- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นเทพเจ้าที่สร้างอารยธรรมเซียน
- บทที่ 140 - การสื่อสาร
บทที่ 140 - การสื่อสาร
บทที่ 140 - การสื่อสาร
บทที่ 140 - การสื่อสาร
หลังจากจิ้งจอกอ้วนเล่าเรื่องของเจียงสือซาน จอมอันธพาลแห่งฝั่งตงกัวจบ ก็เริ่มเล่าถึงผีเร่ร่อนและสัตว์ประหลาดแห่งฝั่งซีกัว (กำแพงเมืองฝั่งตะวันตก) ต่อ
ฝั่งซีกัวนั้นตั้งอยู่ใกล้กับสุสานไร้ญาติ จึงเต็มไปด้วยหลุมศพและวิญญาณเร่ร่อนมากมาย จนในที่สุดก็ถูกยึดครองโดยพวกผีเร่ร่อนและสัตว์ประหลาด
ทว่า ศิษย์ของสำนักจื่อเซียวมักจะแวะเวียนไปสร้างความเดือดร้อนที่ฝั่งซีกัวอยู่เสมอ ทำให้พวกผีเร่ร่อนและสัตว์ประหลาดไม่อาจตั้งตัวเป็นใหญ่ได้
จากนั้นก็มาถึงฝั่งเป่ยกัว (กำแพงเมืองฝั่งเหนือ) ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระราชวัง
จิ้งจอกอ้วนบอกว่าภายในพระราชวังก็มีภูตผีปีศาจอาศัยอยู่เช่นกัน เพียงแต่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ถึงที่มาที่ไปและรากเหง้าของพวกมันเลย
และในที่สุดก็มาถึงฝั่งหนานกัว (กำแพงเมืองฝั่งใต้)
ปีศาจน้อยต่างก็พากันยืดอกเชิดหน้าขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ
"ฝั่งหนานกัวเป็นถิ่นของพวกเราขอรับ พวกเราเป็นลูกน้องของพี่ใหญ่แมว"
"พี่ใหญ่ของเราเก่งกาจมากเลยนะขอรับ แถมยังเคยเรียนหนังสือด้วย"
"ใช่ๆๆ พี่ใหญ่ชอบเอาความรู้จากหนังสือมาสอนพวกเราอยู่บ่อยๆ"
เยว่ชวนปรายตามองจิ้งจอกเมืองและหนูศาลเจ้า
จิ้งจอกยอมเป็นลูกน้องแมวนั้นยังพอเข้าใจได้ แต่หนูเนี่ยนะ... ลองจินตนาการภาพหนูเดินตามหลังแมวตรวจตราชาวบ้านดูสิ?
หนูยอมเป็นลูกน้องแมวเพื่อเดินสายนักเลง ช่างเป็นแก๊งนักเลงที่แปลกประหลาดจริงๆ!
แต่พอได้ยินเรื่องเรียนหนังสือ เยว่ชวนก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ทันที
"พี่ใหญ่แมวที่พวกเจ้าพูดถึง ใช่แมวลายสลิดหรือไม่?"
"ใช่ๆๆ ขอรับ! นึกไม่ถึงเลยว่าท่านเทพตั๊กแตนก็รู้จักพี่ใหญ่ของเราด้วย"
"ถุย พี่ใหญ่แมวอะไรกัน ตอนนี้ท่านเทพตั๊กแตนต่างหากที่เป็นลูกพี่ของพวกเรา"
"ใช่ๆๆ ท่านเทพตั๊กแตนต่างหากที่เป็นลูกพี่ของพวกเรา"
เหล่าจิ้งจอกเมืองและหนูศาลเจ้ารีบแสดงจุดยืนอย่างชัดเจน พร้อมประกาศกร้าวว่าจะขอติดตามท่านเทพตั๊กแตนไปตลอดกาล
เยว่ชวนพลันกระจ่างแจ้ง พี่ใหญ่แมวผู้นั้น ก็คือแมวลายสลิดในบ้านของหนานกัวเหอนั่นเอง
มันก็คือเจ้าแมวน้อยที่ถูกต้าหวงอุ้มมาลูบขนเล่นอยู่บ่อยๆ นั่นแหละ
ต่อหน้าคนล่ะทำตัวใสซื่อไร้พิษสง แต่พอลับหลังคนกลับเป็นถึงลูกพี่ของพวกจิ้งจอกเมืองและหนูศาลเจ้า แถมเวลาต่อสู้ยังดุร้ายเสียด้วย
ส่วนปีศาจเร่ร่อนอื่นๆ อย่างเช่น หมาเหลืองของบ้านนั้น ลาดำของบ้านโน้น หรือแม้แต่ไก่โต้งตัวใหญ่ของอีกบ้าน...
