- หน้าแรก
- สดับฟ้าขโมยชะตาเซียน
- บทที่ 104 แผนการลับ
บทที่ 104 แผนการลับ
บทที่ 104 แผนการลับ
แสงอรุณรุ่งสลัว
ดอกไม้หันเข้าหาแสงตะวัน ผู้คนมุ่งหน้าสู่ชีวิต ยอดเขาชิงจู๋มีสี่ฤดูดั่งฤดูใบไม้ผลิ ภายในลานเล็กเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา
เด็กหนุ่มสองคนนับตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ก็ใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบวินัยอย่างยิ่ง ไม่มีผู้ใดร้องขอ พวกเขาก็ตื่นแต่เช้าตรู่ ศิษย์พี่เฉินไม่เคยเข้มงวดกวดขัน พวกเขาจึงรู้จักควบคุมตนเองเป็นอย่างดี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ยังได้รับคำชี้แนะจากสวีเป่าหลิงอยู่เป็นระยะ ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกว่าการบรรลุระดับเลี่ยนชี่นั้นมีความหวัง ไม่ว่าจะทำสิ่งใดล้วนมีเป้าหมายให้ก้าวเดิน
ชิดกับกำแพงรั้วด้านล่าง ได้ปลูกต้นหวยซู่เอาไว้หนึ่งต้น ต้นไม้นี้มีขนาดเล็ก สูงกว่าตัวเรือนเพียงไม่เท่าใดนัก ในระหว่างการขนย้าย กิ่งก้านสาขาถูกหักไปไม่น้อย ทว่าก็ไม่เป็นไร อีกไม่นานมันก็จะงอกเงยขึ้นมาใหม่
ชิดกับลำต้น ได้ยกชุดโต๊ะเก้าอี้หินชิงสือมาวางไว้ตามรูปแบบในยามที่อยู่บนยอดเขาสี่ทอง
เพื่อที่จะนำของสิ่งนี้ขึ้นมา เด็กหนุ่มทั้งสองต้องใช้เรี่ยวแรงไปอย่างมหาศาล ซึ่งก็เพียงพอให้เห็นแล้วว่าพวกเขารักใคร่ลานเล็กแห่งนี้เพียงใด
ในยามนี้ ทั้งสองนั่งตัวตรงอย่างสำรวม สวีเป่าหลิงก้าวเดินด้วยท่วงท่าแผ่วเบา กำลังเดินวนไปมาอยู่เบื้องหน้าของพวกเขา
"เรื่องของโอสถ นับเป็นหนึ่งในศิลปะทั้งเจ็ด... การหลอมโอสถนั้น สมควรเริ่มต้นจากการทำความคุ้นเคยกับทฤษฎีแร่ธาตุและสมุนไพร ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าจะสอนทฤษฎีแร่ธาตุและสมุนไพรให้แก่พวกเจ้า นอกเหนือจากงานในมือของพวกเจ้าแล้ว ยังต้องเริ่มเรียนรู้การจัดการกับวัตถุดิบ... เพียงแต่เมื่อเป็นเช่นนี้ เวลาพักผ่อนตั้งแต่เช้าจรดค่ำของพวกเจ้าก็จะเหลือไม่มากแล้วนะ"
เมื่อได้ยินว่าจะได้เรียนรู้วิชาหลอมโอสถ เด็กหนุ่มทั้งสองต่างก็ตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างยิ่ง การทำงานหนักขึ้นอีกสักหน่อยสำหรับพวกเขานั้น ถือเป็นเรื่องเล็กน้อยอย่างสิ้นเชิง
"ศิษย์พี่หญิงสวี ตอนนี้พวกเราล้วนทำงานเพื่อตนเอง จะรังเกียจความเหน็ดเหนื่อยได้อย่างไร" ผู้ที่กล่าวคำนี้คือจางผิง
ทางด้านหลี่เชิ่งก็กล่าวเช่นกัน "ถูกต้องแล้ว ด้วยพรสวรรค์ของพวกเรา การจะทะลวงผ่านระดับเลี่ยนชี่นั้นไม่รู้ว่าต้องรอถึงปีใดเดือนใด ยิ่งไปกว่านั้น นี่ยังเป็นการถ่ายทอดศิลปะทั้งเจ็ดแห่งการบำเพ็ญเพียร บุญคุณของท่านและศิษย์พี่เฉิน พวกเราจะไม่มีวันลืมเลือน"
กล่าวจบ ก็ประสานมือคารวะ และยังไม่ลืมที่จะดึงจางผิงทีหนึ่ง
"ใช่แล้วขอรับ ใช่แล้ว"
