- หน้าแรก
- ภรรยาข้าคือจอมมารหญิงอันดับหนึ่งแห่งราชวงศ์จิ้นตะวันออก
- บทที่ 356 แผนการระยะยาว
บทที่ 356 แผนการระยะยาว
บทที่ 356 แผนการระยะยาว
แสงจันทร์สาดส่อง คนทั้งสองเดินกลับไปตามเส้นทางสายเล็กในชนบท
เสียงจักจั่นเรไรดังระงมไม่ขาดสาย เสียงกบเขียดร้องประสาน ทว่าจู้เยว่ซีกลับไม่รู้สึกหนวกหู ภายในใจกลับมีความสงบอย่างถึงที่สุด
คล้ายกับตกอยู่ในห้วงความฝันอันยาวนาน ได้พานพบกับเรื่องราวอันยิ่งใหญ่สะเทือนเลื่อนลั่น ทว่าเมื่อตื่นขึ้นมากลับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย
น้ำเสียงของถังอวี่สงบยิ่งนัก "อย่ามัวแต่หลบซ่อนอยู่ในมุมมืดอีกเลย ข้าจะหาเรือนหลังเล็กให้เจ้าพักอาศัย เจ้าจงเข้ามามีส่วนร่วมในกิจการของเมืองกว่างฮั่น ในฐานะเจ้าวังใจศักดิ์สิทธิ์และผู้นำแห่งยุทธภพเถิด"
"เกี่ยวกับการพัฒนาเมืองกว่างฮั่นในอนาคต เกี่ยวกับวิธีการดึงตัวและจัดระเบียบชาวยุทธภพ รวมถึงการก่อตั้งกองกำลังพิเศษ เจ้าต้องนำประสบการณ์ของเจ้ามาช่วยออกแรงสักหน่อย"
"สิ่งนี้จะช่วยให้เจ้าเปิดใจได้"
จู้เยว่ซีครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบา "แต่ว่า... สิ่งที่ข้ารู้ความจริงแล้วมีไม่มากนัก"
ถังอวี่กล่าว "เจ้าเพียงแค่เข้าร่วมก็พอ จะรู้หรือไม่รู้ จะถูกหรือผิด ข้าย่อมแยกแยะได้เอง"
"เมื่อก่อนแม้ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับซือหม่ารุ่ยจะไม่เลว แต่นั่นเป็นเพราะเขาใช้ประโยชน์จากวรยุทธ์และวิชาแพทย์ของเจ้าเสียมากกว่า เจ้าอยู่ในฐานะผู้ลงมือปฏิบัติ"
"แต่ที่เมืองกว่างฮั่นนั้นต่างออกไป เจ้าคือผู้มีส่วนร่วมในนโยบาย เป็นหนึ่งในผู้นำ ดังนั้นเจ้าต้องระวังภาพลักษณ์ของตนเอง อย่าทำให้ข้าต้องขายหน้า"
แววตาของจู้เยว่ซีทอประกายขึ้นมาเล็กน้อย นางพยักหน้าเบาๆ มือที่หดอยู่ใต้แขนเสื้อค่อยๆ กำแน่นเป็นหมัด
ภายในใจของนางเกิดความหวั่นไหวอย่างอธิบายไม่ถูก นางคาดเดาว่านี่คงเป็นความตื่นเต้นที่จะได้มีส่วนร่วมในเรื่องใหญ่ หรืออาจเป็นความปีติที่ได้รับการยอมรับ
เมื่อกลับมาถึงจวนที่พำนักในที่ว่าการจวิ้น ก็เป็นเวลาดึกสงัดแล้ว ถังอวี่เต็มไปด้วยความปรารถนาที่ไม่อาจปลดปล่อย อยากจะไปพลอดรักกับคุณหนูหวังสักหน่อย ทว่าเสี่ยวเหอกลับบอกว่าคืนนี้คุณหนูหวังกับซีเอ๋อร์นอนด้วยกัน และพูดคุยกันจนดึกดื่น
คราวนี้จบเห่แล้ว
ไม่สิ ยังไม่จบเสียหน่อย
ยามที่ถังอวี่มาถึงห้องพักแขก เสี่ยวเหลียนก็เดินตามเข้ามาด้วย
นางปิดประตูลง แล้วหัวเราะคิกคักพลางกล่าว "ดูเหมือนว่าวันนี้คุณชายจะมีอารมณ์สุนทรีย์ยิ่งนัก ไปทำเรื่องไม่ดีอันใดกับเทพธิดาใจศักดิ์สิทธิ์มาหรือไม่เจ้าคะ อาการป่วยของนางรักษายากอยู่นะเจ้าคะ"
ถังอวี่คว้าตัวนางเข้ามากอดไว้ พลางฉีกยิ้มกล่าว "โรคของนางรักษายากจริงๆ แต่โรคของข้ากลับง่ายดายยิ่ง"
เสี่ยวเหลียนยิ้มบาง รวบผมขึ้น แล้วคุกเข่าลง...
