- หน้าแรก
- อัจฉริยะลูกเขยอันดับหนึ่ง
- 12 - ผิดหวังมากเลยสินะ!
12 - ผิดหวังมากเลยสินะ!
12 - ผิดหวังมากเลยสินะ!
วันใหม่มาถึงอีกครั้ง
เมื่อหลินชิงซานมาถึงลานฝึกยุทธ์ เขาเห็นซู่อู๋โจวที่ยังปลอดภัยดี และเมื่อเห็นคลังอาวุธที่ว่างเปล่า หัวใจของเขากระตุกวูบ
"ผิดหวังมากเลยสินะ"
ซู๋อู๋โจวเดินไปหาหลินชิงซานแล้วพูดว่า "อ้อ จริงสิ เมื่อวานเจ้าลืมเติมอาวุธในคลัง วันนี้อย่าลืมล่ะ"
สีหน้าของหลินชิงซานเปลี่ยนไปทันที เขาก้มหน้าลงโดยไม่กล้าพูดอะไรสักคำ
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ ซู่อู๋โจวจึงมั่นใจว่าเป็นหลินชิงซานที่เล่นตุกติกเมื่อวาน ไม่เช่นนั้นลานฝึกยุทธ์คงไม่ไร้คนขนาดนั้น แถมเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนั้นก็ยังไม่มีใครเข้ามา
"อย่าลืมเติมของให้ครบล่ะ" ซู่อู๋โจวบอกหลินชิงซาน
"อืม! ได้!"
หลินชิงซานตกใจจนลนลาน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาเคยขายผลประโยชน์ของตระกูลฉินไปไม่น้อย
เมื่อวานนี้เองที่สือเหล่ยกับสือเซินมาหาเขา ขอให้ช่วยสืบหาที่อยู่ของซู่อู๋โจว เขาไม่คิดอะไรมากก็ขายข่าวให้ทันที ยังไงเขาก็ไม่ชอบขี้หน้าซู่อู๋โจวอยู่แล้ว เพื่อให้แน่ใจว่าสือเล่ยกับสือเซินจะจัดการอีกฝ่ายได้ง่ายขึ้น เขาจึงจงใจไล่คนในลานฝีกออกไปทั้งหมด
เขาหวังว่าสือเหล่ยกับสือเซินจะเล่นงานซู่อู๋โจวจนยับเยิน แต่ตอนนี้ซู่อู๋โจวยังคงปลอดภัยดี ส่วนสือเหล่ยกับสือเซินกลับไร้ข่าวคราว
หรือว่าสือเหล่ยกับสือเซินจะเกิดเรื่อง?
ซู่อู๋โจวไม่มีทางมีฝีมือถึงขั้นนั้นแน่ แล้วใครกันที่จัดการสองพี่น้องนั่น?
คงมีแต่ยอดฝีมือของตระกูลฉิน!
หมายความว่า สิ่งที่เขาทำอาจเข้าหูฉินลี่แล้ว...เหงื่อเย็นผุดขึ้นบนหน้าผากของหลินชิงซาน เขาหันไปมองคลังอาวุธ
ไม่น่าแปลกใจที่คลังอาวุธหายไปอย่างลึกลับ มันต้องเป็นคำเตือนจากฉินลี่แน่!
ใช่ ต้องเป็นแบบนั้น!
เพราะเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของฉินอวิ๋นเจี๋ย ฉินลี่จึงแค่ยึดคลังอาวุธไปเป็นการเตือนเท่านั้น
เมื่อหลินชิงซานรีบสั่งให้คนไปซื้ออาวุธใหม่ ซู่อู๋โจวก็ยิ้มออกมาเขาเลี้ยงหมูตัวนี้ไว้นี่นา วันละมีด มื้อหนึ่งก็พอแล้ว
ด้านไต้เยาเยา
วันนี้นางมาที่ลานฝีกเพื่อสอนเรื่อง "ขั้นหลังสวรรค์" ซึ่งเป็นการฝึกฝนเปิดจุดชีพจร
นางสอนด้วยความตั้งใจ ส่วนนั้นซู่อู๋โจวเองก็นำมาผนวกกับตำราแพทย์ที่เขาเรียนรู้ ทำให้เข้าใจหลายสิ่งมากขึ้น
แม้ว่าวันนี้ยังมีหลายคนที่แอบนินทาเขาลับหลัง แต่เพราะหลินชิงซานไม่ได้มาหาเรื่อง ไม่มีใครกล้าหาเรื่องเขา
บรรยากาศจึงเงียบสงบเป็นพิเศษ
ในระหว่างที่ฟังการสอนของไต้เยาเยา ซู่อู๋โจวก็หลอมรวมหยดของเหลวสีเลือดเข้าสู่ร่างกาย
ก่อนหน้านี้ เมื่อหยดของเหลวสีเลือดซึมเข้าสู่ร่างกาย เขาจะรู้สึกได้ทันทีว่าพลังเลือดลมของเขาเพิ่มขึ้น
แต่ครั้งนี้ เมื่อหยดแรกซึมเข้าไป เขากลับไม่รู้สึกอะไรเลย ราวกับน้ำหยดลงสู่มหาสมุทร เขาไม่เร่งรีบ ค่อยๆ หยดเพิ่มเข้าไปทีละหยด
