บทที่ 76 ขอบพระคุณ
บทที่ 76 ขอบพระคุณ
บทที่ 76 ขอบพระคุณ
"ไปกันเถอะ"
แสงจันทร์สลัวลาง ทอดเงาลงบนค่ายกลคุ้มกันภูเขาอันกว้างใหญ่ของหุบเขาหมื่นวสันต์
เหนือเหนือน่านฟ้าของค่ายกล เจ้าสำนักของหุบเขาหมื่นวสันต์สวมมงกุฎทองคำ สวมชุดคลุมไหมทอง ยื่นมือไปกุมเคราขนาดยาวสามเส้น พลางเอ่ยปากกล่าววาจาอย่างเชื่องช้า
เบื้องล่างฝ่าเท้ามีน้ำเต้าหยกเขียวขนาดยาวกว่าหนึ่งวาพวยพุ่งแสงออร่าวิญญาณออกมา ผู้เฒ่าสูงสุดหยัดยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมกันกับเขา
ลี่ทงไห่ดำรงอยู่ทางด้านหลังของคนทั้งสอง
ตามการเดินทางกลับคืนสู่สำนักของผู้เฒ่าทั้งแปดคนของหุบเขาหมื่นวสันต์ พวกเขาก็ก็นับว่าได้เวลาออกเดินทางเริ่มต้นแล้วเช่นกัน
"การเดินทางในครั้งนี้ เกรงว่าจะไม่มีความสงบสุข"
ผู้เฒ่าสูงสุดค่อยๆ เอ่ยปากกล่าววาจา
"ต่อให้ไม่มีความสงบสุขก็จำเป็นต้องไป สำนักกระบี่วิญญาณและท่านอาจารย์เย่ นับว่าเป็นผู้ช่วยกลุ่มเดียวที่พวกเรามีความเป็นไปได้ที่จะยื้อแย่งคว้ามาได้แล้ว"
เจ้าสำนักกล่าววาจาพลางส่งพลังเวทสายหนึ่งเข้าโอบอุ้มร่างของลี่ทงไห่ไว้อย่างไร้ซุ่มเสียง เพื่อให้เขาหลอดพ้นจากการถูกกระทบกระแทกของสายลมในยามเคลื่อนไหว——ความเร็วของขอบเขตจินตานมีความรวดเร็วเกินไป สายลมที่พัดกระโชกขึ้นมาสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตหลอมปราณแล้วล้วนเป็นอันตรายประเภทหนึ่ง หากไม่พิทักษ์รักษาไว้ ลี่ทงไห่ย่อมไม่มีทางหยัดยืนได้อย่างมั่นคงแน่นอน มีแต่จะร่วงตกจากอาวุธบินไปเท่านั้น
จากนั้นเจ้าสำนักก็เร่งเร้าน้ำเต้าหยกเขียว ข้ามผ่านน่านฟ้ายามราตรีด้วยความเร็วที่เหนือล้ำยิ่ง มุ่งตรงไปยังภายนอก
ผ่านพ้นไปสองอึดใจ ก็อยู่ห่างไกลออกจากค่ายกลคุ้มกันภูเขาของหุบเขาหมื่นวสันต์ไปเป็นระยะทางนับร้อยลี่แล้ว
การขัดขวางกักตัวในจินตนาการยังไม่ได้มาถึง ทว่าสีหน้าท่าทางของเจ้าสำนักและผู้เฒ่าสูงสุดก็ไม่ได้มีความผ่อนคลายลงเพราะเรื่องนี้เลย
ในเมื่อเรื่องราวเกิดขึ้น ย่อมต้องมีสาเหตุของมัน
ยันต์กระบี่สื่อสารที่ลี่ทงไห่ส่งออกไป เป็นไปไม่ได้ที่จะเสื่อมประสิทธิภาพไปโดยไม่มีเหตุผล ย่อมต้องมีคนคอยขัดขวางกลั่นแกล้งอยู่เบื้องหลังแน่นอน
อีกฝ่ายจะนั่งมองดูพวกเขาจากลาไปจากหุบเขาหมื่นวสันต์ส่งเดชหรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ขัดขวางยันต์กระบี่สื่อสารไปแล้ว ยิ่งเป็นไปไม่ได้เข้าไปใหญ่!
