- หน้าแรก
- เปลี่ยนขยะเป็นยาวิเศษ พิชิตยอดคน
- บทที่ 500 - โจวเช่อผู้ตกตะลึงงัน
บทที่ 500 - โจวเช่อผู้ตกตะลึงงัน
บทที่ 500 - โจวเช่อผู้ตกตะลึงงัน
บทที่ 500 - โจวเช่อผู้ตกตะลึงงัน
"เรื่องนั้นก็ส่วนเรื่องนั้น หินวิญญาณเหล่านั้นไม่ใช่ของข้าคนเดียวเสียหน่อย แต่เป็นของสำนักเหิงซานต่างหาก" เต้าเอ้อร์เจินเหรินยิ้ม พลางยื่นมือไปทางเย่ซิงเฉินโดยตรง
เย่ซิงเฉินส่งสายตาดูแคลนเต้าเอ้อร์เจินเหรินเช่นกัน แต่เขาก็ยังคงควักหินวิญญาณระดับสูงหนึ่งร้อยก้อนส่งให้เต้าเอ้อร์เจินเหริน
"ลงมือหนึ่งครั้ง หินวิญญาณระดับสูงหนึ่งพันก้อน" หลังจากเก็บหินวิญญาณระดับสูงหนึ่งร้อยก้อนไปแล้ว เต้าเอ้อร์เจินเหรินกลับยังคงไม่สะทกสะท้าน
"แก... แกนี่ช่างเป็นสหายของเหอเซวียนเสียจริงๆ มารดามันเถอะ" เย่ซิงเฉินสบถออกมาประโยคหนึ่ง ก่อนจะควักหินวิญญาณระดับสูงออกมาอีกเก้าร้อยก้อน
"ออกเดินทางได้" เมื่อเต้าเอ้อร์เจินเหรินรับหินวิญญาณระดับสูงเก้าร้อยก้อนมาแล้ว เขาก็นับว่ารักษาสัจจะดีเยี่ยม
......
อีกด้านหนึ่ง หลิ่วเสี่ยวเตี๋ยทั้งสามคนกำลังมุ่งหน้าไปยังอีกทิศทางหนึ่งของเมืองต้าเหยียน
"โจวเช่อ ท่านทำเกินไปแล้ว เพียงเพราะข้าเอ่ยปากชมเย่ซิงเฉินไม่กี่คำ ท่านก็หาเรื่องไร้สาระเช่นนี้เลยหรือ!?"
"ท่านก็น่าจะรู้ดีว่า สำหรับวิถีแห่งการหลอมโอสถ ข้าเรียกได้ว่าคลั่งไคล้อย่างยิ่ง การที่ข้าเอ่ยชมเย่ซิงเฉิน ก็เพราะวิชาหลอมโอสถของเขาทำให้ข้ายอมศิโรราบ"
"พูดตามตรง บุคคลเช่นเย่ซิงเฉิน ในใจข้านั้นควรค่าแก่การเคารพยกย่องอย่างยิ่ง ขยะรากวิญญาณสิบธาตุผู้หนึ่ง ไม่เพียงมีตบะทะลวงถึงขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง แต่วิชาหลอมโอสถยังล้ำลึกหาใดเปรียบ แม้กระทั่งล้ำลึกกว่าอาจารย์ของเขาเสียอีก"
"ท่านลองคิดดูเถิด คนเช่นนี้ ไม่คู่ควรให้หลิ่วเสี่ยวเตี๋ยอย่างข้าเรียนรู้หรอกหรือ?"
