- หน้าแรก
- สลัดคราบเด็กเรียนหนุ่มสู่เกมเลือดเดือดมาเฟีย
- บทที่ 60 จุดยืนที่ชัดเจน
บทที่ 60 จุดยืนที่ชัดเจน
บทที่ 60 จุดยืนที่ชัดเจน
นายใหญ่จุดบุหรี่ขึ้นสูบ
ภายในห้องรับรองวีไอพีเงียบสงัด
มีเพียงสองคนที่นั่งประจันหน้ากัน ต่างคนต่างสูบบุหรี่ไปเงียบๆ
นายใหญ่ยังจำได้ดีว่าตอนที่เขายื่นบุหรี่ให้เฉินอี้ครั้งก่อน เขาถามเฉินอี้ว่าสูบเป็นไหม
คำตอบของเฉินอี้คือ
'สูบไม่เป็น แต่หัดได้ครับ'
เฉินอี้ในตอนนั้น ช่างดูอ่อนน้อมถ่อมตนเหลือเกิน
แทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ในเวลาเพียงไม่นาน นิสัยของเฉินอี้จะเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้
จากคนที่ดูนอบน้อมและระมัดระวังตัว กลายมาเป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง และ ... เด็ดขาด?
ผ่านไปเนิ่นนาน นายใหญ่ถึงได้เอ่ยปาก "ดูเหมือนว่าเรื่องของยัยหนูนั่น จะกระทบกระเทือนจิตใจนายไม่น้อยเลยนะ"
"นายใหญ่" เฉินอี้ขยี้บุหรี่ลงในที่เขี่ย "แม่ผมเคยสอนไว้ว่า บางเรื่องถ้าตัดสินใจจะทำแล้ว ก็ต้องทำให้ดีที่สุด"
"ตอนนี้ กาสิโนแห่งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคุณกับลุงคุนแล้ว ใช่ไหมครับ"
นายใหญ่ถามกลับ "แล้วนายคิดว่ามันเกี่ยวข้องกับใครอีก"
"ลูกสาวลุงคุนตาย คนบงการก็ไม่ได้ซ่อนตัวมิดชิด หรือพูดให้ถูกคือ ไม่ได้ซ่อนตัวเลยด้วยซ้ำ แต่ลุงคุนกลับไม่กล้าปริปากพูดอะไร"
"ส่วนนายใหญ่ คุณก็รู้ดีว่ามีขั้วอำนาจอื่นพยายามจะแทรกแซงกาสิโนแห่งนี้ ซึ่งมันส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของคุณ แต่คุณก็ยังเลือกที่จะนิ่งเฉย หรือพูดให้ถูกก็คือ คุณเลือกที่จะถอย"
"บนโลกนี้มีผู้มีอิทธิพลอยู่มากมาย แต่คนที่สามารถทำให้นายใหญ่ต้องยอมถอยได้ ผมเคยเห็นแค่คนเดียวเท่านั้น"
"คุณท่าน"
เฉินอี้พูดจาฉะฉาน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีอีกหลายจุดที่เขาไม่ได้พูดออกมา ซึ่งจุดเหล่านั้นแหละที่ทำให้เขามั่นใจว่าต้องเป็นฝีมือของคุณท่าน
เช่น การที่จางจิงหนีออกมาจากคลับของชิวเจี่ยได้ พิสูจน์ให้เห็นว่าที่นั่นมีเรื่องผิดปกติเกิดขึ้น
เช่น การที่เหยียนเจียงพยายามจะหลอกใช้เขาเป็นเครื่องมือ เหยียนเจียงรู้ดีว่าใครคือผู้บงการอยู่เบื้องหลังคดีของเหอฉิง การที่เหยียนเจียงยอมลงทุนลงแรงมากมายขนาดนี้ เป้าหมายต้องไม่ใช่แค่เหอเทียนลู่แน่ๆ
แถมชิวเจี่ยยังเคยร่วมมือกับเหอเทียนลู่วางกับดักเล่นงานเขามาแล้ว
แล้วตอนนี้เหอเทียนลู่ก็ใช้วิธีที่โจ่งแจ้งขนาดนี้เข้ามาแทรกแซงกาสิโน แต่นายใหญ่กลับแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
และอีกเรื่องก็คือ เฉินอี้เคยถามแม่ว่า มีผู้มีอิทธิพลคนไหนที่แอบรักผู้หญิงที่มีปานบนใบหน้าบ้างไหม ซึ่งแม่ก็ตอบว่าไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน
นี่ทำให้เฉินอี้ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ว่า การที่คุณท่านไปปรากฏตัวที่คลับหมิงตู แถมยังคอยคุ้มครองชิวเจี่ย อาจจะไม่ได้เป็นเพราะผู้หญิงคนนั้นก็ได้
เบาะแสทั้งหมดนี้ ล้วนชี้เป้าไปที่คุณท่านทั้งสิ้น
นายใหญ่ทิ้งก้นบุหรี่ลงในถ้วยน้ำชา "เฉินอี้ นายใจกล้ามากนะ ในเมื่อนายรู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคุณท่าน แล้วนายยังมาบอกฉันอีกว่าจะเขี่ยลุงคุนทิ้งงั้นเหรอ นายคงยังไม่รู้สินะว่าคุณท่านมีอำนาจและอิทธิพลมากแค่ไหน นายเอาความมั่นใจมาจากไหนว่านายจะมีอำนาจไปต่อกรกับเขาได้"
"เมื่อก่อนก็ไม่มีหรอกครับ" เฉินอี้ยิ้ม "แต่เมื่อคืนนี้ ผมมีแล้ว"
"ผมไม่จำเป็นต้องรู้หรอกว่าคุณท่านมีอำนาจล้นฟ้าแค่ไหน ผมแค่รู้ว่าตระกูลมู่มีอำนาจมากแค่ไหนก็พอแล้ว ไม่ใช่เหรอครับ"
นายใหญ่เอาแต่จ้องหน้าเฉินอี้
ผ่านไปสักพัก นายใหญ่ก็จุดบุหรี่อีกมวน "คุณมู่หลานคนนั้น ก็เป็นแค่ลูกสาวคนเล็กของตระกูลมู่เท่านั้นนะ"
เฉินอี้จ้องมองนายใหญ่ เขารู้ดีว่าจิ้งจอกเฒ่าตัวนี้กำลังคิดอะไรอยู่ การที่นายใหญ่อุตส่าห์ดั้นด้นไปหาเขาที่โรงพยาบาล ก็เพื่อรั้งตัวเขาไว้ ไม่ยอมให้เขาหนีไป ก็เพื่อรอจังหวะนี้นี่แหละ
และตอนนี้ เฉินอี้ก็ได้พูดความในใจออกมาแล้ว แต่นายใหญ่ก็ยังคงกดดันให้เฉินอี้แสดงจุดยืนที่ชัดเจน
เฉินอี้เคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบาๆ แล้วพูดประโยคที่นายใหญ่อยากได้ยินมากที่สุดออกมา "แล้วถ้าบวกสมาคมซีเหลียนเข้าไปด้วยล่ะครับ"
ในที่สุดนายใหญ่ก็ยอมอ่อนข้อ "นายต้องการให้ฉันช่วยอะไร"
"ผมจะจัดการเหอเทียนลู่ก่อน ส่วนทางฝั่งลุงคุน ต้องมีคนคอยกันท่าไว้"
นายใหญ่ส่ายหน้า "เหอเทียนลู่เป็นทายาทของลุงคุนนะ มันไม่เหมือนกับลูกเมียน้อยนั่นหรอก"
เฉินอี้ไม่พูดอะไร เขาเพียงแค่จ้องมองนายใหญ่
"เอาเถอะ" นายใหญ่พ่นควันบุหรี่ออกมา "ฉันจะคอยกันท่าลุงคุนให้เอง แล้วมีอะไรอีกไหม"
"คลับหมิงตู" เฉินอี้พูดเน้นทีละคำ "ในเมื่อตัดสินใจจะทำแล้ว ก็ต้องทำให้เด็ดขาด มีคนจ้องจะฮุบกาสิโนแห่งนี้ งั้นเราก็ต้องทุ่มสุดตัวจัดการพวกมันซะ!"
นายใหญ่ถาม "นายรู้อะไรเกี่ยวกับคลับหมิงตูบ้าง"
เฉินอี้ถามกลับ "แล้วนายใหญ่รู้อะไรบ้างล่ะครับ"
นายใหญ่ขมวดคิ้ว ถอนหายใจเฮือกใหญ่ "ไม่รู้เลยสักอย่าง"
คำพูดประโยคนี้ ทำให้เฉินอี้เข้าใจทันทีว่า นายใหญ่เองก็รู้ว่าการที่คุณท่านไปปรากฏตัวที่คลับหมิงตูไม่ได้เป็นเพราะผู้หญิงคนนั้น แต่คุณท่านมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งอะไรกับชิวเจี่ย หรือมีความเกี่ยวข้องอะไรกับผู้หญิงที่มีปานบนใบหน้าคนนั้น นายใหญ่เองก็ไม่รู้เรื่องเลย
ไม่กล้าแม้แต่จะถาม!