ผ่านพ้นไปอีกสิบกว่าอึดใจ น้ำเต้าหยกเขียวก็บรรลุถึงตำแหน่งที่อยู่ห่างไกลออกไปจากหุบเขาหมื่นวสันต์เป็นระยะทางนับพันลี่แล้ว
ที่เบื้องหน้าพลันมีแสงกระบี่สายหนึ่งส่งผ่านมาอย่างกะทันหัน
คนในวัยกลางคนคนหนึ่งเหยียบย่างบนกระบี่บิน มีคิ้วทั้งสองข้างที่ห่างออกจากกัน เมื่อได้พบเจอน้ำเต้าหยกเขียวก็มีความยินดีรีบส่งกระแสจิตสื่อสารผ่านมาทันที "ใช่เจ้าสำนักชี่แห่งหุบเขาหมื่นวสันต์อยู่เบื้องหน้าหรือไม่"
"ข้าเคอหยวนแห่งสำนักกระบี่วิญญาณ ได้รับการจัดส่งมาจากศิษย์พี่เย่ เดินทางมาที่หุบเขาหมื่นวสันต์เพื่อซักถามร่องรอยของศิษย์ลี่ทงไห่!"
"วันนี้จู่ๆ ก็ได้รับยันต์กระบี่สื่อสารสภาพขาดๆ หายๆ ที่ลี่ทงไห่ส่งมา ถ้อยคำวาจาไม่มีความชัดเจน มองดูแล้วศิษย์ของศิษย์พี่ของข้าคนนี้คงตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายยิ่งยวดกระมัง……"
เจ้าสำนักชี่แห่งหุบเขาหมื่นวสันต์ไม่ได้หยุดยั้งน้ำเต้าหยกเขียวลง ทว่ากลับตอบกลับไปด้วยกระแสจิตสื่อสารโดยตรง "ที่นี่ไม่ใช่สถานที่สำหรับกล่าววาจา พวกเราเดินทางกลับสู่สำนักกระบี่วิญญาณเพื่อพบหน้าท่านอาจารย์เย่พร้อมกันแล้วค่อยว่ากันเถอะ!"
หลังจากกล่าวจบคำ ก็เร่งเร้าน้ำเต้าหยกเขียวให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น ไม่มีเจตนาที่จะหยุดยั้งเพื่อเฝ้ารอคอยเคอหยวนแห่งสำนักกระบี่วิญญาณผู้นี้เลยแม้แต่น้อย
แสงกระบี่ส่องประกายแวบหนึ่ง เคอหยวนแห่งสำนักกระบี่วิญญาณบังคับกระบี่บินให้ลอยขนานเสมอกันกับน้ำเต้าหยกเขียว พากันบินมุ่งตรงไปยังทิศทางของสำนักกระบี่วิญญาณพร้อมกัน ขณะเดียวกันก็เอ่ยปากยิ้มแล้วกล่าวว่า "ลี่ทงไห่ ในเมื่อเจ้าหนูเช่นเจ้านับว่าดำรงอยู่ตรงนี้ เหตุใดจึงไม่เอ่ยปากทักทายกับอาจารย์อาสักคำเล่า"
"ปีกกล้าขาแข็งแล้วหรือไร"
เนื่องจากมีการพิทักษ์รักษาจากพลังเวทของเจ้าสำนักชี่ ลี่ทงไห่ในเวลานี้จึงสามารถกล่าววาจาและเคลื่อนไหวได้ "อาจารย์อาเคอ เหตุใดท่านจึงเดินทางมาได้เล่าขอรับ"
"หากข้าไม่มา อาจารย์ของเจ้าไม่ตำหนิโทษข้าแย่หรอกหรือ" เคอหยวนหัวเราะฮ่าฮ่าพลางกล่าววาจา "ยันต์กระบี่สื่อสารของเจ้ามีความขาดๆ หายๆ ไม่ครบถ้วน อาจารย์ของเจ้าจึงส่งยันต์กระบี่สื่อสารสายหนึ่งมุ่งตรงไปยังเมืองเฮ่าจิงของราชวงศ์โจวที่มีระยะห่างอยู่ใกล้กับหุบเขาหมื่นวสันต์ค่อนข้างมากทันที"
"น่าสงสารอาจารย์อาเช่นข้ายิ่งนัก กำลังร่ำสุราหาความสำราญร่วมกันกับหญิงงามอันดับหนึ่งอยู่แท้ๆ นึกไม่ถึงว่าจะต้องตีตัวออกห่างมาจากมิตรสหายหญิงงาม เพื่อเดินทางมาตามหาหลานศิษย์ที่ไม่รักดีเช่นเจ้าผู้นี้——จุ๊ๆๆ สุรารสเลิศและหญิงงามที่ดีถึงเพียงนั้น ในคืนนี้กลับต้องปล่อยให้ผ่านพ้นไปอย่างว่างเปล่าเสียแล้ว!"
