- หน้าแรก
- ผมก็แค่เซียนกระบี่สุดแกร่ง ที่รับจ้างทำงานจิปาถะไปวันๆ
- บทที่ 240 - เก็บเกี่ยวผู้เก็บเกี่ยว
บทที่ 240 - เก็บเกี่ยวผู้เก็บเกี่ยว
บทที่ 240 - เก็บเกี่ยวผู้เก็บเกี่ยว
บทที่ 240 - เก็บเกี่ยวผู้เก็บเกี่ยว
เรือปีเตอร์ คือเรือโจรสลัดที่พบเห็นได้ทั่วไปบนแม่น้ำสาขาระดับเจ็ด
จะว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่ จะว่าเล็กก็ไม่เล็ก เป็นการรวมตัวกันของพวกสวะที่มีพรสวรรค์ธรรมดาดาษดื่น และแทบจะไม่มีโอกาสได้ขึ้นเรือเลย
แต่กัปตันหนวดดำปีเตอร์ กับต้นหนเรือเกอร์ดอร์ที่เป็นมนุษย์นก ก็ยังพอมีความคิดทะเยอทะยานอยู่บ้าง
หากก้าวไปข้างหน้า ก็คือการผ่านการทดสอบขึ้นเรือ ได้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับท่านกุยอี กลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์เทพผู้มีชีวิตอมตะ และเป็นนักรบที่เตรียมพร้อมจะออกไปพิชิตดินแดนฝั่งตรงข้าม
หากถอยหลังกลับ ก็คือการหมดสิทธิ์ขึ้นเรือ และทันทีที่ท่านกุยอีออกเดินทางไปทำศึก แม่น้ำซวีทั้งสายก็จะถูกฟอร์แมตให้กลายเป็นพลังเทพที่ถูกจัดเก็บไว้
ปีเตอร์เป็นชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนฉุ หนวดเคราเฟิ้ม ติดเหล้าเมายา ไม่ดูแลตัวเอง
ดูภายนอกเหมือนเขายอมแพ้ต่อโชคชะตาไปแล้ว แต่แท้จริงแล้วกลับมีแผนการของตัวเองซ่อนอยู่อย่างลับๆ
“ฉันตาฝาดไปเองหรือเปล่า เกอร์ดอร์ ทำไมในสายตาฉัน ไอ้หมอนั่นมันก็แค่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งล่ะ? แล้วมันฆ่าตัวประกอบเอได้ยังไงกัน?”
ต้นหนเรือเกอร์ดอร์ เป็นชายร่างเตี้ยที่มีหัวเป็นนกแต่ตัวเป็นคน ในมือมักจะถือต้นฉบับหนังสือเล่มหนาเตอะอยู่เสมอ
ว่ากันว่าเป็นชายหนุ่มผู้รักการเขียนหนังสือ และเตรียมตัวจะเขียนผลงานชิ้นเอกสะท้านโลกก่อนตาย
แต่ความจริงก็คือ เขาเหลือเวลาที่จะมีชีวิตอยู่อีกไม่เกินสามปี แต่กลับยังคิดชื่อหนังสือและโครงเรื่องไม่ออกด้วยซ้ำ
“ฉันรู้สึกว่า มันน่าจะเกี่ยวกับสาวน้อยแมวดำตัวนั้นนะ บางทีแมวดำอาจจะเป็นเจ้านาย ส่วนผู้ชายคนนั้นก็เป็นแค่คนรับใช้ หรือไม่ก็เป็นตัวล่อ ให้ตัวประกอบเอติดกับแล้วค่อยลอบโจมตีสวนกลับ”
ปีเตอร์ถือขวดเหล้า พยักหน้ารับเล็กน้อย
“ดูเหมือนว่านี่จะเป็นการปะทะกันของพวกจอมวางแผนสินะ พวกเราอาจจะเป็นเป้าหมายรายต่อไปก็ได้... ไม่ได้การล่ะ ต้องชิงลงมือตัดหน้าเสียก่อน”
เกอร์ดอร์หรี่ตาลง แล้วถามหยั่งเชิง:
“หมายความว่า... จะใช้ค่ายกลสังเวยเรือหรือ?”
