- หน้าแรก
- อัจฉริยะลูกเขยอันดับหนึ่ง
- 51 - ข้าไม่ไปกับท่าน?
51 - ข้าไม่ไปกับท่าน?
51 - ข้าไม่ไปกับท่าน?
ซู่อู๋โจวมองหญิงสาวที่หมอบอยู่ตรงหน้าเขา แม้จะมองไม่ชัดว่าใบหน้าเป็นอย่างไร แต่ผิวขาวเนียนกับรูปร่างสูงโปร่งของนางก็ดึงดูดสายตาไม่น้อย
"สือเม่ย! ยังไม่รีบลุกขึ้นมาอีก กลับไปกับข้า!" เสียงของสือเซิ่งดังลั่นด้วยความโกรธจัด
"ท่านพ่อ! ข้าแค่...ไม่อยากตาย!" สือเม่ยเงยหน้าขึ้นในตอนนั้น เผยให้เห็นใบหน้าขาวเนียนอ่อนหวาน รูปหน้าเหมือนไข่ห่าน ผิวพรรณผุดผ่อง ดวงตาคิ้วปากล้วนได้รูป เป็นหญิงงามคนหนึ่งโดยแท้
"หมายความว่าอย่างไร? แค่ไม่อยากตายเจ้าก็ยอมคุกเข่าต่อหน้าศัตรูแล้วเหรอ" สือเซิ่งโกรธจนตัวสั่น ไม่เข้าใจว่าในหัวของสือเม่ยคิดอะไรอยู่
"หากวันนี้ท่านพ่อสั่งให้ตระกูลสือต่อสู้ตายไปพร้อมกันกับซู่อู๋โจว แม้ข้าจะไม่ชอบบ้านนี้แค่ไหน ข้าก็จะยืนหยัดเคียงข้างท่าน
ถึงแม้เขาจะอยู่ในระดับเซียนก่อนกำเนิด แต่หากเราทุ่มสุดกำลังของทั้งตระกูล ก็อาจจะล้มเขาได้
แต่ท่านพ่อกลับเลือกความขี้ขลาด ปล่อยโอกาสนี้ไป จากวินาทีนี้ หากข้าเดินจากที่นี่ไปพร้อมท่านพ่อ สิ่งที่รอข้ามีแค่ 'ความตาย' เท่านั้น
และสิ่งที่ข้าไม่ต้องการที่สุด ก็คือ 'ความตาย' เพราะชีวิตต่ำต้อยของข้านี้ เป็นสิ่งที่ท่านแม่อันต่ำต้อยของข้าแลกมาด้วยชีวิต ข้าจะไม่ทำให้ท่านแม่ต้องผิดหวัง จะไม่ให้การเสียสละของนางต้องเปล่าประโยชน์"
สือเม่ยเงยหน้าขึ้น ดวงตามองสือเซิ่งอย่างสงบ
"เจ้ากล้าดีอย่างไรมากล่าวหาข้า!" สือเซิ่งถลึงตาใส่สือเม่ยด้วยความโมโห
"ดูเถอะ! ท่านพ่อกล้าด่าได้แค่ข้า สำหรับท่าน ข้าเป็นเพียงบุตรตรีที่เกิดจากเมียรองต่ำต้อย คนอย่างข้าอยู่หรือตายท่านก็ไม่ใส่ใจ เช่นนั้นแล้วท่านพ่อจะมายุ่งกับข้าทำไม ท่านก็แค่พาคนของท่านจากไปก็พอแล้ว" สือเม่ยพูดกับสือเซิ่งเสียงเรียบ
ใบหน้าของสือเซิ่งเปลี่ยนเป็นเขียวเข้ม กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูด
แต่สือเม่ยไม่สนใจคำพูดของเขา กลับยังคงหมอบอยู่ต่อหน้า ซู่อู๋โจวแล้วพูดว่า "ขอท่านโปรดรับข้าไว้ด้วยเถิด"
"สือเม่ย! ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ กลับไปกับข้า!" สือเซิ่งโกรธจนแทบระเบิด เขาก้าวพรวดเข้าไปจะลากนางกลับ
แต่สือเม่ยขยับตัวไวกว่า หลบไปอยู่ข้างกายซู่อู๋โจว ทำให้ใบหน้าของสือเซิ่งหม่นดำแทบจะไหลเป็นน้ำ
"ท่านพ่อ ข้าแค่อยากมีชีวิตอยู่ ทำไมท่านต้องบีบข้าด้วย"
"ใครบอกเจ้าว่าข้าจะให้เจ้าตาย!" สือเซิ่งโมโหถึงขีดสุด
สือเม่ยพูดว่า "ท่านพ่อท่านอ่อนแอเกินไป ถ้าข้ากลับไปกับท่านก็มีแต่ตายแน่นอน
หลี่ชิงเฟย, เมาหย่งเหลียง และเซี่ยกว่างผิง พวกเขาคิดไม่ดีกับข้า ท่านพ่อจะไม่รู้จริงหรือ?
