- หน้าแรก
- อัจฉริยะลูกเขยอันดับหนึ่ง
- 23 - ตระกูลสือ?!
23 - ตระกูลสือ?!
23 - ตระกูลสือ?!
บนถนน ร่างของสามคนในชุดดำถูกตัดออกเป็นชิ้น ๆ ดูแล้วช่างน่าตกตะลึง เลือดไหลนองไปถึงเท้าของซู่อู๋โจว
ตอนนี้กระบี่ในมือของเขาได้แตกละเอียดไปหมดแล้ว เหลือเพียงแค่ด้ามกระบี่ที่ยังถืออยู่
กระบวนท่านี้แข็งแกร่งเกินไป การปล่อยกระบวนท่านี้ออกไปเพียงครั้งเดียว กระบี่ก็ไม่สามารถรองรับพลังอันมหาศาลได้จนแหลกสลาย
เขายืนอยู่ตรงนั้น พลังในร่างถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น แม้แต่การยืนอยู่เฉย ๆ ยังต้องใช้แรงฝืนอย่างมาก
ความรู้สึกหมดแรงแบบนี้ช่างไม่สบายเอาเสียเลย กระบวนท่านี้แข็งแกร่งก็จริง แต่การใช้เพียงครั้งเดียวกลับดูดกลืนพลังของเขาจนหมดสิ้น ตอนนี้ต่อให้ใครผ่านมา ก็สามารถฆ่าเขาได้อย่างง่ายดาย
"เฮ้อ! ลืมไปเลยว่าเจ้ามันไก่อ่อน การใช้กระบวนท่านี้มันฝืนเกินไป!"
เสียงของชายชราดังขึ้นในจิตวิญญาณของซู่อู๋โจว
ซู่อู๋โจว ได้ยินเช่นนั้นถึงกับอยากจะพูดออกมา เจ้านึกออกเอาป่านนี้หรือไง!?
ถ้าเมื่อกี้เขาใช้กระบวนท่านี้แต่พลังไม่พอ แล้วใช้ไม่สำเร็จล่ะ? แบบนั้นไม่เท่ากับรอความตายหรอกหรือ!?
"เจ้าอ่อนแอเกินไป! ผ่านมาตั้งนานแล้วยังไม่ก้าวสู่ระดับเซียนแรกเริ่มอีก ช่างน่าขายหน้า!"
ชายชราพูดเย้ยหยัน
ข้าชักอยากจะลากเขาออกมาซัดให้ตายจริง ๆ! ซู่อู๋โจวพลางคิดในใจ
"กระบวนท่าของกระบี่สังหารนิรันดร์ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณของเจ้า ใช้เวลาไปทำความเข้าใจมันให้ดีล่ะ"
เสียงของชายชราดูอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ ก่อนจะรีบพูดว่า
"ข้าคงทนอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว ครั้งนี้ข้าคงสลายไปจริง ๆ แล้วล่ะ! เจ้าหนู! จำคำของข้าไว้ให้ดี!"
สิ้นเสียงนั้น วิญญาณเสี้ยวหนึ่งของชายชราก็สลายหายไปอย่างเงียบเชียบ ไม่มีวี่แววใด ๆ หลงเหลืออยู่
"จริงหรือ? ตาเฒ่าบ้านั่นหายไปจริง ๆ งั้นหรือ?"
ซู่อู๋โจวพยายามใช้จิตสัมผัสตรวจสอบในจิตวิญญาณ แต่ก็ไม่พบร่องรอยของชายชราแม้แต่น้อย
แต่ตอนนี้เขาไม่มีเวลาคิดเรื่องนั้น เพราะพลังในร่างของเขาถูกสูบไปจนหมดสิ้น แล้วจู่ ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่า ในถ้วยหินยังมีของเหลวสีเลือดอยู่ ซึ่งมันสามารถช่วยฟื้นฟูพลังเลือดของเขาได้!