แววตาของปีเตอร์เปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาทันที
“มีข่าววงในบอกว่า อีกสามปีท่านกุยอีก็จะออกไปทำศึกแล้ว เวลาของพวกเราเหลือน้อยเต็มที อุตส่าห์มีสัตว์เทพหลงเข้ามาทั้งที นี่คือโอกาสอันดีที่สวรรค์ประทานมาให้ พลาดโอกาสนี้ไปก็ไม่มีอีกแล้วนะ”
เกอร์ดอร์ยิ้มบางๆ แล้วเสนอแผนการเจ้าเล่ห์:
“แมวชอบกินปลา พวกเราก็เตรียมปลาคาร์ปชั้นดีเอาไว้ พอหลอกล่อให้แมวตัวนั้นไปที่ห้องอาหารได้ ต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธ์เทพคลาสบรอนซ์ก็หนีไม่รอดหรอก”
ปีเตอร์กระซิบเตือนอย่างระมัดระวัง:
“แผนการก็คือแบบนี้แหละ แต่เพื่อความปลอดภัย พวกเราต้องทดสอบและสังเกตดูให้มากกว่านี้ก่อน ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ก็ค่อยไปเปิดใช้ค่ายกลจัดการกับแมวดำนั่น ตรงจุดที่มีน้ำวนตรงต้นสายของแม่น้ำสาขาระดับเจ็ดก็แล้วกัน!”
เกอร์ดอร์:
“รับทราบ”
……
หลังจากหลี่เหยาขึ้นเรือมา เขาก็ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมหาปลาหรือปล้นสะดมใดๆ ทั้งสิ้น วันๆ เอาแต่นั่งเล่นกับแมว อาบแดด และจิบเหล้าอยู่บนดาดฟ้าเรือ
แมวดำถูกหลี่เหยาลูบคลำจนคันคะเยอไปทั้งตัว แทบจะทนไม่ไหว จึงทำหน้าบึ้งตึงแล้วพูดว่า:
“นายคงไม่ได้คิดว่าพวกนี้เป็นชาวประมงจริงๆ หรอกใช่ไหม?”
หลี่เหยาคิดครู่หนึ่งแล้วตอบว่า:
“เดี๋ยวฉันจะทำให้พวกเขากลายเป็นชาวประมงเอง”
แมวดำมุดเข้าไปในอ้อมกอดของเขา แล้วกระซิบเตือน:
“การขับเคลื่อนด้วยพลังเทพของเรือลำนี้มีปัญหา มันอาจจะแผลงฤทธิ์กลางคันได้ สู้พวกเราชิงกำจัดพวกมันทิ้ง แล้วยึดเรือลำนี้มาเลยไม่ดีกว่าเหรอ?”
หลี่เหยาตบก้นแมวไปฉาดหนึ่ง
“ยัยโง่ ขืนยึดเรือเขามา... เธอจะหาปลา เธอจะขับเรือ เธอจะทำกับข้าวให้ฉันกินหรือไง?”
แมวดำ:
“……”
ช่วงหลายวันหลังจากนั้น ก็เป็นไปตามที่หลี่เหยาพูด เรือปีเตอร์ได้กลายร่างเป็นเรือประมง เลิกปล้นสะดม แล้วหันมาหาปลาเลี้ยงชีพไปตามสายน้ำอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว
ตลอดทาง เรือลำอื่นๆ ที่แล่นสวนมา ต่างก็เฝ้ามองดูอยู่ห่างๆ ไม่กล้าเข้าใกล้เรือปีเตอร์
นานวันเข้า ลูกเรือก็เริ่มอยู่ว่างจนกระสับกระส่าย ในใจอัดอั้นไปด้วยไฟแห่งความโกรธเกรี้ยวไร้ที่มา
โชคดีที่กัปตันเรือสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้พวกเขาฆ่าคนหรือปล้นสะดม และห้ามแสดงความไม่เคารพต่อหลี่เหยากับแมวดำ พวกเขาถึงได้รักษาชีวิตเอาไว้ได้
หลี่เหยารับลมทะเล ย่างปลา และเล่นเกมออฟไลน์บนมือถืออยู่บนดาดฟ้าเรือทุกวัน... ทำเอาพวกลูกเรืออิจฉาตาร้อนกันเป็นแถว
ถึงแม้ว่าที่แม่น้ำซวีจะมีหุ่นรบยักษ์อย่างผู้ทำลายล้าง แต่ก็ไม่มีเทคโนโลยีระดับชาวบ้านอย่างโทรศัพท์มือถือ
และโทรศัพท์มือถือเมื่อมาอยู่ที่แม่น้ำซวี ก็ไม่มีสัญญาณด้วย
เล่นเกมออฟไลน์นานๆ เข้าก็เริ่มเบื่อ หลี่เหยาจึงค่อยๆ ติดนิสัยชอบลูบแมวเหมือนกับซิงหลาน
เพียงแต่ฝีมือของเขายังไม่ค่อยชำนาญนัก มักจะลูบจนเปียกชุ่มไปทั้งมืออยู่บ่อยๆ
เขาคิดว่าแมวดำติดสัด แต่ความจริงแล้วแมวดำฉี่ราดเพราะความกลัวต่างหาก
เธอกลัวว่าหลี่เหยาจะกะแรงไม่ถูก แล้วลูบเธอจนแหลกละเอียดกลายเป็นเถ้าธุลีไปเสียก่อน...
