เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1005 - เบาะแสของจ้วงจ้วงและสวีชิ่งโหย่ว

บทที่ 1005 - เบาะแสของจ้วงจ้วงและสวีชิ่งโหย่ว

บทที่ 1005 - เบาะแสของจ้วงจ้วงและสวีชิ่งโหย่ว


บทที่ 1005 - เบาะแสของจ้วงจ้วงและสวีชิ่งโหย่ว

พลบค่ำ

แสงอาทิตย์สุดท้ายลับขอบฟ้าหลังภูเขาทางทิศตะวันตก ม่านสีน้ำเงินเข้มเข้าปกคลุมท้องฟ้า

ริมถนนหน้าย่านการค้าอู่เต้าโข่ว รถเก๋งหัวโตสีแดงคันหนึ่ง กับรถคราวน์สีดำคันหนึ่ง จอดต่อท้ายกันอยู่

เหอตงจู้คาบบุหรี่ เดินวนไปวนมารอบรถคราวน์ ถ้าเห็นใครเดินผ่านไปมา แล้วทำท่าชะโงกหน้ามองเข้ามาในรถ เขาก็จะโบกมือไล่:

"ไปๆๆ ไม่มีอะไรให้ดูหรอก"

"ทำงานมาทั้งวันไม่เหนื่อยหรือไง รีบกลับบ้านไปกินข้าวซะไป"

"ตาแก่ลามก เด็กวัยรุ่นเขาจีบกันก็ยังจะมาแอบดูอีก"

...

การมายืนอยู่ข้างรถคันนี้ ทำให้เขาดูมีมาดสง่างามขึ้นมาทันที ยิ่งบวกกับชุดที่เพิ่งจะไปถอยมาใหม่ ใครจะไปดูออกล่ะว่าเขาเป็นแค่ชาวนาจากเขตภูเขามี่อวิ๋น

กลับมองว่าชาวเมืองหลวงที่เดินผ่านไปมา ดูเหมือนพวกบ้านนอกเข้ากรุงซะมากกว่า

ที่เบาะหลังของรถคราวน์มีไฟอ่านหนังสือดวงเล็กๆ เปิดอยู่ ท่ามกลางแสงไฟสีส้มสลัว หลี่เจี้ยนคุนกับแม่นางเสิ่นนั่งเคียงข้างกัน

หลี่เจี้ยนคุนรู้เวลาเลิกงานและเส้นทางกลับบ้านของแม่นางเสิ่นเป็นอย่างดี ก็เลยตั้งใจมาดักรอเธอที่นี่

"ที่คุณหมายความก็คือ ถ้าสวีชิ่งโหย่วรู้ว่างานแต่งงานของเรายังไม่ล้มเลิก เขาต้องไม่ยอมแน่ๆ และจะหาเรื่องสร้างปัญหาอีก โดยจะต้องติดต่อหลิวเสี่ยวเจียงมาอีกครั้งใช่ไหม?"

เสิ่นหงอีฉลาดเป็นกรด แค่พูดนิดเดียวก็เข้าใจทันที

หลี่เจี้ยนคุนพยักหน้าตอบ "ถ้าคิดจะทำลายงานแต่งของเรา สวีชิ่งโหย่วก็มีแค่เรื่องของจ้วงจ้วงที่จะเอามาเป็นเครื่องมือต่อรองได้ แต่เขาคงคิดหวังจะกลับประเทศในสักวันหนึ่ง จึงไม่อยากกลายเป็นอาชญากรที่มีหมายจับคดีลักพาตัวเด็ก ดังนั้นเขาจึงไม่ไว้ใจใครหน้าไหนทั้งนั้นนอกจากหลิวเสี่ยวเจียง

เขาติดต่อหลิวเสี่ยวเจียงมาแล้วครั้งหนึ่ง หลิวเสี่ยวเจียงน่าจะเป็นตัวเลือกเดียวที่เขามี"

หลี่เจี้ยนคุนหยุดไปนิดนึง จับมือเล็กๆ ของแม่นางเสิ่นไว้ แล้วพูดด้วยสีหน้าจริงจัง:

"ถ้าทำแบบนี้ เราน่าจะได้ประโยชน์สองอย่าง:"

"1. ฉันวางแผนไว้หมดแล้ว เราน่าจะสืบรู้ได้ว่าตอนนี้สวีชิ่งโหย่วกบดานอยู่ที่ไหน"

ในแววตาของหลี่เจี้ยนคุนฉายแววเย็นชา:

"ถ้าจำกัดวงให้แคบลงเหลือแค่เมืองเดียวล่ะก็ การจะลากคอมันออกมา ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป"

"2. แผนการขั้นต่อไปของเขา ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องของจ้วงจ้วงแน่นอน—"

"ตกลง ทำตามนี้เลย!"

