูมาแล้ว
หลิ่วสิงฟางต้องการบำเพ็ญเพียรวิชาสายฟ้า ก็นับว่าเหมาะสมดี บัดนี้ในสำนักมีวิถี 「อัสนีสั่นสะเทือน」 และวิถี 「อัสนีชั้นฟ้า」 ต่างก็ส่งคนไปเก็บเกี่ยวปราณแต่เนิ่นแล้ว สิงฟางเลือก 「อัสนีสั่นสะเทือน」 บางทีอาจจะเห็นว่าสวี่เสวียนก็บำเพ็ญเพียรวิถีนี้เช่นกัน
ส่วนฝ่าเหยียน สวี่เสวียนหลายวันมานี้ก็กำลังวางแผนเรื่องเคล็ดวิชาของเขา บนที่ราบดูเหมือนจะไม่มีข่าวคราวอันใด เขาคิดไปคิดมา บางทีอาจจะมีเพียงสถานที่แห่งเดียวที่สามารถค้นหาได้
ถ้ำลึก
ดินแดนแห่งนี้เชื่อมต่อกับเผ่าพันธุ์ปีศาจทั่วหล้า ข่าวคราวแพร่สะพัดรวดเร็วมาก หากต้องการตามหาเบาะแสเคล็ดวิชา แน่นอนว่าต้องไปสอบถามที่สถานที่แห่งนี้
ตามข้อตกลงที่เคยทำไว้กับอีกาเพลิงในตอนนั้น ก็ถึงเวลาที่ต้องพบปะพูดคุยกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายพบหน้ากัน แลกเปลี่ยนข่าวคราวกันบ้าง
เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาก็ออกคำสั่งลงไป ทำเพียงบอกว่าจะปิดด่านอีกครั้งเพื่อเสริมสร้างระดับพลัง แล้วจึงเข้าสู่ถ้ำพำนัก ปิดผนึกค่ายกล
เขาเรียกเทียนถัวขึ้นมา เอ่ยถึงแผนการอยู่พักหนึ่ง มารเฒ่าตนนี้เมื่อได้ฟัง ก็ดึงจิตใจของสวี่เสวียนเข้าสู่ทะเลปราณ
เมื่อเข้าสู่ทะเลปราณอีกครั้ง สวี่เสวียนมองไปยังฟ้าดินแห่งนี้ บัดนี้มีการเปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย
บึงสายฟ้าแห่งนั้นกว้างขวางมากขึ้นตามลำดับ แทบจะครอบคลุมทะเลปราณไปจนหมดสิ้น ดวงตะวันสีทองแต่เดิมสลายไป เข้าไปในคัมภีร์วิถีเต๋าม้วนนั้น
ใจกลางทะเลปราณ ไม้อสนีต้นนั้นยิ่งสูงใหญ่ขึ้น พุ่งตรงทะลุชั้นเมฆ รูปลักษณ์ศีรษะมนุษย์ร่างมังกรกระโดดโลดเต้นอยู่เหนือบึงสายฟ้า
สวี่เสวียนมองเห็นได้อย่างชัดเจน จุดกำเนิดชีวิตนี้บัดนี้ยิ่งมั่นคงขึ้น ร่างมังกรเป็นเกล็ดสีม่วงน่าเกรงขาม รูปร่างแข็งแรงปราดเปรียว ใบหน้าเป็นสีแดงชาด ด้านบนสวมชุดเกราะสำริด เขาราวกับไม้สีคราม
‘บางทีในวันหน้าเมื่อบรรลุร่างกายเวท ก็จะสามารถกลายร่างเป็นรูปลักษณ์นี้ได้’