เมื่อวาน เขาได้รับเงินจากไต้เยาเยา 299 ตำลึงเงิน และเขาพบว่าในถ้วยดำมีของเหลว 299 หยดพอดี
ทำให้เขาเจ็บใจไม่น้อย เพราะอาวุธในคลังอาวุธมีมูลค่าราว 300 ตำลึง แต่กลับได้เพียง 50 หยดของเหลว
เท่ากับว่า มูลค่าจริงๆ ของอาวุธเหล่านั้นอยู่ที่แค่ 50 ตำลึง! หากขายเป็นเศษเหล็กก็ประมาณนี้อยู่แล้ว แต่จริงๆ แล้วอาวุธมีค่ามากกว่านั้นมาก
ทว่าถ้วยดำไม่สนใจเรื่องฝีมือหรือคุณภาพ มันนับแค่ปริมาณโลหะเท่านั้น
กล่าวคือ ในสายตาของถ้วยดำ อาวุธเหล่านั้นเป็นแค่เศษเหล็กธรรมดา
หยดของเหลวสีเลือดค่อยๆ หลอมรวมกับพลังเจี้ยนอี้ - จิตกระบี่ และซึมเข้าสู่ร่างของซู่อู๋โจว เมื่อหยดที่สิบซึมเข้าไป เขาถึงเริ่มรู้สึกได้ว่าพลังเลือดลมของเขาเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้ แค่สิบหยดก็สามารถทำให้เขาก้าวข้ามหนึ่งขีดขั้นได้ แต่คราวนี้กลับเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
แต่ซู่อู๋โจวไม่ได้หยุด เขายังคงหลอมรวมของเหลวสีเลือดเข้าสู่ร่างกายต่อไป...
ในเวลาเดียวกัน
ซู่อู๋โจวสังเกตเห็นว่า จิตกระบี่ของเขาเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย แทรกซึมเข้าสู่แขนขาและกระดูกทุกส่วนในร่างกาย เขารู้สึกเหมือนมีบางอย่างแปลบปลาบทั่วร่าง
"จิตกระบี่หลอมร่าง!"
เขารู้ได้ทันทีว่านี่คืออะไร ร่างกายของเขารับพลังเลือดลมมหาศาลไม่ไหว จิตกระบี่จึงเริ่มเสริมสร้างร่างกายของเขาให้แข็งแกร่งขึ้น!
ด้านไต้เยาเยาขณะที่นางกำลังสอนอยู่ สายตาเหลือบไปเห็นซู่อู๋โจว นางรู้สึกสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง
นางรู้สึกว่าซู่อู๋โจวที่นั่งอยู่ตรงนั้น ดูเหมือนกระบี่เล่มหนึ่ง แต่เมื่อมองดูดีๆ ก็เป็นเพียงคนธรรมดา
"เป็นแค่ภาพลวงตางั้นหรือ?"
นางไม่เข้าใจ พยายามเพ่งมองอยู่พักหนึ่ง แต่ก็ยังเห็นว่าเขาธรรมดาเหมือนเดิม
"ทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น? หรือว่าเขากำลังเข้าสู่สภาวะแห่งการตรัสรู้?"
ไต้เยาเยารู้สึกแปลกใจ นางจึงแอบจับตาดูซู่อู๋โจวเป็นพิเศษ
แต่จิตกระบี่ของซู่อู๋โจวมีต้นกำเนิดจากจิตวิญญาณของเขาเอง และมันไม่รั่วไหลออกมาเลย นางจึงไม่สามารถมองเห็นได้
ด้านซู่อู๋โจวจิตกระบี่หลอมรวมกับหยดของเหลวสีเลือดที่ค่อยๆ ซึมเข้าสู่ร่างกายของเขา
เมื่อหยดแล้วหยดเล่าไหลเข้าสู่ร่าง ซู่อู๋โจวก็รู้สึกว่าพลังเลือดลมของเขาเริ่มเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้า แต่เขากลับดีใจมาก เพราะแม้เพียงเล็กน้อย แต่มันหมายถึงการทำลายขีดจำกัดเดิม!
ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ซู่อู๋โจวใช้เวลาทั้งวันในการหลอมรวมหยดของเหลวสีเลือดเข้าสู่ร่าง
"โฮง!" เมื่อเขาดูดซับหยดที่ สองร้อย ลงไป ร่างของเขาก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ทั้งตัวราวกับเพิ่งสลัดโซ่ตรวนออกไป มีความรู้สึกเหมือนปลดปล่อยพันธนาการบางอย่าง!
"พลังวัวสิบตัว!"