ยังไม่ทันที่หลี่เจี้ยนคุนจะพูดจบ เสิ่นหงอีก็พยักหน้าตอบรับอย่างเด็ดเดี่ยว "ขอแค่มีข่าวของจ้วงจ้วง ฉันมั่นใจว่าจะเกลี้ยกล่อมพ่อกับแม่ได้แน่นอน คุณวางใจได้ ไม่มีปัญหา"

"แค่ต้องลำบากเธอหน่อยนะ"

หลี่เจี้ยนคุนดึงเธอเข้ามากอด

งานแต่งงานครั้งนี้ไม่ว่าจะจัดใหญ่โตหรูหราแค่ไหน แต่มันก็ไม่ใช่การแต่งงานกับแม่นางเสิ่นจริงๆ หรอกนะ

เพราะมันเป็นแค่ละครฉากหนึ่งเท่านั้น

เขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่า จะต้องมาจัดงานแต่งงานหลอกๆ กับผู้หญิงที่เขารักสุดหัวใจแบบนี้

เสิ่นหงอียิ้มฝืนๆ ส่ายหน้า เธออยากแต่งงานใจจะขาด รุ่นพี่ก็อยากจะแต่งงานใจจะขาดเหมือนกัน ทว่า ระหว่างพวกเขาทั้งสอง กลับมีหุบเหวลึกขวางกั้นอยู่

แทบจะมองไม่เห็นความหวังที่จะถมให้เต็มได้เลย

หลี่เจี้ยนคุนก้มหน้าลง ซบปลายคางลงบนไหล่ของเธอ สูดดมกลิ่นแชมพูสระผมยี่ห้อเฟิงฮวาที่หอมกรุ่นจากเส้นผมของเธอ กระซิบถ้อยคำที่หนักแน่นที่สุดข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน:

"ถ้าไม่ใช่เธอ"

"ชาตินี้ฉันยอมไม่แต่งงานกับใครเลยดีกว่า"

"ฉันจะทำทุกวิถีทาง เพื่อชดเชยความเจ็บปวดที่ครอบครัวของเธอต้องเจอ หวังว่าสักวันหนึ่ง คุณลุงคุณป้าจะยอมยกโทษให้ฉัน"

"หนึ่งปีไม่ได้ ก็รอสองปี สองปีไม่ได้ ก็รอสามปี... สิบปี ยี่สิบปี... ต่อให้ผมหงอกเต็มหัว ฉันก็จะไม่แต่งงานกับใครนอกจากเธอ"

น้ำตาสองสายไหลอาบแก้มของเสิ่นหงอี เธอแหงนหน้าขึ้น ประทับริมฝีปากลงบนริมฝีปากของหลี่เจี้ยนคุน

นอกรถ เหอตงจู้บังเอิญหันมาเห็นเข้าพอดี ตกใจจนบุหรี่หลุดจากมือ รีบหันหลังกลับ เงยหน้ามองฟ้า แต่หางตาก็ยังเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่าง จึงตะโกนด่าว่า:

"เฮ้ยๆๆ เป็นสาวเป็นนาง ทำตัวแบบนี้ได้ยังไง จอดรถแล้วยังจะชะโงกหน้าเข้ามาดูอีก ไปๆๆ ไปให้พ้นเลย"

...

...

คนที่สนิทกับหลี่เจี้ยนคุนต่างก็งงเป็นไก่ตาแตก

อยากจะถามเหลือเกินว่า: งานแต่งงานนี่มันเรื่องล้อเล่นหรือไงฮะ เดี๋ยวก็แต่ง เดี๋ยวก็ไม่แต่ง เดี๋ยวก็กลับมาแต่งอีก...