……
ในวันนี้
เรือปีเตอร์แล่นมาถึงต้นสายของแม่น้ำสาขาระดับเจ็ด ซึ่งเป็นบริเวณน่านน้ำที่เชื่อมต่อกับแม่น้ำสาขาระดับหก
ที่นี่กระแสน้ำเชี่ยวกราก คลื่นสีทองสาดซัดโครมคราม ใต้น้ำเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดยักษ์ที่ดุร้าย ถือเป็นจุดที่อันตรายที่สุดของแม่น้ำสาขาสายนี้
ปีเตอร์ กัปตันเรือ บอกว่าเรือลำนี้แข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับคลื่นลมบนแม่น้ำสาขาระดับเจ็ดได้ทุกรูปแบบ เขาเชิญหลี่เหยากับแมวดำไปที่ห้องอาหารเพื่อลิ้มรสเหล้าชั้นเลิศที่เก็บสะสมไว้ และเพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับแผนการเดินทางไปยังแม่น้ำสาขาระดับหก
สภาพแวดล้อมในห้องอาหารนั้นย่ำแย่มาก แต่วันนี้กลับถูกเก็บกวาดจนสะอาดเอี่ยมอ่องอย่างหาได้ยาก อาหารแต่ละจานก็ดูน่าอร่อย
หลี่เหยาเอาแต่ดื่มเหล้ากินกับข้าว โดยไม่ได้เข้าร่วมการปรึกษาหารือใดๆ ทั้งสิ้น
แมวดำคอยเออออห่อหมกไปกับคำพูดของกัปตันและคนอื่นๆ เป็นพักๆ ปากก็กินกับข้าว ตาคอยสอดส่ายมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง
ปีเตอร์กับเกอร์ดอร์สบตากัน และมั่นใจว่าแมวดำคือยอดฝีมือ ส่วนหลี่เหยาเป็นแค่ไก่อ่อน ไม่อย่างนั้นคงไม่ทำตัวชิลไร้ความรู้สึกถึงอันตรายแบบนี้หรอก
ขณะที่หลี่เหยากำลังดื่มเหล้าอยู่นั้น จู่ๆ เรือก็เอียงวูบ จานชามตกแตกกระจายเต็มพื้น
แมวดำสะดุ้งโหยง กระโดดขึ้นไปเกาะบนไหล่ซ้ายของหลี่เหยา แล้วถามอย่างตื่นตระหนก:
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ไม่ต้องตกใจไป นี่มันแค่น้ำวนน่ะ เรือลำนี้มีค่ายกลหลบหนีในตัว เดี๋ยวฉันจะไปเปิดใช้งานเดี๋ยวนี้แหละ”
เกอร์ดอร์รีบลุกขึ้นเดินออกไป เตรียมจะไปเปิดใช้งานค่ายกลอย่างเปิดเผย
แต่เพิ่งจะร่ายอาคมไปได้แค่ครึ่งเดียว ทันใดนั้น—
เสียงกระซิบอันน่าขนลุกก็ดังแว่วเข้ามาในห้องอาหาร แรงกดดันอันมหาศาลแผ่ซ่านลงมา กดทับจนแทบหายใจไม่ออก ในหัวมีแต่เสียงร่ำไห้คร่ำครวญจากยุคโบราณกาลดังก้องอยู่ตลอดเวลา
ลูกเรือคนหนึ่งพุ่งพรวดเข้ามาในห้องอาหาร
“กัปตัน แย่แล้ว ผู้เก็บเกี่ยวบุก!”