สวี่เสวียนแอบคาดเดาอยู่ในใจ [บึงอสนีบาตร่วงหล่น] แม้จะซับซ้อนและบำเพ็ญเพียรยาก ทว่าก็เป็นรากฐานเซียนที่ถนัดการประลองเวทเป็นอย่างมาก ควบรวมทั้งสองวิถีคือร่างกายเวทและอาณาเขต
เมื่อก้าวเข้าสู่ทุ่งดอกไม้แห่งนั้นอีกครั้ง ตำหนักสองสามหลังก่อนหน้านี้สวี่เสวียนได้รื้อทิ้งไปแล้ว บัดนี้เหลือเพียงลานเล็กแห่งหนึ่ง เทียนถัวเดินออกมาจากประตูเรือน
มารเฒ่าตนนี้บัดนี้สวมชุดนักพรตสีดำสนิท เห็นได้ชัดว่าทำตามการเปลี่ยนแปลงบนร่างกายของสวี่เสวียน ตั้งใจจะทำให้เขาขัดใจ
“โอ้ แขกหายากนะนี่”
เทียนถัวหัวเราะแปลกประหลาด เสียงราวกับนกกา
สวี่เสวียนไม่สนใจเขา มุ่งตรงเข้าประเด็น หยิบขนนกสีแดงออกมาสายหนึ่ง ซึ่งก็คือขนนกแท้เผาผลาญที่พำนักนั่นเอง
“สมควรไปพบอีกาเพลิงเสียหน่อย จะได้สืบข่าวคราวของเคล็ดวิชา 「ปฐพีวิญญาณ」 ด้วย”
เทียนถัวร่ายเวท เนรมิตประตูสีฟ้าสว่างใสบานหนึ่งขึ้นมา คนทั้งสองเดินเข้าไปด้านใน
สวี่เสวียนเข้าสู่ช่องทาง กลายร่างเป็นรูปลักษณ์ครึ่งคนครึ่งมังกรเจียวก่อนหน้านี้ เหยียบย่ำลงบนเส้นทาง มองไปยังถ้ำลึกที่ราวกับดวงอาทิตย์ดวงใหญ่ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก
เขาสวมกำไลหยกดำลวดลายมังกรที่ร่างมังกรเจียวกลายสภาพมา ด้านบนมีลวดลายเลือดอันเล็กจิ๋วอยู่สายหนึ่ง ซึ่งก็คือสถานที่ซ่อนจิตใจของเทียนถัวนั่นเอง
เมื่อเข้าไปด้านในอีกครั้ง วิสัยทัศน์ของสวี่เสวียนแตกต่างไปจากเดิม มีความสงสัยอยู่บ้าง ทำเพียงกล่าวว่า
“โลกใบนี้สร้างขึ้นมาเพื่อเหตุใดกันแน่”
ตามความเข้าใจของเขา ดินแดนแห่งนี้มีเพียงจิตวิญญาณเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้ สร้างขึ้นโดยมหาปราชญ์เผ่าพันธุ์ปีศาจในยุคโบราณ คิดว่าคงต้องมีประโยชน์อันลึกล้ำซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
“ย่อมไม่ได้มีไว้เพียงแค่ส่งข่าวสารง่ายดายเช่นนี้หรอก”
เทียนถัวทิ้งปมไว้ แล้วกล่าวต่อว่า
“นี่มีไว้เพื่อรับมือกับพวกผู้บำเพ็ญเพียรเซียนอย่างพวกเจ้านั่นแหละ”
“?”