เมื่อเห็นเขาบอกเล่าเรื่องราวได้อย่างมีเหตุมีผล ตรงตามนิสัยใจคอในยามปกติ ภายในใจของลี่ทงไห่ก็ค่อยๆ ปล่อยวางความคลางแคลงใจลง ยิ้มแล้วกล่าวว่า "อาจารย์อา ท่านยังคงมีความเป็นอิสระและเสรีเช่นเดิมเลยนะขอรับ!"
"หากอาจารย์ของข้ารับรู้ เกรงว่าจะต้องลงทัณฑ์ท่านอีกสักรอบแล้วล่ะ"
"เฮ้อ อาจารย์ของเจ้าคนนั้นช่างมีความเย็นชาและน่าเบื่อสิ้นดี——จำต้องรับรู้ไว้ว่าเรื่องราวความรื่นรมย์ของโลกมนุษย์ดำรงอยู่ท่ามกลางสิ่งสวยๆ งามๆ มักจะบอกกล่าวอยู่เสมอว่าสุราและนารีจะกัดเซาะจิตใจ ทำให้ใจกระบี่มีความมืดมนสลัวราง" เคอหยวนกล่าวอย่างไม่เห็นพ้องด้วย "หากจะให้ข้ากล่าว การมีอายุขัยที่ยืนยาวและการหาความสำราญ ต่างหากที่เป็นสิ่งของที่ควรคว้ามาไว้ครอบครอง!"
เจ้าสำนักชี่แห่งหุบเขาหมื่นวสันต์ทุ่มเทกำลังทั้งหมดเร่งเร้าน้ำเต้าหยกเขียว นิ่งเงียบไร้ซุ่มเสียง
ผู้เฒ่าสูงสุดเอ่ยปากแทรกขึ้นมาด้านข้าง "หากใต้เท้ามีความเพลิดเพลินเจริญใจเช่นนี้ ในยามที่เดินทางกลับมาจากสำนักกระบี่วิญญาณในครั้งนี้ ข้าจะมอบสุราปราณวิญญาณที่เก็บสะสมไว้เป็นอย่างดีให้แก่ท่านสักไห เชิญท่านไปท่องเที่ยวหาความสำราญที่เมืองหลวงของแคว้นหนานหลีสักหนึ่งเดือน จะเป็นไรไปเล่า"
"วาจาที่กล่าวมานี้เป็นความจริงหรือ"
เคอหยวนมีความยินดีกล่าว
"ย่อมเป็นความจริงแน่นอน!" ผู้เฒ่าสูงสุดยิ้มแล้วกล่าว
"คำไหนคำนั้น!"
