เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 73 - เพิ่มบรรยากาศสักหน่อย เผ่ามารทำลายผนึก[ลงข้าม ขออภัยด้วยครับ]

บทที่ 73 - เพิ่มบรรยากาศสักหน่อย เผ่ามารทำลายผนึก[ลงข้าม ขออภัยด้วยครับ]

บทที่ 73 - เพิ่มบรรยากาศสักหน่อย เผ่ามารทำลายผนึก[ลงข้าม ขออภัยด้วยครับ]


บทที่ 73 - เพิ่มบรรยากาศสักหน่อย เผ่ามารทำลายผนึก

หมิงเฉียวเอ๋อร์กล่าวต่อ "อีกอย่าง เจ้าสำนักอวิ๋นหลัวก็ไม่ใช่คนใจกว้างอันใด"

"แล้วจะทำเช่นไรดี"

ซูอิงซวงเอ่ยด้วยความกังวล

หมิงเฉียวเอ๋อร์ส่ายหน้า "ยามนี้ปราณมารกลายเป็นม่านพลัง ปกคลุมหุบเขาร้อยบุปผาไว้ทั้งหมดแล้ว ไม่อาจหนีออกไปได้เลย"

"ทำได้เพียงพยายามสะกดผนึกเอาไว้ ถ่วงเวลาให้นานที่สุด หวังว่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น"

นี่เป็นเพียงคำพูดปลอบใจทุกคนของนางเท่านั้น

โลกใบนี้จะมีปาฏิหาริย์มากมายปานนั้นได้อย่างไร

"อ๊าก"

ในตอนนั้นเอง ผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่กำลังกดทับผนึกก็ส่งเสียงกรีดร้องออกมา

จากนั้นก็เห็นว่ามีปราณมารพวยพุ่งออกมาจากทวารทั้งเจ็ดของผู้อาวุโสท่านนั้น

นี่คือสัญญาณของการถูกปราณมารกัดกร่อน

บรรดาผู้อาวุโสที่อยู่ใกล้กับผนึก บริเวณนี้มีปราณมารหนาแน่นที่สุด จึงง่ายต่อการถูกกัดกร่อนมากที่สุด

เมื่อมองดูสภาพของผู้อาวุโสท่านนั้น หมิงเฉียวเอ๋อร์ก็ถอนใจ

นี่อาจจะเป็นจุดจบสุดท้ายของทุกคนในหุบเขาร้อยบุปผาก็เป็นได้

นางไม่โทษผู้อื่น โทษเพียงตนเองที่อ่อนแอเกินไป ไม่อาจปกป้องศิษย์ในสำนักได้

เมื่อมองดูผู้อาวุโสแต่ละคนที่ถูกปราณมารกัดกร่อน

หมิงเฉียวเอ๋อร์ก็นึกถึงบุรุษที่ทอดทิ้งนางไปผู้นั้น

หากไม่เป็นเพราะเขาคอยเป็นปมในใจที่ไม่อาจแก้ได้ ด้วยพรสวรรค์ของนาง คงก้าวล่วงเข้าสู่ขอบเขตวิถีเซียนไปนานแล้ว

ในตอนนั้นเอง เสียงดังกึกก้อง ปราณสีม่วงอันยิ่งใหญ่ก็แผ่ซ่านออกมาจากผนึก สะกดปราณมารที่กำลังพวยพุ่งเอาไว้ได้

"เกิดอันใดขึ้น"

ซูอิงซวงตกใจ รีบเพ่งมองไปยังผนึก

ก็เห็นว่าเหนือผนึกสีทองนั้น มีชายชราผู้หนึ่งยืนอยู่

เขาสะพายน้ำเต้าสีเขียวใบใหญ่ไว้บนหลัง รอบกายเปล่งประกายแสงสีม่วง

อีกฝ่ายมีผมและหนวดเคราขาวโพลน เส้นผมดูยุ่งเหยิงเล็กน้อย ให้ความรู้สึกราวกับผู้สำเร็จเป็นเซียนทว่าแฝงความเจ้าเล่ห์อยู่บ้าง

"นี่คือยอดฝีมือวิถีเซียนหรือ"

ซูอิงซวงตกใจ

เหตุใดจึงมียอดฝีมือวิถีเซียนมาเยือนหุบเขาร้อยบุปผาของพวกนางได้

แถมคนผู้นี้ยังดูแปลกหน้า ไม่เคยพบเห็นมาก่อน

หรือว่านี่คือปาฏิหาริย์ที่ท่านเจ้าหุบเขากล่าวถึง

"เดี๋ยวก่อน เหตุใดอีกฝ่ายถึงเอาแต่จ้องมองท่านเจ้าหุบเขา"

"หรือว่าเขาหมายปองความงามของท่านเจ้าหุบเขา"

ซูอิงซวงลอบคาดเดาอยู่ในใจ

กู่มู่เทียนมองดูใบหน้าที่คุ้นเคยนั้น

ต่อให้ผ่านไปหลายพันปี ทว่ารูปโฉมของนางก็ไม่ต่างจากเมื่อก่อนมากนัก

หมิงเฉียวเอ๋อร์ก็จ้องมองอีกฝ่ายเช่นกัน นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ผู้อาวุโสยอดฝีมือวิถีเซียนผู้นี้คือผู้ใดกัน

เหตุใดจึงรู้สึกคุ้นเคยอยู่บ้าง

ทว่าในไม่ช้า ริมฝีปากของนางก็เริ่มสั่นเทา ฝ่ามือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อก็สั่นระริกเช่นกัน

นางจำเขาได้แล้ว

ความทรงจำที่ฝังลึกอยู่ในใจทะลักล้นออกมาดั่งคลื่นลูกใหญ่

นอกจากหยาดน้ำตาที่เอ่อคลออยู่ในดวงตาแล้ว ยังมีความตกตะลึงที่ยากจะบรรยาย

ไม่ไกลออกไป เย่ฉางชิงและเซียวอิ้งถิงที่นั่งยองๆ ดูความคึกคักอยู่ท่ามกลางดงดอกไม้ต่างตื่นเต้นยิ่งนัก

"ศิษย์พี่ ท่านว่าพวกเขาสองคนมีหวังหรือไม่"

เซียวอิ้งถิงกระซิบถาม

เย่ฉางชิงแสยะยิ้ม "ไม่เห็นหยาดน้ำตาในดวงตาของนางหรือ นี่คือการหวนนึกถึงอดีตของพวกเขา มีหวังอย่างแน่นอน"

"อย่างนั้นหรือ ทว่าเมื่อพวกเขายืนอยู่ตรงนั้น ข้ากลับรู้สึกว่าท่านอาจารย์ดูไม่คู่ควรกับนางเลยสักนิด"

"ท่านดูสิ รูปร่างหน้าตาของนางยังคงเหมือนเมื่อหลายพันปีก่อน ราวกับเด็กสาววัยรุ่น ทว่ารูปลักษณ์ของท่านอาจารย์กลับเหมือนตาเฒ่าซอมซ่อ"

เซียวอิ้งถิงกล่าว

เย่ฉางชิงตบไหล่ของเขา "วีรบุรุษมักมีวิสัยทัศน์ที่ตรงกัน"

"ทว่าข้าคิดว่าต่อให้ความทรงจำในใจของท่านอาจารย์หญิงผู้เลอโฉมผู้นี้จะฟื้นคืน ถ่านไฟเก่าจะคุ ทว่านางก็คงไม่ยอมยกโทษให้ท่านอาจารย์ง่ายๆ หรอก อย่างไรเสียท่านอาจารย์ก็เลวร้ายเกินไป"

เซียวอิ้งถิงพยักหน้าเห็นด้วย

เมื่อมองดูคนทั้งสองที่เอาแต่ยืนมองหน้ากัน เย่ฉางชิงก็ลูบคาง

จากนั้นมุมปากก็ยกยิ้มขึ้น

เขาดีดนิ้วเบาๆ ชั่วพริบตานั้น บริเวณนั้นก็เกิดฝนตกปรอยๆ

หยาดฝนร่วงหล่นลงบนร่างของคนทั้งสอง ทำให้เสื้อผ้าของพวกเขาเปียกชุ่ม

และในวินาทีนั้นเอง เย่ฉางชิงก็สังเกตเห็นว่าหยาดน้ำตาในดวงตาของอาจารย์หญิงผสมผสานกับน้ำฝนและร่วงหล่นลงมา

นางตัวสั่นเทา มองกู่มู่เทียนด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความน้อยใจ

"ท่านอาจารย์ รีบเข้าไปสิ"

เย่ฉางชิงมองกู่มู่เทียนที่ยืนนิ่งเป็นท่อนไม้อยู่ตรงนั้นด้วยความร้อนใจ

สถานการณ์เช่นนี้ เหตุใดยังไม่รีบเข้าไปดึงนางเข้ามากอดอีกเล่า

"หรือว่าบรรยากาศยังไม่เพียงพอ"

เย่ฉางชิงลูบคาง

จากนั้นเขาดีดนิ้วอีกครั้ง เสียงดนตรีก็ดังกังวานขึ้นรอบทิศ

บทเพลงแฝงไว้ด้วยความเสียใจ ความอาลัยอาวรณ์เมื่อสิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป ความรู้สึกสับสนที่ยังไม่อาจลืมเลือนรักเก่าทว่าก็ไม่กล้าเข้าใกล้

ซูอิงซวงขมวดคิ้ว มองไปรอบๆ

นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้น

ทั้งสายฝน ทั้งเสียงเพลงอันโศกเศร้า ทำให้ผู้คนหวนนึกถึงวัยเยาว์ของตนเอง

นางเพิ่งจะเตรียมเอ่ยปาก ทว่ากลับพบว่าตนเองไม่อาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใดได้เลย ไม่อาจขยับเขยื้อนได้ ทำได้เพียงยืนนิ่งเป็นท่อนไม้รอดูสถานการณ์

ท่ามกลางเสียงเพลงอันโศกเศร้า ในที่สุดกู่มู่เทียนก็ก้าวลงมาจากผนึก ดึงหมิงเฉียวเอ๋อร์ที่กำลังสั่นเทาเข้ามากอดไว้ในอ้อมอก

