- หน้าแรก
- ก้าวสู่ตำแหน่งเจ้าสำนัก พร้อมตบะไร้เทียมทานจากการเช็คอิน
- บทที่ 73 - เพิ่มบรรยากาศสักหน่อย เผ่ามารทำลายผนึก[ลงข้าม ขออภัยด้วยครับ]
บทที่ 73 - เพิ่มบรรยากาศสักหน่อย เผ่ามารทำลายผนึก[ลงข้าม ขออภัยด้วยครับ]
บทที่ 73 - เพิ่มบรรยากาศสักหน่อย เผ่ามารทำลายผนึก[ลงข้าม ขออภัยด้วยครับ]
บทที่ 73 - เพิ่มบรรยากาศสักหน่อย เผ่ามารทำลายผนึก
หมิงเฉียวเอ๋อร์กล่าวต่อ "อีกอย่าง เจ้าสำนักอวิ๋นหลัวก็ไม่ใช่คนใจกว้างอันใด"
"แล้วจะทำเช่นไรดี"
ซูอิงซวงเอ่ยด้วยความกังวล
หมิงเฉียวเอ๋อร์ส่ายหน้า "ยามนี้ปราณมารกลายเป็นม่านพลัง ปกคลุมหุบเขาร้อยบุปผาไว้ทั้งหมดแล้ว ไม่อาจหนีออกไปได้เลย"
"ทำได้เพียงพยายามสะกดผนึกเอาไว้ ถ่วงเวลาให้นานที่สุด หวังว่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น"
นี่เป็นเพียงคำพูดปลอบใจทุกคนของนางเท่านั้น
โลกใบนี้จะมีปาฏิหาริย์มากมายปานนั้นได้อย่างไร
"อ๊าก"
ในตอนนั้นเอง ผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่กำลังกดทับผนึกก็ส่งเสียงกรีดร้องออกมา
จากนั้นก็เห็นว่ามีปราณมารพวยพุ่งออกมาจากทวารทั้งเจ็ดของผู้อาวุโสท่านนั้น
นี่คือสัญญาณของการถูกปราณมารกัดกร่อน
บรรดาผู้อาวุโสที่อยู่ใกล้กับผนึก บริเวณนี้มีปราณมารหนาแน่นที่สุด จึงง่ายต่อการถูกกัดกร่อนมากที่สุด
เมื่อมองดูสภาพของผู้อาวุโสท่านนั้น หมิงเฉียวเอ๋อร์ก็ถอนใจ
นี่อาจจะเป็นจุดจบสุดท้ายของทุกคนในหุบเขาร้อยบุปผาก็เป็นได้
นางไม่โทษผู้อื่น โทษเพียงตนเองที่อ่อนแอเกินไป ไม่อาจปกป้องศิษย์ในสำนักได้
เมื่อมองดูผู้อาวุโสแต่ละคนที่ถูกปราณมารกัดกร่อน
หมิงเฉียวเอ๋อร์ก็นึกถึงบุรุษที่ทอดทิ้งนางไปผู้นั้น
หากไม่เป็นเพราะเขาคอยเป็นปมในใจที่ไม่อาจแก้ได้ ด้วยพรสวรรค์ของนาง คงก้าวล่วงเข้าสู่ขอบเขตวิถีเซียนไปนานแล้ว
ในตอนนั้นเอง เสียงดังกึกก้อง ปราณสีม่วงอันยิ่งใหญ่ก็แผ่ซ่านออกมาจากผนึก สะกดปราณมารที่กำลังพวยพุ่งเอาไว้ได้
"เกิดอันใดขึ้น"
ซูอิงซวงตกใจ รีบเพ่งมองไปยังผนึก
ก็เห็นว่าเหนือผนึกสีทองนั้น มีชายชราผู้หนึ่งยืนอยู่
เขาสะพายน้ำเต้าสีเขียวใบใหญ่ไว้บนหลัง รอบกายเปล่งประกายแสงสีม่วง
อีกฝ่ายมีผมและหนวดเคราขาวโพลน เส้นผมดูยุ่งเหยิงเล็กน้อย ให้ความรู้สึกราวกับผู้สำเร็จเป็นเซียนทว่าแฝงความเจ้าเล่ห์อยู่บ้าง
"นี่คือยอดฝีมือวิถีเซียนหรือ"
ซูอิงซวงตกใจ
เหตุใดจึงมียอดฝีมือวิถีเซียนมาเยือนหุบเขาร้อยบุปผาของพวกนางได้
แถมคนผู้นี้ยังดูแปลกหน้า ไม่เคยพบเห็นมาก่อน
หรือว่านี่คือปาฏิหาริย์ที่ท่านเจ้าหุบเขากล่าวถึง
"เดี๋ยวก่อน เหตุใดอีกฝ่ายถึงเอาแต่จ้องมองท่านเจ้าหุบเขา"
"หรือว่าเขาหมายปองความงามของท่านเจ้าหุบเขา"
ซูอิงซวงลอบคาดเดาอยู่ในใจ
กู่มู่เทียนมองดูใบหน้าที่คุ้นเคยนั้น
ต่อให้ผ่านไปหลายพันปี ทว่ารูปโฉมของนางก็ไม่ต่างจากเมื่อก่อนมากนัก
หมิงเฉียวเอ๋อร์ก็จ้องมองอีกฝ่ายเช่นกัน นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ผู้อาวุโสยอดฝีมือวิถีเซียนผู้นี้คือผู้ใดกัน