ตลอดทาง เมื่อได้ล่วงรู้เหตุผลที่โจวเช่อแสดงพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้ หลิ่วเสี่ยวเตี๋ยก็ยิ่งเดือดดาล นางตวาดว่า "และอีกอย่าง โจวเช่อ ตอนนี้ข้าขออนุญาตบอกท่านให้ชัดเจนเลยว่า ท่านจะชอบข้าก็เป็นเรื่องของท่าน แต่ข้าไม่ได้มีความรู้สึกฉันชู้สาวกับท่านเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้ไม่มี วันข้างหน้าก็ไม่มีทางมี"
"ดังนั้น อย่าว่าแต่การที่ข้าแค่กล่าวชมเย่ซิงเฉินไม่กี่คำเลย ต่อให้ข้าชอบเขาจริงๆ ท่านก็ไม่มีสิทธิ์มายุ่งก้าวก่าย"
"หลิ่วเสี่ยวเตี๋ย ความรู้สึกที่ข้ามีต่อเจ้า เจ้าย่อมรู้ดี เจ้าทำให้ข้าผิดหวังมากจริงๆ เอาล่ะ ไม่พูดเรื่องนี้แล้วกัน ต่อให้พวกเราไม่ใช่สหายคู่บำเพ็ญ แต่พวกเราก็ยังเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักกัน เจ้ามันช่างกินบนเรือนขี้รดบนหลังคานัก" เมื่อเห็นหลิ่วเสี่ยวเตี๋ยเปิดอกพูดอย่างตรงไปตรงมา โจวเช่อก็บันดาลโทสะเช่นกัน
"เฮ้อ... พวกเจ้าเลิกทะเลาะกันเถิด" เมื่อเห็นทั้งสองโต้เถียงกันเช่นนี้ ผู้อาวุโสแห่งสำนักเฮยหลงก็ถอนหายใจยาว "โจวเช่อ ตกลงแล้วเจ้ามีแผนการเช่นไรกันแน่ ไม่นำหญ้าหนวดมังกรปฐพีไปประมูล แล้วพวกเราจะไปขอร้องให้นักหลอมโอสถอันดับหนึ่งแห่งแคว้นต้าเหยียนช่วยหลอมโอสถอย่างนั้นหรือ?"
ผู้อาวุโสแห่งสำนักเฮยหลงรู้สึกปวดหัวขึ้นมาตงิดๆ ในสายตาของเขา โจวเช่อก็เป็นแค่ไอ้โง่บัดซบคนหนึ่ง มีดีแค่พรสวรรค์อันน่าทึ่ง แต่จิตใจกลับอ่อนแอไร้ความสามารถปานนี้ คนเช่นนี้ต่อให้มีพรสวรรค์สูงส่งเทียมฟ้า ก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าไม่อาจประสบความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ได้ ไม่ช้าก็เร็วคงต้องถูกผู้อื่นเด็ดหัวเป็นแน่
"เรื่องนี้ง่ายจะตาย ข้าก็แค่มอบหญ้าหนวดมังกรปฐพีให้เขาไปโดยตรงก็สิ้นเรื่อง" โจวเช่อยิ้มอย่างหลงตัวเอง "ถึงอย่างไร ข้าก็แค่ต้องการให้ไอ้ขยะเย่ซิงเฉินนั่นไม่ได้หญ้าหนวดมังกรปฐพีไปก็พอแล้ว"
"ไอ้ขยะนั่นคงคิดจะใช้หญ้าหนวดมังกรปฐพีเพื่อวิวัฒนาการรากวิญญาณธาตุดินของตนเองล่ะสิ"
"หึๆ..." โจวเช่อแค่นเสียงหัวเราะเย็น "มารดามันเถอะ ข้าก็แค่ไม่อยากให้มันได้หญ้าหนวดมังกรปฐพีไป ข้าจะทำให้มันคลั่งตายไปเลย ขยะก็คือขยะ ยังริอ่านจะวิวัฒนาการรากวิญญาณของตัวเองอีก"
"เป็นถึงขยะรากวิญญาณสิบธาตุ ยังคิดจะฝืนลิขิตสวรรค์พลิกชะตาชีวิต มันคิดว่าตัวเองเป็นบุตรแห่งโชคชะตาหรืออย่างไร?"
ทันใดนั้น หลิ่วเสี่ยวเตี๋ยและผู้อาวุโสแห่งสำนักเฮยหลงก็มีสีหน้าเคร่งเครียดลง และหยุดฝีเท้าลงทันที ทั้งสองมีสีหน้าอึมครึมลง
ทว่าโจวเช่อกลับเยาะเย้ยต่อไปอย่างไม่สนใจไยดี "ข้าจะบอกให้ ไอ้ขยะเย่ซิงเฉินนั่น ต่อให้มีวิชาหลอมโอสถล้ำเลิศเพียงใด แล้วจะทำไมเล่า ท้ายที่สุดก็ต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมที่สวรรค์ลิขิตมาอยู่ดี..."