“อะไรนะ!”
ปีเตอร์หน้าถอดสีไปในทันที
เกอร์ดอร์รีบหยุดร่ายอาคม แล้วหันหลังกลับมา
“แม่น้ำสาขาระดับเจ็ดจะมีผู้เก็บเกี่ยวมาโผล่ได้ยังไง?”
ผู้เก็บเกี่ยว ตามชื่อของมัน ก็คือเครื่องมือเก็บเกี่ยวของท่านกุยอี มีรูปร่างหน้าตาหลากหลายรูปแบบ ปากกว้างใหญ่สูบกลืนทุกสิ่งทุกอย่าง เก็บเกี่ยวพลังวิญญาณส่วนเกินทั้งหมด
อย่างเช่น การเก็บกวาดสนามรบ เก็บเกี่ยวซากศพของผู้แพ้ หรือพลังวิญญาณที่กระจัดกระจาย
อย่างเช่น การเก็บเกี่ยวพวกชนชั้นเทพที่มีพรสวรรค์ต่ำต้อย แต่ไม่รู้จักพยายาม เอาแต่ใช้ชีวิตไปวันๆ
อย่างเช่น การเก็บเกี่ยวผู้ฝึกยุทธ์เทพที่ก้าวมาถึงจุดคอขวด แต่ไม่คิดจะพัฒนาตัวเองต่อ เลือกที่จะยอมแพ้แล้วหันไปเสวยสุขกับชีวิตแทน
นอกจากการเก็บเกี่ยวพลังเทพแล้ว ผู้เก็บเกี่ยวก็ยังถือเป็นการมอบโอกาสพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสแก่เหล่าผู้ฝึกยุทธ์เทพอีกด้วย
หากสามารถสังหารผู้เก็บเกี่ยวได้ ก็จะได้รับพลังงานจำนวนมหาศาล และพลิกฟื้นสถานการณ์ได้ในรวดเดียว
แน่นอนว่า โอกาสที่จะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้นั้นมีไม่ถึงหนึ่งในหมื่น
สำหรับเผ่าเทพแล้ว ผู้เก็บเกี่ยวก็เปรียบเสมือนวิญญาณกลืนดาราสำหรับมนุษย์ มันคือการกดทับทางเผ่าพันธุ์ และเป็นยมทูตที่แทบจะไม่มีทางเอาชนะได้
“หักพังงาเรือเร็วเข้า!”
ปีเตอร์ตะโกนลั่น
พวกลูกเรือแตกตื่นลนลานไปหมด บางคนถึงกับร้องไห้คร่ำครวญ:
“แม่แม่งเอ๊ย กูจะมาหาปลาทำซากอะไรวะเนี่ย การหาปลามันคืออาชญากรรม ฆ่าคนปล้นทรัพย์สิถึงจะเป็นทางสว่าง”
แต่แมวดำกลับพูดเยาะเย้ยว่า:
“พวกที่เอาแต่ฆ่าคนน่ะมันไอ้ขี้ขลาด การฆ่าผู้เก็บเกี่ยวต่างหากล่ะถึงจะเป็นทางสว่าง”
พูดจบ เธอก็มองหลี่เหยาด้วยความภาคภูมิใจ เป็นการกระตุ้นกลายๆ ให้หลี่เหยาลงมือจัดการกับผู้เก็บเกี่ยว
แต่หลี่เหยากลับตบก้นแมวดำไปฉาดหนึ่ง
“เธอพูดผิดแล้วล่ะ น้องเหมียว การเก็บเกี่ยวผู้เก็บเกี่ยวต่างหาก ถึงจะเป็นทางสว่าง”
สิ้นคำพูด หลี่เหยาก็วางจอกเหล้าลง เดินก้าวเท้าเบาๆ ออกจากห้องอาหาร แล้วค่อยๆ เดินออกไปที่ดาดฟ้าเรือ
หุบเขาแม่น้ำสีทองถูกปกคลุมไปด้วยหมอกสีดำ
เหนือวังน้ำวนขึ้นไป ท้องฟ้าถูกฉีกออกเป็นรอยแยกรูปวงแหวน ดูคล้ายกับปากที่เต็มไปด้วยเลือด
เลือดสีแดงฉานหยดทะลักลงมาราวกับลาวา ย้อมท้องฟ้าที่ถูกหมอกดำปกคลุมจนกลายเป็นสีแดงเถือก
ม่านเลือดแผ่ซ่านลงมาจากทุกทิศทุกทาง ไม่นานก็ก่อตัวเป็นมิติเสาเลือดขนาดยักษ์ ครอบคลุมทั่วทั้งหุบเขาแม่น้ำ
ทันใดนั้น สัมผัสวิญญาณของหลี่เหยาก็เกิดอาการวิงเวียนศีรษะขึ้นมาอย่างเลือนลาง!