จิ้งจอกอ้วนก็สาธยายได้อย่างคล่องแคล่วราวกับท่องตำรา
เยว่ชวนคาดไม่ถึงเลยว่า ภายในเมืองเดียวจะมีเครือข่ายและขุมกำลังมากมายถึงเพียงนี้
"พวกเจ้าแบ่งพรรคแบ่งพวก ต่อสู้แย่งชิงกัน แท้จริงแล้วพวกเจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่?"
ถ้าเป็นในโลกก่อน พวกผีเร่ร่อนและสัตว์ประหลาด รวมถึงจิ้งจอกเมืองและหนูศาลเจ้า จะต่อสู้แย่งชิงอาณาเขตกัน ก็เพื่อคุมบ่อน ขายแป้งขาว หรือไม่ก็เป็นแมงดา แต่ในยุคนี้ พวกมันจะแย่งชิงอาณาเขตกันไปเพื่ออะไรล่ะ?
และยิ่งไปกว่านั้น ยังมีขุมกำลังชั่วร้ายอย่างสำนักจื่อเซียวคอยกวาดล้างอยู่บ่อยๆ อีกด้วย
รายได้ก็น้อยนิดเท่าขายผักกาดขาว แต่กลับต้องแบกรับความเสี่ยงราวกับขายเฮโรอีน ทำไปเพื่ออะไรกัน?
จิ้งจอกอ้วนทอดถอนใจ "ก็เพื่อจะจำแลงร่างเป็นมนุษย์ ได้ติดตามมนุษย์ และเรียนรู้วิถีแห่งมนุษย์อย่างไรเล่าขอรับ"
จิ้งจอกผอมก็รีบพยักหน้าสนับสนุน "หากอาศัยอยู่ในป่าเขา เรื่องอาหารการกินย่อมไม่ขัดสนหรอกขอรับ แต่จะต้องจมอยู่กับความโง่เขลาเบาปัญญาไปชั่วชีวิต ไม่อาจเรียนรู้สิ่งใดได้เลย"
"อีกอย่าง ภายในป่าเขายังมีภูตผีปีศาจที่ทรงพลังอยู่อีกมากมาย พวกตัวเล็กๆ อย่างพวกเรา ไม่มีทางต่อสู้กับพวกมันได้เลยขอรับ"
"ยังไงอยู่ในเมืองก็ดีกว่า มีพี่ใหญ่แมว... เอ่อ... ต่อจากนี้ไปมีท่านเทพตั๊กแตนคอยคุ้มครอง พวกเราจะต้องรุ่งโรจน์อย่างแน่นอนขอรับ"
จิ้งจอกอ้วนเอ่ยเสริมขึ้นว่า "ในเมืองยังมีคนคอยจุดธูปบูชาและนำของเซ่นไหว้มาถวายพวกเราด้วยนะขอรับ แม้จะไม่มากนัก แต่ก็ถือว่ายังมี"
เยว่ชวนถามด้วยความสนใจ "เรื่องมันเป็นมาอย่างไรหรือ?"
จิ้งจอกอ้วนตอบว่า "เช่น หากบ้านไหนมีเด็กหาย หรือไก่หาย ก็สามารถมาสอบถามพวกเราได้ขอรับ พวกเราสามารถช่วยตามหาจนเจอได้"
จิ้งจอกผอมรีบกล่าวต่อ "ใช่ๆๆ มักจะมีผู้ชายมาถามพวกเราอยู่บ่อยๆ ว่าภรรยาของตนแอบไปคบชู้หรือไม่ และก็มีพวกภรรยามาถามพวกเราเหมือนกัน ว่าสามีของตนแอบไปมีเมียน้อยหรือไม่"
เยว่ชวน: ...
