- หน้าแรก
- สดับฟ้าขโมยชะตาเซียน
- บทที่ 106 ควบคุมสัตว์อสูร
บทที่ 106 ควบคุมสัตว์อสูร
บทที่ 106 ควบคุมสัตว์อสูร
เมื่อคิดได้ว่างานชุมนุมเช่นวันนี้ยิ่งมียิ่งดี เฉินชิงหยางจึงไม่อาจแตกหักกับพวกมันได้ เขาแสร้งทำเป็นขยับกระถางธูปเปลี่ยนตำแหน่งอย่างไม่ใส่ใจ
เช่นนี้ องค์ประกอบค่ายกลจึงเปลี่ยนทิศทาง รากฐานค่ายกลไม่มั่นคง แก่นค่ายกลย่อมถูกทำลาย ต่อให้คุกเข่ากราบกรานลงไปก็ไม่อาจเกิดผลใดได้อีก
"ศิษย์น้องเฉิน เจ้าทำอันใดน่ะ?"
เมื่อเห็นว่าลู่เซิงมีท่าทีตื่นเต้นจนเกินไป เฉินชิงหยางจึงจับมือเขาไว้แล้วหัวเราะร่วน "ศิษย์พี่ลู่ใจแคบถึงเพียงนี้เชียวหรือ ข้าแค่อยากจะดูคุณภาพของกระถางธูปใบนี้สักหน่อยก็ไม่ได้หรือไร?"
ยามนี้ หลงเซิงก้าวเข้ามาด้านหน้าพอดี ในบรรดาเจ็ดเซียนหุบเขาท้อ มีเพียงเขาที่อายุมากที่สุด "ศิษย์น้องเฉินทำเช่นนี้ย่อมได้ กระถางธูปเช่นนี้พวกเรายังมีอยู่อีกไม่น้อย หากเจ้าชอบก็นำติดตัวกลับไปสักชิ้นสองชิ้นเถิด!"
เฉินชิงหยางเดาได้ในทันทีว่า ผู้ที่วางค่ายกลนี้ก็คือคนผู้นี้นี่เอง
ใช้ต้นท้อ กระถางธูป โต๊ะเซ่นไหว้ และปากหลุมดำเป็นองค์ประกอบค่ายกลเพื่อสร้างรากฐาน ใช้เบาะรองนั่งเป็นแก่นค่ายกล ส่วนท่าทางที่เชวี่ยเซิงจุดกระถางธูปนั้น ก็คือการกระตุ้นค่ายกลให้ทำงาน
ทุกอย่างสำเร็จลงต่อหน้าต่อตาเขา ช่างแนบเนียนถึงขีดสุดอย่างแท้จริง การบำเพ็ญเพียรเป็นเซียนนั้น ไม่ควรก้าวเดินเพียงขาข้างเดียวจริงๆ หากวันนี้เขาไม่รู้เรื่องค่ายกล ไม่แตกฉานเรื่องจิตวิญญาณ ย่อมต้องตกหลุมพรางการลอบกัดของผู้อื่นอย่างแน่นอน
เฉินชิงหยางคิดขึ้นมาได้อีกว่า ต้นท้อเมื่อผ่านวันเวลาเนิ่นนานย่อมเกิดจิตวิญญาณ และสามารถกลายเป็นปีศาจได้ ในเมื่อเป็นปีศาจ ย่อมสามารถผลิบานดอกท้ออันงดงามเจิดจ้า สามารถดูดซับไอพลังวิญญาณรอบด้านมาหล่อเลี้ยงตน หรือกระทั่งสูบกลืนไอพลังของเขาไปสักคำหนึ่ง
เป็นดั่งที่พวกมันกล่าว หากปีศาจตนนี้เป็นเพียงต้นท้อธรรมดา คงบำเพ็ญจนก่อเกิดเป็นเทพหยินจำแลงกายได้นานแล้ว ตบะของมันอย่างน้อยต้องอยู่เหนือระดับหนิงหยวน หากถูกมันสูบกลืนพลังไปเช่นนี้ ในระยะเวลาสั้นๆ ย่อมส่งผลกระทบต่อจิตวิญญาณ ปราณแท้รั่วไหล ตบะย่อมหยุดนิ่งไม่ก้าวหน้าอีกต่อไป
ในเวลานี้ เฉินชิงหยางทั้งตกใจและอิจฉา เรื่องตกใจนั้นไม่ต้องพูดถึง ส่วนที่อิจฉาก็คือพวกมันสามารถลอบทำร้ายผู้อื่นได้แบบไร้ร่องรอย ดูท่าคงต้องเรียนรู้ให้มาก ดูให้มาก และออกเดินทางเปิดหูเปิดตาให้มากเสียแล้ว
"ความหวังดีของศิษย์พี่หลง ข้ารับไว้ด้วยใจแล้ว เพียงแต่ของชิ้นนี้ใหญ่เทอะทะ ศิษย์น้องหญิงวิญญาณหยินในลานของข้าอาจจะไม่ชอบนัก พวกเรามาพูดเรื่องการร่วมงานเลี้ยงกันต่อเถิด"
ตอนนั้นเองลู่เซิงก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าการกระทำเมื่อครู่ของตนดูร้อนรนเกินไปจริง จึงกล่าวเสียงอ่อนลง "ไม่เป็นไร ไปมาหาสู่ย่อมต้องตอบแทน ความหวังดีของศิษย์พี่หลง เจ้าก็อย่าได้ปฏิเสธเลย"
เฉินชิงหยางประสานมือคารวะ "เช่นนั้นข้าก็ขอน้อมรับด้วยความยินดีล่ะ ศิษย์พี่หลง!"