ลูกเรือคนอื่นๆ ที่ตามออกมา เกินครึ่งสลบเหมือดไปในทันที
แมวดำนอนขดตัวสั่นงันงกอยู่บนไหล่ซ้ายของหลี่เหยา ร่างกายหดเล็กลงจนเหลือแค่ขนาดเท่าฝ่ามือ
แต่ดวงตาแมวสามสีกลับขยายกว้างเท่าลูกปิงปอง และแข็งค้างกลายเป็นวงแหวนเชื่อมต่อกันในชั่วพริบตา
นี่คือสัญญาณเตือนภัยขั้นวิกฤต!
ต้นหนเรือเกอร์ดอร์ผู้เป็นมนุษย์นกที่ผ่านโลกมามาก รีบตะโกนบอกทันที:
“นี่คืออาณาเขตการเก็บเกี่ยว ไม่ใช่ผู้เก็บเกี่ยวธรรมดาแน่!”
กัปตันปีเตอร์หมดอาลัยตายอยาก พึมพำกับตัวเอง:
“ที่แท้ก็ไม่ใช่เป็นเพราะพวกเราจับปลา... แต่มันตั้งใจจะเก็บเกี่ยวพวกเราทั้งแม่น้ำสาขาระดับเจ็ดเลยต่างหาก”
ทันใดนั้นเอง!
ตรงกลางของรอยแยกมิติรูปวงแหวนบนท้องฟ้า ก็มีรอยปริแตกเกิดขึ้น
ท่อนแขนสีทองที่แห้งกรังและเน่าเปื่อย ยื่นออกมาจากรอยแยกสีเลือด ราวกับทะลุมิติเวลาอันยาวนานไร้ที่สิ้นสุด แฝงไว้ด้วยความรู้สึกรันทดและแรงกดดันอันไร้ซุ่มเสียงที่ยิ่งใหญ่ราวกับยุคบรรพกาล เหยียดตัวลงมาอย่างเชื่องช้า พุ่งเป้าไปที่เรือปีเตอร์
เพียงชั่วพริบตา ทุกคนก็รู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้น ข้อต่อกระดูกแข็งทื่อ ราวกับมีมือยักษ์ที่มองไม่เห็นกระชากจุดตันเถียนให้ฉีกขาดจากระยะไกล
มือยักษ์ทอดตัวลงมาราวกับอาวุธเทพ
พยางค์คำที่เหนียวหนืดและฟังไม่ได้ศัพท์อันแสนจะพิสดาร ดังลั่นดุจเสียงระฆังของเทพมาร คอยทุบตีวิญญาณของทุกคนอย่างต่อเนื่อง
“เล่นบ้าอะไรเนี่ย?”