เหตุใดจึงรู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้าง
ทว่าในไม่ช้า ริมฝีปากของนางก็เริ่มสั่นเทา ฝ่ามือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อก็สั่นระริกเช่นกัน
นางจำเขาได้แล้ว
ความทรงจำที่ฝังลึกอยู่ในใจทะลักล้นออกมาดั่งคลื่นลูกใหญ่
นอกจากหยาดน้ำตาที่เอ่อคลออยู่ในดวงตาแล้ว ยังมีความตกตะลึงที่ยากจะบรรยาย
ไม่ไกลออกไป เย่ฉางชิงและเซียวอิ้งถิงที่นั่งยองๆ ดูความคึกคักอยู่ท่ามกลางดงดอกไม้ต่างตื่นเต้นยิ่งนัก
"ศิษย์พี่ ท่านว่าพวกเขาสองคนมีหวังหรือไม่"
เซียวอิ้งถิงกระซิบถาม
เย่ฉางชิงแสยะยิ้ม "ไม่เห็นหยาดน้ำตาในดวงตาของนางหรือ นี่คือการหวนนึกถึงอดีตของพวกเขา มีหวังอย่างแน่นอน"
"อย่างนั้นหรือ ทว่าเมื่อพวกเขายืนอยู่ตรงนั้น ข้ากลับรู้สึกว่าท่านอาจารย์ดูไม่คู่ควรกับนางเลยสักนิด"
"ท่านดูสิ รูปร่างหน้าตาของนางยังคงเหมือนเมื่อหลายพันปีก่อน ราวกับเด็กสาววัยรุ่น ทว่ารูปลักษณ์ของท่านอาจารย์กลับเหมือนตาเฒ่าซอมซ่อ"
เซียวอิ้งถิงกล่าว
เย่ฉางชิงตบไหล่ของเขา "วีรบุรุษมักมีวิสัยทัศน์ที่ตรงกัน"
"ทว่าข้าคิดว่าต่อให้ความทรงจำในใจของท่านอาจารย์หญิงผู้เลอโฉมผู้นี้จะฟื้นคืน ถ่านไฟเก่าจะคุ ทว่านางก็คงไม่ยอมยกโทษให้ท่านอาจารย์ง่ายๆ หรอก อย่างไรเสียท่านอาจารย์ก็เลวร้ายเกินไป"
เซียวอิ้งถิงพยักหน้าเห็นด้วย
เมื่อมองดูคนทั้งสองที่เอาแต่ยืนมองหน้ากัน เย่ฉางชิงก็ลูบคาง
จากนั้นมุมปากก็ยกยิ้มขึ้น
เขาดีดนิ้วเบาๆ ชั่วพริบตานั้น บริเวณนั้นก็เกิดฝนตกปรอยๆ
หยาดฝนร่วงหล่นลงบนร่างของคนทั้งสอง ทำให้เสื้อผ้าของพวกเขาเปียกชุ่ม
และในวินาทีนั้นเอง เย่ฉางชิงก็สังเกตเห็นว่าหยาดน้ำตาในดวงตาของอาจารย์หญิงผสมผสานกับน้ำฝนและร่วงหล่นลงมา
นางตัวสั่นเทา มองกู่มู่เทียนด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความน้อยใจ
"ท่านอาจารย์ รีบเข้าไปสิ"
เย่ฉางชิงมองกู่มู่เทียนที่ยืนนิ่งเป็นท่อนไม้อยู่ตรงนั้นด้วยความร้อนใจ
สถานการณ์เช่นนี้ เหตุใดยังไม่รีบเข้าไปดึงนางเข้ามากอดอีกเล่า
"หรือว่าบรรยากาศยังไม่เพียงพอ"
เย่ฉางชิงลูบคาง
จากนั้นเขาดีดนิ้วอีกครั้ง เสียงดนตรีก็ดังกังวานขึ้นรอบทิศ
บทเพลงแฝงไว้ด้วยความเสียใจ ความอาลัยอาวรณ์เมื่อสิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป ความรู้สึกสับสนที่ยังไม่อาจลืมเลือนรักเก่าทว่าก็ไม่กล้าเข้าใกล้
ซูอิงซวงขมวดคิ้ว มองไปรอบๆ
นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้น
ทั้งสายฝน ทั้งเสียงเพลงอันโศกเศร้า ทำให้ผู้คนหวนนึกถึงวัยเยาว์ของตนเอง
นางเพิ่งจะเตรียมเอ่ยปาก ทว่ากลับพบว่าตนเองไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใดได้เลย ไม่อาจขยับเขยื้อนได้ ทำได้เพียงยืนนิ่งเป็นท่อนไม้รอดูสถานการณ์
ท่ามกลางเสียงเพลงอันโศกเศร้า ในที่สุดกู่มู่เทียนก็ก้าวลงมาจากผนึก ดึงหมิงเฉียวเอ๋อร์ที่กำลังสั่นเทาเข้ามากอดไว้ในอ้อมอก