……
แม้ค่ายกลจะถูกทำลายไปแล้ว แต่ละครฉากนี้ยังต้องแสดงให้สมบทบาท กล่าวจบคนทั้งหลายก็เริ่มโขกศีรษะกันอีกครั้ง เฉินชิงหยางเองก็แสดงท่าทีจริงใจยิ่งนัก เขาทำความเคารพต่อยายเฒ่าเซียนท้อเช่นกัน
ทันทีที่โขกศีรษะครบสามครั้ง เบื้องหน้าก็มีแสงสีทองแกมเขียวพุ่งเข้ามาตกกระทบเข้าไปในร่างของทั้งเจ็ดคนตามลำดับ เฉินชิงหยางดูดซับมันไว้และรู้สึกได้ว่าปราณแท้ในจุดตันเถียนคล้ายกับแข็งแกร่งขึ้น ดูเหมือนว่าคำพูดของพวกมันจะเป็นความจริงครึ่งหนึ่ง ไม่รู้ว่านอกเหนือจากค่ายกลแล้ว ยังเตรียมวิธีการอันใดไว้ลอบกัดเขาอีก?
หลังจากที่หลายคนลุกขึ้นยืน ก็เรียกขานเป็นพี่เป็นน้องกันอีกครั้ง พวกเขาพูดคุยกับเฉินชิงหยางอยู่ครู่หนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นการหยั่งเชิง หรือไม่ก็พยายามลบเลือนความสงสัยของเขาเมื่อครู่
เฉินชิงหยางเพียงกล่าวว่า "การที่ศิษย์พี่ทั้งหลายยินดีพาข้ามากราบไหว้ยายเฒ่าวิญญาณท้อ ก็เพียงพอจะแสดงให้เห็นแล้วว่าให้ความสำคัญกับข้า งานชุมนุมเช่นวันนี้ พวกเรายังต้องจัดให้บ่อยครั้งขึ้นนะ"
เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีท่าทีคลางแคลงใจแม้แต่น้อย ความสงสัยของลู่เซิงก็ปลาสนาการไป เขากล่าวอีกว่า "ศิษย์น้องเฉินพูดได้ถูกต้องนัก ไม่ทราบว่าเคยได้ยินเรื่อง 'สามพิธีกราบท้อ' หรือไม่?"
เฉินชิงหยางไม่เข้าใจ จึงส่ายหน้า
"สามพิธีกราบท้อ หมายถึงพิธีเซ่นไหว้ พิธีถือยันต์ และพิธีระบำจ้าว แต่ละพิธีล้วนมีประโยชน์ต่อผู้บำเพ็ญเพียรไม่น้อย เมื่อครู่พวกเราเพิ่งผ่านไปเพียงพิธีเดียว ตอนนี้ยังเหลืออีกสองพิธีที่กำลังรอศิษย์น้องเฉินอยู่ เช่นนั้นพวกเรามาทำต่อกันเลยดีหรือไม่?"
พิธีเซ่นไหว้กลายเป็นค่ายกลลอบกัดคนไปแล้ว คาดว่าหลังจากนี้ก็คงไม่ใช่เรื่องดีอันใดนัก คนทั้งเจ็ดนี้เพื่อรับมือกับเขา ช่างสิ้นเปลืองความคิดไปไม่น้อยจริงๆ
เฉินชิงหยางสามารถประเมินจากระดับความเชี่ยวชาญของพวกมันได้ว่า ตนเองไม่ใช่คนแรกที่ถูกพวกมันลอบกัดเช่นนี้แน่ คำพูดของเด็กสาวหงเอ๋อร์นั้นไม่ผิดเลย คนพวกนี้วันๆ เอาแต่ขบคิดว่าจะลอบกัดผู้อื่นอย่างไร จิตมุ่งมรรคายังด้อยกว่าตัวเขาเสียอีก
"ไม่ทราบว่าพิธีถือยันต์คือสิ่งใดหรือ?"
ลู่เซิงลูบเครายาวพลางหัวเราะร่วน ศิษย์เซิงอีกหกคนที่เหลือก็เข้ามาล้อมรอบเขาไว้ แสดงท่าทีกระตือรือร้นเป็นอย่างยิ่ง "เมื่อครู่ศิษย์น้องเฉินสัมผัสได้ถึงการหล่อเลี้ยงจากปราณวิญญาณไม้หรือไม่?"
เฉินชิงหยางพยักหน้า "มีกลิ่นอายสายหนึ่งวนเวียนอยู่เหนือศีรษะจริงๆ จากนั้นก็เร้นกายเข้าไปในจุดหนีหวัน ปราณแท้ในจุดตันเถียนราวกับแข็งแกร่งขึ้นมาอยู่บ้าง ดูเหมือนว่าสิ่งที่ศิษย์พี่ทุกท่านกล่าวมาล้วนเป็นความจริงแล้ว"
เมื่อทุกคนได้ฟัง บ้างก็ใช้มือลูบเครายาว บ้างก็พยักหน้า บ้างก็แย้มยิ้มอย่างสง่างาม บ้างก็หัวเราะร่าอย่างไม่สงวนท่าที ทว่าล้วนมีความหมายเดียวกัน "พวกเราคบหากับศิษย์น้องเฉินด้วยความจริงใจ ทุกถ้อยคำย่อมต้องเป็นความจริงสิ?"
ขณะที่กำลังคุยกันอย่างออกรส ลู่เซิงก็รับช่วงสนทนาต่อ ในกลุ่มคนพวกนี้ นับว่าเขามีความเชี่ยวชาญในการทำเรื่องเช่นนี้ที่สุด
"ถูกต้องๆ นี่คือข้อดีของปราณวิญญาณไม้ ไม้ก่อเกิดไฟ ไฟเสริมสร้างพลังจิตวิญญาณของคน ศิษย์น้องย่อมสัมผัสได้ถึงตบะที่เพิ่มพูนขึ้น ข้าจะอธิบายเรื่องพิธีถือยันต์ให้ศิษย์น้องฟังอีกหน่อย ยายเฒ่าวิญญาณท้อตนนี้ซึมซับแก่นแท้แห่งสุริยันจันทรา รับเอาไอพลังวิญญาณฟ้าดิน ผ่านการแปรเปลี่ยนมานับหลายพันปี จะก่อเกิดปมไม้ขดเคี้ยวขึ้นบนกิ่งก้านเพื่อใช้เป็นทวารเปิด รวบรวมแก่นแท้วิญญาณไม้เอาไว้"
เมื่อฟังถึงตรงนี้ เฉินชิงหยางพยักหน้าเบาๆ การใช้ปมไม้เป็นทวารเปิดนั้น มีส่วนที่คล้ายคลึงกับเก้าทวารก้าวสู่เซียนของผู้บำเพ็ญเพียร
"หลายปีที่ผ่านมานี้ ได้ก่อเกิดเป็นแปดทวารแล้ว หากเป็นผู้บำเพ็ญเพียร ก็เท่ากับมีตบะระดับหนิงหยวนขั้นแปด เมื่อก่อนท่านอาจารย์ใช้แต่ละทวารเหล่านี้เป็นรากฐาน สร้างเป็นป้ายยันต์ท้อแปดชิ้น แต่ละชิ้นล้วนเป็นแหล่งรวมแก่นแท้วิญญาณไม้ที่แท้จริง สิ่งที่เรียกว่าพิธีถือยันต์ ก็คือการถือป้ายยันต์ท้อไว้ในมือ ยืนอยู่บนปลายไม้ แล้วก้าวเดินด้วยก้าวย่างยันต์ท้อ เช่นนี้ยายเฒ่าวิญญาณท้อย่อมสัมผัสได้ และสามารถนำปราณวิญญาณไม้เข้าสู่ร่างกายได้อีกครั้ง"