เคอหยวนกล่าวด้วยท่าทางกระตือรือร้น
ทว่าอยู่ในเวลานี้เอง ที่เบื้องหน้าพลันเกิดแสงสว่างจ้าขึ้นมาอย่างกะทันหัน น้ำเต้าหยกเขียวและกระบี่บินของเคอหยวนเข้าปะทะบนม่านพลังที่ไร้รูปลักษณ์ชั้นหนึ่ง เกิดอาการสั่นสะท้านอย่างรุนแรงไม่ยอมหยุดหย่อน
และก็แทบจะอยู่ในเวลาเดียวกัน หมีดำสองปีกที่มีขนาดร่างกายใหญ่โตมโหฬารตัวหนึ่งพลันปรากฏร่างขึ้นมาจากทางด้านหลังของม่านพลังที่ไร้รูปลักษณ์อย่างกะทันหัน ทะยานร่างจู่โจมเข้ามากลางเวหา ฝ่ามือหมีขนาดใหญ่โตมีขนาดถึงหนึ่งวาเหลี่ยม มุ่งตรงเข้ามาตบตีโดยตรง
ในที่สุดก็มาจนได้!
เจ้าสำนักชี่แห่งหุบเขาหมื่นวสันต์เร่งเร้าน้ำเต้าหยกเขียวถอยร่อนกลับหลังอย่างเร่งรีบ หลบหลีกหมีดำสองปีกตัวนั้นไปได้ พลันตวาดสั่งการ "สำนักสัตว์อสูรวิญญาณ! ย่อมเป็นพวกเจ้าจริงๆ ด้วย!"
ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา
เส้นไหมสีเงินทีละเส้นค่อยๆ ผุดประกายขึ้นมา พันธนาการล้อมรอบกระบี่บินของเคอหยวนไว้ ทั้งยังมุ่งตรงเข้ามาทางน้ำเต้าหยกเขียวราวกับเป็นงูเงินที่พาดพันสลับไปมา
เจ้าสำนักชี่เมื่อได้พบเห็นภาพเหตุการณ์นี้ ขอบกรามก็ยิ่งขบแน่น "ตาข่ายสวรรค์ไขกลไก!"
"สำนักเสี่ยวเทียนหลัวไม่ได้อยู่ตรวจดูดวงชะตาที่ประตูสำนัก เหตุใดจึงเดินทางมาที่นี่ได้!"
"หุบเขาหมื่นวสันต์ของพวกเราเคยไปล่วงเกินพวกเจ้าตั้งแต่เมื่อใดกัน"
เสียงหัวร่อเบาๆ สายหนึ่งดังแว่วขึ้น คนที่สวมใส่ผ้าคลุมหน้า แยกแยะไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง เป็นคนชราหรือคนหนุ่มสาวในมือกุมกระสวยปั่นด้ายสีขาวเงินหยัดยืนอยู่กลางเวหา
"เจ้าสำนักชี่ วาจาที่กล่าวมานี้ผิดไปแล้วล่ะ ไม่ใช่ว่าสิ่งของใดที่ถูกทำลายล้าง แล้วจำต้องบอกเล่าเหตุผลข้อนั้นออกมาเสมอไปหรอกนะ"
"การล่มสลายของหุบเขาหมื่นวสันต์ ย่อมเป็นลิขิตสวรรค์นั่นเอง"
ชายหนุ่มที่มีร่างกายกำยำล่ำสันคนหนึ่ง สวมใส่เกราะคุ้มกาย ทะยานร่างบินออกมาจากทางด้านหลังของม่านพลังที่ไร้รูปลักษณ์ เหยียบย่างอยู่บนตำแหน่งหน้าผากของหมีดำสองปีก ลวดลายหัวสัตว์อสูรร้องคำรามลากยาวตั้งแต่บริเวณแผงอกไปจนถึงใต้คาง มีความดุร้ายน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง แค่นเสียงเย็นชา "วาจานี้มีเหตุผล!"
"ทว่าหากหุบเขาหมื่นวสันต์ของพวกเจ้ามีความไม่ยินยอมพร้อมใจ ข้าก็สามารถมอบเหตุผลให้แก่พวกเจ้าได้ข้อหนึ่ง"
"สมคบคิดกับผู้บำเพ็ญมาร ฟ้าดินไม่อาจยอมร่วมโลก จำต้องทำลายล้างพวกเจ้าให้สิ้นซาก!"
"นี่เป็นเพียงการใส่ร้ายป้ายสีของพวกเจ้าเท่านั้น——" เจ้าสำนักชี่กล่าวด้วยความโกรธแค้น "แท้จริงแล้วพวกเจ้ารู้ดีชะยิ่งกว่าข้าเสียอีก ว่าหุบเขาหมื่นวสันต์ไม่มีทางสมคบคิดกับผู้บำเพ็ญมารเด็ดขาด!"
"แล้วจะเป็นอย่างไรเล่า"
กระบี่เล่มหนึ่งยื่นออกเงียบๆ แทงทะลุผ่านพ้นร่างกายของเคอหยวนไปโดยตรง
จากนั้น เสียงของถ้อยคำวาจาถึงได้ดังแว่วขึ้นมา นักพรตเฒ่าที่มีดวงตาสีเขียวมรกตดึงกระบี่เวทกลับคืนมา กล่าววาจาอย่างราบเรียบเป็นที่สุด
เคอหยวนมีความไม่ค่อยจะเชื่อสายตาตนเองทรุดเข่าล้มลงบนกระบี่บิน ปากมีรอยเลือดติดอยู่ หันหน้ากลับไปมอง "สำนักเสวียนอี?"
"พวกเจ้าทั้งสามสำนักนึกไม่ถึงว่าจะอยู่ร่วมกันหรอกหรือ"
"ถูกต้อง หุบเขาหมื่นวสันต์นับว่าสมควรแก่การถูกทำลายล้าง!" นักพรตเฒ่าดวงตาสีเขียวกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
คนที่สวมใส่ผ้าคลุมหน้าของสำนักเสี่ยวเทียนหลัวกล่าวเสริมด้วยรอยยิ้มหยาดเยิ้มอยู่ด้านข้าง "สังหารพวกเจ้าที่เป็นศิษย์สำนักกระบี่วิญญาณสองคนนี้ทิ้งไป แล้วค่อยไปบอกกล่าวกับเย่กูซิง ว่านี่เป็นฝีมือการกระทำของหุบเขาหมื่นวสันต์ที่ลอบสมคบคิดกับผู้บำเพ็ญมาร——เมื่อคิดดูแล้ว โทสะของเย่กูซิงพุ่งขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ตัวเขาเพียงคนเดียวก็ย่อมจะบุกทลายทั่วทั้งหุบเขาหมื่นวสันต์ให้พังพินาศได้แล้วใช่ไหมล่ะ"
เมื่อได้พบเห็นผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตจินตานสามคนตรงเบื้องหน้า แต่ละคนล้วนไม่ใช่คนที่จะต่อกรได้โดยง่าย กระชั้นชิดติดกันนึกไม่ถึงว่าจะยังมีผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตจินตานของสำนักสัตว์อสูรวิญญาณอีกคนหนึ่ง บังคับควบคุมมังกรยักษ์เขาเดียวปรากฏร่างตามออกมาด้วยอีกคน
ภายในใจของเจ้าสำนักชี่แห่งหุบเขาหมื่นวสันต์เกิดความโศกเศร้าและโกรธแค้นอย่างไม่มีที่เปรียบ "พวกเจ้าทั้งสามสำนักตกลงแล้วเป็นเพราะสาเหตุอันใดจึงต้องมามุ่งเป้าทำลายหุบเขาหมื่นวสันต์ของเราถึงเพียงนี้! ถึงกับไม่เลือกวิธีการเช่นนี้!"
"กล่าวไปเจ้าก็ไม่มีทางเข้าใจ สู้ยอมทำตัวเป็นคนหน้ามืดตามัว ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณล้วนแตกสลายทำลายล้างไปเลยดีกว่า!"