สวี่เสวียนมีความสงสัยอยู่ในใจ ทำเพียงกล่าวว่า
“หมายความว่าอย่างไร”
เทียนถัวหัวเราะแห้ง เอ่ยเสียงต่ำว่า
“ก็เป็นเพราะพวกผู้บำเพ็ญเพียรเซียนอย่างพวกเจ้าเข้ายึดครองการสืบทอดวิถีเต๋าอย่างต่อเนื่องน่ะสิ พูดถึงเบญจคุณธรรม ผู้ที่ครอบครองตำแหน่งแต่เดิมส่วนใหญ่เป็นเผ่าพันธุ์ปีศาจ ทว่าบัดนี้โดยพื้นฐานแล้วต่างเป็นเจินจวินที่ดำรงตำแหน่งทั้งสิ้น”
“โลกใบนี้ตั้งอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า เป็นสถานที่สำหรับเก็บรักษาสายเลือด หากวันใดเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างพวกเจ้ายึดครองการสืบทอดวิถีเต๋าไปจนหมดสิ้น สายพันธุ์สูงศักดิ์เหล่านี้ก็ทำได้เพียงหลบหนีเข้ามาด้านใน เพื่อรอคอยโอกาสในภายหลัง”
สวี่เสวียนไม่เห็นด้วย ทำเพียงกล่าวว่า
“ต่อให้มีวันนั้นจริง เกรงว่าพวกเราคงจะต่อสู้กันเองก่อน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่เคยเห็นวิถีเซียนรวมเป็นหนึ่งเดียว บนและล่างร่วมใจกันเลยสักครั้ง”
ข้างเส้นทางพลันสั่นสะเทือนขึ้นมา ขัดจังหวะคำพูดของคนทั้งสอง
คนทั้งสองเดินทางมาได้ครึ่งทางแล้ว กำลังจะเข้าสู่ถ้ำลึก เส้นทางที่เกิดจากแสงสว่างเบื้องหน้าพังทลายลง เผยให้เห็นความว่างเปล่าอันเลือนราง ราวกับจะค้ำยันไว้ไม่ไหว
มองไปยังความว่างเปล่า สวี่เสวียนคล้ายกับจะมองเห็นร่างกายเวทสองร่างกำลังประจันหน้ากัน ฝ่ายหนึ่งทั่วร่างมีวารีขั่นสีดำทึบไหลเวียน ในมือชูเจดีย์ล้ำค่าเก้าชั้น อีกฝ่ายดูเหมือนจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรพุทธ นั่งอยู่บนแท่นดอกบัว ถือวัชระ
ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างดุเดือด เวทมนตร์ถูกใช้ออกมาอย่างต่อเนื่อง วารีขั่นไหลบ่า แทรกซึมไปทุกหนแห่ง ค่อยเอ่อท้นแท่นดอกบัว ผู้บำเพ็ญเพียรพุทธผู้นั้นเรียกวัชระขึ้นมา ทันใดนั้นแสงสีทองนับพันสายก็ร่วงหล่นลงมา โจมตีจนความว่างเปล่าสั่นสะเทือน
“แย่แล้ว เหตุใดถึงมาประลองเวทกันที่นี่”
เทียนถัวเอ่ยเสียงต่ำ
“เส้นทางนี้เหตุใดจึงกำลังจะขาดสะบั้น ไม่ใช่เส้นทางที่เก่าแก่และสูงส่งที่สุดหรอกหรือ ผู้อื่นประลองเวทกันก็ค้ำยันไว้ไม่ไหวเสียแล้ว”
สวี่เสวียนตั้งคำถาม รู้สึกว่าสถานการณ์ในตอนนี้ไม่สู้ดีนัก จึงอยากจะเดินกลับไปในทันที ทว่าไม่นึกเลยว่าประตูที่อยู่ด้านหลังจะปิดลงท่ามกลางแรงสั่นสะเทือนนี้ด้วยเช่นกัน