"...?!" โจวเช่อยังกล่าวไม่ทันจบ ฝีเท้าของเขาก็ต้องหยุดชะงัก สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นอึมครึมอย่างหาที่สุดไม่ได้
เบื้องหน้าของทั้งสามคน...
มีกลุ่มโจรเจ็ดคน รูปร่างสูงเตี้ยอ้วนผอมยืนเรียงรายเป็นหน้ากระดานขวางทางไปของพวกเขาเอาไว้ โจรทั้งเจ็ดคนล้วนเป็นชายชุดดำสวมไอ้โม่งปิดบังใบหน้า ผ้าสีดำบนใบหน้าของพวกเขาสามารถสกัดกั้นสัมผัสวิญญาณของสำนักเฮยหลงได้ แม้ผู้อาวุโสแห่งสำนักเฮยหลงจะมีสัมผัสวิญญาณกล้าแข็ง ทว่าก็ยังมิอาจสอดแนมโฉมหน้าที่แท้จริงของร่างทั้งเจ็ดนี้ได้เลย
และกลุ่มชายชุดดำทั้งเจ็ดคนนี้ก็ดูประหลาดพิลึกเกินไปแล้ว คนอื่นๆ ยังพอดูเป็นปกติ ทว่าในจำนวนนั้นมีร่างหนึ่งที่รูปร่างเตี้ยแคระแกร็นราวกับเด็กน้อย ซึ่งดึงดูดสายตาของพวกหลิ่วเสี่ยวเตี๋ยทั้งสามเอาไว้
"มาดักปล้นเหตุใดต้องหอบลูกจูงหลานมาด้วย" โจวเช่อกล่าวอย่างฉงน
ในสายตาของเขา คนทั้งเจ็ดเบื้องหน้านี้ต้องเป็นคนของตระกูลใดตระกูลหนึ่งเป็นแน่ คงคิดจะยอมเสี่ยงอันตรายทำเรื่องเลวทราม มิเช่นนั้นคงไม่พาเด็กน้อยออกมาดักปล้นด้วย
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ความหยิ่งยโสบนใบหน้าของโจวเช่อก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เขายิ่งตวาดด้วยความรำคาญใจว่า "พวกแกตาบอดไปแล้วหรือไร พวกเราเป็นคนของสำนักเฮยหลง ข้าไม่สนหรอกนะว่าพวกแกจะเป็นคนตระกูลใด ตอนนี้รีบคุกเข่าโขกศีรษะขอขมาซะ ข้าอาจจะยอมอภัยให้กับความโง่เขลาของพวกแก"
"มิฉะนั้น สำนักเฮยหลงของข้าจะต้องไปเยือนตระกูลพวกแกอย่างแน่นอน ถึงเวลานั้นอย่าหาว่าข้าไม่เตือน"
"โจวเช่อ หุบปากเดี๋ยวนี้" ผู้อาวุโสแห่งสำนักเฮยหลงตวาดโจวเช่อเสียงดังลั่น ใบหน้าของเขาเขียวคล้ำ โจวเช่อไอ้โง่เง่าผู้นี้ มักจะมีสายตาดั่งสุนัขดูถูกคนต่ำต้อยอยู่เสมอ
จากการสัมผัสของผู้อาวุโสแห่งสำนักเฮยหลง ในบรรดาคนทั้งเจ็ดเบื้องหน้า ร่างที่ทั้งอ้วนทั้งดูชั่วร้ายผู้นั้น กลับเป็นตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเขาเสียอีก ตบะของคนผู้นั้นบรรลุถึงขอบเขตแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์แล้ว ส่วนอีกหกคนที่เหลือ ล้วนมีตบะขอบเขตสร้างรากฐานขั้นกลาง มีเพียงร่างที่ดูคล้ายเด็กน้อยผู้นั้น ที่แม้แต่เขาก็ยังมองระดับการฝึกปรือไม่ออก
