- หน้าแรก
- เจ้าของร้านสุดแกร่งกับเหล่าลูกค้าระดับจักรพรรดิ
- บทที่ 1150 - พล็อตเรื่องที่คุ้นเคย
บทที่ 1150 - พล็อตเรื่องที่คุ้นเคย
บทที่ 1150 - พล็อตเรื่องที่คุ้นเคย
บทที่ 1150 - พล็อตเรื่องที่คุ้นเคย
เมื่อได้ยินดังนั้น จูเกาจื้อก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมา "เจ้าคนนี้นี่พูดจาได้น่าสนใจดีแท้ เจ้าเป็นเพียงพ่อครัว จะสามารถช่วยฮ่องเต้แก้ปัญหาคลายความกังวลอันใดได้? เรื่องที่ข้าในฐานะฮ่องเต้ยังแก้ไม่ได้ จะไปหวังพึ่งพ่อครัวอย่างเจ้าได้รึ?"
เยิ่นเสี่ยวเทียนยักไหล่ "เรื่องแบบนี้ก็พูดไม่ได้หรอกนะครับ"
จูเกาจื้อพยายามปรับจังหวะการหายใจที่หอบเหนื่อยจากการหัวเราะ ก่อนจะยิ้มแล้วกล่าวว่า "ก็ได้ เช่นนั้นข้าก็อยากจะฟังดูสักหน่อย ว่าเจ้าจะช่วยข้าแก้ปัญหาและคลายความกังวลได้อย่างไร"
เยิ่นเสี่ยวเทียนถามกลับ "ถ้าอยากให้ผมช่วยแก้ปัญหาให้ ฮ่องเต้หงซีก็ต้องบอกมาก่อนสิครับว่าตัวเองมีความลำบากใจเรื่องอะไร?"
จูเกาจื้อครุ่นคิดอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "ข้าก็ไม่ได้มีความลำบากใจอันใดนี่นา"
เยิ่นเสี่ยวเทียนลองแหย่ถามดู "งั้นให้ผมสอนวิธีลดน้ำหนักให้เอาไหมครับ?"
จูเกาจื้อหัวเราะร่วน "หากข้าต้องการจะลดน้ำหนัก ยังต้องให้เจ้ามาบอกอีกรึ? ข้าคิดว่าตอนนี้ตัวเองก็ดูดีอยู่แล้ว ไม่เห็นจำเป็นต้องลดน้ำหนักเลย"
หลิวเช่อมองจูเกาจื้อด้วยความเอือมระอา สภาพผีดิบแบบนี้คุณยังกล้าเรียกว่าดูดีอยู่อีกรึ? ถ้าไม่รีบลดน้ำหนัก เกรงว่าชีวิตนี้ก็คงรักษาไว้ไม่ได้แล้วมั้ง?
เยิ่นเสี่ยวเทียนเปลี่ยนวิธีถามใหม่ "ในเมื่อฮ่องเต้หงซีไม่มีความลำบากใจใดๆ และไม่อยากลดน้ำหนักด้วย เรื่องนี้ก็ทำเอาผมจนปัญญาเหมือนกันนะ เอาอย่างนี้ดีไหม ไม่ทราบว่าฮ่องเต้หงซีมีใครที่อยากพบเจอเป็นพิเศษหรือเปล่าครับ? ผมสามารถสรรหาวิธีพาตัวพวกเขามาให้คุณได้ทุกรูปแบบเลยนะ"
จูเกาจื้อราวกับได้ยินเรื่องตลกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เขาหัวเราะเสียงดังลั่นอีกครั้ง จากนั้นก็หันมากล่าวกับเยิ่นเสี่ยวเทียนด้วยสีหน้าจริงจังว่า "คำพูดโอหังเช่นนี้อย่าได้พูดพล่อยๆ ระวังภัยจะมาถึงตัวเพราะปาก วันนี้เห็นแก่ที่เจ้าเลี้ยงดูปูเสื่อข้าด้วยอาหารรสเลิศ ข้าจะไม่เอาความเจ้าก็แล้วกัน ไม่ว่าจะเป็นการทำตัวเป็นคน หรือการทำธุรกิจ ล้วนต้องยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง"
เยิ่นเสี่ยวเทียนเกาหัว โอ้โฮ กะจะโชว์ฝีมือให้ดูสักหน่อย แต่กลับกลายเป็นโดนคุณเทศนาสั่งสอนซะงั้น?
หวังหม่างหลุดขำพรืดออกมา ก่อนจะรีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง
"ในเมื่อผมพูดไปแล้ว ก็ย่อมต้องทำได้แน่นอนครับ ขอเพียงแค่ฮ่องเต้หงซีเอ่ยชื่อคนที่อยากพบมา ผมก็จะพาเขามาพบคุณให้ได้"
เยิ่นเสี่ยวเทียนมั่นใจว่าคนที่จูเกาจื้ออยากพบมากที่สุด จะต้องเป็นคนในครอบครัวของเขาอย่างแน่นอน และทางฝั่งของจูตี้เองก็แทบจะเรียกใช้งานได้ตลอดเวลา ดังนั้นเขาจึงมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม
เรื่องราวก็เป็นไปตามที่เยิ่นเสี่ยวเทียนคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด จูเกาจื้อกล่าวด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยสบอารมณ์นัก "ดี ดี ดี ในเมื่อข้าให้ทางถอยแก่เจ้าแล้วเจ้ากลับไม่รู้จักบุญคุณ หรือคิดว่าข้าเป็นคนที่หลอกลวงได้ง่ายงั้นรึ? ในเมื่อเจ้าพูดเช่นนี้ ข้าก็จะขอบอกชื่อคนที่ข้าอยากพบก็แล้วกัน ข้าอยากพบอดีตฮ่องเต้และพระอัยยิกาอีกครั้ง เจ้าทำได้หรือไม่? หากทำไม่ได้ ข้าคงต้องลงโทษเจ้าในข้อหาหลอกลวงเบื้องสูงแล้ว!"
จูเกาจื้อไม่ได้ตั้งใจจะเอาเรื่องเยิ่นเสี่ยวเทียนจริงๆ หรอก เขาเป็นคนจิตใจดี ไม่ยอมสั่งประหารเยิ่นเสี่ยวเทียนเพียงเพราะคำพูดแค่ประโยคเดียวแน่ๆ เขาเพียงแค่อยากจะใช้โอกาสนี้สั่งสอนชายผู้โอหังผู้นี้สักหน่อยก็เท่านั้นเอง
ทว่าเยิ่นเสี่ยวเทียนกลับยิ้มและกล่าวว่า "ก็แค่ฮ่องเต้หย่งเล่อกับเหรินเซี่ยวฮองเฮาไม่ใช่หรือครับ? จะยากอะไรเล่า ฮ่องเต้หงซีรอสักครู่นะครับ เดี๋ยวผมจะไปตามพวกเขามาให้เดี๋ยวนี้แหละ"
จูเกาจื้อถึงกับโกรธจนหัวเราะออกมา เอาตัวเองมาล้อเล่นก็แล้วไปเถอะ แต่คนผู้นี้กลับกล้านำอดีตฮ่องเต้และไท่เฮาที่ล่วงลับไปแล้วมาล้อเล่นอีกรึ? ดูท่าว่าเขาคงจะใจดีเกินไปแล้วจริงๆ
จูเกาจื้อตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วว่า หากเยิ่นเสี่ยวเทียนอธิบายเรื่องราวต่างๆ ให้เป็นเหตุเป็นผลไม่ได้ วันนี้เขาจะต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่อย่างแน่นอน
เยิ่นเสี่ยวเทียนใช้ระบบแจ้งให้จูตี้ทราบ และนอกจากจูตี้แล้ว เขายังแจ้งให้จูหยวนจางทราบอีกด้วย ท้ายที่สุดแล้ว จูเกาจื้อก็คือหลานชายของเขา ยังไงก็ต้องให้เขามาดูเสียหน่อย