บัดนี้เหลือเพียงพื้นที่ใต้เท้าเท่านั้นที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ เทียนถัวดูเหมือนจะกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้าง เอ่ยเสียงต่ำว่า
“เกรงว่าตั้งแต่ข้าจากมา เส้นทางนี้ก็ไม่มีผู้ใดคอยดูแลรักษา จึงใกล้จะพังทลายลง เส้นทางนี้ก็ต้องอาศัยพลังเวทคอยค้ำจุนอยู่ตลอดทั้งปีเช่นกัน”
สวี่เสวียนใบหน้าดำทะมึน ตอนนี้ไม่สนใจที่จะไปตำหนิความไม่เอาไหนของเทียนถัวแล้ว ทำเพียงเอ่ยถามว่า
“แล้วตอนนี้จะทำอย่างไรดี หากสติร่วงหล่นลงไปในความว่างเปล่า เป็นเพียงระดับหลอมปราณขั้นแปด เกรงว่าคงจะต้องวิญญาณแตกซ่านในชั่วพริบตาแน่”
บัดนี้แสงสว่างรอบด้านสลายไป ห่างไกลจากถ้ำลึกแห่งนั้นออกไปเรื่อย ดูเหมือนกำลังจะร่วงหล่นลงไปในความว่างเปล่า และหลงทางไปเช่นนี้
เทียนถัวดูเหมือนจะมีที่พึ่งพาอยู่บ้าง เอ่ยเสียงทุ้มต่ำว่า
“กลัวสิ่งใด ข้าคือระดับจื่อฝู เดี๋ยวข้าจะส่งเจ้าไปเอง”
บนใบหน้าของสวี่เสวียนเกิดสีหน้าตั้งข้อสงสัยขึ้นมาบ้าง เอ่ยถามเสียงต่ำว่า
“ทำได้จริงหรือ”
เทียนถัวไม่เอ่ยคำ ทำเพียงลงมืออย่างเด็ดขาด ลวดลายเทพสีทองมันดาลาปรากฏขึ้น ห่อหุ้มสวี่เสวียนเอาไว้ กลายสภาพเป็นแสงสายหนึ่ง พุ่งตรงเข้าไปในถ้ำลึก
“ครั้งนี้ข้าสิ้นเปลืองพลังไปมาก เกรงว่าคงจะต้องหมดสติไปนาน ภายหลังเจ้าเข้าไปแล้ว ก็รับมือด้วยตัวเองไปเถิด”
กล่าวจบ อาศัยสติสัมปชัญญะที่ยังหลงเหลืออยู่เป็นครั้งสุดท้าย เทียนถัวก็ถ่ายทอดวิชาการเข้าออกถ้ำลึกให้แก่สวี่เสวียน จากนั้นก็ไม่ส่งเสียงอันใดอีกเลย
สวี่เสวียนกัดฟัน พุ่งชนเข้าไปในแสงสว่าง ไม่รู้ว่าร่วงหล่นลงไป ณ ที่ใด
ถ้ำลึก ทะเลใต้กว้างใหญ่ สอดคล้องกับดินแดนทะเลใต้
ไกลออกไปคือทะเลกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต ลมและคลื่นก่อตัวขึ้น บนโขดหิน มีปีศาจที่ใบหน้าปกคลุมด้วยเกล็ดสีครามและมีหางปลานั่งตัวตรงอยู่ตนหนึ่ง ระดับพลังหลอมปราณขั้นห้า สวมชุดสีคราม ข้างใบหน้ายังมีเหงือกปลาอยู่ด้วย
รอบด้านมีปีศาจน้อยห้าถึงหกตนคุกเข่าหมอบอยู่ เป็นเพียงขอบเขตหลอมรวมลมปราณก่อกำเนิด ยังแปลงกายไม่สมบูรณ์ เพิ่งจะยืนขึ้นได้ งอกมือและเท้าออกมา ยังคงมีรูปลักษณ์ของกุ้ง หอย ปู ปลา เพียงแค่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ในขั้นต้นเท่านั้น
ปีศาจน้อยเหล่านี้ประคองลูกปัดสีฟ้าใสเอาไว้ในมือ ดูเคารพนอบน้อมเป็นอย่างมาก ส่งไปเบื้องหน้าปีศาจปลาตนนั้นตามลำดับ