เมื่อเห็นท่าทีของพวกเขาทั้งสอง สวีเป่าหลิงก็รู้สึกพึงพอใจยิ่งนัก
ในเวลาเดียวกันนี้ ภายในห้องโอสถ แสงมงคลบริเวณหมิงถังของเฉินชิงหยางค่อยๆ สลายตัว สายลมโชยระรื่นที่เพิ่งปรากฏขึ้นรอบกายก็ค่อยๆ จางหายไป ภายในร่างกาย ปราณทองเก้าสายต่างกระจายตัวออกไป สุดท้ายก็ก่อตัวเป็นสภาวะสามหกอีกครั้ง
[คัมภีร์กระบี่ตานเสียหยั่งเจิน: (41/5000)]
นับตั้งแต่ได้รับคัมภีร์กระบี่นี้มาก็เกือบจะยี่สิบวันแล้ว ผ่านการฝึกฝนอย่างบากบั่น สะสมความคืบหน้าได้ 41 หากยังคงรักษาระดับนี้ไว้ได้ตลอดไป ขอเพียงต้องการอีกพันกว่าๆ ก็จะสามารถทะลวงระดับการฝึกตนได้แล้ว
เพียงแต่ก่อนที่ระดับการฝึกตนจะทะลวงผ่าน เคล็ดวิชาเร้นกายซ่อนกลิ่นอายยังต้องยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งสิ่งนี้เรียกร้องให้การควบคุมสภาวะปราณของตนเองแข็งแกร่งขึ้นไปอีกระดับ และด้วยเหตุนี้ 'คัมภีร์ไท่หุน' จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องนำมาฝึกฝน
ช่วงหลายวันนี้ เขาได้ขบคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว ในเมื่อยังไม่สามารถให้ระดับการฝึกตนทะลวงผ่านไปได้ชั่วคราว เช่นนั้นสู้เอาต้นกล้าเซียนไปใช้กับ 'คัมภีร์ไท่หุน' จะดีกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงการปล่อยทิ้งไว้ให้สูญเปล่า อีกทั้งยังสามารถทำให้ความเข้าใจของตนเองก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งย่อมต้องมีประโยชน์ต่อการฝึกฝนเคล็ดกระบี่ไม่น้อย
ระหว่างที่ความคิดแล่นผ่าน จิตวิญญาณก็เข้าสู่สภาวะอันลึกล้ำในทันที ทั้งยังถูกรองรับด้วยสิ่งที่มีลักษณะคล้ายสติสัมปชัญญะ ล่องลอยขึ้นสู่เบื้องบน ล่องลอยไปทางซ้ายและขวา การไปครานี้กลับไกลถึงยี่สิบลี้
ในยามนี้ ปลาจิตสำนึกไม่ใช่เพียงจิตสำนึกสายหนึ่งอีกต่อไป แต่ยิ่งคล้ายกับพลังงานสายหนึ่งที่เฉินชิงหยางกระจายออกไปด้านนอกและสามารถควบคุมได้
เพราะในยามที่เขาให้ปลาสะบัดหาง ก็สามารถทำให้ใบไม้รอบๆ ปลิวไหวได้ กระทั่งเมื่อเห็นนกน้อยบนกิ่งไม้นั้น ก็ส่งการโจมตีใส่มัน ทำให้เจ้านกตกใจจนส่งเสียงร้องจิ๊บๆ จ้าบๆ อย่างว้าวุ่น
วิธีการเช่นนี้ไร้รูปลักษณ์ไร้ร่องรอย หากก่อเกิดเป็นพลังต่อสู้ขึ้นมาจริงๆ การสังหารผู้คนย่อมเหนือชั้นกว่ากระบี่บินเป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น เขาสามารถอยู่ที่พักของศิษย์พี่ใหญ่ แล้วแอบลอบสังหารเถียนจิ้งเจาผู้นั้น ต่อให้ต้องการตรวจสอบ ก็ไม่อาจสืบหาสาเหตุใดๆ ได้เลย
ความสามารถในการรับรู้เมื่อเทียบกับแต่ก่อนก็ถือว่ายอดเยี่ยมไร้เทียมทาน ในด้านการสัมผัสถึงความละเอียดอ่อนและเชื่องช้าก็ได้รับการเสริมความแข็งแกร่งขึ้นไปอีก การควบคุมสภาวะปราณของตนเองก็ยกระดับขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งสิ่งนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อวิธีการเร้นกายซ่อนกลิ่นอาย อย่างไรเสียสักวันหนึ่งเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับเจินเหรินระดับจู้จีอยู่ดี
