เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

54 - ลูกชายข้าอยู่ที่ใดหรือ?

54 - ลูกชายข้าอยู่ที่ใดหรือ?

54 - ลูกชายข้าอยู่ที่ใดหรือ?


ตระกูลเซี่ย!

“ก็แค่บ้านหลังหนึ่ง ไม่ต้องเดือดดาลขนาดนั้นหรอก

ตระกูลเซี่ยของข้ามีบ้านหลังหนึ่งทางตอนใต้ของเมือง พวกตระกูลสือย้ายเข้าไปอยู่ก่อนเถอะ!”

เซี่ยเทาผู้นำตระกูลเซี่ยกล่าวปลอบใจสือเซิ่ง

“ขอบคุณพี่เซี่ยมาก!” สือเซิ่งตอบกลับ

เซี่ยเทาพยักหน้า ก่อนจะหันไปมองผู้นำตระกูลเมาและหลี่แล้วกล่าวว่า “เกินความคาดหมายจริง ๆ แค่เขยแต่งเข้าไปคนหนึ่ง กลับสามารถฆ่าหลินเยวียนได้ ตระกูลเซี่ยของข้าก็สูญเสียไม่น้อยเหมือนกันนะ”

หากเป็นเมื่อก่อน ตระกูลเซี่ยเสียผู้ฝึกยุทธระดับเซียนขั้นต้นหนึ่งคน ตระกูลเมาและหลี่คงดีใจกันยกใหญ่

แต่ตอนนี้ทั้งสามตระกูลกลายเป็นพันธมิตรผลประโยชน์ร่วมกัน จึงไม่อยากให้พวกของตนเองอ่อนแอลง

“พี่เซี่ยต้องอดทนไว้ ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือจะจัดการตระกูลฉินอย่างไรดี แผนของตระกูลเมาและตระกูลหลี่ที่จะแบ่งผลประโยชน์จากตระกูลฉินล้มเหลวโดยสิ้นเชิง กลับกันเรากลับเสียหายอย่างหนัก

แถมตอนนี้ตระกูลฉินยังมีจ้าวเซินคอยช่วยเสริมกับซู่อู๋โจวอีก ตอนนี้ฝั่งนั้นมีถึงสามคนที่อยู่ระดับเซียนขั้นต้น ไม่ใช่ง่าย ๆ เลยที่จะรับมือ!”

“ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ตอนแรกเราน่าจะยอมเสียหาย แล้วร่วมมือกันทั้งสามตระกูลบุกตระกูลฉินให้ราบคาบไปเลย” ผู้นำตระกูลเมา เมาเจิ้น กล่าวอย่างโกรธเคือง

“อย่าพูดอะไรโง่ ๆ แบบนั้นเลย การสู้ตายกับตระกูลฉินอาจจะจัดการพวกเขาได้ก็จริง แต่เราสามตระกูลก็จะเสียหายไม่น้อยเช่นกัน เมืองหลินอันไม่ได้มีแค่เราสามตระกูล ยังมีตระกูลหลิน ตระกูลหวง พวกที่วางตัวเป็นกลางตลอด เจ้าคิดว่าพวกเขาไม่มีพิษภัยหรืออย่างไร?” เซี่ยเทาพูดขึ้น

“เช่นนั้นตอนนี้จะทำอย่างไร?” เมาเจิ้นถาม “ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป พวกเราสามตระกูลก็สู้ตระกูลฉินไม่ได้แน่”

“เรายังมีผู้หนุนหลังอยู่ เจ้าจะกลัวอะไร?” เซี่ยเทากล่าว

“แต่ว่าคนที่หนุนหลังเรา ก็ไม่กล้าออกหน้าโดยตรง คอยซ่อนอยู่แต่ข้างหลัง ไม่เช่นนั้นถ้าพวกเขาออกโรงเอง ป่านนี้เมืองหลินอันคงถูกกวาดล้างไปหมดแล้ว ใครจะหยุดได้?” หลี่หวังเฟิงบ่นเล็กน้อย

เซี่ยเทาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “เมืองหลินอันมีความพิเศษอยู่ พวกเขาจึงไม่กล้าปรากฏตัวสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ยื่นมืออย่างลับ ๆ สักหนึ่งหรือสองครั้ง ยังพอไหวอยู่”

แววตาของหลี่หวังเฟิงสว่างวาบขึ้น “เช่นนั้นสองท่านนั้นจะลงมือเองงั้นหรือ?”