ท่ามกลางแถวมีเต่าชราตัวหนึ่งก้าวมาข้างหน้า แบกกระดองเต่าสีดำสนิทเอาไว้บนหลัง ใช้ไม้เท้าไม้สีดำค้ำยัน สองมือว่างเปล่า ทันใดนั้นก็สร้างความไม่พอใจให้แก่ปีศาจปลาที่อยู่ด้านบน
ปีศาจปลาตนนั้นลุกขึ้น เดินลงมาจากโขดหิน เอ่ยถามอย่างเย็นชาว่า
“ไห่เอ้อร์ [ลูกปัดจิตเร้นลับ] ของเจ้าในครั้งนี้เหตุใดจึงยังไม่ได้เก็บเกี่ยวมา”
เต่าชราที่อยู่ด้านล่างลนลาน สั่นเทาขึ้นมา เอ่ยอ้อนวอนว่า
“นายท่าน โขดหินปะการังเมฆาที่ข้าอาศัยอยู่ถูกผู้บำเพ็ญเพียรเซียนทำลายไปแล้ว บัดนี้แม้แต่ที่พักพิงก็ยังไม่มี ต้องวิ่งวุ่นตลอดทั้งวัน จะกล้าเข้ามาในแหล่งเก็บเกี่ยวลูกปัดในถ้ำลึกแห่งนี้ได้อย่างไร”
“หากไม่ระวังแม้เพียงนิด ร่างกายที่ข้าฝังเอาไว้ก็อาจถูกผู้อื่นกลืนกินเป็นอาหารเลือดได้ แทบจะแบ่งสมาธิมาไม่ได้เลยขอรับ”
ปีศาจปลาที่อยู่ด้านบนสีหน้าไม่เป็นมิตร ตวาดเสียงดังว่า
“ไห่เอ้อร์ หากไม่ใช่เพราะข้ามอบ [ลูกปัดจิตเร้นลับ] ให้แก่เจ้าหนึ่งเม็ด เจ้าจะยังสามารถมีสติปัญญาขึ้นมาได้หรือ”
“เอาแต่หาข้ออ้างไปวันวัน ว่าได้เข้ามาทำงานในถ้ำลึกอย่างตั้งใจหรือไม่ ในใจเจ้าย่อมรู้ดี ข้ามองว่าเจ้าไม่มีความจำเป็นต้องติดตามข้าอีกต่อไปแล้ว จากไปเสียเถิด”
เต่าชราที่อยู่ด้านล่างชะงักงัน เอ่ยถามอย่างไม่ค่อยอยากจะเชื่อว่า
“ความหมายของนายท่านก็คือ จะปล่อยข้าไปหรือขอรับ”
ปีศาจปลาตนนั้นหลับตาลง พยักหน้าพลางกล่าวว่า
“ข้าไห่เซียงชิงในทะเลใต้ถือเป็นบุคคลที่พูดคำไหนคำนั้น ต่อให้เป็นโอรสมังกรแห่งทะเลตะวันออกเมื่อเห็นข้า ก็ต้องเอ่ยชมว่าเป็นผู้กล้าหาญ”
“หลายปีมานี้เจ้าก็ช่วยเหลือข้ามาไม่น้อย จงไปหาสถานที่ตั้งรกรากอย่างสบายใจ และใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุขเถิด”
ไห่เอ้อร์ที่อยู่ด้านล่างสีหน้าตื่นเต้นดีใจ น้ำตาขุ่นมัวสองสายไหลริน เอ่ยเสียงต่ำว่า
“พระคุณของนายท่าน ชาติหน้าต่อให้ข้าต้องเกิดเป็นกุ้งหรือหอย ก็จะตอบแทนให้จงได้”
กล่าวจบ เต่าชราที่มีชื่อว่าไห่เอ้อร์ตนนี้ก็รีบหันหลังเตรียมจะจากไป ไม่นึกเลยว่าด้านหลังจะมีเสียงหนึ่งดังมา
“ช้าก่อน เจ้าจะไปก็ไป ทว่าลูกปัดจิตเร้นลับที่ข้ามอบให้ สมควรจะคืนให้ข้าแล้วใช่หรือไม่”
บนใบหน้าของไห่เซียงชิงเกิดรอยยิ้มอันลึกลับขึ้นมาหลายส่วน ก้าวเข้าไปใกล้อย่างเชื่องช้า
“นายท่านโปรดให้เวลาข้าอีกสักหน่อย รอข้าไปตามหามาอีกครั้ง...”
“ไม่จำเป็นแล้ว ข้าจะมาเอาเอง!”