ผู้อาวุโสแห่งสำนักเฮยหลงรู้ได้ในทันทีว่า คนกลุ่มนี้มีที่มาไม่ธรรมดา จะต้องเป็นคนของขุมกำลังใหญ่ขุมกำลังใดเป็นแน่
"ทุกท่าน ไม่ทราบว่ามาขวางทางพวกเราไว้ มีธุระอันใดหรือ!?" ผู้อาวุโสแห่งสำนักเฮยหลงประสานมือคารวะอย่างสุภาพนอบน้อมยิ่ง
"ลุย" ทว่าเมื่อเผชิญกับคำกล่าวของผู้อาวุโสแห่งสำนักเฮยหลง ชายชุดดำฝั่งตรงข้ามผู้หนึ่งกลับชี้ไปที่โจวเช่อโดยตรง "ไอ้เด็กนั่นมันชอบคุยโวโอ้อวดนัก ซ้อมมันให้ปางตายไปเลย"
ผู้ที่เอ่ยปากย่อมเป็นเย่ซิงเฉิน ทว่าน้ำเสียงของเขาในเวลานี้กลับทุ้มต่ำและหนักแน่นยิ่งนัก
"ทุกท่าน พวกเราคือคนของสำนักเฮยหลง การกระทำของพวกท่านเช่นนี้ ไม่กลัวสำนักเฮยหลงจะยกทัพมาเอาเรื่องหรือ!?" เมื่อเห็นอีกฝ่ายเตรียมจะลงมือ ผู้อาวุโสแห่งสำนักเฮยหลงก็ร้อนรนขึ้นมา
โทษก็ต้องโทษไอ้เด็กโจวเช่อนี่แหละ ที่เอาแต่คุยโวโอ้อวดมาตลอดทาง ทว่าผู้อาวุโสแห่งสำนักเฮยหลงกลับรู้สึกว่าเรื่องนี้มีลับลมคมนัยอยู่บ้าง? แต่ในเวลาอันสั้นเขาก็ยังคิดไม่ออก
และในยามนี้ เย่ซิงเฉินและเหอเซวียนก็ได้พุ่งเข้าใส่โจวเช่อไปก่อนแล้ว
"ศิษย์พี่หว่านอวิ๋น พวกท่านสามคนช่วยข้าขวางแม่นางหลิ่วเสี่ยวเตี๋ยเอาไว้ที" เย่ซิงเฉินเอ่ยสั่งการ
"ไม่ ข้าจะไปอัดไอ้สวะจอมโอหังนั่น" เฉินเสี่ยวเสี่ยวกลับระเบิดพลังพุ่งทะยานออกไป นางถึงกับแซงหน้าเย่ซิงเฉินและเหอเซวียนไปด้วยซ้ำ
"ข้าก็จะไปอัดมันเหมือนกัน แม่นางคนนั้น ให้พี่หว่านอวิ๋นรับมือคนเดียวก็พอ" เจียงเสวี่ยระเบิดพลังพุ่งทะยานออกไปเช่นกัน นางแซงหน้าเย่ซิงเฉินและเหอเซวียนไปอีกคน
"ข้าก็จะไปอัดมันด้วย" ทงเทียนเสี่ยวหลิงก็มีสีหน้าถมึงทึงแบบน่ารักน่าเอ็นดู กลิ่นอายแข็งแกร่งดุดัน หูยาวๆ ทั้งสองข้างชูชันตั้งเด่จนแทงทะลุหน้ากากไอ้โม่งสีดำขาดวิ่น
ภาพนี้ทำให้เย่ซิงเฉินและเหอเซวียนถึงกับมีสีหน้าตกตะลึงงัน เฉินหว่านอวิ๋นก็แย้มยิ้มอย่างจนใจ "ก็ได้ ข้าจะคอยขวางแม่นางคนนี้ให้ พวกเจ้าช่วยเตะมันเผื่อข้าสักสองทีก็แล้วกัน"
"แย่แล้ว ทุกคนพุ่งเป้ามาที่ข้าหมดเลย เหตุใดถึงมีคนที่มีหูกระต่ายงอกออกมาด้วยเล่า!?" ฝั่งตรงข้าม โจวเช่อถึงกับมีสีหน้าตกตะลึงงันไป
(จบแล้ว)