ซู่อู๋โจว ใช้จิตสั่งการให้ของเหลวสีเลือดซึมเข้าสู่ร่างกายของตนเอง พลังเลือดที่เหือดแห้งก็เริ่มฟื้นคืน
เขาดีใจอย่างมาก ของเหลวสีเลือดไหลเข้าสู่ร่างกายไม่หยุด เพียงชั่วครู่ของเหลวสีเลือดกว่าร้อยหยดก็ถูกใช้ไปจนหมดสิ้น
แต่ในตอนนี้ พลังเลือดของเขากลับคืนมาสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง
ซู่อู๋โจว ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดีแล้วล่ะที่ไม่มีใครโผล่มาเล่นงานข้าอีก
"กระบวนท่านี้ห้ามใช้พร่ำเพรื่อเด็ดขาด! ใช้ทีเดียวหมดแรงเลย แบบนี้ไม่ต่างอะไรจากลูกแกะที่รอถูกเชือดเลยนะ!"
เขาก้มลงมองร่างกายของตนเอง พบว่าบริเวณหน้าอกมีบาดแผลจากเศษหินขูดขีด
แต่ในฐานะที่เขาเป็นหมอ แผลแค่นี้ย่อมไม่เป็นปัญหา
เมื่อมองดูเสื้อผ้าที่เปรอะไปด้วยเลือด ซู่อู๋โจวก็คิดว่า ต้องหาเสื้อผ้าใหม่เปลี่ยนแล้วล่ะ…
บนหอคอยชั้นบน ไต้เยาเยาจ้องมองแผ่นหลังของ ซู่อู๋โจวที่กำลังเดินจากไปดวงตาคู่งามทอประกายลึกลับ
"เจ้ากำลังคิดแผนร้ายอะไรอีกล่ะ?" อวี่เฟิง เอ่ยถามไต้เยาเยา
ไต้เยาเยา หัวเราะคิกคักก่อนปรายตามอง อวี่เฟิงด้วยแววตาออดอ้อน
"เจ้าอยากรู้จริงๆหรือ?"
อวี่เฟิง นึกถึงชื่อเสียงของนางแล้วก็ขนลุก รีบส่ายหัวรัว ๆ "ไม่อยากรู้เลยสักนิด!"
ไต้เยาเยา ไขว้ขาขึ้น เริ่มแกว่งขาไปมาเบา ๆ เสียงกระดิ่งที่ข้อเท้านางดังกริ๊ง ๆ
แม้ว่าเท้านางจะขาวเนียนราวหิมะ แต่น่าแปลกที่ อวี่เฟิงซึ่งเป็นพวกเจ้าชู้กลับไม่กล้าหันไปมอง
"หมอที่มีฝีมือสูงส่ง แถมยังเข้าถึง 'เต๋า' ได้ในวัยหนุ่มสาว… ข้าชักไม่รู้แล้วสิว่าควรจะทำอย่างไรดี"
ไต้เยาเยา หัวเราะคิกคัก
อวี่เฟิงลอบไว้อาลัยให้กับซู่อู๋โจวอยู่ในใจ ถูกนางมารคนนี้หมายตาแล้ว ไม่มีอะไรดีแน่นอน…
"เจ้าคิดไปเถอะ ข้ามีธุระ ต้องไปก่อน" ก่อนจากไปอวี่เฟิงก็เอ่ยขึ้นว่า
"เมื่อวานข้าไปที่หอคณิกา พบศิษย์ของ 'จวินเทียน' สองคน"
ไต้เยาเยา หรี่ตา ก่อนจะถามว่า "เจ้ามั่นใจหรือ?"
อวี่เฟิงพยักหน้า
ไต้เยาเยา หัวเราะเบา ๆ ก่อนพูดว่า
"แบบนี้ก็น่าสนุกสิ… 'จวินเทียน' ทนไม่ไหวแล้วหรือ? หรือว่าพวกเขามีแผนบางอย่างเกี่ยวกับ 'เมืองหลินอัน'?"
ดวงตาของนางทอประกายตื่นเต้นขึ้นมา
อวี่เฟิงเห็นท่าทางของนางแล้วก็อดขนลุกไม่ได้
พวกบ้าพวกนี้ไม่กลัวเรื่องใหญ่จริง ๆ! กล้าคิดอะไรกับเมืองหลิงอันด้วย! ที่นั่นเป็นแผ่นดินของยอดคนเชียวนะ!