ไห่เซียงชิงร่ายเวทมนตร์อย่างลวก ก็เห็นเกลียวคลื่นสีฟ้าใสพวยพุ่งขึ้นมา กลายสภาพเป็นวังวน กักขังเต่าชราตนนี้เอาไว้
เกล็ดสีครามบนมือขวาของเขารวมตัวกัน ควบแน่นเป็นมีดเวทสีครามเล่มหนึ่ง ปีศาจปลาตนนี้ค่อยก้าวไปข้างหน้า หัวเราะอย่างเย็นชาพร้อมกับจะงัดกะโหลกของอีกฝ่าย เพื่อเอาลูกปัดล้ำค่าออกมา
ปีศาจน้อยสองสามตนที่อยู่รอบด้านดูเหมือนจะตกใจกับภาพนี้ จึงพากันวิ่งหนีไป ไห่เซียงชิงภาคภูมิใจอยู่ในใจ รู้สึกว่าวิธีการของตนยิ่งมีท่วงท่าของวีรบุรุษผู้โหดเหี้ยมมากขึ้น
‘ต่างก็ถูกฝังลูกปัดล้ำค่าของข้าเอาไว้แล้ว ไม่มีทางหนีพ้นเงื้อมมือข้าไปได้หรอก’
‘รอข้าอาศัยลูกปัดจิตเร้นลับนี้เพื่อเสริมสร้างจิตสัมผัสให้แข็งแกร่ง สั่งสมไปทีละน้อย การบรรลุสร้างรากฐานก็เป็นเรื่องง่ายดาย’
เขามองไปรอบทิศทาง เห็นทหารกุ้งนายปูกลุ่มหนึ่งกำลังส่งเสียงเอะอะโวยวาย ตกใจกลัวจนทำอะไรไม่ถูก พากันมองขึ้นไปบนท้องฟ้า
‘พวกขาดประสบการณ์ พอข้าจัดการเต่าชราตนนี้เสร็จ ก็จะมาลงมือกับพวกเจ้า’
เหนือศีรษะคล้ายกับมีสิ่งใดกำลังพุ่งเข้ามาใกล้ มีเสียงพุ่งทะลวงอากาศดังมาเป็นระลอก พร้อมกับเสียงฟ้าร้อง เวลานี้เขาถึงได้ตระหนักถึงความผิดปกติ จึงหันกลับไปมอง
อสนีบาตสวรรค์อันบ้าคลั่งสายหนึ่งร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าเบื้องบน มีสิ่งใดบางอย่างพุ่งออกมาจากในนั้น ร่วงหล่นลงมาโดยตรง กำลังอยู่บนศีรษะของเขาพอดี
เกล็ดทั่วทั้งร่างของเขาลุกซัน ขาทั้งสองข้างหนีบหางปลาไว้แน่น เพิ่งจะเตรียมหลบหนี ของสิ่งนั้นก็พุ่งชนลงมาแล้ว
ไห่เซียงชิงรู้สึกเพียงว่าบนท้องฟ้ามีเหล็กดำก้อนหนึ่งร่วงหล่นลงมา อีกทั้งยังแฝงด้วยสายฟ้า ทันใดนั้นก็ร้องโหยหวนออกมาคำหนึ่ง ชั่วพริบตาก็กลายสภาพเป็นควันสีครามสายหนึ่งสลายไป
ปีศาจน้อยสองตนรอบด้านหลบหนีไม่ทัน ก็กลายเป็นเถ้าธุลีตามไปด้วยในทันที
ผ่านไปครู่หนึ่ง ปีศาจน้อยที่โชคดีรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิดขยับเข้าไปใกล้ด้วยความสั่นกลัว เห็นท่ามกลางฝุ่นควัน มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ที่มีเกล็ดสีครามงอกอยู่ผู้หนึ่งเดินออกมา ทว่ากลับไม่ใช่ปีศาจปลาตนนั้น
“ที่นี่คือที่ใด”
อีกฝ่ายมีสีหน้าเหม่อลอย เอ่ยปากถาม ปีศาจน้อยหลายตนต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
(จบตอน)