หลี่เหยายิ่งรู้สึกว่ามันทะแม่งๆ มากขึ้นเรื่อยๆ
บนท่อนแขนสีเหลืองแห้งกรัง มีก้อนเนื้อเน่าที่กำลังขยับเขยื้อนผุดขึ้นมาอย่างไม่หยุดหย่อน บนผิวหนังมีดวงตายักษ์สีทองขนาดใหญ่เบียดเสียดกันอยู่นับร้อยล้านดวงปริแตกออก พวกมันเปิดๆ ปิดๆ ด้วยจังหวะที่แปลกประหลาด ราวกับมีจักรวาลนับร้อยล้านแห่งกำลังถูกทำลายและถือกำเนิดขึ้นใหม่
ทุกคนร่างกายแข็งทื่อ เสียวสันหลังวาบ ราวกับมีอะไรบางอย่างที่อธิบายไม่ได้มาจุกอยู่ที่คอหอย หากพลาดพลั้งเพียงนิดเดียวก็อาจจะสูญเสียความเป็นตัวเอง แล้วถูกลากลงไปสู่ห้วงลึกของวิญญาณที่ไม่มีวันได้ผุดได้เกิด
รอยแยกของมิติไม่ได้ปิดลง เผยให้เห็นค่ำคืนที่มีดวงดาวระยิบระยับ ราวกับสิ่งที่เผชิญหน้าอยู่ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นจักรวาลอันเหน็บหนาว เป็นการเหยียดหยามและบดขยี้จากสิ่งมีชีวิตชั้นสูงที่มีต่อสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ
แม้จะยื่นมือออกมาเพียงข้างเดียว แต่ท่อนแขนสีทองที่เหยียดทะยานออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั้น ก็ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า อีกฝั่งหนึ่งของรอยแยกมิติ มีมนุษย์ยักษ์ระดับจักรวาลยืนตระหง่านอยู่
ม่านเลือดทรงกระบอกของอาณาเขตกลืนดาราเริ่มหดตัว บีบอัดมิติโดยรอบอย่างต่อเนื่อง
มือยักษ์ที่แห้งเหี่ยวลุกลามลงมาเรื่อยๆ แรงกดดันอันน่ารันทดถาโถมเข้าใส่ท่ามกลางหมอกดำ ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวนจนกลายเป็นเสียงกลืนดาราที่ไม่อาจหาคำบรรยายใดๆ ได้
เมื่อม่านเลือดทรงกระบอกหดตัวลงเรื่อยๆ เสียงดนตรีแห่งการกลืนดาราก็ยิ่งแหลมเล็ก บ้าคลั่ง และส่งเสียงกรีดร้องอย่างพึงพอใจ ราวกับเป็นบทเพลงนำร่องของการต่อสู้ที่แปลกประหลาด ฉีกกระชากหนังศีรษะของผู้ฟัง
ทั่วทั้งลำเรือ นอกจากหลี่เหยาและแมวดำแล้ว ทุกคนล้วนสูญเสียสติสัมปชัญญะ กลายเป็นเพียงซากศพเดินได้ ยืนแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ปักอยู่บนดาดฟ้าเรือ
“มาเพื่อหยั่งเชิงฉันงั้นเรอะ?”
หลี่เหยาพอจะเดาจุดประสงค์ของผู้เก็บเกี่ยวออกรางๆ
น้ำเสียงของแมวดำก็เย็นเยียบจนสั่นเครือ
“พวกเราควรจะหนีได้แล้ว”
“จะให้หนีไปไหนล่ะ?”
หลี่เหยาเหลือบมอง มือที่แห้งเหี่ยวนั้นจู่ๆ ก็บิดเบี้ยวผิดรูปขึ้นมา
กิ่งไม้ที่กลายพันธุ์คล้ายเนื้องอก ขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อนท่ามกลางเสียงกลืนดารา ลุกลามจนเป็นสีเหลืองอร่ามปิดบังท้องฟ้าจนมิด!
หนวดเนื้องอกกลายพันธุ์ประกอบตัวกันเป็นป่าแขนยักษ์ที่ห้อยหัวลงมาจากท้องฟ้า ขยายพันธุ์และเหยียดตัวลงมาอย่างไม่หยุดหย่อน บีบอัดพื้นที่โดยรอบและบนท้องฟ้า
มองดูเผินๆ เหมือนกับว่าท้องฟ้ากำลังร่วงหล่นลงมา
จนกระทั่งหนวดเส้นหนึ่งทอดตัวลงมาถึงเหนือศีรษะของหลี่เหยา
ราวกับมีดอกเหมยสีเหลืองบานสะพรั่งอยู่บนหัว
หลี่เหยายกมือขึ้น ค่อยๆ ชูนิ้วกลางขึ้นไป แตะเข้าที่กลางฝ่ามือของหนวดเส้นนั้น
ระลอกคลื่นสายหนึ่ง หยดติ๋งลงมาราวกับหยดน้ำ แล้วค่อยๆ แผ่ขยายออกไป
นี่คือ... การสั่นพ้องประสาน!