……
เที่ยงวันต่อมา ภายในโถงใหญ่ของที่ว่าการจวิ้น ทุกคนล้วนมากันพร้อมหน้า
นอกจากถังอวี่แล้ว ยังมีหวังฮุย เสี่ยวเหลียน จู้เยว่ซี รวมถึงสมุห์บัญชี กงเฉาสื่อ และขุนนางคนอื่นๆ ของเมืองกว่างฮั่น
ทุกคนนั่งตัวตรงอย่างสำรวม สีหน้าเคร่งขรึม บ่าวไพร่และองครักษ์ทั้งหมดถูกไล่ออกไปจนสิ้น
ถังอวี่นั่งอยู่ตำแหน่งประธาน ทอดสายตามองทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้น ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ศึกเฉิงตูสิ้นสุดลงแล้ว ข่าวคราวแพร่สะพัดไปทั่วดินแดนสู่ เชื่อว่าทุกคนคงทราบสถานการณ์กันดี ฝ่าบาทเพิ่งจะทรงขึ้นครองราชย์ ทรงแต่งตั้งให้ข้าเป็นกว่างฮั่นจวิ้นกง ควบตำแหน่งเจ้าเมืองกว่างฮั่น รับผิดชอบภารกิจสำคัญทางการทหารและการปกครองทั้งหมดของเมืองกว่างฮั่น"
"เนื่องจากความพิเศษของบรรดาศักดิ์ เมืองกว่างฮั่นของเราจึงมีสิทธิปกครองตนเองในระดับสูง ราวกับเป็นประเทศราชหรือแคว้นย่อยที่ซ้อนอยู่ในแคว้นหลัก"
"ด้วยเหตุนี้ เมืองกว่างฮั่นจะพัฒนาอย่างไร จะแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างไร จึงกลายเป็นภารกิจของเราเอง"
"การเรียกประชุมทุกคนในครั้งนี้ ก็เพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหาการปกครองเมืองกว่างฮั่น"
"นอกจากขุนนางอย่างพวกเจ้าแล้ว ข้าขอแนะนำผู้เข้าร่วมประชุมอีกสามคน"
เขาชะงักไปเล็กน้อย แล้วเอ่ยช้าๆ "หวังฮุย ฮูหยินของข้า นางเกิดในตระกูลใหญ่ มีความรู้กว้างขวาง สามารถให้คำแนะนำเรื่องทิศทางต่างๆ ได้ จึงให้เข้าร่วมเป็นกรณีพิเศษ"
หวังฮุยลุกขึ้นยืน ค้อมกายคารวะทุกคนเล็กน้อย
เหล่าขุนนางก็รีบประสานมือแสดงความต้อนรับ
ถังอวี่กล่าว "เสี่ยวเหลียน ผู้ช่วยคนเก่งของข้า นางรับผิดชอบงานด้านข่าวกรอง สามารถให้คำแนะนำในด้านการรวบรวมข้อมูลและข่าวกรองได้"
เสี่ยวเหลียนลุกขึ้นยืน และกล่าวทักทายทุกคนเช่นเดียวกับหวังฮุย
ถังอวี่เอ่ยเสียงขรึม "และคนสุดท้าย เทพธิดาใจศักดิ์สิทธิ์ นางคือเจ้าวังใจศักดิ์สิทธิ์ ผู้นำฝ่ายธรรมะแห่งยุทธภพ และยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งยุทธจักร"
"ข้าเชิญนางมาเข้าร่วมเป็นการเฉพาะ ในด้านยุทธภพและการก่อตั้งกองกำลังพิเศษ จำเป็นต้องอ้างอิงคำแนะนำของนาง"
ขุนนางหลายคนรีบลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะทันที
ในวินาทีนี้ ใบหน้าของจู้เยว่ซีราวกับเปล่งประกาย แววตาสว่างไสวเป็นอย่างยิ่ง