"อี๋ อาจารย์หญิงที่งดงามปานนั้นกลับถูกท่านอาจารย์ที่ซอมซ่อกอดไว้ ข้าทนดูไม่ได้แล้วจริงๆ "
เซียวอิ้งถิงหันหน้าหนี
ภาพที่เห็นให้ความรู้สึกราวกับดอกไม้สดปักอยู่บนมูลโค
ทว่าเย่ฉางชิงกลับมองด้วยความสนใจยิ่งนัก เพราะภาพเช่นนี้ไม่ได้หาดูได้ง่ายๆ
"ข้าขอโทษ ข้ามาสาย"
กู่มู่เทียนเอ่ยเสียงต่ำ
ในวินาทีนั้น หมิงเฉียวเอ๋อร์ก็ปล่อยโฮออกมา
นางซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของกู่มู่เทียน สองมือทุบตีอกของเขาอย่างต่อเนื่อง ปากก็ส่งเสียงสะอื้นไห้
เย่ฉางชิงพยักหน้า เขาคิดว่าเรื่องนี้อาจจะมีอุปสรรคอยู่บ้าง ต้องให้เขาลงมือเปลี่ยนโชคชะตา เชื่อมวาสนาของพวกเขาเข้าด้วยกัน ไม่คิดเลยว่าจะราบรื่นถึงเพียงนี้
และในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงดังกึกก้อง ผนึกที่กู่มู่เทียนกดทับไว้เมื่อครู่ก็แตกสลายลง
ปราณมารอันรุนแรงพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับกระแสน้ำหลาก พุ่งตรงทะลุชั้นเมฆ
"ฮ่าๆๆ ในที่สุดข้าก็ออกมาได้แล้ว"
เสียงหัวเราะอันดุดันดังขึ้นจากห้วงลึกใต้ผนึกที่แตกสลาย
วินาทีต่อมา สัตว์ประหลาดขนาดยักษ์สูงหลายสิบเมตรก็พุ่งตัวขึ้นมาจากห้วงลึก ยืนตระหง่านอยู่กลางอากาศ
มันมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ ด้านหลังมีปีกเนื้อสีดำหุ้มเกล็ดสี่ข้าง
ปีกทั้งสี่นั้นกางออกบดบังท้องฟ้า การขยับปีกทำให้มิติโดยรอบถูกปั่นป่วนจนแหลกสลาย
ปราณมารอันรุนแรงแผ่ซ่านออกมาจากร่างของมัน ท้องฟ้าถูกปราณมารปกคลุมจนกลายเป็นสีดำทมิฬ
กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของอีกฝ่ายทำให้ทุกคน ณ ที่นั้นหน้าถอดสี
กู่มู่เทียนและหมิงเฉียวเอ๋อร์ที่กำลังกอดกันอยู่ก็ผละออกจากกัน
การขัดจังหวะเรื่องดีๆ ของเขา ทำให้กู่มู่เทียนมีโทสะพลุ่งพล่านอยู่ในใจ
เสวียนช่าก้มมองหุบเขาร้อยบุปผาเบื้องล่าง บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
"ผ่านไปหลายหมื่นปี หุบเขาร้อยบุปผาก็ยังคงงดงามดั่งแดนสวรรค์บนดินเช่นเคย"
"ทว่าเมื่อเทียบกับหลายหมื่นปีก่อน ความแข็งแกร่งกลับลดลงไปมาก ดูเหมือนว่าแม้บรรพชนระดับเซียนแท้จริงของพวกเจ้าหลายคนจะสละชีวิตเพื่อผนึกข้าไว้ ทว่าหุบเขาร้อยบุปผาของพวกเจ้าก็เสื่อมถอยลงอย่างสมบูรณ์แล้วสินะ"
"ทว่าก็ดีแล้ว เช่นนี้ข้าก็สามารถกวาดล้างพวกเจ้าได้อย่างง่ายดาย"
เสวียนช่ามองไปที่หมิงเฉียวเอ๋อร์ ตวาดเสียงดัง "รีบส่งมอบของล้ำค่าชิ้นนั้นในอดีตมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ ข้าอาจจะยอมให้พวกเจ้าตายอย่างสงบ"
"มิเช่นนั้นข้าจะให้เจ้ารู้ซึ้งถึงวิธีการอันโหดเหี้ยมของเผ่ามาร"
เขาทราบดีว่าอีกฝ่ายคือเจ้าหุบเขาร้อยบุปผา และมีเพียงอีกฝ่ายเท่านั้นที่มีสิทธิ์ครอบครองของล้ำค่าชิ้นนั้น
เมื่อหลายหมื่นปีก่อน เพื่อแย่งชิงของล้ำค่าชิ้นนั้น
เขาจึงถูกยอดฝีมือเซียนแท้จริงหลายคนของหุบเขาร้อยบุปผาผนึกไว้ที่นี่