จุดประสงค์ก็คือ เพื่อปรับจังหวะความถี่ของผู้เก็บเกี่ยวให้ประสานเข้ากับของตนเอง ฝืนสั่นสะเทือนให้มันกลายเป็นพลังเทพที่มีความถี่เดียวกับหลี่เหยา แล้วจึงดูดซับเข้าไปในมิติเก็บของ — ความจริงควรจะดูดซับเข้าไปในร่างกาย แต่หลี่เหยารังเกียจว่ามันสกปรก
นี่คือวิธีการที่หลี่เหยาแทบจะไม่เคยหยิบมาใช้เลย
เพราะยังไงซะ ถึงแม้ปริมาณพลังวิญญาณของเขาจะอยู่ในระดับธรรมดา แต่เขาก็ไม่เคยต้องมานั่งเติมกระสุน หรือคอยตักตวงพลังเทพอะไรที่มันดูดีแต่เปลือกนอกแบบนี้เลย
เมื่อคุณเข้าใจถึงตรรกะพื้นฐานของกฎแห่งฟ้าดิน คุณจะสามารถใช้แรงเพียงนิดเดียว ยืดเข็มเล่มหนึ่งให้มีขนาดเล็กยิ่งกว่าอนุภาคพื้นฐาน จากนั้นก็ใช้เข็มเล่มนั้นแทงทะลุจักรวาล สร้างหลุมดำขึ้นมาตรงรูเข็ม เพียงเท่านี้ก็จะสามารถดูดซับสสารและพลังงานทั้งหมดของทั้งจักรวาลได้แล้ว
นี่แหละคือพลังที่แท้จริง!
หลี่เหยาเคยจินตนาการถึงภาพนี้ และในทางทฤษฎีก็เคยจำลองสถานการณ์จนประสบความสำเร็จมาแล้ว เพียงแต่เขาไม่เคยลงมือทำจริงๆ เท่านั้น จึงไม่แน่ใจว่าจะทำได้จริงหรือเปล่า
ในความเป็นจริง หลี่เหยาแค่ไม่ชอบเสริมเกราะป้องกันให้ตัวเอง หรือมานั่งสะสมพลังเทพขั้นสูงให้เต็มหลอดเพื่อความอุ่นใจอะไรทำนองนั้นหรอก
ในสายตาของเขา การทำแบบนั้นมันเป็นพฤติกรรมของพวกขี้ขลาด
และพลังเทพ ก็เป็นเพียงเครื่องมือที่เตรียมไว้สำหรับผู้อ่อนแอเท่านั้น
ติ๋ง!
การสั่นพ้องที่ปลายนิ้วแผ่กระจายออกไปราวกับระลอกคลื่นของหยดน้ำ สม่ำเสมอ โปร่งแสง ลื่นไหลและใสสะอาด ทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับได้รับลมโชยแห่งฤดูใบไม้ผลิ ค่อยๆ แผ่ซ่านลึกเข้าไปในป่าแขนยักษ์ที่แห้งเหี่ยว
ผู้เก็บเกี่ยวชะงักไปครู่หนึ่ง
ทันใดนั้น!
เสียงกลืนดาราที่คำรามกึกก้องก็หยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน
ม่านเลือดหยุดการหดตัว
ดวงตายักษ์ตรงกลางหยุดนิ่ง
มันเริ่มตระหนักได้ว่า ร่างกายของมันเริ่มผิดปกติ รู้สึกชาๆ ขึ้นมา...
ร่างกายของมันกำลังจะสูญเสียการควบคุม!
ก่อนที่สภาวะการสูญเสียการควบคุมนี้จะลุกลามไปถึงส่วนปลายของแขนหลัก ผู้เก็บเกี่ยวก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ปิดเปลือกตาลงทันที ตัดรากแขนทิ้ง แล้วเผ่นหนีไป
ส่วนของแขนหลักที่เหลืออยู่ก็ระเบิดตัวเองอัตโนมัติ ชั่วพริบตานั้น แสงสีทองก็สาดประกายเจิดจ้า ระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว
ป่าที่พังทลายลงมากลายเป็นฝุ่นควันสีทอง ฟุ้งกระจายออกไปอย่างรวดเร็ว และปกคลุมไปทั่วทั้งหุบเขาแม่น้ำ
เมื่อม่านเลือดจางหายไป รอยแยกมิติรูปวงแหวนรอบๆ ก็ปิดตัวลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน
เกิดคลื่นยักษ์สึนามิซัดโหมกระหน่ำบนผิวน้ำ สายฝนสีทองสาดเทลงมาราวกับน้ำซุปสีทองที่หกคว่ำ สาดกระเซ็นอย่างรุนแรงและยิ่งใหญ่อลังการ
ลูกเรือที่มีพรสวรรค์ธรรมดาๆ หรือชนชั้นเทพคนอื่นๆ เมื่อได้รับพลังเทพอันบริสุทธิ์ถึงเพียงนี้รดลงมา ถ้าไม่ตัวแตกตายอยู่ตรงนั้น ก็จะเลื่อนขั้นกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์เทพในทันที!