เหมือนกับตอนที่ท่านแม่ของข้า...ท่านจะไม่รู้จริง ๆ หรือ ว่าทำไมท่านแม่ของข้าถึงตาย?
สามคน เซี่ยกว่างผิง เมาหย่งเหลียง หลี่ชิงเฟย เห็นว่าท่านแม่ข้างดงาม จึงรุมข่มเหงท่านแม่อย่างป่าเถื่อน
ต่อมา...น้องชายสองคนต่างแม่ของท่าน ก็ร่วมวงด้วย เรื่องชั่วช้าแบบนี้ ท่านพ่อกลับแค่ตวาดสองคำ น้องข้า
ส่วนพวกเซี่ยกว่างผิง เมาหย่งเหลียง หลี่ชิงเฟย ท่านไม่แม้แต่จะพูดสักคำ เหมือนกับท่านยอมรับทุกอย่าง ท่านแม่ของข้าถูกพวกเดนนรกห้าคนรุมย่ำยีอยู่หลายครั้ง จนสุดท้าย...ก็ถูกทรมานจนตาย
ท่านพ่อก็ใจดำอย่างที่สุด แค่ห่อตัวนางด้วยผ้าห่มแล้วก็โยนศพทิ้งไปทำราวกับ...ทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้น"
"หุบปาก!" สือเซิ่งตวาดด้วยความเดือดดาล ใบหน้าเหี้ยมเกรียม
"ดูเหมือนท่านพ่อจะโกรธจริง ๆด้วย ก็แน่ล่ะ… อย่างไรท่านแม่ของข้าก็เป็นคนที่งามที่สุดในบรรดาอนุภรรยาของท่าน..."
“เจ้าก็โกรธพวกเซี่ยกว่างผิง เมาหย่งเหลียง หลี่ชิงเฟยไม่ใช่หรือ?” สือเซิ่งถาม
“แต่ท่านพ่อกลับกล้ำกลืนความโกรธนั้นไว้ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้ภายหลังพวกมันจะยังคงตามรังควานข้าอยู่ ท่านก็ยังแสร้งทำเป็นไม่เห็น พ่อที่เป็นได้แค่สามีที่อ่อนแอ เป็นพ่อที่ไม่ปกป้องบุตรถึงเพียงนี้ ข้าจะกล้าเดินตามท่านออกไปได้อย่างไร?
ท่านพ่อพึ่งพาพวกมันเพื่อเอาตัวรอด แล้วข้าล่ะ? หรือวันหนึ่งท่านจะเอาข้าไปแลกผลประโยชน์?
ท่านแม่ข้าคือตัวอย่างชัดเจนที่สุด... ข้าไม่อยากตาย...” สือเม่ยกล่าวเสียงเรียบ
สือเซิ่งที่เคยโกรธจนแทบคลั่ง ตอนนี้กลับนิ่งงัน สายตามองตรงไปยังสือเม่ย
“เจ้าคิดว่าตามศัตรูไปจะมีความสุขหรือ?”
“อย่างน้อยมันก็ดีกว่าทางที่มีแต่ความตายแน่นอน” สือเม่ยกล่าว
จากนั้นสือเม่ยหันหน้าไปทางซู่อู๋โจวแล้วพูดว่า “ข้ายินดีปรนนิบัติท่านถึงในเรือน”
ซู่อู๋โจวมองหญิงสาวที่คุกเข่าอยู่เบื้องหน้าเขา ก่อนจะก้มหน้าลง “เจ้าคิดจะใช้เรือนร่างยั่วยวนข้า
เจ้าคิดว่าข้าจะตกหลุมพรางแบบนั้นหรือ?” ซู่อู๋โจวหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน
ฉินอวิ๋นเจี๋ยที่อยู่ข้าง ๆ ได้ยินคำตอบก็ถอนหายใจโล่งอก
เขายังจำได้ดีถึงเรื่องไร้สาระของซู่อู๋โจวในวันแต่งงาน ไม่คิดว่าพี่เขยคนนี้ยังมีสติพอที่จะไม่ยอมให้หญิงงามของศัตรูมายั่วยวนจนหลง
แต่แล้วซู่อู๋โจวก็หันไปมองฉินชิงโหมว สีหน้าเศร้าสร้อยแล้วพูดว่า “ข้าคงต้องกลับไปทบทวนตัวเองเสียแล้ว”
“หืม?” ฉินชิงโหมวขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าเขาหมายความว่าอะไร ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขาคิดทบทวนตัวเองได้?
“ข้าต้องทำอะไรผิดแน่ ๆ ถึงทำให้หญิงสาวเหล่านี้คิดว่าตนเองคู่ควรกับข้า ถึงกล้าลองมายั่วยวนข้า
คิดไปแล้ว ข้าคงยังไม่ดีพอ ถึงเปิดโอกาสให้พวกนางกล้าเข้ามาใกล้ข้าได้” ซู่อู๋โจวตอบกลับไป
ฉินชิงโหมวที่ปกติอ่อนโยน สุภาพเรียบร้อย ก็ยังต้องสูดหายใจลึก แล้วพูดออกมาเบา ๆ ว่า “เงียบซะที!”
สือเซิ่งเห็นท่าทีของซู่อู๋โจว ก็หัวเราะเยาะแล้วพูดกับสือเม่ย “เจ้าคงลืมไปแล้ว ว่าความงามน่ะ มันไม่ใช่ทุกอย่าง คนเขาไม่ต้องการเจ้า รีบลุกขึ้นแล้วกลับไปกับข้าเถอะ”
สือเม่ยกัดริมฝีปากแน่น ยังคงหมอบอยู่กับพื้น ใบหน้าขาวซีด
นางเคยคิดว่า...ชายที่สามารถไปเที่ยวหอนางโลมได้แม้ในวันแต่งงาน น่าจะพ่ายแพ้ให้กับเสน่ห์ของนางได้ไม่ยาก แต่ตอนนี้...ก็จริง เขาคือศัตรู เขาจะกล้าให้บุตรสาวของศัตรูอยู่ใกล้ตัวได้อย่างไร?
“การยั่วยวนเป็นวิธีที่ตื้นเขินมาก พวกเราไม่ตกหลุมพรางแบบนั้นหรอก” ฉินอวิ๋นเจี๋ยเอ่ยแทนซู่อู๋โจวในเชิงปฏิเสธ พลางคิดว่าพี่เขยยังพอมีสติอยู่บ้าง
แต่ซู่อู๋โจวกลับพูดขึ้นว่า “ใครบอกกัน ข้าน่ะชอบวิธีแบบนี้เสียด้วยซ้ำ”
เขาหันไปมองฉินอวิ๋นเจี๋ย แล้วมองสือเม่ยอีกครั้งก่อนพูดว่า “เจ้าก็อยู่ที่นี่เถอะ”
คำพูดนี้ทำให้ไม่เพียงแต่ฉินอวิ๋นเจี๋ยตกใจ แม้แต่ฉินชิงโหมวก็หันขวับไปมองเขา คิ้วงามขมวดเข้าหากัน มือที่เคยจับเขาไว้ก็ค่อย ๆ ดึงออก
“เดี๋ยวก่อน…เจ้าจะให้นางอยู่จริงหรือ เจ้าพึ่งยึดบ้านของตระกูลสือมา แล้วเจ้าจะกล้าให้ลูกสาวของเขาอยู่ใกล้ ๆ ได้อย่างไร? เจ้าไม่กลัวตายหรือ?”
ฉินอวิ๋นเจี๋ยพูดอย่างร้อนรน “เจ้าไม่คิดหรือว่า สิ่งที่นางพูดมันอาจเป็นเรื่องโกหก เขาสองคนพ่อ–ลูก อาจร่วมมือกันสร้างเรื่องให้เจ้าหลงเชื่อ พอได้โอกาสก็จัดการเจ้าจากข้างใน แบบนี้ไม่ง่ายกว่าหรือ คำว่า ‘ราคะ’ น่ะ เหมือนมีดเล่มหนึ่งนะ!”
สือเม่ยพูดขึ้นว่า “ในจวนสกุลสือ ข้าคือคนที่เหมาะจะรับใช้ท่านมากที่สุดยิ่งกว่านั้น ข้ายังมีค่ามากกว่านั้นอีกหากท่านต้องการ เราสามารถคุยต่อกันในห้องได้และเรื่องที่ข้าพูด ไม่ใช่นิยาย ท่านสามารถตรวจสอบได้”
ฉินอวิ๋นเจี๋ยหัวเราะเยาะ “ข้าจะเชื่ออะไรแบบนี้ได้อย่างไร?
ถ้าเป็นเจ้า เจ้าจะกล้ารับคนแบบนี้ไว้ใกล้ตัวหรือ?ซู่อู๋โจว เจ้าจะโง่ไปถึงไหน? นี่แค่ละครฉากหนึ่งของพ่อลูกคู่นี้ เจ้าอย่าใจกว้างนักเลย!”
ตอนนี้เขาไม่เรียกซู่อู๋โจวว่าพี่เขยอีกต่อไปแล้ว แต่เรียกชื่อออกมาตรง ๆ
ความเคารพที่เคยมีก็จางหาย เหลือไว้เพียงความรังเกียจเหมือนในอดีต
สือเม่ยเม้มริมฝีปาก ไม่เอ่ยคำใดอีก มีเพียงดวงตาที่จ้องมองซู่อู๋โจวด้วยความหวัง รอคำตอบของเขา...
(โปรดติดตามตอนต่อไป ขอบคุณทุกท่านค่ะ)