ในยามค่ำคืนที่ดวงจันทร์ส่องสว่างและสายลมพัดโชย ผู้คนมักจะแอบไปจุดธูปเทียนและวางของเซ่นไหว้ไว้ตามมุมลับตาคนหลังบ้าน หรือสุดซอยเปลี่ยว เพื่อสื่อสารกับภูตผีปีศาจและวิญญาณ
เป็นการสื่อสารแบบฝ่ายเดียวเสียด้วย
ก็คือการพูดเองเออเองนั่นแหละ เริ่มต้นด้วยบทพูดเปิดตัว เพื่อเรียกหาภูตผีปีศาจและวิญญาณที่อยู่ละแวกนั้น
เมื่อสิ่งเหล่านี้มาถึง จะเกิดกระแสพลังพิเศษขึ้น ซึ่งสามารถรับรู้ได้จากการเปลี่ยนแปลงของธูปเทียน
ผู้ที่มีประสบการณ์เมื่อสัมผัสได้ถึงการมาเยือน ก็จะเริ่มระบายความทุกข์ใจและความยากลำบากของตน
เช่น คนในครอบครัวล้มป่วย หมอก็หมดปัญญาจะรักษา จึงต้องมาอ้อนวอนขอให้ภูตผีปีศาจช่วยเหลือ
คนในครอบครัวเดินทางไปต่างถิ่นหลายปีไม่มีข่าวคราว จึงต้องมาอ้อนวอนขอให้ภูตผีปีศาจช่วยตามหาเบาะแส หรือสอบถามว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร
มีบางบ้านต้องการจะขุดบ่อน้ำ สร้างบ้าน ซ่อมแซมบ้าน หรือตัดต้นไม้ ฯลฯ
คนที่รู้ธรรมเนียมก็จะมาสอบถามก่อนว่าสามารถทำได้หรือไม่ ส่วนคนที่ไม่รู้ธรรมเนียมแล้วเผลอไปก่อเรื่อง ก็จะมาขอให้ภูตผีปีศาจช่วยปัดเป่าเรื่องร้ายๆ ให้
นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องหยุมหยิมน่ารำคาญอย่างที่จิ้งจอกอ้วนและจิ้งจอกผอมเล่าให้ฟังนั่นแหละ
ส่วนใหญ่มักจะไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรนัก แต่เป็นเรื่องที่กำลังคนไม่อาจทำได้ หรือไม่สะดวกที่จะทำ จึงต้องมาขอความช่วยเหลือจากภูตผีปีศาจและวิญญาณ
การที่มนุษย์อยู่ร่วมกับพวกมันมาหลายร้อยหลายพันปี ทำให้ต่างฝ่ายต่างก็รับรู้ถึงการมีอยู่ของกันและกัน และใช้ชีวิตร่วมกันบนโลกใบนี้อย่างมีความเข้าใจ
แม้ภูตผีปีศาจและวิญญาณจะไม่ปรากฏกายให้เห็นและไม่พูดคุยด้วย แต่ทั้งสองฝ่ายก็มีรหัสลับเฉพาะในการสื่อสารกัน
ภูตผีปีศาจส่วนใหญ่มีสติปัญญาไม่สูงนัก ระดับความเข้าใจจึงมีจำกัด รหัสลับที่ใช้ก็เลยเรียบง่ายตามไปด้วย
อย่างเช่น ในชามหนึ่งใบจะใส่เมล็ดข้าวสาลีและก้อนดินปะปนกันไว้
หาก "คนยังมีชีวิตอยู่" ก็จะเขี่ยก้อนดินทิ้งไป หมายความว่าคนผู้นั้นยังมีข้าวกินอยู่
หาก "คนตายไปแล้ว" ก็จะเขี่ยเมล็ดข้าวสาลีทิ้งไป หมายความว่าสามารถจัดงานศพได้แล้ว ภรรยาก็สามารถแต่งงานใหม่ได้แล้ว
หรือไม่ก็ใช้ใบไม้ กิ่งไม้ หรือก้อนหินมาจัดเรียงเป็นสัญลักษณ์ต่างๆ ...
คล้ายกับการสื่อสารระหว่างมนุษย์กับสัตว์เลี้ยง ที่ใช้วิธีการที่เรียบง่ายที่สุด เพื่อสื่อสารข้อความสั้นๆ ให้เข้าใจตรงกัน
หากคำขอร้องสำเร็จลุล่วง ก็ต้องมอบของตอบแทนให้แก่ภูตผีปีศาจและวิญญาณ ซึ่งอาจจะเป็นธูปเทียน หรือของเซ่นไหว้ก็ได้
แต่หากคำขอร้องนั้นยากเกินไป หรือมีวิธีการสื่อสารที่ซับซ้อนเกินไป...