เฉินอี้รู้สึกประหลาดใจ "ในสายตาผม นายใหญ่ไม่น่าจะเป็นคนที่ขี้ระแวงขนาดนี้นะครับ"
นายใหญ่ส่ายหน้า ยิ้มหยันตัวเอง "เพราะงั้นฉันถึงได้บอกไง ว่านายยังไม่รู้ซึ้งถึงอำนาจของคุณท่านดีพอ"
"ผมไม่จำเป็นต้องรู้หรอกครับ" เฉินอี้ยืนกรานคำเดิม "ผมแค่รู้ว่าผมมีอะไรอยู่ในมือก็พอแล้ว กล้าหรือเปล่า มันก็เรื่องของผม ส่วนจะทำสำเร็จไหม นายใหญ่ก็ให้คำตอบผมมาแล้วนี่ครับ จริงไหม"
นายใหญ่พูดต่อ "ถ้าทำแบบนี้ ก็เท่ากับว่านายกำลังลากฉันเข้าไปเสี่ยงด้วยนะ"
"ไม่หรอกครับ" เฉินอี้ปฏิเสธ "พวกเราต่างก็มีเป้าหมายของตัวเอง ผมต้องการทวงความยุติธรรมให้เหอฉิง ส่วนนายใหญ่ คุณก็มีสิ่งที่คุณต้องการ ในเมื่อคุณรู้ดีว่าคุณท่านมีอิทธิพลมากแค่ไหน คุณก็ต้องรู้ดีว่าถ้าปล่อยให้เรื่องมันเป็นแบบนี้ต่อไป ผลลัพธ์มันจะออกมาเป็นยังไง ตอนนี้คุณไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว นอกจากจะต้องเสี่ยงไปกับผม"
"แถมเรื่องนี้ พวกเรายังไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกันด้วย นี่แหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุด จริงไหมครับ"
นายใหญ่ก้มหน้าครุ่นคิด
เฉินอี้ก็ไม่ได้เร่งรัดอะไร เขาเพียงแต่นั่งรออย่างใจเย็น
ครั้งนี้นายใหญ่ใช้เวลาคิดทบทวนอยู่นานมาก
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง นายใหญ่ก็เทก้นบุหรี่ในถ้วยชาทิ้ง แล้วรินชาถ้วยใหม่ให้ตัวเอง ก่อนจะยกขึ้นมา
นี่เป็นสัญญาณบอกว่า นายใหญ่ยอมถอนคำพูดที่เคยสบประมาทเฉินอี้ไปก่อนหน้านี้
เฉินอี้ก็ยกถ้วยชาขึ้นมาเช่นกัน
"ร่วมมือกันให้ราบรื่นนะ"
นายใหญ่เป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อน
ในวินาทีนั้น จากเดิมที่เฉินอี้เป็นเพียงแค่ลูกน้องที่ทำงานรับใช้นายใหญ่ ก็ได้เลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นหุ้นส่วนของนายใหญ่อย่างเต็มตัว
หลังจากกระดกชาจนหมดถ้วย นายใหญ่ก็ถามด้วยความอยากรู้ "นายมีแผนจะจัดการยังไง จะเขี่ยลุงคุนทิ้งยังไง"
เฉินอี้ก็กระดกชาจนหมดถ้วยเช่นกัน ก่อนจะวางถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างแรง แล้วเช็ดปาก "ก็ทำตามกฎของวงการไงครับ!"
นายใหญ่ไม่ได้ถามอะไรต่อ เขาลุกขึ้นยืน แล้วเดินออกไปจากห้องวีไอพี
พอเดินไปถึงหน้าประตูห้อง นายใหญ่ก็หันกลับมา "แผนของนายมันก็ดีอยู่หรอกนะ แต่ทุกแผนการมันต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นตระกูลมู่หรือสมาคมซีเหลียน สถานะพวกนี้มันไม่สามารถนำมาใช้เป็นกำลังรบได้จริงในบางสถานการณ์หรอกนะ สิ่งที่นายขาดแคลนมากที่สุดตอนนี้ก็คือกำลังคน นี่คือจุดอ่อนที่ร้ายแรงที่สุดของนาย และก็ไม่มีใครสามารถช่วยนายแก้ปัญหานี้ได้ด้วย"
เฉินอี้ยิ้มโดยไม่พูดอะไร
นายใหญ่ผลักประตูห้องวีไอพี แล้วก้าวฉับๆ ออกไป
เฉินอี้นั่งแช่อยู่ในห้องจนชาจืดชืด ถึงได้ลุกขึ้นเดินออกมา
"นึกว่าจะไม่ออกมาซะแล้ว"
มู่เซิ่งนั่งรออยู่ที่หน้าห้องวีไอพี
เฉินอี้ยักไหล่ "ชากานั้นผมจ่ายเงินซื้อมาเองนะ คุณก็รู้ว่าของที่นี่มันแพงหูฉี่ ผมก็ต้องใช้ให้คุ้มค่าสิ"
"ฉันขอเตือน ... " มู่เซิ่งเพิ่งจะอ้าปากพูด ก็นึกอะไรขึ้นมาได้ เลยเปลี่ยนน้ำเสียง "ไม่ว่าแกจะยอมฟังหรือไม่ แต่ฉันขอเตือนแกไว้ประโยคหนึ่ง การเอาชื่อตระกูลมู่ไปอ้าง แกต้องชดใช้ด้วยราคาที่แสนแพง"