“ซู่อู๋โจวตายแน่นอน!” เซี่ยเทากล่าว “เขากับฉินชิ่งโหมวต้องไม่รอด เราจะได้ไร้อุปสรรคบนเส้นทางสู่การครอบครองเมืองหลินอัน”

คำพูดนี้ทำให้หลี่หวังเฟิงและเมาเจิ้นยิ้มออกมา

สองท่านนั้นคือผู้ครอบครองเจตจำนงดาบ และยังเป็นผู้ฝึกยุทธระดับเซียนขั้นต้น หากพวกเขาลงมือ ซู่อู๋โจวย่อมตายแน่นอน

“ลัทธิจวินเทียน” ลัทธิโบราณที่ครอบครองดินแดนหนึ่ง ลูกศิษย์ในลัทธิล้วนฝึกฝนวิชาลับและเคล็ดลับการต่อสู้ มีพลังสูงกว่าระดับเซียนในเมืองหลินอันอย่างมาก

เมื่อเทียบกับพวกเขา เซียนในเมืองหลินอันก็แค่ชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น

“แต่ว่าข้ามีเรื่องที่เป็นห่วงอยู่เรื่องหนึ่ง คืออาวุธของฉินลี่อยู่ดี ๆ ก็สามารถบ่มเพาะเจตจำนงการต่อสู้ได้ หรือว่าข้างหลังเขาก็มีผู้ฝึกยุทธระดับเซียนที่ครอบครองเจตจำนงเช่นกัน?” เมาเจิ้นกล่าวขึ้นในเวลานี้

“เป็นไปได้เหมือนกัน สองท่านนั้นเองก็เคยคาดการณ์ว่า อาจจะมีลัทธิโบราณหรืออำนาจใหญ่บางแห่งเลือกที่จะหนุนหลังตระกูลฉิน

แต่เรื่องนั้นไม่ใช่หน้าที่ของพวกเราที่ต้องจัดการ ลัทธิจวินเทียนจะเป็นคนจัดการเอง

ในเมื่อพวกนั้นไม่กล้าออกหน้า เช่นนั้นการปะทะในเมืองหลินอัน ก็ยังต้องเป็นหน้าที่ของพวกเราอยู่ดี”

เซี่ยเทากล่าวต่อ “แต่ทุกท่านต้องระวังไว้หน่อย หากเราลอบสังหารซู่อู๋โจว ก็เกรงว่าพวกเขาอาจจะลอบเล่นงานพวกเราบ้าง แต่ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งคือ พวกเราทั้งหมดเป็นผู้นำของหกตระกูลใหญ่ หากจะลอบสังหารพวกเรา ผลกระทบย่อมใหญ่โต พวกตระกูลโบราณจะไม่กล้าลงมือโดยพลการ

แต่สำหรับซู่อู๋โจว เขาเป็นแค่คนโดดเดี่ยวตายไปคนก็แค่ซุบซิบกันนิดหน่อย พอถึงเวลานั้น เราก็แค่ยอมรับไปตรง ๆ ว่าเป็นฝีมือของพวกเราก็พอ”

เซี่ยกว่างผิงที่อยู่ข้าง ๆ กล่าวอย่างโหดเหี้ยมว่า “ขอให้สองท่านนั้นจัดการซู่อู๋โจวให้แหลกเป็นชิ้น ๆ แล้วจับฉินชิงโหมวไว้ อย่าฆ่านาง ปล่อยให้นางอยู่แบบนั้นแหละ”

“เหลวไหล! นี่มันเวลาไหนแล้ว ยังจะคิดเรื่องผู้หญิงอีก!” เซี่ยเทาโกรธจัดกล่าวว่า “สองท่านนั้นจะลงมือยังต้องให้เจ้าสั่งการอีกหรือ?”

เซี่ยกว่างผิงกัดฟันแน่น คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่พูดอะไรต่ออีก

สือเซิ่งที่อยู่ข้าง ๆ หัวเราะแล้วพูดว่า “ก็แค่ผู้หญิงคนหนึ่งเอง ไม่ต้องใส่ใจหรอกหลานชายเซี่ย

รอให้ลูกชายสองคนของข้ากลับมา ข้าจะให้พวกเขาหาผู้หญิงให้เจ้าอีกก็ได้”

เซี่ยกว่างผิงมองไปที่สือเซิ่ง จู่ ๆ ก็คิดถึงสือเม่ยหญิงสาวที่เขาไม่เคยได้ครอบครองเสียที เขาอดไม่ได้ที่จะอยากถามว่าสือเม่ยอยู่ที่ไหน

แต่เขายังไม่ทันได้เอ่ยถาม ก็ได้ยินสือเซิ่งพูดต่อว่า “พูดถึงลูกชายสองคนของข้า ไม่ทราบว่าหลานชายส่งพวกเขาไปที่ใด? อีกนานแค่ไหนจะกลับมา สถานการณ์ของตระกูลสือตอนนี้ ข้าก็หวังว่าพวกเขาจะกลับมาช่วยเร็ว ๆ นี้”

เซี่ยกว่างผิงถูกสือเซิ่งจ้องมอง เขาพยายามแสดงท่าทางสบาย ๆ หลีกเลี่ยงไม่สบตากับสือเซิ่งแล้วตอบว่า “ได้ ข้าจะรีบส่งคนไปแจ้งให้พวกเขากลับมาโดยเร็ว

เพียงแต่สถานที่ที่พวกเขาไปมันค่อนข้างไกล อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อยกว่าจะกลับมา”

เซี่ยกว่างผิงยังคงปกปิดเรื่องการตายของสือฮ่าวกับสือเซิน เพราะในตอนที่สามตระกูลกำลังวางแผนจัดการกับซู่อู๋โจว เขาไม่อยากให้เรื่องยุ่งยากบานปลาย อีกทั้งยังต้องใช้ประโยชน์จากตระกูลสือให้เต็มที่ ทุกอย่างต้องดำเนินไปอย่างมั่นคง

หากสือเซิ่งไม่มีข้อกังขาในใจ เขาอาจจะไม่คิดมากนัก

แต่เพราะได้รับคำเตือนจากซู่อู๋โจว เมื่อมองดูท่าทีของเซี่ยกว่างผิงที่เต็มไปด้วยพิรุธ สือเซิ่งก็รู้สึกเจ็บปวดในใจ: หรือว่าลูกชายทั้งสองของข้า…ตายด้วยน้ำมือของเขาจริง ๆ?

สือเซิ่งไม่ได้พูดอะไรอีก เขาจะส่งคนไปสืบว่า สือฮ่าวและสือเซินถูกส่งไปที่ห่างไกลจริงหรือไม่

เซี่ยกว่างผิงเห็นว่าสือเซิ่งไม่ถามอะไรต่อ ก็โล่งใจขึ้นมาทันที แต่ไม่รู้เลยว่า สีหน้าโล่งใจของเขานั้นก็อยู่ในสายตาของสือเซิ่งเช่นกัน

ตอนนี้เซี่ยกว่างผิงกำลังคิดว่า ให้สองท่านนั้นลงมือจัดการซู่อู๋โจวให้แหลกเป็นชิ้น ๆ