นางลุกขึ้นยืน สีหน้าเรียบเฉย น้ำเสียงหนักแน่น "ทุกท่านเรียกข้าว่าเจ้าวังจู้ก็พอ"
สถานการณ์ที่เป็นทางการเช่นนี้ การแนะนำตัวอย่างเป็นทางการเช่นนี้ ทำให้ภายในใจของนางได้รับการเติมเต็มอย่างมหาศาล ความรู้สึกรักเกียรติรักศักดิ์ศรีถูกเติมเต็มจนล้นปรี่
ถังอวี่กล่าว "ขอเชิญท่านสมุห์บัญชี กงเฉาสื่อ และขุนนางท่านอื่นๆ แนะนำตำแหน่ง ชื่อแซ่ และขอบเขตหน้าที่ที่รับผิดชอบของตนเองด้วย"
หลังจากการแนะนำตัวผ่านพ้นไป บรรยากาศในการประชุมก็ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก
ถังอวี่กล่าว "ที่เขาว่า ใช้คนไม่ระแวง ถ้าระแวงก็ไม่ใช้คน แม้เมื่อก่อนพวกท่านจะติดตามหลี่ชี แต่ในช่วงที่เราพิจารณาคดีอย่างเปิดเผย ทุกท่านล้วนแสดงให้เห็นถึงความสามารถอันไม่ธรรมดาและคุณสมบัติอันยอดเยี่ยม ด้วยเหตุนี้ข้าจึงยินดีที่จะใช้งานพวกท่านต่อไป"
"ดังนั้นข้าจำเป็นต้องชี้แจงบางเรื่องให้พวกท่านทราบ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกท่านเกิดความสับสนในภายภาคหน้า"
"ข้อแรก ขุนนางของเมืองกว่างฮั่น สิ่งสำคัญที่สุดคือการลงมือทำจริง ต้องกล้าทำ ทำได้ และทำให้ดี ความสามารถคือสิ่งสำคัญอันดับแรก นี่คือมาตรฐานสำคัญว่าพวกท่านจะได้รับการเลื่อนขั้นหรือถูกลดตำแหน่ง"
"ข้อสอง ไม่ว่าเรื่องอันใด ต้องยึดถือความเป็นจริง ไม่อาจนำความแตกต่างทางฐานะหรือกฎเกณฑ์มาเป็นข้ออ้าง แล้วเลือกที่จะปิดบังเบื้องบนหลอกลวงเบื้องล่าง หรือไม่ยอมพูดความจริง นี่คือข้อห้ามร้ายแรงของข้า ข้าไม่สนใจว่าจะล่วงเกินผู้ใด และไม่สนใจว่าพวกท่านจะเย่อหยิ่งจองหองเพียงใด แต่ต้องสามารถทำงานได้และพูดความจริง"
"ข้อสาม ทุกสิ่งที่เราจะทำ ล้วนเพื่อเป้าหมายเดียว นั่นคือการทำให้เมืองกว่างฮั่นมั่งคั่งและแข็งแกร่ง นี่คือหลักการและเจตนารมณ์โดยรวม ไม่ว่าเรื่องใดหรือผู้ใด ล้วนต้องยอมหลีกทางให้กับเป้าหมายนี้ พบเจอปัญหาก็แก้ไข หากพบเจอปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ ก็จงทำลายมันทิ้งเสีย"
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ถังอวี่ก็มองไปยังทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้น ก่อนจะเอ่ยเสียงขรึม "นี่คือจุดยืนทางด้านอุดมการณ์ ทุกคนต้องทำงานตามจุดยืนนี้ รวมถึงตัวข้าเองด้วย"
"วันนี้เป็นการประชุมครั้งแรก และไม่เป็นทางการ จะพูดคุยเพียงภาพรวมและแผนการระยะยาวเท่านั้น จะไม่หารือถึงรายละเอียด"