แต่ก็ไม่มีใครกล้าลงมือถามจริงๆ หรอก

ก็แหม มีหวังซานเหอเป็นตัวอย่างให้เห็นแล้วนี่นา

ขนาดหมอนั่นยังโดนดีไปแล้ว คนอื่นก็ควรจะเจียมเนื้อเจียมตัวกันหน่อยนะ

ทางฝั่งตระกูลเสิ่นก็ไม่ต่างกัน เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมชั้น และเพื่อนร่วมงานของเสิ่นหงอี ทุกคนต่างก็พูดไม่ออก

ไม่เหมือนหลี่เจี้ยนคุน ไม่มีใครกล้ามาซักไซ้ไล่เลียงถาม เธอได้แต่ขอโทษขอโพยทุกคนทีละคน

"เจี้ยนคุน เคยได้ยินนิทานเรื่องเด็กเลี้ยงแกะไหม?"

ในห้องนอนของหลี่เจี้ยนคุน หวังซานเหอถามพร้อมกับรอยยิ้มเจื่อนๆ ถึงแม้เขาจะรู้ความจริงทั้งหมดก็ตาม

เขาคิดในใจว่า คราวหน้าถ้าเจี้ยนคุนจะแต่งงานจริงๆ จะมีใครเชื่ออีกไหมเนี่ย?

เผลอๆ ถ้ายังไม่ถึงวันจัดงานเลี้ยง ก็คงไม่มีใครยอมโผล่หน้ามาหรอก

"เลิกพูดเรื่องนี้เถอะน่า"

ไม่มีใครรำคาญเรื่องนี้ไปมากกว่าหลี่เจี้ยนคุนอีกแล้ว

"โอเคๆ"

เสี่ยวหวังยกมือยอมแพ้ แล้วก็ถามต่อว่า "ที่เรียกฉันมานี่ เพราะจะไปแล้วใช่ไหม?"

หลี่เจี้ยนคุนพยักหน้าตอบ "ฝากจับตาดูหลิวเสี่ยวเจียงด้วยนะ ทุกอย่างให้เป็นไปตามปกติ สวีชิ่งโหย่วยังมีสายข่าวอยู่ในเมืองหลวง อย่าให้มันจับผิดได้ล่ะ"

"อีกอย่าง สวีชิ่งโหย่วอาจจะโทรหาหลิวเสี่ยวเจียงอีกครั้ง เรื่องนี้ต้องระวังให้ดี"

หวังซานเหอตอบว่า "นายไม่ต้องห่วงหรอก ฉันรู้ว่าต้องทำยังไง"

"วางใจได้เลย ตราบใดที่นายยังจับสวีชิ่งโหย่วไม่ได้ หลิวเสี่ยวเจียงไม่มีทางเผยพิรุธแน่นอน"

เสี่ยวหวังหยุดไปนิดนึง แล้วถามต่อว่า:

"ลอสแอนเจลิสเหรอ? ถึงฉันจะไม่เคยไป แต่ก็ได้ยินมาว่าเป็นเมืองใหญ่มากเลยนะ แถมยังอยู่ไกลถึงอีกซีกโลกนึง นายมั่นใจจริงๆ เหรอว่าจะจับสวีชิ่งโหย่วได้?"

หลี่เจี้ยนคุนหลับตาลง ตอบว่า:

"ฉันรู้แค่ว่า ฉันต้องทำ"

"ทำดีที่สุดแล้ว ปล่อยให้เป็นเรื่องของฟ้าลิขิตเถอะ"

...

...