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เขาก็ล้างหน้าบ้วนปากอย่างตั้งอกตั้งใจแล้วเดินออกจากเรือนพัก ภายในลานแห่งนั้น หลี่เชิ่งกำลังยืนอยู่ตรงหน้าประตู พูดคุยกับชายชราผู้หนึ่งที่อยู่ด้านนอก
ปลาจิตสำนึกวนเวียนไปรอบหนึ่ง ก็รับรู้ได้ว่าการฝึกตนของคนผู้นี้คือระดับเลี่ยนชี่ขั้นเก้า เมื่อหลี่เชิ่งเห็นศิษย์พี่ของตนเดินออกมา จึงเดินเข้าไปกล่าวว่า "ศิษย์พี่เฉิน ศิษย์พี่ท่านนี้อ้างตัวว่าเป็นสายสืบทอดของเจินเหรินสุ่ยเยวี่ย มาขอเข้าพบขอรับ"
เฉินชิงหยางผงกศีรษะเบาๆ จากนั้นก็เดินเข้าไปหาคนผู้นี้
อายุราวห้าถึงหกสิบปี สวมชุดนักพรตสีฟ้าคราม หนวดเคราหงอกขาว บนใบหน้ามีริ้วรอยเล็กน้อย บนศีรษะปักปิ่นหยกหนึ่งเล่ม ที่เอวแขวนป้ายหยก ผมยาวรวบเก็บอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ดูคล้ายกับเป็นคนพิถีพิถันอย่างยิ่ง
โดยปกติแล้วผู้บำเพ็ญเพียรเช่นนี้ หากไม่ได้มีระดับการฝึกตนติดขัดหรือหยุดนิ่งอยู่ที่ขั้นใดขั้นหนึ่ง โดยพื้นฐานแล้วมักจะดูอ่อนเยาว์มาก แน่นอนว่าก็มีข้อยกเว้นอย่างศิษย์พี่ใหญ่อยู่เช่นกัน
"ข้าน้อยเฉินชิงหยาง ไม่ทราบว่าศิษย์พี่มีนามว่ากระไร?"
คนผู้นั้นพินิจพิเคราะห์เขา สามารถสัมผัสได้ถึงสภาวะปราณเป็นสายๆ ที่กำลังแหวกว่ายอยู่รอบตัว การกระทำเช่นนี้เรียกได้ว่าเสียมารยาทเป็นอย่างยิ่ง ทว่าเฉินชิงหยางก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เพราะเขารู้ดีว่าผู้ที่มานั้นย่อมมาด้วยเจตนาไม่ดี
ดูเหมือนว่าหลังจากได้รับคำตอบที่น่าพอใจแล้ว จึงได้ถอนสภาวะปราณกลับไป พร้อมกับเผยสีหน้ายิ้มแย้ม "ศิษย์น้องเฉินช่างเป็นผู้มีรูปลักษณ์สง่างามจริงๆ ข้าแซ่ลู่ มีนามพยางค์เดียวว่าเซิง ศิษย์น้องจะเรียกข้าว่าศิษย์พี่ลู่ก็ได้ หรือเรียกลู่เซิงก็ดี วันนี้ผ่านมาทางนี้ จึงตั้งใจมาขอน้ำดื่มสักชาม"
วันนั้นมีคำเตือนจากหงเอ๋อร์ เฉินชิงหยางก็รู้ว่าต้องมีคนมาหาถึงที่แน่ การที่อีกฝ่ายสามารถมานั่งอยู่ตรงหน้าจริงๆ กลับทำให้เขารู้สึกเบาใจลง
"ที่แท้ก็คือศิษย์พี่ลู่ ในเมื่อต้องการขอน้ำดื่มสักชาม เช่นนั้นก็เชิญเข้ามานั่งเถิด"
ลู่เซิงไม่ได้ปฏิเสธ "เช่นนั้นก็ต้องรบกวนศิษย์น้องเฉินแล้ว"
เพียงแค่เชิญเข้ามาในลานเล็ก และให้นั่งลงใต้ต้นหวยซู่ต้นนั้น พร้อมกับรินน้ำชาหนึ่งป้านให้ ถือเป็นการต้อนรับแขก
ลู่เซิงกวาดตามองไปรอบๆ แล้วกล่าวด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า "ศิษย์น้องเฉินช่างเป็นผู้มีสุนทรียภาพจริงๆ ที่แท้ก็ซ่อนสาวงามไว้ในเรือนทอง ข้าก็เคยได้ยินคนกล่าวไว้ว่า ข้อดีของการเลี้ยงดูจิตวิญญาณนั้นยอดเยี่ยมกว่าการเลี้ยงดูสาวใช้เสียอีก ดังคำกล่าวที่ว่าจริงเท็จปะปน ล้วนมีความล้ำลึกซ่อนอยู่จริงๆ!"