ปีเตอร์ กัปตันเรือ กับเกอร์ดอร์ ต้นหนเรือ ทั้งตกตะลึง ดีใจ และถึงขั้นปลาบปลื้มยินดีอย่างบ้าคลั่ง
พวกเขารีบวิ่งไปที่ห้องอาหารทันที แล้วเปิดใช้งานค่ายกลเพื่อรวบรวมพลังเทพ
ผลปรากฏว่า กินพลังเทพเข้าไปมากเกิน พรสวรรค์รับไม่ไหว เลยตัวแตกตายไปตามระเบียบ...
ทำเอาเรือระเบิดแหลกเป็นจุลไปด้วยเลย!
หลี่เหยายืนอยู่บนเศษไม้กระดานเรือที่แตกหัก ปล่อยให้ลมพัดฝนสาด ถูกคลื่นยักษ์ซัดขึ้นไปจนถึงจุดสูงสุด
เขายกมือขึ้นมองนิ้วทั้งห้า ส่ายหน้าพลางถอนหายใจ:
“ฉันนี่มันไม่เหมาะกับการสะสมพลังจริงๆ ด้วย เรื่องง่ายๆ แค่นี้ยังทำพังเลย หรือว่า... ผู้เก็บเกี่ยวตัวนี้มันจะเก่งเกินไปหน่อย ถึงขั้นสัมผัสได้ถึงพลังนิ้วอันแสนอ่อนโยนของฉันได้กันนะ?”
แมวดำถูกหลี่เหยาทำให้กลัวจนสติหลุด ผู้เก็บเกี่ยวเมื่อกี้ไม่ใช่ระดับไก่กานะ อย่างน้อยๆ ก็ต้องเป็นระดับโกลด์!
หมอนี่มันยังเป็นคนอยู่อีกเหรอ?
หรือว่าเขาคิดจะใช้พลังเพียงหยิบมือเพื่อล้มล้างดินแดนของเทพเจ้าทั้งดินแดนจริงๆ?
ในใจของแมวดำตื่นตระหนกตกใจ แต่ปากกลับบ่นกระปอดกระแปดว่า:
“ไอ้ทึ่มเอ๊ย นายควรจะซ่อนฝีมือแล้วฉวยโอกาสหนีไปสิ ถ้าท่านกุยอีรู้ถึงการมีอยู่ของนาย นายก็จะหมดโอกาสค่อยๆ เก็บเลเวลตีมอนสเตอร์แล้วนะ”
หลี่เหยายิ้มพลางลูบแมว
“แบบนี้ไม่ดีกว่าเหรอ? เอาทหารทั้งหมดของดินแดนของเทพเจ้าไปกองรวมกันไว้ที่จุดที่ขังซาบลาส แล้วก็ทุ่มสุดตัววัดผลแพ้ชนะกันไปเลย คนวัยกลางคนแบบฉันใครจะมีอารมณ์มานั่งฟาร์มดันเจี้ยนล่ะ? ภรรยาตั้งหลายคนรอฉันกลับไปทำการบ้านอยู่นะ!”
แมวดำ:
“……”
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด คลื่นยักษ์สึนามิก็สงบลง แม้แต่น้ำวนก็ยังถูกพลังเทพที่สาดเทลงมากวาดล้างจนราบคาบ
แสงสีทองที่สาดส่องลงมา ดูราวกับแสงตะวันยามเย็น
ผิวน้ำที่สงบนิ่ง สะท้อนภาพของท้องฟ้าและวิถีแห่งสวรรค์
ณ ขอบฟ้าอันไกลโพ้น
เรือเปลือกหอยขนาดยักษ์ลำหนึ่งค่อยๆ แล่นเข้ามาใกล้
“ตื่นได้แล้ว พวกเรามีเรือลำใหม่แล้วนะ”
แมวดำที่ถูกหลี่เหยาลูบจนเคลิ้มหลับไป ค่อยๆ ลืมตาแมวสามสีขึ้นมา ทันใดนั้นดวงตาก็เบิกโพลง
“นั่นมันผู้คืนสู่สามัญนี่นา!”
[จบแล้ว]