ห้างหลิวจี้ ในย่านการค้าไห่เตี้ยน นอกจากจะปิดร้านไปประมาณสองสามชั่วโมงเมื่อช่วงบ่ายของวันหนึ่งแล้ว หลังจากนั้นก็เปิดทำการตามปกติมาตลอด

พนักงานก็ยังเป็นชุดเดิม

ทำหน้าที่ของตัวเองไปตามปกติ

ส่วนหลิวเสี่ยวเจียงก็ยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม มีธุระก็ออกไปพบปะสังสรรค์ ไม่มีธุระก็ขลุกอยู่ที่ร้าน

เพียงแต่ลูกน้องคนสนิทที่คอยติดตาม จากสองคนเพิ่มเป็นสี่คน

คนที่รู้จักเขา พอเห็นใบหน้าที่มีรอยฟกช้ำ ก็คิดว่าการเพิ่มคนคุ้มกันก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผลแล้ว

ตอนเที่ยง ที่ห้องด้านในของห้างหลิวจี้

ชายสามคนกำลังนั่งจิบชาอยู่รอบโต๊ะโป๊ยเซียน

ถ้าใครที่รู้จักมักจี่กันมาเห็นภาพนี้เข้าล่ะก็ คงต้องอ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจแน่ๆ

หลิวเหยียผู้ยิ่งใหญ่ กลับต้องมารินน้ำชาให้บอดี้การ์ดสองคนด้วยมือที่สั่นเทา

"พี่เตา พี่ไห่ เชิญครับ"

ก็ไม่แปลกหรอกที่หลิวเสี่ยวเจียงจะกลัว เพราะสองคนนี้คือยมทูตเดินดินชัดๆ

ถึงจะไม่มีใครมีหลักฐานเอาผิดได้ แต่ในวงการนักเลงต่างก็รู้กันดีว่า สองคนนี้มีคดีติดตัวคนละหลายสิบศพ

หลังจากที่นายท่านสามจินเสียชีวิตไป คนเดียวที่จะเรียกใช้งานพวกเขาได้ ก็คือหวังซานเหอเท่านั้น

ก๊อกๆๆ

เสียงเคาะประตูดังมาจากประตูเหล็ก เป็นจังหวะที่ไม่เบาไม่แรงจนเกินไป

หลิวเสี่ยวเจียงส่งสายตาไปทางพี่เตาและพี่ไห่เป็นเชิงขออนุญาตเสียก่อน แล้วจึงส่งเสียงอนุญาต "เข้ามา"

ลูกน้องคนหนึ่งเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับโค้งคำนับอย่างนอบน้อม หมอนี่ไม่รู้เรื่องแผนการที่หลี่เจี้ยนคุนวางไว้ที่นี่เลย จึงยิ้มร่าแล้วบอกว่า "ลูกพี่ ไปรษณีย์ส่งข่าวมาบอกให้ไปรับโทรศัพท์ตอนบ่ายสามโมงครับ"

หัวใจของหลิวเสี่ยวเจียงหล่นวูบ เชี่ยเอ๊ย หลี่เจี้ยนคุนเดาถูกเผงเลย

พี่ชิ่งโหย่วเอ๊ย จบเห่แล้วล่ะนาย...

คนที่ถูกเรียกว่าพี่เตาและพี่ไห่ สบตากันอย่างรู้ความหมาย

จากนั้นพี่ไห่ก็เดินออกจากห้องไป แล้วก็หายตัวไปเลย

...

...

บ่ายสองโมงสี่สิบห้านาที ที่ทำการไปรษณีย์ไห่เตี้ยน

ภายในห้องทำงานที่มีเครื่องมือสื่อสารตั้งเรียงรายอยู่ ซึ่งดูเหมือนกับห้องทำงานทั่วไปของไปรษณีย์ มีตำรวจใส่หมวกหม้อตาลอยู่หลายนาย

หลี่เจี้ยนคุนก็อยู่ที่นั่นด้วย

"สหายเจี้ยนคุน พวกเราทำตามแผนของคุณทุกอย่างเลยนะ คุณแน่ใจนะว่าการที่เราไม่ไปสั่งสอนนายหลิวเสี่ยวเจียงนั่น เขาจะยอมร่วมมือกับเรา?"

ตำรวจที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าเอ่ยถาม

"เขายอมแน่ครับ"

หลี่เจี้ยนคุนตอบอย่างมั่นใจ "ผู้กองโจวครับ ขอร้องล่ะ อย่าเพิ่งให้ไก่ตื่นนะครับ รวมไปถึงหลังจากรับโทรศัพท์เสร็จด้วย"

"ถึงแม้หลิวเสี่ยวเจียงจะมีความผิด แต่เขาก็แค่รับจ้างเขียนจดหมายให้ ไม่ได้ถือว่าเป็นความผิดร้ายแรงอะไร"

ผู้กองโจวเป็นตำรวจสืบสวนมือเก๋า เข้าใจความหมายของเขาทันที "คุณกลัวว่าถ้าหลิวเสี่ยวเจียงโดนจับ แล้วสวีชิ่งโหย่วที่อยู่ต่างประเทศเกิดรู้ข่าวเข้า จะไหวตัวทันแล้วหนีไปอีกงั้นเหรอ?"