ในรอยยิ้มแฝงแววหยอกเย้าแกมลามกอยู่หลายส่วน ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าข้อดีที่เขากล่าวถึงนั้นคือสิ่งใด
เฉินชิงหยางกลับส่ายหน้า "ข้าว่าศิษย์พี่เข้าใจผิดแล้ว นางคือศิษย์น้องหญิงของข้า พวกเราเพียงแค่ฝึกฝนร่วมกันเท่านั้น เมื่อครู่ศิษย์พี่อ้างตัวว่าเป็นสายสืบทอดของเจินเหรินสุ่ยเยวี่ย ไม่ทราบว่าคุ้นเคยกับศิษย์พี่เถียนจิ้งเจาผู้นั้นหรือไม่?"
ในเมื่อเขาไม่ยอมเอ่ยปากพูดถึงก่อน เช่นนั้นตนเองก็จะเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นมาก่อน
ลู่เซิงยิ้มหยัน "นั่นคือศิษย์น้องของข้า ย่อมต้องคุ้นเคยอยู่แล้ว"
เฉินชิงหยางจึงกล่าวอีกว่า "ยามนี้เขาถูกปราณกระบี่ของข้าทำร้าย กำลังพักฟื้นรักษาตัว หากไม่อาจฟื้นฟูกลับมาได้ ด้วยนิสัยของเจินเหรินสุ่ยเยวี่ย ก็คงไม่เก็บเขาไว้ฝึกฝนในสำนักนานนักหรอก น่าสงสารจริงๆ เกรงว่าอีกไม่นานก็คงเป็นศิษย์น้องของท่านไม่ได้แล้ว ไม่ทราบว่าเรื่องนี้ศิษย์พี่รู้หรือไม่?"
บนใบหน้าของลู่เซิงยังคงประดับด้วยรอยยิ้มอยู่ตลอด ทว่าเมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะใบหน้ากระตุกไปชั่วขณะ "อืม ได้ยินมาบ้างแล้ว"
"แล้วท่านรู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าจึงทำเช่นนั้น?"
ลู่เซิงเพียงแค่ส่ายหน้า
"เขาต้องการจะขโมยไข่มุกมังกรเพลิงหลีในตัวข้า ดังนั้นจึงถูกปราณกระบี่ของข้าทำร้าย ผู้ใดก็ตามที่กล้าหมายปองของวิเศษของข้า ล้วนต้องมีจุดจบเช่นนี้ ข้าได้ยินมาว่าเรื่องนี้ยังมีคำสั่งจากผู้ดูแลลู่แห่งลานโอสถอยู่เบื้องหลัง เรื่องเหล่านี้ท่านพอจะทราบหรือไม่?"
ลู่เซิงตกอยู่ในความลำบากใจอย่างเห็นได้ชัด หากบอกว่ารู้ นั่นก็เท่ากับมีข้อสงสัยว่าจะใส่ร้ายผู้ดูแลลู่ หากบอกว่าไม่รู้ นั่นก็ไม่อาจเป็นผู้พูดเจรจาแทนเถียนจิ้งเจาได้แล้ว
คิดไปคิดมา ท้ายที่สุดจึงตัดสินใจส่ายหน้า
"ดูเหมือนว่าศิษย์พี่ลู่จะไม่รู้อะไรเลย เช่นนั้นก็ไม่ใช่ผู้เจรจาแทนศิษย์พี่เถียน ไม่ทราบว่าที่มาในวันนี้ต้องการจะกล่าวสิ่งใดกับข้าหรือ?"
ในที่สุดสีหน้าของลู่เซิงก็มีปฏิกิริยาตอบสนอง เขากล่าวด้วยรอยยิ้มว่า "ศิษย์น้องเฉินเพิ่งมาอยู่บนยอดเขาชิงจู๋ได้ไม่นาน เกรงว่าคงเคยได้ยินนามของข้าเป็นครั้งแรกกระมัง?"
เฉินชิงหยางจึงกล่าวว่า "หรือว่านามของศิษย์พี่ลู่จะมีความพิเศษอันใด?"
ลู่เซิงยังคงยิ้มต่อไป "ศิษย์น้องเฉินอาจไม่รู้ ในบรรดาศิษย์สายนอกภายใต้สังกัดของเจินเหรินสุ่ยเยวี่ย มีอยู่เจ็ดคนที่มีระยะเวลาฝึกฝนยาวนานที่สุด และเข้าใกล้การทะลวงระดับมากที่สุด เนื่องจากเจ็ดคนนี้ในยามปกติไม่ได้ฝึกฝนอยู่บนยอดเขา ทว่าอยู่ในหุบเขาดอกท้อที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ด้วยเหตุนี้ในหมู่ศิษย์สายนอกของยอดเขาชิงจู๋จึงมีฉายาว่าเจ็ดเซียนหุบเขาท้อเพิ่มขึ้นมา ศิษย์พี่ที่ไร้ความสามารถผู้นี้ ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย"
ช่างเป็นฉายาที่ดี ช่างเป็นความสุนทรีย์ยิ่งนัก!
ทว่าเฉินชิงหยางก็สามารถคิดตกได้ว่า เบื้องหลังเรื่องนี้ย่อมต้องเป็นเพราะระดับการฝึกตนไม่อาจทะลวงผ่านไปได้มาเป็นเวลานาน จึงต้องหาเรื่องทำแก้เบื่อ การแสร้งทำตัวเป็นผู้มีรสนิยมสุนทรีย์จึงกลายเป็นทางเลือกของพวกเขา
เฉินชิงหยางยกถ้วยชาขึ้น "เสียมารยาทแล้ว เสียมารยาทแล้ว เป็นครั้งแรกที่ได้ทราบนามอันยิ่งใหญ่ของศิษย์พี่"
ลู่เซิงวางถ้วยชาในมือลง กวาดตามองลานเล็กแห่งนี้แวบหนึ่ง "ได้ยินมานานแล้วว่าภายใต้สังกัดของเจินเหรินจิ้งหยวนมีศิษย์น้องเล็กมาใหม่ผู้หนึ่ง ซ้ำยังเป็นศิษย์สายนอกเพียงคนเดียว ทั้งยังมีระดับการฝึกตนราวๆ เลี่ยนชี่ขั้นเจ็ด จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาขึ้นมา วันนี้ที่มาที่นี่ก็เพื่ออยากจะเชิญศิษย์น้องเฉินไปร่วมงานเลี้ยงที่หุบเขาดอกท้อของข้าในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ไม่ทราบว่าศิษย์น้องเฉินพอจะสะดวกหรือไม่?"
แมัเขาจะไม่เอ่ยถึงเถียนจิ้งเจาเลยแม้แต่ครึ่งคำ ทว่าเรื่องนี้จะหลุดพ้นจากความเกี่ยวข้องกับเถียนจิ้งเจาไปได้อย่างไร ก็ดี ไปร่วมงานเลี้ยงก็ไปร่วมสิ
"ไม่ทราบว่าเป็นงานเลี้ยงอันใด หากธรรมดาเกินไป ข้าย่อมไม่ไปเป็นแน่ อย่างไรเสียการหลอมโอสถต่างหากจึงจะเป็นเรื่องสำคัญ"
การกล่าวอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ กลับทำให้ใบหน้าของลู่เซิงเปลี่ยนสีไปเล็กน้อย "เจ้ารู้หรือไม่ว่า สถานที่แห่งนั้นเหตุใดจึงมีนามว่าหุบเขาดอกท้อ?"