ซู่อู๋โจวแข็งแกร่งก็จริง แล้วอย่างไรเล่า ผู้ที่ครอบครองเจตจำนงดาบ และอยู่ในระดับเซียนขั้นต้นนั้น มีพลังเหนือกว่าเซี่ยหลินเยวียนเสียอีก

ซู่อู๋โจวเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธขอบเขตพลังสวรรค์ขั้นเก้า ต่อให้ทะลวงไปถึงขั้นเซียน ก็เปรียบเทียบกับพวกเขาไม่ได้อยู่ดี

สองท่านนั้นเป็นศิษย์ยอดฝีมือของลัทธิโบราณ ทั้งยังได้รับสืบทอดพลังมาอย่างยาวนาน ศิษย์ของลัทธิโบราณนั้นแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกยุทธทั่วไปมากนัก แล้วคนอย่างซู่อู๋โจวจะไปเทียบอะไรได้?

ลุงของเขา เซี่ยหลินเยวียน เคยสู้กับหนึ่งในสองท่านนั้นแค่สามกระบวนท่าก็พ่ายแพ้ยับเยิน

คราวนี้เมื่อสองท่านนั้นลงมือ ซู่อู๋โจวไม่มีทางรอดจากคมดาบได้แน่นอน

เพียงแต่น่าเสียดาย...ฉินชิงโหมวหญิงคนนี้เขาเฝ้าหมายปองมาโดยตลอด

...ทางด้านของซู่อู๋โจวแน่นอนว่าไม่รู้ว่าเซี่ยเทาและคนอื่น ๆ กำลังวางแผนจะฆ่าเขา และไม่รู้เลยว่าคนที่ลงมือจะเป็นศิษย์ลัทธิโบราณที่ครอบครองเจตจำนงดาบ ซึ่งวางกับดักสังหารที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ไว้รอเขา!

ในมุมมองของเขาแล้ว ภายในเมืองหลินอันนั้น ไม่มีใครที่เป็นภัยคุกคามต่อเขามากนัก ต่อให้เซี่ยเทาลงมือ เขาก็เชื่อว่าตนเองหนีรอดได้

หลังจากหารือกับจ้าวเซินสักพัก ซู่อู๋โจวก็มองส่งจ้าวเซินจากไป

มองดูเงินห้าพันตำลึงที่จ้าวเซินทิ้งไว้ แล้วคิดถึงอีกหนึ่งหมื่นตำลึงที่ฉินลี่จะส่งมาเพิ่มเติม รวมถึงผลกำไรที่จะแบ่งกันทุกเดือน อยู่ดี ๆ เขาก็กลายเป็นคนมีเงินขึ้นมาทันที

ถ้าหากกดหัวความโอหังของสามตระกูลเมา ตระกูลหลี่ ตระกูลเซี่ยให้ได้ ชีวิตในเมืองหลินอันของเขาจะสบายไม่ใช่เล่นเลยทีเดียว

อืม! เสียอย่างเดียว...ภรรยาของเขาดันไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร ทำให้ชีวิตอันสมบูรณ์แบบนี้ยังมีจุดที่ขาดไปนิดหน่อย

ขณะที่เขากำลังคิดเช่นนั้น สือเม่ยก็เดินเข้ามา เก็บถ้วยชาที่จ้าวเซินใช้ไปเมื่อครู่ และรินน้ำชาเพิ่มให้เขา

ซู่อู๋โจวมองดูสือเม่ย นางสวมชุดกระโปรงตัวหนึ่ง ร่างกายโค้งเว้าอย่างชัดเจน ขาเรียวผิวเนียน แขนขาวดั่งหยก ทั้งหมดล้วนดูเย้ายวนเป็นอย่างยิ่ง

นี่คือหญิงสาวผู้มากด้วยเสน่ห์เย้ายวนที่ยากจะต้านทานจริง ๆ...

จบบทที่ 54 - ลูกชายข้าอยู่ที่ใดหรือ?

คัดลอกลิงก์แล้ว