แม้จะพูดเสียเรียบง่าย แต่ในเรื่องนี้ย่อมต้องมีลับลมคมใน โดยเฉพาะเมื่อได้ยินคำว่าป้ายยันต์ท้อสองคำนี้ เขาก็ยิ่งนึกถึงวิชาอักขระยันต์
เคยฟังหลิวเถากล่าวไว้ว่า อักขระยันต์มีการแบ่งแยกหยินและหยาง สิ่งที่เรียกว่ายันต์หยางคือวิถีอันเที่ยงธรรมที่ใช้ปราบปรามสิ่งชั่วร้ายและช่วยเหลือผู้คน ส่วนผู้ที่ฝึกฝนยันต์หยิน จะใช้มันเพื่อลักขโมยวาสนา บั่นทอนจิตใจ ทำลายเส้นลมปราณ และอื่นๆ นับเป็นสุดยอดวิชาทำร้ายผู้คน
เจ็ดเซียนหุบเขาท้อเหล่านี้มีผู้ที่เก่งกาจด้านค่ายกล ย่อมต้องไม่ขาดแคลนผู้ที่เชี่ยวชาญด้านอักขระยันต์แน่
"ศิษย์น้องเฉิน เจ้าฟังเข้าใจหรือไม่?" เมื่อเห็นเขาตกอยู่ในห้วงความคิด ลู่เซิงก็เริ่มเร่งรัดถาม
ท้ายที่สุดเฉินชิงหยางจึงตัดสินใจรับมือตามสถานการณ์ "เข้าใจแล้ว เรื่องนี้เรียบง่ายนัก หากได้รับผลประโยชน์เฉกเช่นเมื่อครู่ งานชุมนุมดอกท้อในวันนี้ก็ถือว่าเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้มากมายนัก!"
"ฮ่าๆๆ..." ลู่เซิงหัวเราะร่วน ศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นก็เป็นเช่นเดียวกัน จากนั้นกลุ่มคนก็สะบัดแขนเสื้อกว้าง มุดเข้าไปในต้นท้ออีกครั้ง ร่างกายลอยละล่องไปมา ทำให้กิ่งก้านใบที่ดกหนาสั่นไหวเกิดเสียงสวบสาบ ก่อนจะร่อนลงจอดยังพื้นที่อีกด้านหนึ่งของต้นท้อ
พวกเขายังคงเผชิญหน้ากับลำต้นที่หนาและใหญ่โตของต้นท้อ ทว่าด้านบนนั้นถูกเจาะรูคล้ายกับช่องเว้าเข้าไปในผนัง ด้านในว่างเปล่า มีเพียงป้ายไม้รูปร่างคล้ายลูกศรแปดชิ้นแขวนอยู่ แต่ละชิ้นถูกผูกไว้ด้วยเชือกสีแดง ด้านบนสลักลวดลายสลับซับซ้อนอย่างยิ่ง เมื่อเพ่งมองให้ละเอียด ยังมีแสงสีเขียวชั้นหนึ่งเรืองรองออกมา
"ศิษย์น้อง เจ้าลองดูสิ ป้ายยันต์ท้อแขวนอยู่ที่นี่ ทุกๆ หนึ่งปีจึงจะสามารถสะสมปราณวิญญาณไม้ได้เพียงเล็กน้อย เจ้ามาได้ถูกเวลาพอดี"
เฉินชิงหยางใช้ปลาหยินหยางแห่งจิตสำนึกสังเกตดูอย่างละเอียดอีกครั้ง เขารู้สึกเพียงว่านอกจากปราณวิญญาณไม้ที่เอ่อล้นแล้ว ก็ดูเหมือนจะไม่มีสิ่งใดผิดปกติ ป้ายไม้แต่ละชิ้นล้วนมีลักษณะเหมือนกันทุกประการ ไม่เหมือนกับเบาะรองนั่งเมื่อครู่ที่เขาพบช่องโหว่ได้อย่างง่ายดาย
ในเมื่อไม่ได้อยู่ที่ป้ายยันต์ท้อ เช่นนั้นพวกมันยังเตรียมแผนการใดไว้อีก?
"ศิษย์น้องเจียว เจ้าสนิทสนมกับยายเฒ่าวิญญาณท้อมากที่สุด คราวนี้ถึงตาเจ้าแสดงฝีมือแล้ว"
เจียวเซิงผู้นี้นับว่ามีชื่อสมตัว รูปร่างผอมสูง เวลาขยับตัวร่างกายจะบิดไปมา ยามที่ไม่ยิ้มแววตาดูเหมือนจะซุกซ่อนความเย็นเยียบเอาไว้เสมอ มีกลิ่นอายของงูเจียวอยู่บ้างจริงๆ
"ดี ศิษย์น้องเฉิน เจ้าจงดูให้ดีล่ะ หลักๆ คือให้ดูจังหวะก้าวเดินของข้า" เจียวเซิงผู้นั้นถือธูปบริสุทธิ์สามดอกไว้ในมือ ก้าวเดินด้วยจังหวะก้าวที่พิเศษยิ่งนัก ย่างเท้าสลับไปมาตรงกลางหลายก้าว
เฉินชิงหยางสัมผัสได้ว่า ต้นท้อต้นนี้ราวกับสื่อใจถึงเจียวเซิงได้ กลิ่นอายที่แผ่ออกมาเปรียบดั่งเถาวัลย์แต่ละเส้นที่ตอบสนองต่อเขา จากนั้นเมื่อธูปบริสุทธิ์สามดอกถูกจุดและปักลงเบื้องหน้าช่องเว้า ป้ายไม้ทั้งแปดชิ้นเมื่อครู่ก็ราวกับมีชีวิตชีวาขึ้นมา
"ศิษย์น้องเฉิน ยายเฒ่าวิญญาณท้อแสดงความศักดิ์สิทธิ์แล้ว ตอนนี้เจ้ารีบถือป้ายยันต์ท้อไว้ในมือ แล้วใช้จังหวะก้าวเดินอย่างเมื่อครู่ของข้า ก็จะทำให้ท่านยายมอบปราณวิญญาณไม้ให้แก่เจ้าได้ วาสนาเช่นนี้นับหลายสิบปีก็ไม่อาจพบเจอได้สักครั้งเชียวนะ!" เจียวเซิงกล่าว
ลู่เซิงที่อยู่ด้านข้างก็กล่าวเสริม "หากไม่ใช่เพราะของขวัญที่ศิษย์น้องนำมาในวันนี้น่าทึ่งยิ่งนัก พวกเราหรือจะยอมมอบโอกาสนี้ให้ผู้อื่นง่ายๆ!"
"ใช่แล้ว ใช่แล้ว ล้วนเป็นเพราะศิษย์น้องเฉินจริงใจนัก พบกันครั้งแรกก็มอบของขวัญชิ้นใหญ่ถึงเพียงนี้ โอสถชักนำปราณระดับสาม ช่างเป็นของดีจริงๆ..."
ทุกคนต่างพูดกันไปคนละทิศละทาง สนทนากันอยู่อีกพักใหญ่ สุดท้ายก็เป็นลู่เซิงที่ขัดจังหวะขึ้นมา "ศิษย์น้องเฉิน เจ้ารีบลงมือเถิด!"
จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่อาจมองออกถึงต้นสายปลายเหตุ เฉินชิงหยางย่อมไม่กล้าลิ้มลองสุ่มสี่สุ่มห้า หากถูกลอบทำร้ายในเงามืดขึ้นมา คงเป็นเรื่องยุ่งยากแล้ว
เขาเริ่มบ่ายเบี่ยง "หากมิเป็นไร ขอเชิญศิษย์พี่ลู่สาธิตให้ดูสักครั้งเถิด ข้าขอศึกษาดูสักหน่อย หากพลั้งเผลอทำสิ่งใดผิดพลาดจนทำให้ท่านยายโกรธเคือง คงไม่ดีแน่"
ลู่เซิงราวกับรู้ล่วงหน้าว่าเขาต้องพูดเช่นนี้ จึงโบกมือพลางกล่าว "ในบรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งเจ็ดของข้า ผู้ที่รับผิดชอบดูแลเรื่องนี้โดยปกติก็คือศิษย์น้องเจียว ให้เขาเป็นคนทำดีหรือไม่?"