"อี๋ อาจารย์หญิงที่งดงามปานนั้นกลับถูกท่านอาจารย์ที่ซอมซ่อกอดไว้ ข้าทนดูไม่ได้แล้วจริงๆ "

เซียวอิ้งถิงหันหน้าหนี

ภาพที่เห็นให้ความรู้สึกราวกับดอกไม้สดปักอยู่บนมูลโค

ทว่าเย่ฉางชิงกลับมองด้วยความสนใจยิ่งนัก เพราะภาพเช่นนี้ไม่ได้หาดูได้ง่ายๆ

"ข้าขอโทษ ข้ามาสาย"

กู่มู่เทียนเอ่ยเสียงต่ำ

ในวินาทีนั้น หมิงเฉียวเอ๋อร์ก็ปล่อยโฮออกมา

นางซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของกู่มู่เทียน สองมือทุบตีอกของเขาอย่างต่อเนื่อง ปากก็ส่งเสียงสะอื้นไห้

เย่ฉางชิงพยักหน้า เขาคิดว่าเรื่องนี้อาจจะมีอุปสรรคอยู่บ้าง ต้องให้เขาลงมือเปลี่ยนโชคชะตา เชื่อมวาสนาของพวกเขาเข้าด้วยกัน ไม่คิดเลยว่าจะราบรื่นถึงเพียงนี้

และในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงดังกึกก้อง ผนึกที่กู่มู่เทียนกดทับไว้เมื่อครู่ก็แตกสลายลง

ปราณมารอันรุนแรงพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับกระแสน้ำหลาก พุ่งตรงทะลุชั้นเมฆ

"ฮ่าๆๆ ในที่สุดข้าก็ออกมาได้แล้ว"

เสียงหัวเราะอันดุดันดังขึ้นจากห้วงลึกใต้ผนึกที่แตกสลาย

วินาทีต่อมา สัตว์ประหลาดขนาดยักษ์สูงหลายสิบเมตรก็พุ่งตัวขึ้นมาจากห้วงลึก ยืนตระหง่านอยู่กลางอากาศ

มันมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ ด้านหลังมีปีกเนื้อสีดำหุ้มเกล็ดสี่ข้าง

ปีกทั้งสี่นั้นกางออกบดบังท้องฟ้า การขยับปีกทำให้มิติโดยรอบถูกปั่นป่วนจนแหลกสลาย

ปราณมารอันรุนแรงแผ่ซ่านออกมาจากร่างของมัน ท้องฟ้าถูกปราณมารปกคลุมจนกลายเป็นสีดำทมิฬ

กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของอีกฝ่ายทำให้ทุกคน ณ ที่นั้นหน้าถอดสี

กู่มู่เทียนและหมิงเฉียวเอ๋อร์ที่กำลังกอดกันอยู่ก็ผละออกจากกัน

การขัดจังหวะเรื่องดีๆ ของเขา ทำให้กู่มู่เทียนมีโทสะพลุ่งพล่านอยู่ในใจ

เสวียนช่าก้มมองหุบเขาร้อยบุปผาเบื้องล่าง บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม

"ผ่านไปหลายหมื่นปี หุบเขาร้อยบุปผาก็ยังคงงดงามดั่งแดนสวรรค์บนดินเช่นเคย"

"ทว่าเมื่อเทียบกับหลายหมื่นปีก่อน ความแข็งแกร่งกลับลดลงไปมาก ดูเหมือนว่าแม้บรรพชนระดับเซียนแท้จริงของพวกเจ้าหลายคนจะสละชีวิตเพื่อผนึกข้าไว้ ทว่าหุบเขาร้อยบุปผาของพวกเจ้าก็เสื่อมถอยลงอย่างสมบูรณ์แล้วสินะ"

"ทว่าก็ดีแล้ว เช่นนี้ข้าก็สามารถกวาดล้างพวกเจ้าได้อย่างง่ายดาย"

เสวียนช่ามองไปที่หมิงเฉียวเอ๋อร์ ตวาดเสียงดัง "รีบส่งมอบของล้ำค่าชิ้นนั้นในอดีตมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ ข้าอาจจะยอมให้พวกเจ้าตายอย่างสงบ"

"มิเช่นนั้นข้าจะให้เจ้ารู้ซึ้งถึงวิธีการอันโหดเหี้ยมของเผ่ามาร"

เขาทราบดีว่าอีกฝ่ายคือเจ้าหุบเขาร้อยบุปผา และมีเพียงอีกฝ่ายเท่านั้นที่มีสิทธิ์ครอบครองของล้ำค่าชิ้นนั้น

เมื่อหลายหมื่นปีก่อน เพื่อแย่งชิงของล้ำค่าชิ้นนั้น

เขาจึงถูกยอดฝีมือเซียนแท้จริงหลายคนของหุบเขาร้อยบุปผาผนึกไว้ที่นี่

จบบทที่ บทที่ 73 - เพิ่มบรรยากาศสักหน่อย เผ่ามารทำลายผนึก[ลงข้าม ขออภัยด้วยครับ]

คัดลอกลิงก์แล้ว