แถม 'จวินเทียน' ยังมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับกลุ่มคนบางกลุ่มใน เขตจ้าวเกออีกแบบนี้แผนการทั้งหมดอาจเป็นสิ่งที่พวกนั้นวางเอาไว้ก็ได้…
อวี่เฟิงขนลุกซู่ รีบส่ายหัวแรง ๆ คิดเรื่องพวกนี้มันเปลืองสมองเกินไป จะไปสนใจพวกบ้าพวกนี้ทำไมกัน
"ช่วยข้าสืบเรื่องของศิษย์ทั้งสองของสำนักจวินเทียนให้หน่อยสิ?" ไต้เยาเยาพูดกับอวี่เฟิง
"ถ้าจะให้เรื่องนี้นับเป็นหนึ่งในเรื่องที่ข้าสัญญากับเจ้าไว้ก็พอรับได้! แต่ถ้าไม่ใช่ ก็อย่าหวังเลย… ข้าไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับศึกธรรมะและอธรรมของพวกเจ้าหรอก"
อวี่เฟิงกล่าว "อีกอย่าง ข้าก็มีธุระต้องทำ"
"ในเมืองหลินอันนี่นะ เจ้าจะมีธุระอะไรได้?"
ไต้เยาเยาแปลกใจ หรือว่าเจ้านี่ก็อยากทำอะไรในหลินอัน? หมอนี่ชอบหาเรื่องใส่ตัวจนเป็นนิสัย จะทำเรื่องบ้าอะไรอีกล่ะ หรือว่าเขาอยากจะสร้างชื่อเสียงให้ยิ่งใหญ่จนขึ้นเป็นอ๋องแห่งหลินอัน?
"ได้ข่าวว่า คืนนี้ในเมืองหลินอันมีงานชุมนุมนักกวีและปราชญ์งานแบบนี้นะ สาว ๆ ต้องเยอะเป็นพิเศษเลยล่ะ
คืนนี้ข้ายังไม่มีแผนเลยนะ ต้องหาคนไปนอนกอดสักคน ไม่งั้นนอนไม่หลับแน่"
อวี่เฟิงพูดพลางกระโดดลงจากหอคอย ทิ้งคำพูดนี้ไว้
"เจ้าโผล่มาที่เมืองหลินอัน คนอื่นจะคิดแค่ว่าเจ้ามาเที่ยวหาความสำราญจริง ๆ เหรอ นี่มันหายนะชัด ๆ!"
ไต้เยาเยาหรี่ตายิ้ม เดิมทีนางแค่มาหลบภัยที่เมืองหลินอันเพราะบาดเจ็บ ตอนนี้… หรือว่าควรวางหมากในเมืองหลินอันด้วยดีไหมนะ?
ตระกูลสือ!
ขณะนี้แสงไฟส่องสว่างไปทั่ว เหล่าลูกหลานตระกูลผู้ดีแห่งเมืองหลินอันมารวมตัวกันที่นี่
แม้ว่าในแผ่นดินนี้ ศาสตร์ทั้งปวงจะรุ่งเรืองพร้อมกัน แต่สุดท้ายศิลปะการต่อสู้ก็ยังคงเป็นที่หนึ่ง
แต่สายทางปัญญาก็ไม่อาจมองข้ามได้ ตัวอย่างเช่น สำนักจี้เซี่ย สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของศาสตร์แห่งปัญญา
พลังอำนาจของพวกเขายิ่งใหญ่เกินกว่าตระกูลบู๊ใด ๆ จะเทียบเคียงได้ ศิษย์ของพวกเขานั้นแข็งแกร่งจนเกินจะคาดเดา
งานที่ตระกูลสือคืนนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้มีความสามารถจริงหรือเพียงแค่ต้องการเสริมภาพลักษณ์ให้ดูสูงส่ง ลูกหลานตระกูลผู้ดีก็ต้องมาร่วมเพื่อแสดงตนว่าไม่ใช่แค่คนหยาบกระด้างไร้การศึกษา
ลานนอก คึกคักไปด้วยเสียงสนทนา ลูกหลานตระกูลสูงศักดิ์กำลังแต่งกลอน ประลองวาทะ และพูดคุยเรื่องศิลปะการต่อสู้
ลานใน กลับเงียบสงัด มีเพียงไม่กี่คนนั่งอยู่ที่นั่น
พวกเขาคือ สือเซิ่ง หัวหน้าตระกูลสือ, เซี่ยกว่างผิง, และลูกชายของตระกูลใหญ่ หลี่ชิงเฝย และ เมาหย่งเหลียง