เฉินชิงหยางพยักหน้า "ทุกอย่างสุดแท้แต่ศิษย์พี่ลู่จะจัดการ"
เจียวเซิงผู้นั้นก้าวเดินไปข้างหน้าหลายก้าว หยิบป้ายยันต์ท้อลงมาหนึ่งชิ้นอย่างลวกๆ ใช้สองมือจับเอาไว้ ก่อนจะทำท่าทางเช่นเมื่อครู่ซ้ำอีกครั้ง
เฉินชิงหยางใช้ปลาหยินหยางแห่งจิตสำนึกประเมินดู เห็นได้ชัดว่าจุดสำคัญไม่ได้อยู่บนป้ายยันต์ท้อ ท่าทางของเจียวเซิงก็ดูไม่เหมือนจะจงใจเลือกป้ายชิ้นใดชิ้นหนึ่งเป็นพิเศษ
เจียวเซิงยังคงใช้จังหวะก้าวเดินดังเมื่อครู่ เฉินชิงหยางสามารถสัมผัสได้ว่าปราณวิญญาณไม้รอบด้านควบแน่นเข้ามา เพียงแต่เมื่อเทียบกับก่อนหน้านี้ กลับเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นเล็กน้อย
กลิ่นอายไม่บริสุทธิ์ดังเมื่อครู่ ภายในปะปนด้วยสิ่งใดบางอย่าง ตัวเขาเองก็บอกไม่ถูกเช่นกัน อีกทั้งหลังจากที่กลิ่นอายเข้าสู่ร่างของเจียวเซิงแล้ว ตอนที่แผ่ออกมาอีกครั้ง ก็มีสีเขียวอ่อนที่ตาเปล่าไม่อาจมองเห็นค่อยๆ สลายตัวไปจากภายใน ดูเหมือนสิ่งที่คอยบงการเรื่องราวทั้งหมดนี้ ก็คือป้ายยันต์ท้อในมือนั่นเอง
ในฐานะนักปรุงโอสถ เฉินชิงหยางพลันนึกถึงประโยคหนึ่งขึ้นมา "หญ้าวิเศษทุกชนิด ย่อมแฝงพิษร้ายไว้สามส่วน"
อย่างปีศาจท้อตนนี้ รังแต่จะมีพิษร้ายแรงยิ่งกว่า การถือป้ายยันต์ท้อไว้ในมือ จะสามารถสื่อสารกับยายเฒ่าวิญญาณท้อและประทานปราณวิญญาณไม้ลงมาได้ ทว่าหากพวกมันตกลงกับปีศาจท้อตนนี้ไว้ล่วงหน้า แล้วหลั่งไหลพิษร้ายเข้ามาในร่างกายของเขา ทำร้ายเส้นลมปราณและจุดตันเถียน ย่อมต้องมีจุดจบที่อนาถยิ่งกว่าการตกอยู่ในค่ายกลเมื่อครู่เสียอีก
แม้ป้ายยันต์ท้อนี้จะไร้ซึ่งอานุภาพในตัวเอง แต่เมื่อพึ่งพาพลังวิญญาณท้อนี้ มันก็คือยันต์หยินชิ้นหนึ่ง
การสะบัดแขนเสื้อเดินหนีไป ย่อมไม่ใช่สไตล์ของเฉินชิงหยาง เขาครุ่นคิดไปมา สองมือหดเก็บไว้ในแขนเสื้อ แสดงท่าทีอย่างจริงใจ ทำท่าประสานมือคารวะ จากนั้นก็ก้าวเดินออกไปด้วยก้าวย่างยันต์ท้อ
เป็นดังคาด ปราณวิญญาณไม้นั้นม้วนตัวเข้ามา แม้จะมีความรู้สึกเหมือนตบะเพิ่มพูนดังเมื่อครู่ ทว่ากลับมีกลิ่นอายอีกสายหนึ่งที่ดูราวกับต้องการจะแปรเปลี่ยนเส้นลมปราณของเขาให้กลายเป็นดั่งท่อนไม้ สูญเสียความมีชีวิตชีวาทั้งหมดไป
"ถึงตาเจ้าแล้ว!"
เฉินชิงหยางรำพึงในใจ ภายในโพรงไม้พลันมีประกายสีเพลิงวาบผ่าน ไข่มุกมังกรเพลิงหลีที่กักเก็บปราณมังกรแท้จริงเอาไว้ก็ปล่อยเปลวเพลิงออกมาได้ทันท่วงที ในบริเวณที่เส้นลมปราณพาดผ่าน กลิ่นอายส่วนเกินนั้นก็ล่าถอยไปอย่างต่อเนื่อง
ไฟพิชิตไม้ ไข่มุกมังกรแผดเผาพิษร้ายทั้งปวง ของดีเช่นนี้ มิน่าเล่าลู่จิ่นจางถึงได้ใจแคบปานนั้น