ชายหนุ่มผู้มีร่างกายกำยำล่ำสันของสำนักสัตว์อสูรวิญญาณตอบกลับคำ จากนั้นก็เร่งเร้าหมีดำสองปีกให้ก้าวไปด้านหน้า ฝ่ามือหมีกวัดแกว่งราวกับเป็นภูเขาขนาดเล็ก นำพาเอาสายลมบ้าคลั่งพัดกระโชกโฮกฮาก มุ่งตรงไปยังน้ำเต้าหยกเขียวของเจ้าสำนักชี่
ศัตรูมีจำนวนมากพวกเรามีจำนวนน้อย เจ้าสำนักชี่ไม่มีความกล้าที่จะรับการโจมตีเลยแม้แต่น้อย เร่งเร้าให้น้ำเต้าหยกเขียวถอยร่อนกลับหลังเพื่อหาทางหลบหนีหลบเลี่ยงไป
ทว่าทางด้านหลังในเวลานี้กลับมีเส้นไหมสีเงินผืนใหญ่ผุดประกายขึ้นมาขวางกั้นไว้ได้อย่างประจวบเหมาะพอดี
ขวางกั้นเส้นทางการกลับคืนของพวกเขาไว้
คนของสำนักเสี่ยวเทียนหลัวคนนั้นยิ้มอย่างแผ่วเบา "ดำเนินมาจนถึงขั้นนี้แล้ว มีหรือจะปล่อยให้เจ้าหลบหนีไปได้"
น้ำเต้าหยกเขียวเกิดการเร่งความเร็วขึ้นมาในชั่วพริบตา หลบหลีกเส้นไหมสีเงิน หลบเลี่ยงการจู่โจมของหมีดำสองปีก แล้วจึงเลี้ยววงก้มหน้าพุ่งทะยานตรงไปข้างหน้าซ้ำ
และก็อยู่ในเวลานี้เอง เคอหยวนพลันกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง ฝืนหยัดยืนร่างกายขึ้นมา กระบี่บินดิ้นรนหลุดพ้นออกมาจากเส้นไหมสีเงิน พลันแผดเสียงตวาด "รีบไปเถอะ ข้าจะอยู่ต้านทานด้านหลังเอง!"
หลังจากกล่าวจบคำ ก็สะบัดกวัดแกว่งกระบี่ยาว รังสีปราณกระบี่หลายสายพวยพุ่งทะยานออกไป มีความเฉียบคมเป็นอย่างยิ่งยวด
หมีดำสองปีก มังกรยักษ์เขาเดียว เส้นไหมสีเงิน และนักพรตของสำนักเสวียนอีกลับไม่มีใครสามารถเข้าใกล้ตัวน้ำเต้าหยกเขียวได้เลยในช่วงเวลาหนึ่ง ช่วยเพิ่มพื้นที่ที่มีความปลอดภัยให้แก่น้ำเต้าหยกเขียวผืนหนึ่ง
เจ้าสำนักชี่พลันฉกฉวยโอกาสในทันที เร่งเร้าน้ำเต้าหยกเขียวให้พุ่งทะยานไปข้างหน้าอย่างบ้าคลั่ง เพื่อหวังจะอ้อมผ่านพ้นม่านพลังที่ไร้รูปลักษณ์ไป
ผู้เฒ่าสูงสุดหันหน้ากลับไปมองทางเคอหยวน แผดเสียงตะโกนออกมา "ไปด้วยกันเถอะ!"
ในมือโยนเถาวัลย์สีเขียวเส้นหนึ่งออกไป มุ่งตรงไปยังเคอหยวน พาดพันรอบบั้นเอวของเขา แล้วดึงลากดึงร่างของเขาขึ้นสู่เหนือน้ำเต้าหยกเขียวโดยตรง
"ขอบพระคุณ!" เคอหยวนกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจ ปากมีรอยเลือดติดอยู่
"ไม่ต้องเกรงใจ หุบเขาหมื่นวสันต์ของพวกเราไม่มีกฎเกณฑ์ที่จะละทิ้งผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตไว้หรอกนะ!" ผู้เฒ่าสูงสุดตอบกลับด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
"เช่นนั้น ข้าก็ยังต้องขอบพระคุณยิ่งนัก——"
เคอหยวนพลันเงยหน้าขึ้นมา แสงกระบี่สายหนึ่งพลันแทงทะลุผ่านพ้นตรงตำแหน่งตันเถียนของผู้เฒ่าสูงสุดไปโดยตรงอย่างกะทันหัน
"ข้าก็ไม่ได้เคยบอกกล่าวไว้นี่นา ว่าคิดจะช่วยชีวิตของพวกเจ้าน่ะ"
"ขอบพระคุณเจ้าด้วยนะ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ข้า!"
จบตอน