เขารู้สึกได้ชัดเจนว่าพลังเลือดลมของเขาตอนนี้ เหมือนสัตว์ร้ายดึกดำบรรพ์ที่หลับใหลอยู่ในร่าง มันเปี่ยมไปด้วยพลังที่แข็งแกร่งน่าสะพรึงกลัว
พลังเลือดลมของเขาพรั่งพรูออกมา สิ่งชั่วร้ายไม่อาจล่วงล้ำเข้ามาได้ เขารู้สึกว่า หากมีพลังอัปมงคลแทรกซึมเข้ามาในร่าง มันจะถูกทำลายเป็นผุยผงในพริบตา!
"ใช้เวลาตั้งวันหนึ่งเต็มๆ เพียงเพื่อเพิ่มพลังแค่ระดับหนึ่งงั้นหรือ?"
หลังจากทำความคุ้นเคยกับร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป ซู่อู๋โจวพึมพำกับตัวเอง ถ้ามีใครได้ยินสิ่งที่เขาพูดเข้า คงอยากฆ่าเขาทิ้งแน่!
เพราะการทะลวงขีดจำกัดและเพิ่มพลังวัวอีกหนึ่งตัว บางคนต้องใช้เวลาหลายปี บางคนพยายามทั้งชีวิตก็ยังทำไม่ได้!
แต่เขาทำได้ในวันเดียว... แถมยังบ่นว่านานเกินไป!
"สัตว์ประหลาดชัดๆ!"
แต่ซู่อู๋โจวเองก็ยังตกใจอยู่การจะบรรลุพลัง "สิบวัว" นั้น เขาใช้หยดของเหลวไป สองร้อยหยด
มากกว่าที่เคยใช้ในการฝึกฝนถึงสองเท่า!
"ไม่น่าแปลกใจเลยที่ไต้เยาเยาบอกว่า พลังสิบวัวนั้นหายากมาก"
การสะสมพลังเลือดลมระดับนี้ มีสักกี่คนที่ทำได้?
แต่เพราะเขามี "ถ้วยดำ" เป็นตัวช่วย จึงสามารถข้ามผ่านข้อจำกัดนี้ไปได้อย่างง่ายดาย
เมื่อสัมผัสได้ถึงพลังเลือดลมที่อัดแน่นในร่างกาย ซู่อู๋โจวจึงหยุดฝึกชั่วคราว
เป้าหมายต่อไป คือใช้พลังเลือดลมทะลวง "เส้นชีพจรพิเศษแปดสาย" และทำให้พลังเลือดลมหลั่งไหลเป็นแม่น้ำ เมื่อถึงจุดนั้น เขาจะบรรลุสู่ "ขั้นหลังสวรรค์" ( โฮ่วเทียนจิ้ง)!
"หากขั้นพลังเลือดลม ชี่เซี่ยจิ้ง เป็นกระบวนการสะสมพลัง...ขั้นหลังสวรรค์ ก็คือการปลดปล่อยพลังอย่างแท้จริง!"
เมื่อก้าวเข้าสู่ขั้นหลังสวรรค์ พลังเลือดลมจะรวมตัวเป็นกระแสเชี่ยวกราก ดุจแม่น้ำที่กำลังเดือดพล่าน
นี่คือ การเปลี่ยนแปลงในระดับ "คุณภาพ"
"ปกติแล้ว คนอื่นต้องใช้พลังเลือดลมจนหมดก่อนจะหยุดฝึก แต่ข้ามีหยดของเหลวสีเลือดอยู่...
ถ้ามีโลหะมากพอ พลังเลือดลมของข้าจะไม่มีวันหมด ข้าสามารถทะลวงเส้นชีพจรได้ในคราวเดียว!"
แต่...
"ของเหลวสีเลือดในถ้วยดำ เหลืออยู่แค่ร้อยกว่าหยด...จะพอไหมนะ?"
ซู่อู๋โจวครุ่นคิด ก่อนจะหันไปถาม ฉินอวิ๋นเจี๋ย
"ถ้าจะได้ตำแหน่งในงานประลองใหญ่ ต้องมีพลังระดับไหน?"
ฉินอวิ๋นเจี๋ยมองเขาด้วยสายตาดูถูก
"อย่างน้อยก็ต้องเป็น ขั้นหลังสวรรค์ระดับหนึ่ง ถึงจะมีโอกาสได้ตำแหน่ง"
"เพราะงั้น ถ้าเจ้าคิดจะไปแข่ง ยังไงก็ไม่มีหวังหรอก"
ซู่อู๋โจวพยักหน้า "อ้อ แค่ขั้นหลังสวรรค์ระดับหนึ่งเองหรือ? งั้นก็ไม่ยากนี่นา!"
ฉินอวิ๋นเจี๋ยได้ยินคำพูดของเขาแล้วอดหัวเราะเยาะไม่ได้
"หมอนี่ไม่รู้จักถ่อมตัวเลยจริงๆ"
แต่ก็ช่างเถอะ คนอย่างเขาก็เป็นแบบนี้แหละ ไม่รู้จักกลัวอะไรเลย!