หลี่เจี้ยนคุนพยักหน้ารับ "เพราะงั้นก็เลยต้องปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามปกติก่อน จนกว่าผมจะจับตัวสวีชิ่งโหย่วได้"

ผู้กองโจวเดาะลิ้นถามว่า "เขาอยู่ต่างประเทศนะ คุณมั่นใจเหรอว่าจะจับตัวเขาได้?"

"ไม่ว่ายังไงก็ต้องลองดูไม่ใช่เหรอครับ จะปล่อยให้ไอ้สารเลวที่ทำร้ายเด็ก ลอยนวลอยู่เหนือกฎหมายได้ยังไง?"

ผู้กองโจวนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เอามือตบแขนหลี่เจี้ยนคุนเบาๆ แล้วบอกว่า "บางเรื่องมันก็พูดยากนะ ถึงเด็กจะหายตัวไปครึ่งปีแล้ว แต่ผมก็เคยไขคดีค้ามนุษย์คดีนึง เด็กหายไปตั้งสิบสามปี สุดท้ายก็หาตัวเจอจนได้นะ"

หลี่เจี้ยนคุนยิ้มให้เขา "ขอให้สมพรปากครับ"

นี่แหละคือเหตุผลที่ตำรวจต้องการให้หลิวเสี่ยวเจียงให้ความร่วมมือ

พวกเขาต้องการรู้เบาะแสของเสิ่นจ้วง

คดีนี้เปิดรับแจ้งความมาครึ่งปีแล้ว แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีเบาะแสอะไรเลย ทำให้ตำรวจเองก็กดดันไม่น้อย

ส่วนถ้าอยากรู้แค่ว่าสวีชิ่งโหย่วซ่อนตัวอยู่ที่ไหนล่ะก็ แค่รอให้เขากดโทรศัพท์ทางไกลระหว่างประเทศเข้ามา แล้วใช้เครื่องดักฟังแกะรอยสัญญาณ ก็รู้แล้วล่ะ

แอ๊ด—

ตำรวจนายหนึ่งเปิดประตูห้องโถงเดินเข้ามา รายงานว่า:

"หลิวเสี่ยวเจียงมาถึงแล้วครับ"

ที่ห้องโถงไปรษณีย์ หลิวเสี่ยวเจียงเดินเข้ามาพร้อมกับพี่เตา แล้วก็เดินไปที่เคาน์เตอร์บริการ เพื่อแจ้งจุดประสงค์

พนักงานก็หยิบแบบฟอร์มใบหนึ่งมาให้เขากรอก เดี๋ยวยังต้องเก็บเงินอีก เป็นการเก็บเงินทั้งสองฝ่าย จากนั้นก็ชี้ให้เขาไปรับสายที่ตู้โทรศัพท์หมายเลขสอง

ตู้โทรศัพท์ที่ทำจากโครงไม้กรุกระจก ถึงจะไม่ได้กว้างขวางอะไร แต่ก็พอให้คนสองคนเข้าไปเบียดกันได้สบายๆ พี่เตากับหลิวเสี่ยวเจียงเดินเข้าไปข้างในด้วยกัน

บ่ายสามโมงตรง

ที่ห้องสื่อสารด้านใน พนักงานโอเปอเรเตอร์หญิงคนหนึ่งจู่ๆ ก็ยกมือขึ้น อีกมือหนึ่งก็ถอดหูฟังแบบครอบหัวที่หูซ้ายออก หันไปมองกลุ่มตำรวจ

ผู้กองโจวส่งสัญญาณมือให้เธอต่อสาย

กริ๊งๆ—

ในห้องโถงไปรษณีย์ เสียงกริ่งโทรศัพท์บ้านสีดำที่แขวนอยู่ในตู้โทรศัพท์หมายเลขสองก็ดังขึ้น