"หลานรัก ข้าไม่ได้เจอลูกข้ามาหลายวันแล้ว" สือเซิ่งพูดกับเซี่ยกว่างผิง
"ขออภัยท่านอา ข้ามีธุระส่วนตัว จึงส่งพี่น้องสองคนไปช่วยจัดการเรื่องหนึ่ง พวกเขาออกจากเมืองหลินอันไปแล้วระยะทางไกลอยู่ คงต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะกลับมา" เซี่ยกว่างผิงพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
"ฮ่า ๆ ๆ หลานรักพูดอะไรเช่นนี้เล่า พวกเขาได้ติดตามเจ้าไปเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ข้ายังดีใจเสียอีก
เพียงแต่ข้ากลัวว่าพวกเขาจะยังเอาแต่เที่ยวเล่นไม่เอาไหน" สือเซิ่งหัวเราะลั่น
เซี่ยกว่างผิงยิ้ม แต่ในใจเขารู้ดีว่าพี่น้องคู่นั้นคงไม่รอดตั้งแต่ที่รู้ว่าศัตรูของพวกเขาคือซู่อู๋โจว
อย่างไรก็ตาม ตระกูลสือยังมีประโยชน์อยู่ จึงไม่อาจปล่อยให้พวกเขารู้ว่าตนเองส่งพี่น้องตระกูลสือไปฆ่าซู่อู๋โจว แต่กลับถูกฆ่าซะเอง
"พูดถึงพวกไม่เอาไหน ไม่มีใครคาดคิดเลยว่าเจ้าขยะของเมืองหลินอันจะกลายเป็นยอดฝีมือขึ้นมาได้
เซี่ยกว่างผิง วันนี้เจ้าส่งยอดฝีมือสามคนไปฆ่าเขา ยังไม่เห็นพวกเขากลับมาเลย พวกเขาคงไม่พลาดใช่หรือไม่?"
"วางใจเถอะ ซู่อู๋โจวมีฝีมือเพียงแค่ระดับ หลังสวรรค์ขั้นห้า เท่านั้น ข้าส่งคนที่เป็นหลังสวรรค์ขั้นเจ็ด และฝึกวิชาต่อสู้ไปฆ่าเขา แค่ดีดนิ้วก็จบ!"
เซี่ยกว่างผิงกล่าวอย่างมั่นใจ "ตระกูลฉิน ข้าจะต้องได้มาเป็นของเรา ฆ่าซู่อู๋โจวเพื่อทำลายขวัญกำลังใจของฉินลี่ จากนั้นเราจะกวาดล้างตระกูลฉินให้สิ้นซาก!"
"แต่เจ้าหมอนั่นปกปิดพลังมานาน เขาอาจจะแข็งแกร่งกว่าที่พวกเราคิดก็ได้ในวันประลองวันนั้น มันช่างน่าตกตะลึงเกินไป" เมาหย่งเหลียงพูดด้วยความหวาดหวั่น
"ถึงแม้ว่าเขาจะปกปิดพลัง แต่สุดท้ายก็ต้องตายอยู่ดี! ข้ารู้ดีว่ายอดฝีมือทั้งสามที่ส่งไปเก่งแค่ไหน ซู่อู๋โจวไม่มีทางรอดแน่!
ถ้าเขายังรอดจากเงื้อมมือของพวกนั้นได้ ข้าจะยอมเรียกเขาว่าท่านพ่อเลย!" เซี่ยกว่างผิงกล่าวเสียงเย็นชา แสดงถึงความไม่พอใจที่เมาหย่งเหลียงไม่เชื่อมั่นในแผนของเขา
"ฮ่า ๆ ๆ เซี่ยกว่างผิง พูดอย่างนี้ข้าก็วางใจแล้ว ข้าเองก็ไม่อยากเห็นเจ้าหมอนั่นอีก"
เมาหย่งเหลียงหัวเราะอย่างสะใจ
เซี่ยกว่างผิงกำลังจะพูดต่อ แต่ทันใดนั้นเขาเห็นลูกน้องของเขาวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามายังหอที่พวกเขานั่งอยู่
บนใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้ม พลางชี้ไปที่ลูกน้องแล้วพูดกับเมาหย่งเหลียงว่า
"ดูสิ ข่าวดีมาแล้ว!"
(โปรดติดตามตอนต่อไป ขอทุกท่านสนับสนุนด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ)