- หน้าแรก
- อัจฉริยะลูกเขยอันดับหนึ่ง
- 54 - ลูกชายข้าอยู่ที่ใดหรือ?
54 - ลูกชายข้าอยู่ที่ใดหรือ?
54 - ลูกชายข้าอยู่ที่ใดหรือ?
ตระกูลเซี่ย!
“ก็แค่บ้านหลังหนึ่ง ไม่ต้องเดือดดาลขนาดนั้นหรอก
ตระกูลเซี่ยของข้ามีบ้านหลังหนึ่งทางตอนใต้ของเมือง พวกตระกูลสือย้ายเข้าไปอยู่ก่อนเถอะ!”
เซี่ยเทาผู้นำตระกูลเซี่ยกล่าวปลอบใจสือเซิ่ง
“ขอบคุณพี่เซี่ยมาก!” สือเซิ่งตอบกลับ
เซี่ยเทาพยักหน้า ก่อนจะหันไปมองผู้นำตระกูลเมาและหลี่แล้วกล่าวว่า “เกินความคาดหมายจริง ๆ แค่เขยแต่งเข้าไปคนหนึ่ง กลับสามารถฆ่าหลินเยวียนได้ ตระกูลเซี่ยของข้าก็สูญเสียไม่น้อยเหมือนกันนะ”
หากเป็นเมื่อก่อน ตระกูลเซี่ยเสียผู้ฝึกยุทธระดับเซียนขั้นต้นหนึ่งคน ตระกูลเมาและหลี่คงดีใจกันยกใหญ่
แต่ตอนนี้ทั้งสามตระกูลกลายเป็นพันธมิตรผลประโยชน์ร่วมกัน จึงไม่อยากให้พวกของตนเองอ่อนแอลง
“พี่เซี่ยต้องอดทนไว้ ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือจะจัดการตระกูลฉินอย่างไรดี แผนของตระกูลเมาและตระกูลหลี่ที่จะแบ่งผลประโยชน์จากตระกูลฉินล้มเหลวโดยสิ้นเชิง กลับกันเรากลับเสียหายอย่างหนัก
แถมตอนนี้ตระกูลฉินยังมีจ้าวเซินคอยช่วยเสริมกับซู่อู๋โจวอีก ตอนนี้ฝั่งนั้นมีถึงสามคนที่อยู่ระดับเซียนขั้นต้น ไม่ใช่ง่าย ๆ เลยที่จะรับมือ!”
“ถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ตอนแรกเราน่าจะยอมเสียหาย แล้วร่วมมือกันทั้งสามตระกูลบุกตระกูลฉินให้ราบคาบไปเลย” ผู้นำตระกูลเมา เมาเจิ้น กล่าวอย่างโกรธเคือง
“อย่าพูดอะไรโง่ ๆ แบบนั้นเลย การสู้ตายกับตระกูลฉินอาจจะจัดการพวกเขาได้ก็จริง แต่เราสามตระกูลก็จะเสียหายไม่น้อยเช่นกัน เมืองหลินอันไม่ได้มีแค่เราสามตระกูล ยังมีตระกูลหลิน ตระกูลหวง พวกที่วางตัวเป็นกลางตลอด เจ้าคิดว่าพวกเขาไม่มีพิษภัยหรืออย่างไร?” เซี่ยเทาพูดขึ้น
“เช่นนั้นตอนนี้จะทำอย่างไร?” เมาเจิ้นถาม “ถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป พวกเราสามตระกูลก็สู้ตระกูลฉินไม่ได้แน่”
“เรายังมีผู้หนุนหลังอยู่ เจ้าจะกลัวอะไร?” เซี่ยเทากล่าว
“แต่ว่าคนที่หนุนหลังเรา ก็ไม่กล้าออกหน้าโดยตรง คอยซ่อนอยู่แต่ข้างหลัง ไม่เช่นนั้นถ้าพวกเขาออกโรงเอง ป่านนี้เมืองหลินอันคงถูกกวาดล้างไปหมดแล้ว ใครจะหยุดได้?” หลี่หวังเฟิงบ่นเล็กน้อย
เซี่ยเทาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “เมืองหลินอันมีความพิเศษอยู่ พวกเขาจึงไม่กล้าปรากฏตัวสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ยื่นมืออย่างลับ ๆ สักหนึ่งหรือสองครั้ง ยังพอไหวอยู่”
แววตาของหลี่หวังเฟิงสว่างวาบขึ้น “เช่นนั้นสองท่านนั้นจะลงมือเองงั้นหรือ?”