"ดังนั้นหัวข้อแรกของเราก็คือ การอยู่รอด"
"ดังที่ทุกคนทราบกันดี หลังจากหลี่โซ่วขึ้นครองราชย์ เขากำลังพยายามรักษาสเถียรภาพของขุมกำลังทุกฝ่าย แต่ท่าทีที่เขามีต่อเมืองกว่างฮั่นของเรานั้นเป็นเช่นไร ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ทว่าย่อมไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน"
"ลองมาหารือรายละเอียดเกี่ยวกับทิศทางนี้กันเถิด"
ที่ประชุมตกอยู่ในความเงียบสงัด ทุกคนต่างเงียบงัน สบตากันไปมา พลางครุ่นคิดถึงบางสิ่งบางอย่าง
ไม่นานนัก สมุห์บัญชีหนุ่มผู้หนึ่งก็ลุกขึ้นยืน และกล่าวอย่างหนักแน่นว่า "ท่านถังกง หากจะพูดให้ตรงไปตรงมา การปกครองในแคว้นเฉิงของเรานั้นวุ่นวายยิ่งนัก การที่หลี่โซ่วขึ้นครองราชย์ อาจไม่ยอมให้เมืองกว่างฮั่นของเราปกครองตนเอง บรรดาศักดิ์ที่ทรงมอบให้ ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นเพียงกลยุทธ์ซื้อใจเท่านั้น"
"สองสามเดือนให้หลัง เมื่อฝ่าบาททำให้ราชสำนักมั่นคงได้แล้ว ต่อให้ทรงยกทัพมาโจมตีเมืองกว่างฮั่นของเรา ก็ไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมายเลยแม้แต่น้อย"
"ด้วยเหตุนี้ เกี่ยวกับปัญหาการอยู่รอด สิ่งแรกที่เราต้องทำก็คือ... สร้างกองทัพให้แข็งแกร่ง"
"เรามีทหารหกพันนาย แต่ทั้งหมดล้วนเป็นทหารใหม่ ขาดแคลนอาวุธ และที่สำคัญคือขาดแคลนชุดเกราะ ไม่อาจรับมือกับศึกใหญ่ได้"
"ก้าวแรกของเรา คือต้องจัดการเรื่องอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพให้เสร็จสิ้น"
"ทั้งทวนยาว ดาบใหญ่ เกาทัณฑ์ ม้าศึก เกราะเบา เกราะหนัก รถหน้าไม้ เสบียงและสัมภาระ ล้วนต้องจัดเตรียมให้พร้อมสรรพ"
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ เขาก็ขมวดคิ้วแน่น พึมพำออกมาว่า "พวกเรา... พวกเราต้องการเหล็ก ต้องการเหล็กจำนวนมหาศาล"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ถังอวี่ก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาทันที
"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! เหล็กงั้นหรือ? เจ้ากำลังบอกว่า พวกเราต้องการเหล็กงั้นหรือ?"
เขามองไปยังทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้น ก่อนจะฉีกยิ้มกล่าว "บอกข้ามาสิ! อำเภอที่อยู่ทางตอนใต้ของเมืองกว่างฮั่นและมีอาณาเขตติดกับเจี้ยนเวยจวิ้น มีชื่อว่าอะไร!"