"พวกเขาต้องใช้เวลาเดินทางมาอีกสักพัก ฮ่องเต้หงซีโปรดรออยู่ที่นี่ก่อนนะครับ" เยิ่นเสี่ยวเทียนรินชาให้เขาหนึ่งถ้วย เพื่อเป็นสัญญาณให้เขาใจเย็นๆ
จูเกาจื้อกำลังโกรธจัด เขายกถ้วยชาขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด จากนั้นก็กระแทกถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างแรง หากเป็นคนที่คุ้นเคยกับเขาย่อมรู้ดีว่า นี่คือสัญญาณเตือนก่อนที่เขาจะระเบิดอารมณ์
เยิ่นเสี่ยวเทียนไม่ได้ใส่ใจอะไร เขารินชาให้ตัวเองอีกถ้วยแล้วก็นั่งจิบช้าๆ
ส่วนหลิวปังและคนอื่นๆ ก็นั่งอยู่ด้านข้างเตรียมดูละครฉากเด็ด หวังหม่างยังใจดีอุตส่าห์ยกจานใส่เมล็ดแตงโมมาให้พวกเขาด้วย
ฮั่วกวงที่เพิ่งมาถึงใหม่ๆ ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เขาจึงได้แต่เฝ้ารอคอยสถานการณ์ต่อไปด้วยความงุนงง
เวลาผ่านไปราวๆ ครึ่งชั่วโมง อารมณ์ของจูเกาจื้อก็ใกล้จะถึงจุดระเบิดเต็มทีแล้ว ใบหน้าที่เคยคล้ำแดดเพราะความอ้วน ตอนนี้กลับยิ่งดูน่าเกลียดมากขึ้นไปอีก ขณะที่เขากำลังจะกำถ้วยชาและฟาดลงบนพื้นอย่างแรง เสียงที่ทั้งคุ้นเคยและแปลกประหลาดก็ดังแว่วมา
"เสี่ยวเทียน เรียกรีบร้อนขนาดนี้ มีธุระอะไรหรือ?"
เยิ่นเสี่ยวเทียนมองออกไป ก็พบว่าเป็นจูหยวนจางที่มาถึงก่อน และข้างกายเขาก็ยังมีหม่าฮองเฮาและจูเปียวตามมาด้วย
"ท่านลุงครับ ท่านลองมาดูสิครับว่านี่ใคร?" เยิ่นเสี่ยวเทียนแสร้งทำเป็นอุบเงียบ และรีบกวักมือเรียกพวกเขาทั้งสามคนให้เข้ามาใกล้ๆ
"ทำเป็นเล่นลิ้นไปได้" จูหยวนจางเบ้ปาก ก่อนจะเดินเข้ามาอย่างเนิบนาบ
จูเกาจื้อหันไปมองจูหยวนจาง ทั้งสองคนต่างชะงักงันไป
"จูเกาจื้อ? ทำไมเจ้าถึงกลายสภาพเป็นเช่นนี้ไปได้ล่ะ?" จูหยวนจางขมวดคิ้วแน่นและเอ่ยถาม
"......" จูเกาจื้อสูดลมหายใจเข้าลึก แม้ว่าความทรงจำที่มีต่อจูหยวนจางจะเลือนรางลงไปมากแล้ว แต่น้ำเสียงและท่าทางเช่นนี้ เขาก็ยังพอจะจำได้ คล้ายคลึงกับเสด็จปู่ในวัยเด็กของเขาไม่มีผิดเพี้ยน
หม่าฮองเฮาก็ตกใจเช่นกัน "เสี่ยวเทียน นี่มันเกิดอะไรขึ้น? ทำไมหลานชายของข้าถึงได้กลับมาอ้วนฉุเช่นนี้อีกล่ะ?"