“ซู่อู๋โจวตายแน่นอน!” เซี่ยเทากล่าว “เขากับฉินชิ่งโหมวต้องไม่รอด เราจะได้ไร้อุปสรรคบนเส้นทางสู่การครอบครองเมืองหลินอัน”
คำพูดนี้ทำให้หลี่หวังเฟิงและเมาเจิ้นยิ้มออกมา
สองท่านนั้นคือผู้ครอบครองเจตจำนงดาบ และยังเป็นผู้ฝึกยุทธระดับเซียนขั้นต้น หากพวกเขาลงมือ ซู่อู๋โจวย่อมตายแน่นอน
“ลัทธิจวินเทียน” ลัทธิโบราณที่ครอบครองดินแดนหนึ่ง ลูกศิษย์ในลัทธิล้วนฝึกฝนวิชาลับและเคล็ดลับการต่อสู้ มีพลังสูงกว่าระดับเซียนในเมืองหลินอันอย่างมาก
เมื่อเทียบกับพวกเขา เซียนในเมืองหลินอันก็แค่ชาวบ้านธรรมดาเท่านั้น
“แต่ว่าข้ามีเรื่องที่เป็นห่วงอยู่เรื่องหนึ่ง คืออาวุธของฉินลี่อยู่ดี ๆ ก็สามารถบ่มเพาะเจตจำนงการต่อสู้ได้ หรือว่าข้างหลังเขาก็มีผู้ฝึกยุทธระดับเซียนที่ครอบครองเจตจำนงเช่นกัน?” เมาเจิ้นกล่าวขึ้นในเวลานี้
“เป็นไปได้เหมือนกัน สองท่านนั้นเองก็เคยคาดการณ์ว่า อาจจะมีลัทธิโบราณหรืออำนาจใหญ่บางแห่งเลือกที่จะหนุนหลังตระกูลฉิน
แต่เรื่องนั้นไม่ใช่หน้าที่ของพวกเราที่ต้องจัดการ ลัทธิจวินเทียนจะเป็นคนจัดการเอง
ในเมื่อพวกนั้นไม่กล้าออกหน้า เช่นนั้นการปะทะในเมืองหลินอัน ก็ยังต้องเป็นหน้าที่ของพวกเราอยู่ดี”
เซี่ยเทากล่าวต่อ “แต่ทุกท่านต้องระวังไว้หน่อย หากเราลอบสังหารซู่อู๋โจว ก็เกรงว่าพวกเขาอาจจะลอบเล่นงานพวกเราบ้าง แต่ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งคือ พวกเราทั้งหมดเป็นผู้นำของหกตระกูลใหญ่ หากจะลอบสังหารพวกเรา ผลกระทบย่อมใหญ่โต พวกตระกูลโบราณจะไม่กล้าลงมือโดยพลการ
แต่สำหรับซู่อู๋โจว เขาเป็นแค่คนโดดเดี่ยวตายไปคนก็แค่ซุบซิบกันนิดหน่อย พอถึงเวลานั้น เราก็แค่ยอมรับไปตรง ๆ ว่าเป็นฝีมือของพวกเราก็พอ”
เซี่ยกว่างผิงที่อยู่ข้าง ๆ กล่าวอย่างโหดเหี้ยมว่า “ขอให้สองท่านนั้นจัดการซู่อู๋โจวให้แหลกเป็นชิ้น ๆ แล้วจับฉินชิงโหมวไว้ อย่าฆ่านาง ปล่อยให้นางอยู่แบบนั้นแหละ”
“เหลวไหล! นี่มันเวลาไหนแล้ว ยังจะคิดเรื่องผู้หญิงอีก!” เซี่ยเทาโกรธจัดกล่าวว่า “สองท่านนั้นจะลงมือยังต้องให้เจ้าสั่งการอีกหรือ?”
เซี่ยกว่างผิงกัดฟันแน่น คิดอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่พูดอะไรต่ออีก
สือเซิ่งที่อยู่ข้าง ๆ หัวเราะแล้วพูดว่า “ก็แค่ผู้หญิงคนหนึ่งเอง ไม่ต้องใส่ใจหรอกหลานชายเซี่ย
รอให้ลูกชายสองคนของข้ากลับมา ข้าจะให้พวกเขาหาผู้หญิงให้เจ้าอีกก็ได้”
เซี่ยกว่างผิงมองไปที่สือเซิ่ง จู่ ๆ ก็คิดถึงสือเม่ยหญิงสาวที่เขาไม่เคยได้ครอบครองเสียที เขาอดไม่ได้ที่จะอยากถามว่าสือเม่ยอยู่ที่ไหน
แต่เขายังไม่ทันได้เอ่ยถาม ก็ได้ยินสือเซิ่งพูดต่อว่า “พูดถึงลูกชายสองคนของข้า ไม่ทราบว่าหลานชายส่งพวกเขาไปที่ใด? อีกนานแค่ไหนจะกลับมา สถานการณ์ของตระกูลสือตอนนี้ ข้าก็หวังว่าพวกเขาจะกลับมาช่วยเร็ว ๆ นี้”
เซี่ยกว่างผิงถูกสือเซิ่งจ้องมอง เขาพยายามแสดงท่าทางสบาย ๆ หลีกเลี่ยงไม่สบตากับสือเซิ่งแล้วตอบว่า “ได้ ข้าจะรีบส่งคนไปแจ้งให้พวกเขากลับมาโดยเร็ว
เพียงแต่สถานที่ที่พวกเขาไปมันค่อนข้างไกล อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อยกว่าจะกลับมา”
เซี่ยกว่างผิงยังคงปกปิดเรื่องการตายของสือฮ่าวกับสือเซิน เพราะในตอนที่สามตระกูลกำลังวางแผนจัดการกับซู่อู๋โจว เขาไม่อยากให้เรื่องยุ่งยากบานปลาย อีกทั้งยังต้องใช้ประโยชน์จากตระกูลสือให้เต็มที่ ทุกอย่างต้องดำเนินไปอย่างมั่นคง
หากสือเซิ่งไม่มีข้อกังขาในใจ เขาอาจจะไม่คิดมากนัก
แต่เพราะได้รับคำเตือนจากซู่อู๋โจว เมื่อมองดูท่าทีของเซี่ยกว่างผิงที่เต็มไปด้วยพิรุธ สือเซิ่งก็รู้สึกเจ็บปวดในใจ: หรือว่าลูกชายทั้งสองของข้า…ตายด้วยน้ำมือของเขาจริง ๆ?
สือเซิ่งไม่ได้พูดอะไรอีก เขาจะส่งคนไปสืบว่า สือฮ่าวและสือเซินถูกส่งไปที่ห่างไกลจริงหรือไม่
เซี่ยกว่างผิงเห็นว่าสือเซิ่งไม่ถามอะไรต่อ ก็โล่งใจขึ้นมาทันที แต่ไม่รู้เลยว่า สีหน้าโล่งใจของเขานั้นก็อยู่ในสายตาของสือเซิ่งเช่นกัน
ตอนนี้เซี่ยกว่างผิงกำลังคิดว่า ให้สองท่านนั้นลงมือจัดการซู่อู๋โจวให้แหลกเป็นชิ้น ๆ
ซู่อู๋โจวแข็งแกร่งก็จริง แล้วอย่างไรเล่า ผู้ที่ครอบครองเจตจำนงดาบ และอยู่ในระดับเซียนขั้นต้นนั้น มีพลังเหนือกว่าเซี่ยหลินเยวียนเสียอีก
ซู่อู๋โจวเป็นเพียงผู้ฝึกยุทธขอบเขตพลังสวรรค์ขั้นเก้า ต่อให้ทะลวงไปถึงขั้นเซียน ก็เปรียบเทียบกับพวกเขาไม่ได้อยู่ดี
สองท่านนั้นเป็นศิษย์ยอดฝีมือของลัทธิโบราณ ทั้งยังได้รับสืบทอดพลังมาอย่างยาวนาน ศิษย์ของลัทธิโบราณนั้นแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกยุทธทั่วไปมากนัก แล้วคนอย่างซู่อู๋โจวจะไปเทียบอะไรได้?
ลุงของเขา เซี่ยหลินเยวียน เคยสู้กับหนึ่งในสองท่านนั้นแค่สามกระบวนท่าก็พ่ายแพ้ยับเยิน
คราวนี้เมื่อสองท่านนั้นลงมือ ซู่อู๋โจวไม่มีทางรอดจากคมดาบได้แน่นอน
เพียงแต่น่าเสียดาย...ฉินชิงโหมวหญิงคนนี้เขาเฝ้าหมายปองมาโดยตลอด
...ทางด้านของซู่อู๋โจวแน่นอนว่าไม่รู้ว่าเซี่ยเทาและคนอื่น ๆ กำลังวางแผนจะฆ่าเขา และไม่รู้เลยว่าคนที่ลงมือจะเป็นศิษย์ลัทธิโบราณที่ครอบครองเจตจำนงดาบ ซึ่งวางกับดักสังหารที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ไว้รอเขา!
ในมุมมองของเขาแล้ว ภายในเมืองหลินอันนั้น ไม่มีใครที่เป็นภัยคุกคามต่อเขามากนัก ต่อให้เซี่ยเทาลงมือ เขาก็เชื่อว่าตนเองหนีรอดได้
หลังจากหารือกับจ้าวเซินสักพัก ซู่อู๋โจวก็มองส่งจ้าวเซินจากไป
มองดูเงินห้าพันตำลึงที่จ้าวเซินทิ้งไว้ แล้วคิดถึงอีกหนึ่งหมื่นตำลึงที่ฉินลี่จะส่งมาเพิ่มเติม รวมถึงผลกำไรที่จะแบ่งกันทุกเดือน อยู่ดี ๆ เขาก็กลายเป็นคนมีเงินขึ้นมาทันที
ถ้าหากกดหัวความโอหังของสามตระกูลเมา ตระกูลหลี่ ตระกูลเซี่ยให้ได้ ชีวิตในเมืองหลินอันของเขาจะสบายไม่ใช่เล่นเลยทีเดียว
อืม! เสียอย่างเดียว...ภรรยาของเขาดันไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร ทำให้ชีวิตอันสมบูรณ์แบบนี้ยังมีจุดที่ขาดไปนิดหน่อย
ขณะที่เขากำลังคิดเช่นนั้น สือเม่ยก็เดินเข้ามา เก็บถ้วยชาที่จ้าวเซินใช้ไปเมื่อครู่ และรินน้ำชาเพิ่มให้เขา
ซู่อู๋โจวมองดูสือเม่ย นางสวมชุดกระโปรงตัวหนึ่ง ร่างกายโค้งเว้าอย่างชัดเจน ขาเรียวผิวเนียน แขนขาวดั่งหยก ทั้งหมดล้วนดูเย้ายวนเป็นอย่างยิ่ง
นี่คือหญิงสาวผู้มากด้วยเสน่ห์เย้ายวนที่ยากจะต้านทานจริง ๆ...