"อำเภอเหยี่ยกวาน! ก็ตามชื่อของมัน นั่นคือที่ทำการขุนนางที่ดูแลเรื่องการถลุงเหล็กอย่างไรเล่า"
"เหตุใดตั้งแต่แรกข้าถึงเลือกมาที่เมืองกว่างฮั่น? ก็เพราะเมืองกว่างฮั่นมีเหล็กหนิวผีที่เลื่องชื่อที่สุดในใต้หล้าอย่างไรเล่า!"
"ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น อำเภอเหยี่ยกวานของเราก็มีการจัดตั้งขุนนางดูแลเหล็กขึ้นมาโดยเฉพาะ เป็นพื้นที่ผลิตเหล็กหลวงที่ราชสำนักกำหนดไว้ พอถึงยุคหลัง สถานะของที่นี่ก็ยิ่งโดดเด่นขึ้น กลายเป็นดินแดนแกนกลางที่สำคัญที่สุดของดินแดนสู่"
"ไม่ว่าจะเป็นการปกครองของสู่ฮั่น หรือการปกครองบัดซบอันใดก็ตาม ล้วนให้ความสำคัญกับสิ่งนี้มากที่สุด"
"แต่น่าเสียดาย ไม่ว่าจะเป็นหลี่ชี หลี่เยวี่ย หรือหลี่โซ่ว ล้วนไร้ความรู้ความสามารถ รู้เพียงว่ามีกำลังทหารมากน้อยเพียงใด แต่กลับไม่รู้จักแหล่งผลิตเหล็ก"
"ยามนี้หลี่โซ่วได้เป็นฮ่องเต้ หากขุนนางเบื้องล่างนำเรื่องนี้ไปทูลให้เขาทราบ คาดว่าเขาคงโมโหจนอกแทบแตกเป็นแน่"
"แน่นอน นี่ก็เป็นเครื่องยืนยันแล้วว่า เขาไม่มีทางยอมให้พวกเราอยู่รอดได้อย่างแน่นอน"
"พวกเรากำลังจะต้องเผชิญหน้ากับศึกแรกในเร็วๆ นี้ และสถานที่จะเป็นที่อำเภอเหยี่ยกวาน"
ผู้คนรอบด้านฟังจนตกตะลึงอ้าปากค้าง
โดยเฉพาะจู้เยว่ซี ความจริงแล้วนางเลื่อมใสถังอวี่ยิ่งนัก เขาคิดที่จะมายังแคว้นเฉิงตั้งแต่ตอนที่กำลังหลบหนี เพราะสภาพแวดล้อมทางการเมืองของที่นี่เหมาะแก่การผงาดขึ้นมาของเขา
แต่นางไม่คาดคิดเลยว่า ถังอวี่จะคิดการณ์ไกลไปถึงเรื่องเหมืองเหล็กด้วย
แผนการระยะยาวถึงเพียงนี้ หากไม่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ก็แปลกแล้ว
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ จู่ๆ นางก็รู้สึกหวาดกลัวและหวาดผวาขึ้นมาเล็กน้อย
อีกฝ่ายบอกว่า ขอเพียงได้มีส่วนร่วมในงานสำคัญ มีสถานะที่สูงส่งพอ ก็จะสามารถค่อยๆ รักษาอาการทางจิตที่หลงใหลในความแข็งแกร่งให้ดีขึ้นได้
ทว่า... เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่า... ยิ่งสถานะสูงส่งเท่าใด ยิ่งมีส่วนร่วมในงานสำคัญมากเท่าใด ก็ยิ่งรับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่งของถังอวี่มากขึ้นเท่านั้นเล่า?
เช่นนั้น... นี่เรียกว่าอาการดีขึ้นงั้นหรือ?
เกรงว่าคงมีแต่จะยิ่งหลงใหลในความแข็งแกร่งของเขามากขึ้นเรื่อยๆ และท้ายที่สุด... ก็คงต้องทอดกายอยู่ใต้ร่างของเขา...
ร่างของจู้เยว่ซีสั่นสะท้าน นางค้นพบด้วยความตื่นตระหนกว่า ตนเองกลับ... กลับกำลังปรารถนาให้วันนั้นมาถึงอยู่ลึกๆ