จูเกาจื้อหันไปมองหม่าฮองเฮา ตอนที่หม่าฮองเฮาสวรรคต เขามีอายุเพียงสามขวบเท่านั้น จึงไม่มีความทรงจำใดๆ หลงเหลืออยู่เลย เพียงแต่มองจากเสื้อผ้าที่นางสวมใส่ ก็พอบอกได้ชัดเจนว่าเป็นฮองเฮาแห่งต้าหมิง
ส่วนจูเปียวนั้น แค่ปรายตามองจูเกาจื้อแวบเดียวก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้อธิบายให้จูหยวนจางฟัง จูเกาจื้อก็ลุกพรวดขึ้นมาด้วยความตกตะลึงเสียก่อน
"อี้เหวินไท่จื่อ?!"
เมื่อครั้งยังเด็ก จูเกาจื้อเคยร่ำเรียนหนังสือร่วมกับจูอวิ่นเหวิน, จูซ่างปิ่ง (บุตรชายของจูส่วง), จูจี้ซี (บุตรชายของจูแกง) ที่อิ้งเทียน ย่อมต้องคุ้นหน้าคุ้นตาจูเปียวเป็นอย่างดี
"บังอาจ!" เมื่อได้ยินคำเรียกขานนี้ สีหน้าของจูหยวนจางก็มืดทะมึนลงทันที เขากำลังจะพุ่งเข้าไปสั่งสอนจูเกาจื้อสักฉาด แต่กลับถูกจูเปียวรั้งตัวเอาไว้เสียก่อน
"เสด็จพ่อ เกาจื้อคนนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนเดียวกับที่พวกเราเคยรู้จักนะพ่ะย่ะค่ะ จากที่ลูกวิเคราะห์ เขาหน้าจะเป็นฮ่องเต้จูเกาจื้อที่เพิ่งจะมาถึงที่ของเสี่ยวเทียนเป็นครั้งแรก"
จูหยวนจางเป็นคนฉลาด ก่อนหน้านี้เขาเพียงแค่ประหลาดใจกับความอ้วนของจูเกาจื้อจนยังตั้งสติไม่ทันเท่านั้น แต่ตอนนี้เมื่อจูเปียวพูดเช่นนี้ เขาก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว
"ฮึ่ม" ถึงกระนั้น จูหยวนจางก็ยังคงอารมณ์เสียอยู่ดี เพราะคำว่า 'อี้เหวินไท่จื่อ' นั้น ถือเป็นคำต้องห้ามสำหรับเขา พอได้ยินคำนี้ทีไร เขาก็มักจะนึกถึงเรื่องที่จูเปียวด่วนจากไปก่อนวัยอันควรเสมอ
หลิวปังเอามือกอดอกพลางหัวเราะ "เสี่ยวเทียน เจ้านี่มันสร้างเรื่องอะไรอีกล่ะเนี่ย จูเกาจื้อเขาอยากจะพบพ่อกับแม่ แต่ทำไมเจ้าถึงพาปู่ย่ากับลุงของเขามาแทนล่ะ?"
เยิ่นเสี่ยวเทียนเกาหัว "ผมก็แค่อยากจะให้ครอบครัวเขาได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันนี่ครับ ใครจะไปรู้ล่ะว่าท่านลุงจะมาก่อน"
ช่างบังเอิญเสียเหลือเกิน พอเยิ่นเสี่ยวเทียนพูดจบ จูตี้ก็เดินผ่านประตูเข้ามาพอดี คนที่มาด้วยนอกจากสวีเมี่ยวอวิ๋นผู้เป็นฮองเฮาแล้ว ก็ยังมีองค์รัชทายาทจูเกาจื้ออีกคนหนึ่งด้วย
"หลานขอถวายบังคมเสด็จปู่ เสด็จย่า เสด็จลุงพ่ะย่ะค่ะ เอ๊ะ นั่นมัน... ?!!!"
จูเกาจื้อวัยหนุ่มเพิ่งจะทำความเคารพพวกจูหยวนจางเสร็จ ก็เหลือบไปเห็นร่างอันใหญ่โตเทอะทะเข้าพอดี ทั้งสองสบตากัน และนิ่งค้างไปในเวลาเดียวกัน
(จบแล้ว)