พี่เตามองหลิวเสี่ยวเจียงด้วยรอยยิ้มเยาะๆ พลางเลียริมฝีปาก

หลิวเสี่ยวเจียงรีบพูดลนลาน "เข้าใจแล้วครับๆ"

"อย่าคิดทำอะไรโง่ๆ มีดฉันมันไม่มีตานะ"

หลิวเสี่ยวเจียงกลืนน้ำลายเอื้อก

"รับสิ"

ในเวลาเดียวกัน ที่ห้องสื่อสารด้านใน หัวหน้าช่างเทคนิคของไปรษณีย์ นั่งอยู่หน้าแผงควบคุม รัวนิ้วกดปุ่มอย่างชำนาญ หันไปบอกผู้กองโจวกับหลี่เจี้ยนคุนที่ยืนอยู่ข้างๆ ว่า:

"ลอสแอนเจลิสครับ"

หลี่เจี้ยนคุนกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว คิดในใจว่า ในที่สุดก็จับตัวแกได้แล้ว!

เทียบกับการต้องไปงมเข็มในมหาสมุทรทั่วโลกแล้ว แค่ลอสแอนเจลิส มันก็แคบลงมาเยอะแล้ว

หลี่เจี้ยนคุนแทบจะอดใจไม่ไหว อยากจะโทรหาซือถูเหมิงเดี๋ยวนี้เลย เพราะที่ลอสแอนเจลิสมีไชน่าทาวน์อยู่ พรรคหงเหมินก็น่าจะมีอิทธิพลไม่น้อยเลย

แต่ผู้กองโจวกลับให้ความสนใจไปที่อีกเรื่องหนึ่งมากกว่า

พอหลี่เจี้ยนคุนหันไปมอง ก็เห็นผู้กองโจวนั่งเก้าอี้ ใส่หูฟังอยู่

เขาเดินเข้าไปสะกิดผู้กองโจว ชี้ไปที่หูของตัวเอง

ผู้กองโจวส่งสัญญาณให้เขานั่งลงข้างๆ แล้วก็ถอดหูฟังออกข้างนึง ทั้งสองคนเอาหัวชิดกัน แบ่งกันฟังคนละข้าง

อันที่จริง ก็ไม่ต้องรีบร้อนขนาดนั้นก็ได้

เพราะได้เตรียมการบันทึกเสียงบทสนทนานี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว

ในหูฟัง ได้ยินเสียงบทสนทนาของทั้งสองฝ่ายชัดเจน

"...ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แกรู้ไหมเนี่ย? ตามหลักแล้ว จดหมายฉบับนั้นส่งไปที่บ้านตระกูลเสิ่น งานแต่งงานมันก็ต้องล่มสิวะ..."

เสียงนี้ หลี่เจี้ยนคุนคุ้นเคยเป็นอย่างดี

เขาแทบจะทนไม่ไหว อยากจะตะโกนด่าออกไปให้รู้แล้วรู้รอด

แต่ถึงตะโกนไป สวีชิ่งโหย่วก็ไม่ได้ยินอยู่ดี

"พี่ชิ่งโหย่ว ฉันก็ทำตามที่สั่งทุกอย่างเลยนะ ตอนกลางๆ ก็เหมือนจะเลิกกันไปแล้วด้วยแหละ แต่หลี่เจี้ยนคุนเนี่ยสิ พี่ก็รู้ว่ามันฉลาดแค่ไหน มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว แถมยังพูดจาหว่านล้อมเก่ง..."

"หยุดๆๆ! แม่งเอ๊ย แกจะไปชมมันทำไมวะ"

"ก็เรื่องจริงนี่นา เลยโดนมันแก้เกมได้ไงล่ะ"

"แก้เกมเหรอ? ฉันจะให้มันแก้เกมอะไรได้อีก! สงสัยคนบ้านตระกูลเสิ่นจะยังแอบหวังอยู่แหงๆ หลี่เจี้ยนคุนก็คงจะพูดอะไรทำนองว่า จะต้องหาเสิ่นจ้วงให้เจอแน่ๆ อะไรทำนองนี้ เอาอย่างนี้นะ แกทำตามวิธีเดิม ส่งจดหมายไปที่บ้านตระกูลเสิ่นอีกฉบับ บอกพวกเขาไปเลยว่า เสิ่นจ้วงตายแล้ว ตายสนิทเลย คราวนี้ฉันอยากจะรู้ว่า พวกเขาจะยอมยกโทษให้หลี่เจี้ยนคุนอีกไหม แล้วหลี่เจี้ยนคุนจะเอาอะไรไปหลอกพวกเขาอีก!"

ในห้องสื่อสารด้านใน หลี่เจี้ยนคุนหลับตาลง กัดฟันกรอดดังกรอดๆ

สวีชิ่งโหย่วพูดไม่ผิดเลย

ถึงแม้จะพอเดาได้ว่าจ้วงจ้วงคงรอดยาก แต่ในเมื่อยังไม่ได้ยินข่าวการตาย พวกเขาก็ยังแอบหวังอยู่ลึกๆ

ในห้องโถงไปรษณีย์ ภายในตู้โทรศัพท์หมายเลขสอง หลิวเสี่ยวเจียงเหลือบมองพี่เตาโดยอัตโนมัติ แล้วก็ร้องโวยวายขึ้นมา:

"เชี่ย นี่พี่ฆ่าเด็กคนนั้นไปแล้วเหรอ?"

"ฉันอยู่ต่างประเทศนะเว้ย ฉันจะไปฆ่าได้ยังไง ไม่เกี่ยวกับฉันสักหน่อย แกแค่ทำตามที่บอกก็พอ"

หลิวเสี่ยวเจียงเหลือบมองพี่เตาอีกครั้ง แล้วพูดว่า "ถ้าฉันเขียนไปแบบนี้ พวกเขาจะเชื่อเหรอ? หลี่เจี้ยนคุนมันมีศิลปะในการพูดนะ พี่ช่วยบอกรายละเอียดมาหน่อยสิ"

พูดตามตรง หลี่เจี้ยนคุนก็แอบสงสัยอยู่เหมือนกัน ว่าสวีชิ่งโหย่วแค่พูดส่งเดชไปหรือเปล่า

เขาเผลอกำหูฟังข้างนั้นไว้แน่น แทบจะอยากยัดมันเข้าไปในรูหูเลยทีเดียว

"มีแก๊งนึงจับตัวเด็กนั่นไปน่ะสิ ไอ้อ้วนตัวเล็กนั่นมันดื้อเหมือนพ่อมันไม่มีผิด ตอนที่กำลังจะป้อนข้าว ก็เลยแก้มัดปากให้ มันก็กัดมือคนที่เอาข้าวมาให้กินซะจมเขี้ยว กัดจนเนื้อแหว่งไปเลย หมอนั่นโมโห ก็เลยซ้อมมันซะน่วม กะน้ำหนักมือไม่ถูก เด็กนั่นก็เลยขาดใจตายไปเลย"

ปัง!

ในห้องสื่อสารด้านใน หลี่เจี้ยนคุนทุบกำปั้นลงบนโต๊ะเต็มแรง เกือบจะทำให้อุปกรณ์บนโต๊ะพังไปเลยทีเดียว

คนรอบข้างต่างหันมามองเขาเป็นตาเดียว

ผู้กองโจวรีบหันมาดึงเขาไว้ ล็อกมือทั้งสองข้างของเขาไว้ แล้วก็ใช้นิ้วตบหลังมือเขาเบาๆ

เส้นเลือดปูดโปนขึ้นมาทั่วตัวหลี่เจี้ยนคุน

ตอนนี้ แม้แต่ความหวังลึกๆ ก็ถูกทำลายลงจนหมดสิ้นแล้ว

คำพูดที่พรั่งพรูออกมาของสวีชิ่งโหย่ว ที่มีรายละเอียดชัดเจนขนาดนี้ ไม่เหมือนคนกำลังโกหกเลย

และสิ่งที่พังทลายลงพร้อมๆ กัน ก็ยังมีอะไรอีกหลายอย่าง...

(จบแล้ว)

จบบทที่ บทที่ 1005 - เบาะแสของจ้วงจ้วงและสวีชิ่งโหย่ว

คัดลอกลิงก์แล้ว