เฉินชิงหยางกล่าว "ยินดีรับฟังรายละเอียด"
"สถานที่แห่งนี้แต่เดิมเป็นสถานที่ฝึกฝนของท่านอาจารย์ข้า เมื่อหลายปีก่อน ท่านอาจารย์ได้ย้ายต้นท้อต้นหนึ่งมาจากทิศตะวันตก มันก่อเกิดกลิ่นอายวิเศษ และเข้าถึงแก่นแท้แห่งความเป็นจริง ก็อาศัยพลังวิเศษของต้นท้อต้นนี้นี่แหละ จึงทำให้หุบเขานั้นกลายเป็นหุบเขาดอกท้อ หลังจากที่ระดับการฝึกตนของท่านอาจารย์ก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น จึงได้มอบหมายให้พวกข้าทั้งเจ็ดคนเป็นผู้ดูแล"
"ต้นท้อต้นนี้ สามารถกล่าวได้ว่ามีประโยชน์ต่อการฝึกฝนเป็นอย่างมาก ร้อยปีผลิดอก ร้อยปีออกผล หลังจากรับประทานเข้าไปแล้ว จะมีสรรพคุณในการชำระล้างจิตใจให้ผ่องใส และช่วยยกระดับความเข้าใจ"
เฉินชิงหยางรู้สึกเคลือบแคลงใจอยู่ในที สรุปแล้วในน้ำเต้าของพวกเขาซ่อนยาขนานใดเอาไว้กันแน่ คงไม่ถึงขั้นต้องยอมทุ่มสุดตัวถึงเพียงนี้กระมัง
กลับได้ยินลู่เซิงผู้นั้นกล่าวต่อไปว่า "แม้จะยังห่างจากการออกผลอีกถึงแปดสิบปี ทว่ายามนี้ดอกท้อกำลังเบ่งบานงดงาม หากสามารถชมบุปผา ร่ำสุรา ดื่มด่ำกับธรรมชาติ และถกเถียงเรื่องมรรคาเต๋าอยู่ท่ามกลางสิ่งเหล่านั้น ก็ไม่นับว่าเสียเปล่าสำหรับเรื่องอันสุนทรีย์ ด้วยเหตุนี้จึงอยากจะขอเชิญศิษย์น้องไปร่วมงาน ไม่ทราบว่าจะยอมไว้หน้ากันสักหน่อยหรือไม่?"
ปูทางมาตั้งมากมาย ทว่ากลับมีผลประโยชน์เพียงน้อยนิด เฉินชิงหยางพลันฉุกคิดขึ้นได้ "ศิษย์พี่ลู่เตรียมการไว้อย่างเพียบพร้อมถึงเพียงนี้ เช่นนั้นข้าก็คงจะไปมือเปล่าไม่ได้กระมัง?"
ลู่เซิงกล่าวว่า "การเชิญชวนด้วยความเต็มใจในครั้งนี้ ก็เพียงเพื่อถกเถียงเรื่องมรรคาเต๋า ขอเพียงศิษย์น้องไปปรากฏตัว ก็ถือเป็นการให้เกียรติศิษย์พี่แล้ว ถึงเวลานั้นจะมีศิษย์สายนอกภายใต้สังกัดของท่านอาจารย์ข้าไปร่วมงานไม่น้อย ในเมื่อศิษย์น้องอยู่ที่สายสืบทอดเจินเหรินจิ้งหยวนนั้นยากที่จะมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ใด เหตุใดจึงไม่มาเปิดอกพูดคุยกับพวกเราในยามเบื่อหน่ายเล่า?"
เฉินชิงหยางปรบมือฉาด "นี่นับเป็นเรื่องดียิ่งนัก ศิษย์พี่โปรดวางใจ ข้าจะไม่มีทางไปมือเปล่าอย่างแน่นอน จริงสิ ไม่ทราบว่าจะมีผู้คนไปร่วมงานมากน้อยเพียงใด?"
ลู่เซิงตอบเขา "อย่างน้อยๆ เจ็ดเซียนหุบเขาท้ออย่างพวกเราก็อยู่กันครบ"
เฉินชิงหยางครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งอยู่ครู่หนึ่ง "ตกลง เอาตามที่ว่านี้แหละ"