ภูตผีปีศาจและวิญญาณก็อาจจะไม่เข้าใจ หรือไม่สามารถทำตามได้ คำขอร้องนั้นก็จะไม่สำเร็จ
สรุปก็คือ มันเป็นเรื่องที่ลี้ลับและต้องอาศัยความเชื่อ
จิ้งจอกอ้วนแลบลิ้นเลียริมฝีปาก "ที่ฝั่งหนานกัวมีเศรษฐีอยู่ผู้หนึ่ง เขามักจะเดินทางไปค้าขายต่างเมืองอยู่เสมอ และในบ้านก็มีสตรีอยู่มากมาย ดังนั้นทุกครั้งที่เขากลับมา เขาจะต้องมาสอบถามพวกเราอยู่เสมอ ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ เขาก็จะถวายไก่ให้พวกเราสองตัว พวกเราชื่นชอบเขามากเลยขอรับ"
จิ้งจอกผอมรีบเสริม "ภรรยาของเขาก็มาขอร้องพวกเราเหมือนกันนะขอรับ แถมยังให้ไก่ตั้งสี่ตัว แต่พวกเราไม่รับหรอก พวกผีเร่ร่อนและสัตว์ประหลาดฝั่งซีกัวต่างหากที่ไม่รักษากฎเกณฑ์ รับของเซ่นไหว้ทุกอย่าง แถมยังมารับงานข้ามเขตมาถึงถิ่นของพวกเราอีก พี่ใหญ่แมวก็เลยไปต่อยตีกับพวกมันมาหลายรอบแล้ว"
จิ้งจอกอ้วนกล่าวต่อ "พวกผีเร่ร่อนและสัตว์ประหลาดเหล่านั้นแหละที่ไม่รักษากฎเกณฑ์ที่สุด บางครั้งพวกมันก็จงใจวางแผนชั่วร้าย อย่างเช่น แกล้งหลอกล่อให้วิญญาณของเด็กหลงทาง แล้วก็ปล่อยให้คนในบ้านมาตามหา แถมพวกมันยังมีข้อจำกัดเยอะแยะไปหมด เวลาจะไปขอร้องพวกมัน ก็ต้องไปในเวลาที่กำหนด สถานที่ที่กำหนด แถมยังต้องใส่เสื้อผ้าตามที่กำหนดอีกด้วย"
"ใช่ๆๆ พวกเราเกลียดพวกพรรค์นี้ที่สุดเลย หวังว่าสำนักจื่อเซียวจะรีบมากำจัดพวกมันให้สิ้นซากไปไวๆ"
เยว่ชวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
อย่างไรเสีย เขาก็ต้องติดต่อทำธุรกิจกับฝั่งแคว้นต้าโจวอยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น ต้าหวงก็กำลังศึกษาดูงานอยู่ที่แคว้นเจียง หากเขาแผ่ขยายอิทธิพลมาที่นี่ได้บ้าง หากมีอันตรายใดๆ เกิดขึ้น ก็จะสามารถให้ความช่วยเหลือได้
แต่เหตุผลหลักที่สุดก็คือ พลังธูปเทียน
พลังธูปเทียนจากทางฝั่งมนุษย์นั้นได้มาง่ายเกินไป
ขนาดจิ้งจอกเมืองและหนูศาลเจ้าพวกนี้ ยังสามารถหาพลังธูปเทียนมาได้เป็นระยะๆ เลย
เปยหวังเองก็มีพลังธูปเทียนหลั่งไหลเข้ามาวันละหลายร้อยแต้ม
หากตนเองลงมือบริหารจัดการอย่างจริงจัง พลังธูปเทียนจะยิ่งเพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็วมิใช่หรือ?
แน่นอนว่า ก่อนหน้านั้นจะต้องจัดการกับพวกผีเร่ร่อนและสัตว์ประหลาดฝั่งซีกัวเสียก่อน!
พวกมันคือตัวบ่อนทำลายวงการชัดๆ ทำให้มาตรฐานของวงการนี้ตกต่ำลงจนเสื่อมเสียชื่อเสียง
ความวุ่นวายเช่นนี้ จำเป็นต้องได้รับการจัดระเบียบเสียใหม่
เยว่ชวนเอ่ยถาม "พวกเจ้าปกติพักอาศัยอยู่ที่ใดกัน มีพ่อแม่พี่น้องอยู่ด้วยหรือไม่?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จิ้งจอกเมืองและหนูศาลเจ้าก็สั่นสะท้านขึ้นมาทันที
นี่คิดจะเอาคนในครอบครัวมาเป็นตัวประกันหรืออย่างไร?
จิ้งจอกอ้วนตอบว่า "ข้าอาศัยอยู่กับพี่ชายสองคน ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหนอีกแล้วขอรับ"
เยว่ชวนตอบรับ "อืม... แล้วพี่ชายของเจ้าอยู่ที่ใดเล่า?"
จิ้งจอกผอมรีบลุกพรวดขึ้นมา ยืดคอจนสุด สองขาหลังเหยียดตึงจนแทบจะยืนด้วยปลายเล็บ หากไม่ได้พวงหางช่วยพยุงไว้ คงจะล้มหงายหลังตึงไปแล้ว
"ท่านเทพตั๊กแตน ข้านี่แหละคือพี่ชายของมัน ทำไม... ไม่เหมือนกันหรือขอรับ?"
เยว่ชวนกวาดสายตามองขึ้นๆ ลงๆ หลายรอบ แล้วสลับไปมองจิ้งจอกอ้วนอีกครั้ง
ไอ้สองตัวนี้ดูยังไงก็เหมือนคนละไซซ์กันชัดๆ
จิ้งจอกอ้วนมีไขมันพอกอยู่เต็มตัวเวลายิ้มแทบจะมองไม่เห็นลูกตาเลยทีเดียว
ส่วนจิ้งจอกผอมกลับตาลุกวาว แถมยังผอมโซจนเห็นซี่โครงเลย
(จบแล้ว)